เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 งานเทศกาล

ตอนที่ 17 งานเทศกาล

ตอนที่ 17 งานเทศกาล


ตอนที่ 17 งานเทศกาล

 

หลังจากการลงมติในห้องประชุมจบไป ไม่กี่วันต่อมาคนจากสำนักเสวี่ยจำนวนมากก็ได้มาวางค่ายป้องกันอาณาเขต พวกเขาจัดสรรเส้นแบ่งของป่า แยกส่วนทำมาหากินของชาวบ้านออกมาจากบริเวณที่ถูกระบุว่าเป็นแหล่งที่อยู่ของหมาป่าพระจันทร์สีนิล

เสวี่ยหงเยว่คิดว่าการกระทำเช่นนี้น่าจะได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเขาที่แก้ไขสถานการณ์ให้คนมั่นใจว่าจะไม่มีสัตว์ร้ายหลุดจากอาณาเขตมาทำร้ายใครได้และฝ่ายเหมยฉีเองก็จะมีแหล่งที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยมากขึ้น

เพราะนอกจากจะมีมนต์บังตาแล้วก็ยังมีม่านป้องกันที่สร้างจากผู้มากฝือมือของสกุลเสวี่ยกั้นดินแดนให้อีก เสวี่ยหงเยว่คิดว่าครอบครัวจิ้งจอกกับสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นั้นจะปลอดภัยจากคนภายนอกไปอีกพักใหญ่ๆ อย่างน้อยก็จนกว่าร่างกายและพลังของเหมยฉีจะฟื้นตัว

แต่การจำกัดเขตก็ใช่ว่าจะมีแต่ผลดีตามมา ฝ่ายรับคำร้องของสกุลเสวี่ยต้องรับจดหมายร้องเรียนเป็นตั้งหนาจากชาวบ้านทุกวัน เพียงเพราะการออกกฏจำกัดสิทธิ์เข้าป่าลึก ซึ่งเสวี่ยหงเยว่ได้แต่ทำใจ ปล่อยเบลอมันไป คนด่าไม่ได้เสีย คนเสียไม่ได้ด่า นานาจิตตัง คิดเสียว่าไม่ต่างกรณีไม้เบื่อไม้เมาระหว่างแม่ค้ารถเข็นกับนโยบายจัดระเบียบทางเท้าในโลกเก่า

แต่ใครจะพอใจหรือไม่พอใจอะไรหน้าที่ส่วนบริหารบ้านเมืองก็จบลงที่ตรงนี้

เอาล่ะ จบงานของประมุขเสวี่ยหงเยว่ก็ขอเข้าสู่หน้าที่ของการเป็นหงเกอกันบ้างดีกว่า

สายลมโอนอ่อนพัดพากระทบร่างของเด็กชาย เส้นผมยาวสวยจรดเอวมัดแต่งเป็นทรงหางม้าสูงกวัดไกวไปตามการขยับตัวท่วงท่างดงามสอดประสานกับการวาดกระบี่ เม็ดเหงื่อที่ไหลพุดพรายตามเนื้อตัวบ่งบอกได้ดีว่าเหอไป๋เทียนนั้นใช้สมาธิจดจ่ออยู่ทการร่ายกระบี่มานานแค่ไหน

ใบไม้จำนวนหนึ่งร่วงปลิดปลิวลงมาในจังหวะที่เด็กชายกระหวัดกระบี่ฟัน แม้ไม่อาจตัดให้ขาดได้ทุกใบ แต่ก็ถือว่าทำได้ดี

ทว่าเมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ได้ เหอไป๋เทียนกลับขมวดคิ้วหน้ามุ่ย เขายังไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองทำ

เสียงเหยียบใบไม้แห้งอย่างจงใจดังขึ้นเบื้องหลังเหอไป๋เทียน เด็กชายรีบหันไปทันทีด้วยความสงสัยและพอรู้ว่าใครมาหารอยยิ้มอย่างดีใจก็ปรากฏบนใบหน้า

