เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 22 แสงสว่างจากดวงประทีป

ตอนที่ 22 แสงสว่างจากดวงประทีป

ตอนที่ 22 แสงสว่างจากดวงประทีป


ตอนที่ 22 แสงสว่างจากดวงประทีป

 

การก่อความวุ่ยวายของสาหร่ายหัวผีคร่าชีวิตคนไปมาก ส่งผลให้งานเทศกาลคืนนี้ถูกยกเลิกไปดังคาด ความคึกคักในตัวเมืองกลับกลายเป็นเงียบเหงาจนถึงขั้นเปลี่ยวร้างทันที ยกเว้นลานกลางเมืองซึ่งเจ้าหน้าที่ในเมืองต่างพอกันกู้ซากร่างกับหัวของศพกลับมาวางเพื่อรอให้ญาติมารับตัว

เสวี่ยหงเยว่เฝ้ามองเหตุการณ์บนลานกว้างทั้งหมดจากหน้าต่าง ในตอนนี้เขาอยู่ในสถานะของประมุขเพื่อเข้าประชุม แผนการในคราแรกนั้นคือเพื่อตระเตรียมพิธีการลอยโคมแต่ในตอนนี้กลับต้องมาประชุมวิธีการรับมือสิ่งบุกรุกและจัดการกับศพของผู้รับเคราะห์ในเหตุการณ์

สุดท้ายแล้วเขาจึงตัดสินใจให้ทุกศพที่เสียไปในครั้งนี้อยู่ในการอนุเคราะห์ของประมุขเสวี่ย เขากล่าวกับที่ประชุมว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบการให้คนจะจัดพิธีศพและตระเตรียมการฌาปนกิจผู้เสียชีวิตทั้งหมด

จากงานเทศกาลอันคึกคักต้องกลายมาเป็นงานศพที่น่าเศร้า ต่อให้เสวี่ยหงเยว่ไม่ชอบงานรื่นเริงยังอดรู้สึกเจ็บปวดแทนชาวเมืองไม่ได้

เสวี่ยหงเยว่รู้ดีว่าการใช้พลังในการสู้เมื่อคืนนั้นตัวเองทำไม่ถูกต้องสักเท่าไร เขาไม่รู้ว่าการบังคับให้หัวผู้ตายกลายเป็นศพอาฆาตมาช่วยรบจะสร้างความไม่พอใจให้แก่ญาติของคนเหล่านั้นหรือไม่ ต่อให้มันจะมีผลประโยชน์ต่อการดำเนินบทตัวร้าย วางรากฐานให้ถูกคนชิงชังในอนาคตก็ตาม

แต่สุดท้ายด้านดีในใจของเขาก็รู้สึกว่าปล่อยไปไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด เขาก็อยากรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนกระทำลงไปแม้จะเป็นการช่วยจัดงานศพเพียงเล็ก ๆ น้อยๆ ก็ตาม

เสวี่ยหงเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย ละสายตาจากการมองภาพอันหน้าเศร้าที่ลานกลางเมืองเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากคณะกรรมการหมู่บ้าน

เมื่อเข้าไปในห้องประชุมแล้ว ทั้งเสียงพูดคุย ความวุ่นวายทุกสิ่งทุกอย่างนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเหตุการณ์สาหร่ายหัวผีครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับฝ่ายปกครองบ้านเมืองมากขนาดไหน

ลมหายใจบางเบาถูกถอนออกมา เขานั่งฟังการประชุมไปพลาง ช่วยออกความเห็นบ้าง รับความเห็นบ้าง คาดคะเนเวลาแล้วกว่าจะจบก็คงเกือบค่ำ

วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเลยคงได้ทำงานทั้งวันเพราะนอกจากหน้าที่เข้าประชุมวางแผนการปกครองแล้ว จบจากนี้ไป เขาเองก็ยังมีงานหลวงสำคัญรออยู่อีกหนึ่งงาน

อีกไม่นานพิธีลอยโคมขอบคุณเทพเจ้าจะเริ่มแล้ว...