“หงเกอ!!” เสียงของเหอไป๋เทียนดีใจเป็นหนักหนาเขารีบละมือจากการฝึกร่ายกระบี่วิ่งมาหาเสวี่ยหงเยว่ทันที

นี่มันลูกหมาวิ่งมาหาเจ้าของชัดๆ

เสวี่ยหงเยว่รู้สึกราวกับเห็นภาพของลูกสุนัขปอมเมอเรเนี่ยนตัวเล็กขนฟูวิ่งดุ๊กดิ๊กซ้อนทับกับร่างของเหอไป๋เทียนในตอนนี้อย่างบอกไม่ถูก

แต่เขาก็พอเข้าใจว่าอีกฝ่ายดีใจขนาดนั้นเพราะอะไร

ปกติแล้วเสวี่ยหงเยว่จะลงมาหาเหอไป๋เทียนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละสองวัน แต่ช่วงนี้งานหลวงรัดตัวหนักมากเสียจนกระดิกหาเวลาว่างลงมาไม่ได้เลยเกือบสองสัปดาห์

และเนื่องจากเวลาว่างของเสวี่ยหงเยว่ก็ช่างมีน้อยนิดนัก เขาเลยไหว้วานเหมินจิ้นเค่อให้ช่วยสับเปลี่ยนกันลงมาฝึกฝนดูแลให้การเรียนรู้จะได้ไม่ขาดตอน

“ข้าไม่มาหาสองสัปดาห์ ได้ฝึกครบตามที่ข้ากับเหมินเกอสอนหรือเปล่า?” เขาลูบผมเด็กน้อยเบาๆ ซึ่งเหอไป๋เทียนก็พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน บอกว่าตนฝึกฝนตามที่ได้รับคำชี้นำมาทุกอย่าง และ ใช่...เสวี่ยหงเยว่คิดว่าท่าร่ายกระบี่ของเหอไป๋เทียนที่เห็นเมื่อครู่นั้นไม่เลวเลยทีเดียว

เหอไป๋เทียนนั้นมีทักษะของสกุลเหอติดตัวมาดีอยู่แล้วการได้ฝึกกับนายทัพอย่างเหมินจิ้นเค่อ วิชากระบี่ของเด็กชายก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ให้เหมินจิ้นเค่อมีความสุขเป็นอย่างมากเพราะได้ศิษย์ที่เรียนทันตามฝีมือของตัวเองเสียที

อีกทั้ง..

เพื่อความสะดวกและประหยัดงบเสวี่ยหงเยว่ให้เหอไป๋เทียนมาพักอาศัยและช่วยงานร้านอาหารของจงฉิงเจีย..จึงทำให้เหมินเกอคนดีมีโอกาสหาข้ออ้างลงมาหมู่บ้านบ่อยกว่าเดิมด้วย...วินสุดอะไรสุด

“ช่วงนี้ หงเกอว่างจากงานแล้วสินะขอรับ?” เหอไป๋เทียนเอ่ยถาม เขาหยิบผ้าขึ้นมาซับหน้าชื้นเหงื่อของตนไปพลาง

“ไม่ใช่หรอก เดี๋ยวข้าจะต้องเดินทางไปยังเมืองท่าต่อ ที่มานี้เพราะเป็นทางผ่านเฉยๆ”

พอได้ยินคำตอย รอยยิ้มของเหอไป๋เทียนก็หดฟีบ บรรยากาศสดใสเมื่อครู่หมองลงไปพลัน

“อะไรกัน สีหน้าหม่นเชียว” เสวี่ยหงเยว่ถามเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กทำหน้าหดเหลือสองนิ้ว ช่วงนี้งานเขาเยอะมากจนหัวหมุนสายตัวแทบขาด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะระหว่างเดือนผลัดเปลี่ยนฤดูมักมีงานเข้าฝ่ายบริหารเสมอ ไหนจะเรื่องสรุปยอดผลผลิต ไหนจะเรื่องงานประเพณี

นี่ยังไม่นับงานบำบัดทุกข์สุขแก้ไขปัญหาให้ชาวเมืองอีก...ผมล่ะอยากมีสิบมือจริงๆ

“น้องนึกว่าวันนี้พี่จะมีเวลามาอยู่กับน้องเสียอีก” เหอไป๋เทียนทำเสียงห่อเหี่ยวสุดใจ ช่วงเวลาที่เสว่ยหงเยว่ไม่อยู่ด้วยเขารู้สึกเหงานิดหน่อย

ไม่สิ…เหงามากๆ เลยต่างหาก

แต่เหอไป๋เทียนก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพราะเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายคงจะงานยุ่งมากจริง ๆ

“แต่ไม่เป็นไรขอรับ แค่มาเยี่ยมน้องก็ดีใจมากแล้ว”

มุมปากของคนหน้านิ่งขยับเล็กน้อย

“เด็กดื้อ…ถ้าเหงา ก็บอกเหงาสิ” เสวี่ยหงเยว่จับแก้มของอีกฝ่ายแล้วดึงยืดอย่างหมั่นเขี้ยวจนเหอไป๋เทียนส่งเสียงอ๋ออ่อยประท้วงให้ปล่อย

เมื่อดึงแก้มจนพอใจเขาก็ยิ้ม ค่อยๆ เอ่ยออกมาเสียงเบา ๆ

“เก็บของสำหรับเดินทางสองวัน แล้วตามข้ามา”

 

เรือโคลงเคลงเล็กน้อย ล่องลอยไปตามเส้นทางสายน้ำ สายลมเบาบางพัดโชยพาให้ดอกบัวที่ชูช่อสั่นไหวไปตามแรง สภาพอากาศตอนนี้เองจัดว่าสบายไม่ร้อนเกินไปไม่เย็นเกินไปสมกับเป็นเขตเทือกเขา เสวี่ยหงเยว่ทอดสายตามองทิวทัศน์ธรรมชาติผ่านสายตาไปเรื่อยๆ

การท่องกระบี่ เหินอากาศอาจเดินทางได้ไวกว่าก็จริง แต่ในเวลาที่อยากพักผ่อนการนั่งโง่ ๆ ล่องเรือซึมซับบรรยากาศก็หย่อนใจไม่เลวนัก

แต่...

แต่ก็ไม่ได้อยากมาแกร่วนั่งชมภาพธรรมชาติเดิมๆ เป็นชั่วโมงเพราะการสัญจรติดขัดเรือแน่นน่านน้ำเสียหน่อย!

หนีรถติดในกรุงเทพมาเจอเรือติดในชาตินี้อีก…ผมล่ะเศร้านัก

“หงเกอขอรับ วันนี้มีอะไรหรือเปล่า เหตุใดจึงมีเรือมากมายมุ่งไปทางเดียวกันเยอะถึงเพียงนี้กันขอรับ” เหอไป๋เทียนเอ่ยถาม เขาพอรู้ว่าเมืองที่พวกตนกำลังจะเดินทางไปนี้คือเมือง ‘โหย่วเผิง’ ซึ่งเป็นเมืองท่าสังกัดสกุลเสวี่ย สถานที่ซึ่งเป็นดังประตูเชื่อมเขตเส้นทางเดินเรือไปยังเมืองต่างๆ รวมถึงดินแดนของสกุลเหอและสกุลซุน

เพราะเป็นดังตัวเชื่อมต่อระหว่างสามดินแดน แม่น้ำแห่งนี้จึงเป็นแม่น้ำสำคัญต่อการเดินเรือ คมนาคมทางน้ำคึกคักเป็นเรื่องปรกติ

แต่วันนี้ดูจะ…แน่นกว่าทุกที

“ช่วงนี้คนจะเยอะก็ไม่แปลกหรอก” คนโดนถามเท้าคางแอบถอนหายใจยาว รู้สึกคิดผิดที่เดินทางมาในช่วง high season ไม่ต่างจากประเทศไทยตอนสงกรานต์

แต่ไม่มาก็ไม่ได้...