 

เมื่อตะวันคล้อยตกดินก็ใกล้ถึงเวลาที่เสวี่ยหงเยว่ต้องทำงาน ต่อให้งานเทศกาลอันรื่นเริงจะยกเลิกแต่การลอยประทีปนั้นก็เป็นประเพณีที่ไม่อาจจะยกเลิกได้ มันเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อกันมา เพราะหากไม่จัดพิธีบูชาเทพดังทุกปี ทางคนที่มีความเชื่อเรื่องเทพจะต้องกระวนกระวายกังวลกับผลผลิตในฤดูกาลหน้าเป็นแน่

ความเชื่อเรื่องเทพในโลกนี้มันฝังรากลึกเกินกว่าจะแก้

เมื่อเขามาถึงจุดที่ใช้ทำพิธี ผู้ติดตามก็กันหยุดหน้าประตู หลังจากนี้ตนจะต้องเข้าไปคนเดียว โดยเข้าไปทำพิธีสวดกับตัวแทนสกุลซุนเพียงสองคนในห้องที่จัดเตรียมไว้ให้

เสวี่ยหงเยว่เดินอย่างสงบเสงี่ยมตามทางเดินไม้ที่ทอดตัวยาวไปสู่แทนปรัมพิธี ก่อนจะชะงักเท้าไปเล็กน้อย เมื่อเขาเห็นถึงร่างของคนหนึ่งซึ่งมารอเขาได้สักพักแล้ว

เขาเป็นชายที่มีรูปร่างสูงบอบบาง ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เครื่องหน้าสวยเกินกว่าบุรุษแต่ก็ไม่หวานดังสตรี มัดรวบผมสีดำสนิทยาวจรดกลางหลังไว้ครึ่งหัวโดยปักตกแต่งด้วยปิ่นเงินเนื้องาม เรียกได้ว่าเป็นบุคคลมีความงามของทั้งสองเพศรวมอยู่ในตัวคนๆ เดียวก็ไม่ผิดนัก

ชายคนนั้นยืนตัวตรงมือประสานกันระดับตัก ทั้งสีหน้า สายตา ตลอดจนอากัปกริยาทุกสิ่งทุกอย่างดูสงบสำรวมและเรียบร้อย

“มาแล้วหรือขอรับประมุขเสวี่ย” ชายคนนั้นยิ้มให้เขา ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงละมุนน่าฟัง ซึ่งเสวี่ยหงเยว่ได้แต่พยักหน้าตอบรับ เขาค่อยๆ เดินตามหลังชายคนที่เดินนำไปอย่างเชื่องช้า ทอดสายตามองกริยาที่อ่อนช้อยนั้นพลางคิดอะไรหลายอย่างในหัว

ชายที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้นเป็นคนทรง...เป็นนักบวชระดับสูงแห่งสกุลซุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีกริยาสำรวมเรียบร้อย เดินทีก็นุ่มละมุนราวกับเทพก้าวเดิน

เขาหลุดยิ้มออกมาเล็กๆ กว่าจะทำได้ขนาดนี้ ไม่รู้ว่าใช้เวลาฝึกมารยาทมาขนาดไหนกันนะ

เมื่อเดินมาถึงลานสำหรับทำพิธีแล้ว ชายคนนั้นก็เดินตรงไปยังแท่นทำพิธี เขานั่งลงในท่าคุกเข่าทั้งสอง วางมือลงกับตักหนึ่งข้าง ก่อนจะใช้มืออีกข้างผายไปทางด้านหน้า คล้ายบอกให้จะให้เสวี่ยหงเยว่มานั่งที่ฝั่งตรงข้ามของตน

เสวี่ยหงเยว่จึงนั่งลงตามที่อีกคนเชิญ เขาหยิบโคมที่วางข้างตัวขึ้นมา จัดการคลี่มันออกจนกลายเป็นโคมประทีปขนาดใหญ่ เขาใช้มือจับที่ปลายโคมโดยที่คนเบื้องหน้านั้นจับเอาไว้อีกด้านหนึ่งเช่นกัน ริมฝีปากของชายผมดำคนนั้นค่อยๆ เอ่ยเอื้อนบางอย่างที่คล้ายกับบทสวด ด้วยเสียงอันไพเราะ และท่วงทำนองที่อ้อนช้อยงดงามจนชวนเคลิ้มฝัน