“วันพรุ่ง…จะมีเทศกาลลอยโคม” เสวี่ยหงเยว่กล่าวส่วนเหอไป๋เทียนก็ทำตาลุกวาว ยิ้มดีใจจนแก้มแทบปริที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวเทศกาลอันมีชื่อเสียงของเสวี่ย

เทศกาลลอยโคมนี้เป็นเทศกาลท้องถิ่นบนเขาเสวี่ย จะจัดขึ้นในคืนจันทร์เต็มดวงช่วงรอยต่อระหว่างฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อน เนื่องจากสภาพอากาศดี ท้องฟ้าโล่งโปร่งแจ่มใส ไม่มีเมฆเหมาะแก่การจุดประทีปลอยขึ้นฟ้าเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต

เดิมทีไม่ใช่เทศกาลรื่นเริงแต่เป็นพิธีกรรมความเชื่อของท้องถิ่น นักบวชสกุลซุนจะเดินทางมาสวดภาวนาให้ ก่อนประมุขเสวี่ยจะจุดประทีปให้ลอยขึ้นฟ้าไป เพื่อแสดงความสำนึกบุญคุณแด่เทพประจำฤดูใบไม้ผลิและต้อนรับเทพประจำฤดูร้อนที่กำลังมาเยี่ยมเยือน

แต่เมื่อผ่านระยะเวลานาน การลอยโคมก็เผยแพร่เป็นวงกว้าง จากพิธีกรรมก็พัฒนามากขึ้นกลายเป็นเทศกาล มีการแสดง ดนตรี อาหาร สองข้างทางในเมืองเต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอย รื่นเริงตลอดทั้งคืน ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวจากเมืองอื่น จากอาณาเขตสกุลอื่น ให้เข้ามา

และ...เทศกาลนี้ยังกวาดรายได้จำนวนมากเป็นบ้าเป็นหลังเข้าเมืองได้ทุกปี

แม่ง...งานยี่เป็งชัดๆ

นั่งเบื่อก็แล้ว นั่งหาวก็แล้ว นั่งๆ นอนๆ มองวิวข้างทางไปเรื่อยเปื่อยจนเบื่อ ในที่สุดเรือโดยสารก็จอดเทียบท่าเมืองเสียที

เนื่องจากเสียเวลากับการคมนาคมทางน้ำนานเกินควร เสวี่ยหงเยว่จึงให้ค่าเรือเกินจากเดิมเล็กน้อยให้คนเดินเรือ ถือเป็นค่าทิปด้วยความเห็นใจที่ต้องเสียเวลามาส่ง

เส้นทางเดินจากท่าเรือเข้าไปในเมืองตอนนี้มีคนมากมายเดินกันให้แน่นนัก ย่านการค้าและบ้านเรือนมีการประดับตกแต่งด้วยพวงมาลัยดอกไม้ตามฤดูกาล ไฟโคมทรงกลมแบบจีนเรียงรายประดับประดาตามเสา และเมื่อมองเลยไปตามสองข้างทางเริ่มมีร้านแผงลอยจับจองพื้นที่วางขายของ

กลุ่มคนที่เดินสัญจรในเมืองล้วนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองที่แตกต่างกัน บ่งบอกได้ดีว่ามามีนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นเดินทางมาเที่ยวเทศกาลนี้มากแค่ไหน

ครึกครื้นคนเยอะ เยอะมากเสียคนคนอายุยี่สิบสาม (บวกอีกสามสิบสอง) เริ่มเวียนหัวตาลาย

เขาเหลือบมองเด็กชายข้างตัว เหอไป๋เทียนมีท่าทางที่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ตลอดทางที่เดินผ่านเขาจะทำตาวาวเป็นประกายมองทางซ้ายที ทางขวาที อย่างสนุกสนาน

“ต่างจากตอนที่น้องเดินทางมาลิบเลย” เหอไป๋เทียนว่า เขาเคยเทียบเรือขึ้นท่าเมืองนี้มาก่อน แต่วันที่มานั้นไม่ได้คึกคักขนาดนี้ อำนาจของสิ่งที่เรียกว่าเทศกาลนี่น่ากลัวจริงๆ

“อย่ามัวแต่สนใจข้างทาง แล้วเจ้าควรจับเสี่ยวจูไว้ให้มั่น ไม่เช่นนั้นจะพลัดหลงกับมันอีก” เขาเตือนเหอไป๋เทียนที่กำลังอุ้มเจ้าลูกหมูอยู่ เดิมทีเสวี่ยหงเยว่าตั้งใจจะปล่อยมันไว้ที่บ้านให้จงฉิงเจียดูแลแต่เสี่ยวจูนั้นงอแงส่งเสียงประท้วงอย่างน่าสงสาร

ลงท้ายเขาก็ใจอ่อนพ่ายแพ้แก่สายตาอ้อนวอนจากจงฉิงเจียและเหอไป๋เทียน

เริ่มรู้สึกคิดผิดนิดๆ ที่ทิ้งเหอไป๋เทียนให้จงฉิงเจียดูแล สองคนนั้นสนิทสนมเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยโดยเฉพาะตอนรวมหัวอ้อนขออะไรสักอย่าง..

เสวี่ยหงเยว่เดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆ แม้จะบ่นจะหน่ายและเบื่อกับเทศกาลนี้อย่างสุดใจ แต่การที่ได้เห็นรอยยิ้มร่าเริงมีความสุขจากเหอไป๋เทียนก็ทำให้เขาคิดว่าคุ้มแล้วที่พามา

“เลี้ยวตรงหัวมุมนี้ ก็จะถึงที่พักแล้วล่ะ” เสวี่ยหงเยว่กล่าว

แต่พูดยังไม่ทันขาดคำเจ้าลูกหมูจอมก่อเรื่องก็ออกแรงดิ้นสุดฤทธิ์ชนิดที่เหอไป๋เทียนต้านแรงไม่อยู่ มันหลุกมาจากอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว เมื่อขาเสี่ยวจูแตะถึงพื้น จมูกกลม ๆ ก็ฟุดฟิดคล้ายได้กลิ่นบางอย่าง มันเริ่มวิ่งปะปนเข้าไปกับฝูงคนทันที โดยมีเป้าหมายไปที่ชายคนหนึ่ง

เสวี่ยหงเยว่กำลังจะคิดด่าเสี่ยวจูว่า ‘ไอ้หมูคลั่งผู้ชาย’ อยู่แล้ว แต่พอเห็นว่าวิ่งไปหาใครเท่านั้นแหละ เขาถึงกับชะงัก...แถมชะงักเสียจนเกือบก้าวขาไม่ออก!

ชายคนนั้นเป็นคนที่เห็นแค่ด้านหลังยังรู้ว่ารูปงามนัก บุคลิคดี ท่าทางการเดินดูสง่าองอาจ มีเส้นผมยาวตรงมัดรวบครึ่งหัวด้วยเครื่องประดับเนื้อดี ดวงตาเรียวคมกริบที่ใครเห็นต่างก็หวาดหวั่น อีกทั้งยังเส้นผม ดวงตา ตลอดจนเครื่องแต่งกายทุกอย่างล้วนเป็นสีดำสนิท

เมื่อรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างมาเกาะที่ขา คนนั้นจึงก้มลงไปมอง เขาอุ้มเสี่ยวจูขึ้นมาด้วนสีหน้าและแววตาที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

ชายคนนั้น…มีท่าทางที่เสวี่ยหงเยว่คุ้นเคย

ชายคนนั้น…แม้เพียงเห็นแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนมองรู้ว่าเป็นใคร