เขามองภาพนั้นเพลินๆ ไม่ใช่เพลินเพราะกริยาอันงดงามของอีกฝ่าย

แต่ที่มันเพลินเพราะรู้สึกว่ามันตลก

จริง ๆ เขาคงจะไม่รู้สึกตลกขนาดนี้ถ้าคนตรงหน้าเป็นนักบวชคนอื่น...ไม่ใช่คนเดียวกับที่เอาผ้ามาโพกหัวให้เขาเมื่อวาน

ใช่แล้ว...คนงามที่นั่งสงบเรียบร้อยอยู่ตรงหน้าเขานี้ คือเจ้าคนน่าหมั่นไส้ในตอนนั้นนั่นเอง

บทสวดอันไพเราะดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างคล่องแคล่วไม่มีขาดตกบกพร่องสมเป็นคนจากสกุลคนทรง เสวี่ยหงเยว่ทอดสายตามองคนตรงหน้า ต่อให้อีกฝ่ายจะมีพร้อมทั้งสุ้มเสียง ทั้งหน้าตา ทุกอย่างล้วนเแต่เจริญหูเจริญตา สามารถมองเพลิน ๆ ได้ทั้งวันโดยที่ไม่รู้เบื่อก็จริง

แต่กับคนที่รู้จักนิสัยที่แท้จริงแล้วนั้น มันช่างน่าขนลุกเสียยิ่งกว่าอะไร

เสียงกระแอมดังขึ้นมาคล้ายจะเรียกสติของเสวี่ยหงเยว่ที่กำลังคิดเรื่องของอีกฝ่ายให้กลับมา พิธีสวดบทบูชาเทพได้จบสิ้นหลงแล้ว ก็ถึงพิธีการสำคัญ นั่นคือการปล่อยโคม

เสวี่ยหงเยว่เงยหน้ามองด้านบน ท้องฟ้าคืนนี้มีจันทร์กลมเต็มดวง เขาพยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายปล่อยโคมขึ้นฟ้าไปพร้อมกัน

ดวงตาสีแดงมองประทีปสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ลมพัดเบา ทิศทางลมกำลังดี แสงสว่างจากเปลวไฟกลมกลืนกับแสงนวลจากดวงจันทร์ โคมใหญ่นั้นสั่นเล็กน้อยตามแรงลม ก่อนที่จะเร่งลอยหายลับสายตา สู่ท้องฟ้ากว้าง ละล่องไปเรื่อย และจบลงด้วยการคล้อยตกลงสู่พื้นดินในยามที่เชื้อไฟมอดดับ

เมื่อมองขึ้นไปยังท้องฟ้าแล้วเสวี่ยหงเยว่รู้สึกใจหายเล็กน้อยทั้งที่ตามปรกติแล้วเมื่อจบพิธีสวด หลังประมุขเสวี่ยปล่อยโคมแรกขึ้นฟ้าไปแล้ว จะต้องมีโคมจำนวนมากลอยตามขึ้นมาแท้ๆ แต่ในคืนนี้กลับมีน้อย...น้อยมาเสียจนเกือบไม่มี

“ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ...คืนนี้มีพิธีศพ ญาติผู้ตายส่วยใหญ่คงไม่ออกมาลอยโคมหรอก” เมื่อจบพิธีการภาพลักษณ์คนงามแสนสงบของอีกฝ่ายก็หายวับไปทันที เขาบิดขี้เกียจอย่างไม่รักษามาด หากนอนเหยียดกับพื้นได้ได้ก็คงนอนไปแล้ว

"ก็มีแค่เราสองคนนี่แหละที่ต้องออกมาทำงาน"

ดวงตาสีแดงมองแรงใส่อีกฝ่าย เสวี่ยหงเยว่รู้สึกเหมือนได้อ่านหนังสือพระพุทธสอดไส้ความอาบัติทุกครั้งเวลาที่เห็นอีกฝ่ายพลิกกริยาจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้

“เจ้าไม่ควรบิดกายเช่นนั้น...จ้าวหาน เจ้ากำลังทำร้ายจิตใจของผู้ศรัทธาในสกุลซุน”

“เหรอ...” ซุนจ้าวหานลากเสียงก่อนที่จะนั่งข้างๆ กอดแขนเสวี่ยหงเยว่เอาไว้ ใบหน้าสวยนั้นขยับมาใกล้จนคนโดนกอดขนลุก

“แต่การที่ประมุขเสวี่ยแท้จริงแล้วเป็นคนขี้บ่นแถมยังใจอ่อนเด็กน้อยมันก็ทำลายภาพลักษณ์เจ้าไม่น้อยเลยนะ...หงเกอ —” แล้วซุนจ้าวหานก็บีบเสียงเล็กเลียนแบบเหอไป๋เทียน พร้อมที่ยิ้มออกมา

จึงทำให้เขาโดนฝ่ามือยันหน้าอย่างแรง

“หงเกออย่าใจร้ายกับน้อง— โอ้ยยย พอๆ พอแล้วข้าเจ็บ” หวีดร้องออกมาเมื่อรู้สึกว่าน้ำหนักของฝ่ามือที่ยันมาเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ซุนจ้านหานขยับตัวถอยเล็กน้อย ลูบแก้มลูบหน้าของตัวเองแล้วบ่นโอดไม่เป็นภาษา

“ดี...เจ้าจะได้เลิกล้อข้าเสียที” เสวี่ยหงเยว่กลอกตาอย่างหน่ายเหนื่อย พลางมองไปยังคนตรงหน้า

ซุนจ้าวหาน

คือนามของชายคนนั้น เขาเป็นบุตรชายคนรองใน สกุลซุน เป็นเพื่อนสนิทวัยใกล้เคียงกันของเสวี่ยหงเยว่ที่...

ล่วงรู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของกันและกัน

แต่ได้โปรดเถิดอย่าได้ถามเลยว่าทำไมถึงมาโป๊ะแตกแสดงนิสัยจริงซึ่งกันและกันได้ เรื่องมันนานนมราวๆ สี่ปีก่อนเห็นจะได้ ตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งรู้จักซุนจ้าวหาน...เขาโดนหลอกล่อให้เปิดเผยนิสัยเสียจนหมดรูป

“แค่เล็กน้อย จะเป็นอะไรไป ในเมื่อนานครั้งข้าจะได้เห็นเจ้าทำอะไรที่ไม่เคยทำ อย่างการพาเด็กน้อยมาเที่ยวเล่น....เด็กน้อยในสกุลเหอคนนั้นน่ะ น่ารักดีนะ” ซุนจ้าวหานยิ้ม เมื่อเห็นอาการตะหนกเล็กๆ จากอีกฝ่าย

"ทั้งที่ปลอมตนเป็นผู้อื่นแล้ว ทำไมยังวางท่าเป็นคนเย็นชากับคุณชายเหออยู่เล่า?" เขาถาม

"ยังมีฉิงเจียกับนายทัพเหมินอยู่ด้วย...จะให้ข้าพลิกพลันการวางตัวจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างไร " เสวี่ยหงเยว่ตอบ ลองได้ยิ้มร่าเวลาอยู่กับเหอไป๋เทียน แต่ดันวางตัวขรึมกับจงฉิงเจียหรือเหมินจิ้นเค่อมันก็ออกจะประหลาดแปลกๆ อยู่ไม่น้อย

"ไม่แคล้วข้าจะโดนคนมองว่าเป็นคนสองขั้ว สองบุคลิคไป"

"ก็จริงของเจ้า ทว่า...ข้าเห็นเจ้าสนิทสนมกับคุณชายเหอเช่นนี้แล้วก็รู้สึกดีใจอยู่ไม่ใช่น้อยเชียว" ซุนจ้าวหานหัวเราะ เขาขยับกายเข้าหา จับจ้องดวงตาของเสวี่ยหงเยว่อย่างจริงจัง

ทันใดนั้นซุนจ้าวหานก็ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เสวี่ยหงเยว่ไม่อาจจะเข้าใจได้

“ซึ่งนั่นทำให้ข้าคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้ว”

เสวี่ยหงเยว่เลิกคิ้ว พอจะอ้าปากถาม ซุนจ้าวหานก็ส่ายหน้าคล้ายกำลังสื่อว่าเขาอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากที่นั่ง เพื่อที่จะเดินนำไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในส่วนที่ลึกจากปรัมพิธีที่พวกเขาอยู่ในปัจจุบัน

ตลอดทางซุนจ้าวหานจะไม่ได้พูดอะไร ทางที่พวกเขาเดินไปนั้นเริ่มมืดและมืดขึ้นเรื่อยๆ แต่ในทางกลับกัน เสวี่ยหงเยว่กลับเห็นแสงที่เริ่มสว่างขึ้นมาจากตัวเขา พร้อมกันกับที่หน้าอกเริ่มร้อนแปลกๆ

พอเอามือแตะที่อกเสื้อตัวเองก็พบว่าบริเวณที่แผ่รังสีร้อนนั้น คือจี้ล็อคเกตที่เขาเอามาใส่อัญมณี

“ข้าแนะนำให้เจ้าเอามันออกมานะ” ซุนจ้าวหานเอ่ย เขายังคงเดินนำไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้เหลียวหลังหันมามองเสวี่ยหงเยว่เลยแม้แต่น้อย

เสวี่ยหงเยว่จึงได้นำออกมาตามคำแนะนำของซุนจ้าวหาน เขาค่อยๆ เปิดล็อคเก็ตออกมา กระไอพลังมืดนั้นแผ่กระจายออกมาเรื่อยๆ ยิ่งเดินลึกเข้าไปมาเท่าไร เขาก็ยิ่งรับสัมผัสถึงพลังนั้นชัดเจน ดวงตาสีแดงทอดมองคนที่เดินนำหน้าตนแล้วก็ขมวดคิ้วออกมา

เป็นแบบนี้อีกแล้ว...

ซุนจ้าวหานมักเป็นเช่นนี้เสมอ พลังศักดิ์สิทธิ์ของสกุลซุนนั้นมักทำให้ซุนจ้าวหานรับรู้อะไรต่อมิอะไรที่คนอื่นไม่เข้าใจต ทำนายทายทักอะไรก็แม่นยำ หากเป็นตัวละครในนิยายแฟนตาซีแล้วล่ะก็ เพื่อนของเขาคนนี้คงอยู่ในตำแหน่งนักบวชสายพยากรณ์แน่นอนร้อยเปอร์เซ็น

“คิดอะไรแปลกๆ กับข้าอยู่ใช่ไหม หงเยว่” เสียงนั้นเอ่ย ซุนจ้าวหานหรี่ตาลองเล็กน้อยแล้วค่อยๆ เปิดบานประตูที่อยู่เบื้องหน้าของตัวเองออก

เสวี่ยหงเยว่ที่กำลังจะอ้าปากเถียงอยู่นั้นก็ชะงักลงไปพลันเมื่อตนได้เห็นกับบางอย่างที่อยู่หลังบานประตูนั้น

เส้นด้ายสีแดงถูกโยงตั้งแต่คบเพลิงหน้าประตูจวบจรดไปจนถึงขั้นบันได เมื่อมองตามเส้นด้ายไปเรื่อยๆ จากบันไดขั้นแรก เรื่อยขึ้นไปจนสุดขึ้นสุดท้าย เขาก็ได้เห็นถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่บนนั้น...คล้านกับแท่านผนึกอะไรบางอย่าง

มันคือต่างหูเงินทรงยาวขนาดเล็กเพียงหนึ่งข้างถูกวางอยู่บนแท่น ตามร่องที่มีการสลักลายของมันนั้นกำลังส่องประกายกระพริบถี่ ๆ อยู่ในจังหวะที่พร้อมกับอัญมณีที่อยู่ในมือของเสวี่ยวหงเยว่

เมื่อเห็นสิ่งนั้นชัดเจนกับตา หัวใจของเสวี่ยหงเยว่ถึงกับเต้นถี่เร็ว ในหัวย้อนไปถึงความทรงจำในหนังสือพล็อตย่อรวมถึงเรื่องเล่าที่ตนเคยได้ยินมาตลอด

สิ่งนั้นมันคือสมบัติของสกุลเสวี่ยไม่ผิดแน่...

หนึ่งในสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งสามสกุลต้องรักษา ต่างหูพัรผู้ควบคุมพลังมืดข้างนี้ นี่คือสิ่งที่สกุลเสวี่ยถือครองปกป้องมาโดยตลอด

ต่างหูพันธนาการ

และมันอยู่ในที่แห่งนี้ ถูกผนึกเอาไว้ยังหอสมบัติอันป็นปริศนา ไม่มีใครบอกเขาถึงที่ตั้ง กระทั้งเสวี่ยจินหรงผู้เป็นบิดาก็ไม่เคยบอกเล่า ที่แห่งนี้เป็นความลับมากเสียจนเสวี่ยหงเยว่คิดว่าเมื่อถึงบทดำเนินสตอรี่แล้ว ตัวเองจะต้องพลิกแผ่นดินตามหา

แท้จริงแล้วเขามาเยือนทุกปี...มิน่าล่ะต้นฉบับถึงได้มาก่อความวุ่นวายแรกที่นี่ เพราะจะมาดอยต่างหูนี่เอง สรุปแล้วนี่เขาแทบไม่ต้องลำบากอะไรแต่งานเสร็จเลยนะเนี่ย...

จะว่าสบายแรงมันก็ใช่...

แต่ว่าทำไมซุนจ้าวหานถึงได้รู้ว่าเขาตามหามันอยู่กัน?

“นับตั้งแต่บรรพกาลประมุขเสวี่ยทุกคนนั้นจะต้องสวมใส่สิ่งนี้ติดกายตลอดเวลา เพื่อใช้ความคุมพลังมืดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างไม่ให้มันล้นออกมา” คล้ายซุนจ้าวหานจะรู้ถึงความสงสัยนั้น เขาเอ่ยไปพลางเดินนำเสวี่ยหงเยว่พาตรงมาที่บันไดไปพลาง เพื่อที่จะได้เดินนำทางขึ้นไปหาต่างหูพันธนาการนั้นด้วยกัน

“มันมีหน้าที่คอยซึมซับพลังของประมุขเสวี่ยมารุ่นต่อรุ่น จนกระทั้งต่างหูคู่นี้เปี่ยมไปด้วยพลังมืด” เขาค่อย ๆ เล่าถึงตำนานแห่งต่างหูพันธนาการที่ตัวเองรู้ออกมา “จนกระทั้งเมื่อสามสิบปีก่อน ประมุขคนก่อนหน้าเสวี่ยจินหรงนั้นถูกพลังมืดที่ล้นออกจากต่างหูนี้ครอบงำ เขาถูกความมืดจากประมุขเสวี่ยคนก่อน ๆ กลืนกินสติ และกลายเป็นคนวิปลาส”

ซุนจ้าวหานมองสีหน้าของเสวี่ยหงเยว่ที่คล้ายว่าจะมีสีหน้าตกใจเป็นหนักหนา เขารู้ดีกว่าเจ้าตัวคงไม่เคยรู้ถึงเรื่องราวนี้ เรื่องราวของ ‘ประมุขเสวี่ยคนนั้น’ มันเป็นเรื่องก่อนที่อีกฝ่ายจะเกิดมาที่นี่เสียอีก

เรื่องราวเจ็ดปีก่อนที่เสวี่ยหงเยว่เกิด ก่อนที่เสวี่ยจินหรงจะขึ้นเป็นประมุข เรื่องราวแห่งหายนะที่นำมาซึ่งชื่อเสียแห่งสกุลเสวี่ย เรื่องราวที่ถูกปิดผนึกซ่อนเร้น เป็นความไม่ใช้ใครก็ตามได้ล่วงรู้แม้แต่ทายาทรุ่นถัดมาก็ตาม

เรื่องราวของเสวี่ยเหวินจวิ้น

“เมื่อประมุขคนนั้น...เสวี่ยเหวินจวิ้นถูกสังหารและเพื่อไม่ให้ประมุขเสวี่ยคนถัดไปถูกอำนาจมืดครอบงำอีก ผู้อาวุโสรุ่นนั้นจึงได้ร่วมมือกับคนในสกุลข้า จัดการแยกชิ้นส่วนของต่างหูพันธนาการเอาไว้ ส่วนหนึ่งถูกผูกด้ายแดงลงอาคมผนึกไว้ที่แห่งนี้และ...”

ซุนจ้าวหานมือเอื้อมไปเปิดครอบกระจกใส ปลดปล่อยด้ายที่ลงผนึก เพื่อหยิบต่างหูพันธนาการออกมา สังเกตได้ว่าท่ามกลางรอยแกะสลักอันสวยงามของมันนั้น มีจุดหนึ่งที่เป็นช่องว่างขนาดใหญ่คล้ายมีบางสิ่งบางอย่างหลุดออกไปจากตัวต่างหู

ซุนจ้าวหานค่อยๆ แบมือออกมา คล้ายกับจะว่าขอสิ่งที่เสวี่ยหงเยว่ถือครองอยู่ในมือ และเมื่อได้รับของมาแล้วเขาจึงวางอัญณมีสีดำเม็ดนั้นลงในช่องว่างที่ขาดหายบนต่างหูนั้นได้อย่างพอดิบพอดี

“อีกส่วนหนึ่งได้ถูกนำไปไว้ที่ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ในแดนลับแลบนเขาเสวี่ย” ซุนจ้าวหานเงยมองหน้าอีกฝ่าย เขายิ้มให้บางเบา ยกมือขึ้นลูบศรีษะของเสวี่ยหงเยว่ด้วยความเอ็นดู...แว้บหนึ่ง แค่เพียงชั่ววินาทีเดียวเท่านั้น ที่คล้ายว่าดวงตาสีฟ้านั้นจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและเอ็นดูในตัวอีกฝ่าย

“ใยทำหน้าเช่นนั้นกัน การนำสิ่งนี้ออกมาจากการผนึกเป็นภารกิจของเจ้ามิใช่หรือเสวี่ยหงเยว่?”

“ทำไมเจ้าถึง....” เสวี่ยหงเยว่ไม่ทันพูดจบก็ถูกแทรกขัดขึ้นมาเสียก่อน

“รู้...?”

ซุนจ้าวหานหัวเราะออกมาเบา ๆ ระหว่างที่สวมต่างหูข้างเดียวข้างนั้นให้ลงบนใบหูของเสวี่ยหงเยว่

“ความสามารถในการหยั่งรู้ของสายเลือดสกุลซุนอย่างไรเล่า” พูดได้แค่เพียงเท่านั้นเพราะจะให้อธิบายอะไรเพิ่มเติมคงยาก หากอธิบายให้มันกระชับที่สุดก็คงเป็น

‘ความหยั่งรู้ทุกสิ่งบนโลกราวกับดวงตาของพระเจ้า’

เพียงแค่เข้าฌานก็ทำให้ซุนจ้าวหานรู้แทบจะทุกสิ่งที่เป็นไปบนโลก มันคือความสามารถพิเศษ ที่เขาไม่ต้องการเท่าไรนัก...นั่นก็เพราะเขารู้ทุกสิ่งมากเกินไป

“ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนเกิดมามีหน้าที่ของตัวเองทั้งนั้นนั่นแหละ” ซุนจ้าวหานค่อยๆ ขยับตัว แล้วเดินนำเสวี่ยหงเยว่ลงบันไดแท่นผนึกไปเรื่อยๆ พลางฮัมเพลงอย่างแผ่วเบาไปด้วย

เสวี่ยหงเยว่ได้แต่มองแผ่นหลังคนตรงหน้า ความสงสัยนั้นเอ่อล้นมากเสียจนเขาไม่รู้จะถามสิ่งไหนก่อนเป็นอย่างแรก

ทำไมถึงพามาที่นี่

ทำไมถึงรู้ว่าเขาหาอะไร

แล้วใครคือเสวี่ยเหวินจวิ้น

“เจ้าก็มีภารกิจของเจ้า ตัวข้าเองก็มีสิ่งที่ข้าต้องทำ ไม่เกี่ยวกับว่าจะเกิดมาในสถานะใด สกุลใด หรือต่อจะให้เกิดเป็นใครก็ตาม” ดวงตาสีฟ้าใสเงยสบตากับอีกฝ่าย ซุนจ้าวหานค่อยๆ เอ่ยถ้อยคำบางอย่างออกมา ที่ทำให้เสวี่ยหงเยว่เบิกตากว้าด้วยความตระหนก

“ใช่ไหมขอรับ...ท่านสมจิตร”

 

จบบทที่ ตอนที่ 22 แสงสว่างจากดวงประทีป

คัดลอกลิงก์แล้ว