ใบหน้าที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ยังคงหยุดเอาไว้ที่เดิม

เมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามาหาปะทะสายตากันชัดๆ เสวี่ยหงเยว่รู้สึกราวกับโดนคลื่นไฟ้ฟ้าสถิตย์ฟาดใส่จนชาวาบขึ้นหัว เผลอกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ๆ

เพราะการที่เห็นชายคนนี้อยู่ในงานเทศกาลคึกครื้นนั้นมีความเป็นไปได้น้อยกว่าการเจอมังกรทองออกมาปรากฏกายเสียอีก!

แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นตอนนี้ ต่อหน้าเขานี่!

อาจารย์หลาน?!

เสวี่ยหงเยว่ไม่แน่ใจนักว่าตนยืนนิ่งค้างแบบนั้นไปนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีเขาก็เห็นว่าหลานซิ่นหลิงก็อุ้มเสี่ยวจูเดินมาถึงตัวแล้ว

หลานซิ่นหลิงยื่นเสี่ยวจูมาให้ด้วยในหน้าอันเรียบเฉยเฉกเช่นเดียวกันกับเสวี่ยหงเยว่ที่รับมาอย่างสงบสำรวม หากมองจากสายตาคนนอกแล้วคงไม่แตกต่างจากชายไร้อารมณ์สองคนมาประจันหน้าและเล่นสงครามทางสายตาซึ่งกันและกัน

คาดเดาซึ่งอารมณ์ไม่ถูก

ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

…คนนอกคงมองพวกเขาสองคนเป็นเช่นนั้น

แม้ว่าความจริงในใจ เสวี่ยหงเยว่จะแหกปากแทบเป็นแทบตาย กรีดร้องเป็นคนบ้าอยากลงไปดิ้นกับพื้นเพราะสถานการณ์ของเขาตอนนี้นั้นมันยิ่งกว่าปีนรั้วโดดเรียนแล้วเจอฝ่ายปกครองจับได้เสียอีก!!!

แต่นานแล้วเขาก็ยังไม่เห็นหลานซิ่นหลิงคนเข้มงวดปริปากพูดอะไร พวกเขายังคงจ้องหน้าก่อสงครามความเงียบสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้คนเดินผ่านไปมา

สุดท้ายเสวี่ยหงเยว่ก็ทนสู้สายตาไม่ไหว พยักหน้ากล่าวขอบคุณเบาๆ หลานซิ่นหลิงเพียงพยักหน้า ส่งคืนเสี่ยวจูเสร็จก็หมุนตัวเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมราวกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เรียกเม็ดเหงื่อล่องหนให้ไหลพุดพรายเต็มหน้าของเสวี่ยหงเยว่เป็นอย่างมาก การที่อาจารย์เงียบไปแบบนั้นไม่ใช่ว่าเขาจำไม่ได้…นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่การ์ตูนซุปเปอร์แมน การเปลี่ยนสีผมแบบง่อยๆ ไม่มีทางพรางตาคนรู้จักได้แบบแว่นตาของคาล์ก เค้นท์

เพราะฉะนั้นที่เงียบไปเนี่ยคือจำได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์!

“คนรู้จักหรือขอรับ?” เมื่อเห็นว่าเสวี่ยหงเยว่เงียบไปนานเหอไป๋เทียนจึงดึงชายเสื้อเพื่อเรียกสติอีกฝ่าย เสวี่ยหงเยว่ไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับ เขาเพียงแค่ยิ้มให้กับเด็กชายเท่านั้น

“ไม่มีอะไรหรอก รีบเข้าที่พักเถอะ” เสวี่ยหงเยว่ตีเนียนเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนจะใช้มือลุนหลังอีกฝ่ายให้เดินไปข้างหน้าโดยอุ้มเสี่ยวจูไปด้วย

จบบทที่ ตอนที่ 17 งานเทศกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว