เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 ความจริงที่ได้รู้

ตอนที่ 3 ความจริงที่ได้รู้

ตอนที่ 3 ความจริงที่ได้รู้


ตอนที่ 3 ความจริงที่ได้รู้

 

ปีอวิ๋นเจวี้ยนที่ 66

ประมุขสกุลจงต้องการปกครองอำนาจทั้งหมดบนเขาเสวี่ย จึงได้วางแผนคิดคด ทรยศต่อประมุขเสวี่ยผู้เป็นพี่เขย เพื่อให้สกุลจงซึ่งเป็นสกุลอับดับสองรองจากเสวี่ยขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสามสกุลใหญ่แทน

แม้คณะติดตามและประมุขสกุลเสวี่ยจะเป็นผู้มากฝีมือสักเพียงใด แต่สุดท้ายก็เสียท่าให้กับคนสนิทด้วยความไว้วางใจ ทัพสกุลจงบุกปิดล้อมหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งสังกัดเมืองบนเขาเสวี่ย ที่แห่งนั้นเป็นเพียงเมืองธรรมดา ผู้คนส่วนมากจึงเป็นเพียงมนุษย์ไร้ซึ่งพลังพิเศษ อาวุธธรรมดาของคนธรรมดาจึงไม่อาจสู้รบประมือกับทัพสกุลจงที่มีทหารยอดฝีมือสังกัดได้เลยแม้แต่น้อย

ในสถานะของประมุขผู้ปกครองเขาลูกนี้ อีกทั้งเขารู้ดีกว่าประมุขสกุลจงมีเป้าหมายที่ตน ประมุขเสวี่ยจึงสั่งให้กำลังคนคอยคุ้มกันเมืองและประชาชนทันทีแม้จะมีกำลังพลเพียงแค่หยิบมือก็ตาม

เขาสร้างม่านกลป้องกันภัยคลุมหมู่บ้านที่ถูกปิดล้อมเพื่อไม่ให้ทัพของสกุลจงเข้าเมืองมาได้และเข้าร่วมรบเพื่อปกป้องคนในเมือง

ม่านกลป้องกันหรือภาษาเข้าใจง่าย ๆ เห็นภาพชัดก็คือบาเรียซึ่งจะมีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพลังของผู้ใช้ แม้จะมีคุณสมบัติการในการป้องกัน แต่ลักษณะพลังนั้นคล้ายกับกระจกหากโจมตีแรงมาเข้าก็อาจแตกสลายได้

ตอนนี้ข่าวได้มาถึงถึงผู้อาวุโสบ้านสกุลเสวี่ยเรียบร้อย สร้างความวุ่นวาย ความโกรธแค้นเป็นหนักหนา พวกเขาเร่งจัดทัพยอดฝีมือเข้าไปช่วยเหลือให้โดยไวที่สุด เพราะถึงแม้จะเป็นระดับประมุขที่แข็งแกร่ง แต่ทัพสกุลจงซึ่งเป็นอันดับสองรองจากเสวี่ยเองก็รวมผู้บรรลุทักษะความสามารถขั้นสูงจำนวนมากเอาไว้

เสวี่ยหงเยว่รีบวิ่งออกจากหอนอน ตรงไปยังลานจัดทัพ พอเห็นกองพลรบมากฝีมือของสกุลเสวี่ยกำลังเตรียมตัวออกเดินทางลงไปยังตีนเขา เขาก็ยิ่งรุดวิ่งไปให้ทัน เพื่อขอให้ได้ติดตามลงไปด้วย

หากแต่ ก็ถูกนายทัพขวางห้ามเอาไว้

“คุณชายเสวี่ย ได้โปรดรอที่เรือนของท่านเถิด” เขากล่าว น้ำเสียงห่วงใยราวกับจะอ้อนวอนไม่ให้ไป จนเสวี่ยหงเยว่ที่กำลังจะอ้าปากแย้งไม่อาจจะทำอะไรได้และมองผู้ใหญ่เหล่านั้นเคลื่อนพลออกจากประตูไป

เสวี่ยหงเยว่กำหมัดแน่น รู้สึกอดสูใจที่ในเวลานี้ตนเป็นเพียงแค่เด็กและถูกผู้ใหญ่กันไม่ให้ยุ่งเกี่ยวทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ

เขาร้อนใจ...ใช่ ร้อนมาก…

ถึงรู้ว่าสตอรี่ในบทนี้จะจบแบบใด แต่จะให้เขาจะนอนรอเฉยๆ ไม่ร้อนใจได้อย่างไร

เสวี่ยหงเยว่ตามบทจริงๆ เป็นอย่างไรเขาไม่รู้หรอกนะ แต่นั่นน่ะพ่อแม่ของเขาเชียวนะ!!

“คุณชายเจ้าคะ ไปทางนี้” จงฉิงเจียเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน รีบดึงมือของเสวี่ยหงเยว่ พาวิ่งอ้อมไปยังด้านหลังซึ่งเป็นโรงเก็บม้า เธอรีบช่วยผูกอาน ทำแท่นเหยียบเพื่อให้เด็กตัวเล็กๆ ขึ้นหลังม้าได้อย่างถนัด

เสวี่ยหงเยว่เอ่ยขอบคุณ ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นไหล่เล็กของจงฉิงเจียสั่นเทา คิดออกเดียวนั้น ว่าเพราะอะไร

ประมุขสกุลจงผู้ทรยศนั้น เป็นบิดาของจงฉิงเจีย

จึงไม่แปลกใจนัก หากเด็กคนนี้จะกลัวการโดนลงโทษจากสิ่งที่บิดากระทำลงไป

“หากเกิดเรื่องร้ายอันใดขึ้น ความผิดของบิดาเจ้าคือความผิดของบิดาเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องแบกรับ เจ้าจำคำข้าไว้...จงฉิงเจีย”

จงฉิงเจียติดตามเขามานาน เสวี่ยหงเยว่ย่อมรู้จักนิสัยดี ว่าเป็นคนสุภาพ เจียมตนและแสนดีเพียงใด อีกทั้งยังมีรอยยิ้มที่น่าเอ็นดู

ใช่ เด็กน้อยกับรอยยิ้มที่น่ารัก is the best thing in my life! มันคือน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจยามต้องฝึกในหนักบ้านมหาโหดนี่เชียวนะ!

เขาไม่ยอมเสียรอยยิ้มฮีลลิ่งแบบนี้ไปหรอก!

จงฉิงเจียผู้ไร้เดียงสานั้นไม่รู้ความคิดในใจของเสวี่ยหงเยว่ แต่กระนั้นคำพูดปลอบโยนเมื่อครู่นี้ก็ทำให้ดวงตากลมโตก็มีน้ำใสๆ เอ่อคลอ เธอรีบปาดมันออก เพื่อคำนับให้เสวี่ยหงเยว่อย่างตั้งใจ ประทับใจในความมีเมตตาของนายน้อยอย่างสุดเหลือจะกล่าว

ทว่าเสวี่ยหงเยว่คนนั้นกลับหาได้สนใจไม่ แม้ใจหนึ่งจะร้อนรนห่วงพ่อแม่

แต่...ก็ยังอุตส่าห์มีแก่ใจชมว่าจงฉิงเจียเป็นเด็กที่ร้องไห้ได้น่ารักโคตรๆ ในใจ!

เมื่อตั้งสติตัวเองได้แล้วก็ตีหน้านิ่งสมบทบาทอีกครั้ง เขาจัดการนั่งบนหลังม้าในท่าที่ตนถนัดก่อนหันไปมองจงฉิงเจีย

“หลบอยู่ในที่ห้องเจ้า หากใครถามหาข้าอย่าได้ตอบ”

เมื่อสิ้นคำเขาก็รีบควบม้าเร็วแอบตามไปทันทีแม้จะไม่มั่นใจนักว่าความไวของม้าที่สกุลเสวี่ยภูมิใจนักหนาว่าเป็นม้าพันธุ์เร็วสูงสุดจะเทียบเท่าความเร็วของผู้ฝึกวิชาจนบรรลุขั้นสูงได้ไหม

ดีสุดก็ตามทัน

เลวร้ายสุด ก็คือประมุขเสวี่ยต้านทานสกุลจงเอาไว้ไม่ได้ก่อนเขาไปถึง

ใจจริงก็อยากลองใช้วิชาตัวเบา เหาะเหินเดินอากาศเลียนแบบหนังจีนอยู่หรอก แต่ติดที่ตอนนี้ยังมีความสามารถไม่พอจะทำแบบนั้นนี่สิ

เพราะฉะนั้นที่พอจะทำได้ตอนนี้

เสวี่ยหงเยว่ โน้มตัวลงเล็กน้อย เอามือลูบไปตามแผงขนเรียงแนวสวยของเจ้าม้า ถ่ายทอดปราณเสริมพลัง เพื่อเพิ่มความสามารถในการวิ่งให้กับมัน

แม้ไม่แน่ใจนักว่าการทำแบบนี้จะผิดกฏธรรมชาติไหม ใช้พลังกับสัตว์ได้หรือเปล่า แต่พอเห็นว่าเจ้าม้าควบฉิวอัพความเร็วประดุจสกิลสปีดเต็มหลอด แถมยังร่าเริงแข็งแรงแบบนั้น ก็เข้าใจได้ทันทีว่าการเสริมพลังบนโลกนี้มันใช้งานกับสัตว์ได้ด้วย

ตอนนี้เรื่องเดินทางคงไม่น่าเป็นห่วง

แต่ที่ห่วงก็คือเขาจะไปทันเหตุการณ์จุดเปลี่ยนของเสวี่ยหงเยว่หรือไม่

 

เมื่อเดินทางมาถึงตีนเขา เสวี่ยหงเยว่ก็ผูกม้าไว้ในป่าไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก หนึ่งก็เพื่อความปลอดภัยของเจ้าม้าและสองคือความสะดวกหากต้องเปิดไพ่หนีเอาตัวรอด

เขาฟังเสียงการรบที่ดังลอยมาตามลม ก็เข้าใจสถาณการณ์ได้ทันทีว่าทัพสกุลเสวี่ยคงมาถึงก่อนหน้าเขาสักพักแล้วและกำลังประมือกับทัพสกุลจงอยู่

“ม่านป้องกันโดนพังไปแล้ว ตัวเมืองด้านในคงแย่” เสวี่ยหงเยว่พึมพำ เมื่อเงยหน้าไปแล้วไม่เห็นว่ามีม่านกลป้องกันกางคลุม

แต่ก็เก่งมาเจ้าบาเรีย ที่อดทนป้องกันจนหน่วยช่วยเหลือมาถึง!

ร่างเล็กย่องจากพุ่มไม้หนึ่งไปอีกพุ่มไม้หนึ่ง สอดส่ายสถานการณ์ตอนนี้ ใจหนึ่งเพื่อประเมินความสถานการณ์และหาทางแอบเข้าไปในตัวเมือง

ท่ามกลางวงล้อมของเพลิงไฟซึ่งถูกยิงจากห่าฝนธนูเพลิงมีเสียงอึกทึกของการสู้รบ เหล่าชายผู้ทรงความสามารถต่างใช้ความสามารถที่ตนมีเพื่อต่อสู้กับศัตรู ผู้มีพลังวิชาต่างงัดพลังสุดยอดที่ตนได้ร่ำเรียนมาใช้ หากไม่มีสัญลักษณ์ประจำสกุลปักอยู่บนเสื้อคงแยกไม่ออกว่าใครสังกัดอยู่ฝ่ายใด

กระบี่และคมอาวุธย้อนยุคที่ส่องสะท้อนกับแสงจันทร์ ฟาดฟันกับเหล่าศัตรูที่มี ปราณภายในที่ถูกดึงออกมาใช้ก่อตัวเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่หมายมุ่งทำลายคู่ต่อสู้

ทั้งการออกแบบของรูปทรงอาวุธ ทั้งแสงสีของพลังที่ถูกปล่อยออกมา อีกทั้งยังมีการจู่โจมที่สร้างสรรค์

เสวี่ยหงเยว่ก็เพิ่งรู้เนี่ยแหละว่าไอ้ไฟวิ๊งๆ วับๆ เวลาที่ตัวเอกปล่อยพลัง หรือฉากรบแสงพุ่งที่ชอบเห็นในเนี่ย พอมาเจอด้วยตาแล้วของมันโคตรดีมากจนน้ำตาแทบไหล

หลังจากที่โดนฉากรบดึงความสนใจไป เขาก็ตั้งสติตัวเองได้โผล่หน้าจากพุ่มไม้ ซึ่งเป็นจุดใกล้กับการมองเห็นทัพมากที่สุด แม้เขาอยากจะเข้าไปแต่จากสถานการณ์แล้ว เกิดผลีผลามพุ่งอย่างใจร้อน นอกจากจะกลายเป็นตัวถ่วงแล้วรับรองเลยว่าได้กลายเป็นศพก่อนโตให้พระเอกฆ่าตายเป็นแน่

แม้เขาจะรู้ว่าร่างกายนี้เรียนรู้ได้รวดเร็วไม่รู้จักจบสิ้น แต่เขาไม่เคยรบจริง ไม่เคยออกศึกสงคราม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสเกลความสามารถในการต่อสู้ของเสวี่ยหงเยว่นั้นมีขนาดไหน หรือทำอะไรได้บ้าง

เสวี่ยหงเยว่จับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้า

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเสวี่ยหงเยว่ตอนนี้ คือภาพของนายทัพ เหมินจิ้นเค่อ ที่กำลังใช้ง้าวอันเป็นอาวุธถนัดประจำกายต่อสู้ เพียงแค่เขาวาดมันออกไป บวกกับอัดพลังอีกแค่นิดหน่อย เหล่าทหารตัวประกอบฝั่งศัตรูก็กระอักเลือดล้มกันเป็นแถบๆ

โครตเท่

เหมินจิ้นเค่อนั้นอดีตเป็นเด็กกำพร้า ถูกชุบเลี้ยงโดยสกุลเสวี่ย แม้จะอายุยังน้อยแค่เพียง 23 ปี แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในรอบพันปี หลังจากเรียนจบหน้าที่การงานก็พัฒนาอย่างรวดเร็วจนได้รับตำแหน่งเป็นนายทัพ นิสัยหรือก็น่าคบหา เป็นไนซ์กายชายแสนดีที่นอกจากจะภักดีกับประมุขเสวี่ยอย่างสุดหัวใจแล้วยังเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้เสวี่ยหงเยว่กับจงฉิงเจียอีกด้วย

ขนาดเสวี่ยหงเยว่ ที่ (ปกติชอบแต่ตัวละครเด็กน้อยโชตะ โลลิ) ไม่ค่อยสนใจคาร์แรคเตอร์แนวหนุ่มหล่อสุดเทพยังรู้สึกชื่นชม

ทว่าระหว่างที่เสวี่ยหงเยว่ให้ความสนใจกับการต่อสู้ของเหมินจิ้นเค่ออยู่นั้น ทหารสกุลจงนายหนึ่งก็ได้ใช้พลังสร้างกระบี่นับพันเล่มขึ้นมาบนฟ้า มันหันคมเตรียมพร้อมพุ่งมายังทัพสกุลเสวี่ย หมายมั่นจะให้ได้เจ็บตายกันไม่น้อย

ฝนกระบี่ OMG! โอ้มายก็อด! โอ้พระสงฆ์! นี่มันท่าไม้ตายสุดฮิตที่สร้างความเสียหายได้สุดๆ เลยนี่นา ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมาเห็นกับตาแบบนี้ บุญตาสุดอะไรสุด!

แต่เอ๊ย... ไม่ใช่แล้ว! ไม่ใช่เวลามาตื่นตาตื่นใจแล้ว!

เมื่อกระบี่เหล่านั้นเริ่มเคลื่อนไหว มันก็พุ่งเป้าลงมาทันที โดยเป้าหมายหลักๆ คงไม่พ้นกำลังสำคัญของการศึกครั้งนี้ เหมินจิ้นเค่อนั้นเอง!

“นายทัพเหมิน!” เสวี่ยหงเยว่เห็นท่าไม่ดี ลืมทุกอย่างไปจนหมด ลืมแม้กระทั้งว่าตัวเองเป็นเด็กสิบปีไม่ใช่ผู้ชายอายุสามสิบสอง พุ่งตัวเข้าไปขวางทางกระบี่ สร้างความตกใจให้เหมินจิ้นเค่อเป็นอย่างมาก เขาร้องเรียกคุณชายเสวี่ยจนสุดเสียง หากแต่ไม่ทัน คมกระบี่พุงเข้ามาถึงตัวอย่างรวดเร็ว!

กว่าที่เสวี่ยหงเยว่รู้ตัวว่าแส่หาเรื่อง ก็ไม่ทันแล้ว

ทว่า...

ม่านป้องกันระดับสูงถูกกางออกทันทีเพื่อปกป้องร่างของเสวี่ยหงเยว่กับคนในอยู่ในอาณาบริเวณ ม่านสะท้อนฝนกระบี่นั้นไปจนหมดซ้ำกระแสพลังของมันก็แข็งแกร่งจนทำให้เนื้อกระบี่ผุกร่อนแหลกเป็นฝุ่นละเอียดราวกับหิมะที่ร่วงลงมาบนพื้น

เป็นภาพอันงดงามที่เล่นเอาเสวี่ยหงเยว่ผู้อยู่ๆ ก็ใช้งานม่านป้องกันคุณภาพสูงนี้ได้โดยไม่รู้ตัวต้องกระพริบตาด้วยความมึนงง

เขาตกใจสุดๆ แต่ต้องตีสีหน้านายน้อยเสวี่ยผู้เย็นชาเพราะข้างหลังเขานั้นมีทหารเป็นกองทัพดูอยู่!

แม้เสวี่ยหงเยว่จะสงสัยว่าเหตุใดม่านพลังอยู่ๆ ถึงได้กาง แต่การอ่านนิยายแนวต่างโลกมามากก็ทำให้คาดเอาเอาเองว่าตนอาจจะมีสกิลพิเศษที่พอร่างกายนี่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย พลังในกายเลยเกิดปฏิกริยาป้องกันภัยให้ตัวเอง เอาล่ะ หาคำตอบอะไรไม่ได้ ก็โยนให้นิยายแฟนตาซี! ใช่แล้ว ทุกอย่างมันคือความแฟนตาซี!

พอหลอกตัวเอ ง(ที่ดูเหมือนจะผลักภาระไปให้กับคนเขียนนิยายแฟนตาซีหลายๆ คน) จบแล้วก็โล่งอกโล่งใจขึ้นมา

พอเห็นคุณชายเสวี่ยผู้ซึ่งควรจะอยู่บ้านมาปรากฏกาย แถมยังสร้างม่านป้องกันสุดแข็งแกร่งสะท้อนการโจมตีฝ่ายตรงข้ามเพื่อปกป้องทั้งกองทัพแบบนี้อีก เรียกได้ว่า สร้างความฮือฮาดุจตลาดแตก!

“คุณชาย ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าให้รออยู่ที่เรือน” เหมินจิ้นเค่อเอ่ย คล้ายจะดุ หากแต่เสวี่ยหงเยว่กลับแสร้งมองด้วยหางตา

“หากข้าอยู่เรือน พวกเจ้าคงตายแล้ว” เสียงนิ่งๆ ที่ทำให้คนเป็นนายทัพทำหน้าสลด เขากล่าวขอโทษที่ตัวเองอ่อนแอไม่ได้ความ ส่วนเสวี่ยหงเยว่ได้แต่พนมมือขอขมาอยู่ในใจ

พี่ครับผมเก็กไปเท่านั้นแหละ นี่ถ้าดวงไม่ดีม่านป้องกันไม่กาง กระผมก็คงโดนเสียบเป็นลูกชิ้นปิ้งไปแล้วครับ

“ท่านพ่ออยู่ด้านในใช่ไหม?” เสวี่ยหงเยว่หันมาถามอีกฝ่ายซึ่งเหมินจิ้นเค่อพยักหน้าตอบรับ

ตอนนี้ทัพที่จะเข้าไปช่วยประมุขเสวี่ยติดพันกับด่านหน้าของสกุลจง ทำให้เข้าไปให้ความช่วยเหลือข้างในไม่ได้ ซึ่งจากการประเมินของเสวี่ยวหงเยว่แล้ว ยอมรับเลยฝ่ายตรงข้ามว่าโหดไม่ใช่เล่น ฝีมือดีขนาดที่รับมือคนเก่งจากสกุลเสวี่ยได้ตั้งนานสองนาน …

เด็กชายขมวดคิ้วด้วยความเครียด หากจะบุกเข้าไปหาประมุขเสวี่ยจำเป็นต้องทำให้ทัพหน้านี้เปิดทางออกเสียก่อน

“ต้องทำให้พวกนั้นเปิดทางเข้าให้สินะ” เมื่อไม่รู้จะพูดอะไร เลยตีนิ่ง แสร้งถามในสิ่งที่ควรรู้อยู่แล้ว เสวี่ยหงเยว่ได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจว่าทำไมถึงได้ทำตัวจ้าดง่าวในฉากสำคัญแบบนี้

หากแต่…

เสวี่ยหงเยว่นั้นรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในมือของเขาแปลกๆ ไป พลังของเขายังค้างอยู่ในมือหลังจากกางม่านป้องกันไปเมื่อครู่ มันกลายเป็นกระแสหมุนวนสร้างความเจ็บราวไฟช็อตลั่นดังเปรี๊ยะๆ ยิ่งเขาอยู่เฉยก็ยิ่งทำให้ปวดตั้งแต่ปลายนิ้ว ลามมาจนถึงข้อมือ

พอเป็นแบบนั้นเขาเลยลอบสลัดมือออกไปเพื่อคลายความปวดนั้น

และกลายเป็นว่า…

สิ่งที่ออกจากปลายนิ้วคือกระแสลมรุนแรง พวกมันรวมตัวก่อเกิดมวลพลังที่หนาแน่นจนคล้ายพายุม้วนใหญ่พุ่งตรงไปซัดทัพหน้าสกุลจงจนแตกกระเจิงอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายให้ทั้งกำลังคน อาวุธ ได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

คนสกุลจงบางคนที่อยู่ใกล้พอจะเห็นว่ามวลพลังม้วนใหญ่ซ้ำยังมีไอแห่งความมรณะพร้อมฆ่าฟันนั้นมาจากใครต่างก็นิ่งค้าง ตกใจ บางคนถึงกับเข่าอ่อนล้มลงไป เพียงเพราะพบว่าสิ่งนั้นมันมาจากนายน้อยแห่งเสวี่ย…มาจากมือเพียงข้างเดียวของเด็กเท่านั้น

ร่องรอยที่เสวี่ยหวเยว่สร้างมีไอความมืดปะปนอย่างเข้มข้นมากจนคนที่สามารถจับกระแสของพลังได้แทบทรุด เป็นความเสียหายที่ทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในสภาวะนิ่งสงัดด้วยความตกใจ

ใช่...สร้างความตื่นตะลึงให้คนที่เห็นเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะเจ้าคนที่เพิ่งซัดพลังออกไปเนี่ยแหละตกใจที่สุด

แม่เจ้าโว้ย! ผมแค่สะบัดมือนะครับ ผมยังไม่ทันทำอะไรเลยครับ อย่ามองผมแบบนั้นครับ ผมก็ตกใจไม่แพ้พวกพี่นั่นน่ะแหละครับ!!

แต่มันไม่ใช่เวลาที่มาตกใจ โอเค เขาควรทำใจให้ร่มเข้าไว้ เสวี่ยหงเยว่สูดลมหายใจ ท่องนโมตัสสะสามจบในใจ เก็กหน้าขึงขังอีกครั้งแล้วหันไปสั่งทัพ

“เลิกมองข้า แล้วเข้าไปซะ” เอ่ยอย่างนิ่งสงบและสั่งให้ทัพบุกเข้าไปด้านใน ซึ่งพลสกุลเสวี่ยบุกเข้าไปตามคำสั่งของเสวี่ยหงเยว่ทันที

“นายทัพเหมิน…” เขาหันไปหาเหมินจิ้นเค่อที่ยังคงเฝ้าระวังภัยให้นายน้อยของตน เสวี่ยหงเยว่นิ่งสงบ ราวกับความวุ่ยวายนี้ไม่มีผลกระทบต่อกริยาการวางตนของท่านชายผู้สูงศักดิ์ (ทั้งที่ความจริงแล้วแหกปากโล้งเล้งอยู่ในใจ) เลยแม้แต่น้อย

“เจ้าพาข้าเข้าไปข้างใน”

“ขอรับ” แล้วเหมินจิ้นเค่อก็อุ้มร่างของเด็กชายขึ้นมา แล้วก้าวพริบตาเดียวเข้าไปยังในเมือง

เมืองเล็กลุกไฟด้วยเพลิงจากการต่อสู้ แม้จะอพยพคนในหมู่บ้านออกไปได้แล้ว แต่ก็ยังมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ คนเจ็บหนักหรือก็มีมาก พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือหนีไปได้ เสวี่ยหงเยว่จึงสั่งคนในทัพบางส่วนให้ไปช่วยเหลือชาวเมืองและคนเจ็บก่อน

และใช้จังหวะนั้นหลบสายตาของเหมินจิ้นเค่อที่ดูจะเป็นห่วงเขาอย่างเหลือเกิน แยกไปอีกทางเพื่อตามหาประมุขเสวี่ยและภรรยา

เสวี่ยหงเยว่วิ่งไปตามทางในเมือง เมื่อเห็นถึงการบาดเจ็บล้มตายเกลื่อนสองข้างทางก็รู้สึกแย่มากเสียจนคลื่นเหียนพะอืดพะอม เขาเคยอ่านฉากสงครามที่มีคนตายมากมายมาบ้าง แต่เขาก็ไม่เคยเห็นคนตายเยอะขนาดนี้ด้วยสองตาตัวเองมาก่อน

แต่เขาต้องโยนความรู้สึกแย่เหล่านี้ออกไป ตอนนี้จะมัวมาอ่อนแอพะอืดพะอมอยากอ้วกเพราะเห็นศพไม่ได้เด็ดขาด

เสวี่ยหงเยว่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องมาที่นี่ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าบทสรุปมันจะเกิดอะไรขึ้น

แต่ลึกๆ ในใจของคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างเขา เขานั้นรู้สึกว่าปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องครั้งนี้ เขาคงเสียใจไปตลอดชีวิตการเป็นเสวี่ยหงเยว่นี้แน่ๆ

เขาตายเพียงลำพัง ตายโดยไม่ได้บอกลาครอบครัวตัวเอง

ภาพที่คิดถึงเป็นสิ่งแรกก่อนตายก็คือครอบครัว

สิ่งที่คิดออกเป็นสิ่งแรกก่อนตายก็คือเสียดายที่ไม่ได้บอกลากันดีๆ

การตายโดยไม่ได้เห็นหน้าคนที่รัก ไม่ได้บอกลาเลยน่ะ...

เจ็บปวดนะ

แต่เท้าที่กำลังวิ่งอย่างไร้เป้าหมายอยู่นั้นต้องชะงักลง เมื่อได้ยินเสียงร้องดังมาจากทิศหนึ่ง เสียงที่เสวี่ยหงเยว่นั้นไม่อาจจะปล่อยไปได้ ไม่ว่าตอนนี้มันจะหน้าสิ่วหน้าขวานแค่ไหนก็ตาม

เพราะเสียงนั้นมันเป็นเสียงของผู้หญิงที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างมาก

เขาจึงรีบผินกาย หันวิ่งไปยังทิศทางต้นเสียงนั้นทันที

เมื่อวิ่งไปทางทิศนั้นเขาก็เห็นภาพของสตรีในชุดชนชั้นสูงคนหนึ่งวิ่งหนีอะไรบางอย่างอยู่ไกลๆ

เสวี่ยหนิงลี่...มารดาของเสวี่ยหงเยว่นั้นเอง

เธอวิ่งหนีจากการถูกใครบางคนวิ่งไล่ล่าโดยมีเด็กน้อยวัยเพียงไม่กี่ปีอุ้มแนบอก แต่เพราะด้วยระยะทางที่ค่อนข้างห่างมาก ทำให้เสวี่ยหงเยว่ต้องรีบเร่งฝีเท้าตัวเองเพื่อให้ไปถึงก่อนจะเกิดอันตรายขึ้นกับมารดาตน

ทันใดนั้นเอง เสวี่ยหนิงลี่ก็ล้มลงเพราะขาที่ล้าแรง เธอรีบให้เด็กในอ้อมกอดวิ่งหนีเอาตัวรอดทันที นางพยายามลุกขึ้น แต่ขาที่เจ็บจากการล้มทำให้ไม่อาจลุกขึ้น นางได้แต่ขยับถอยอย่างนั้นจนสุดทางหลังชนกำแพง

เธอกำลังจะพลาดท่าเสียทีถูกทำร้าย คมกระบี่นั้นกำลังจะพุ่งเข้าหาร่าง

เสวี่ยหงเยว่ตัวสั่น ก่อนจะตะโกนออกมาจนสุดเสียง

“ท่านแม่!!”

เสียงเรียกของเสวี่ยหงเยว่ทำให้เสวี่ยหนิงลี่รีบเงยหน้าขึ้น และเมื่อเห็นว่าใครที่กำลังวิ่งมาเท่านั้นทุกอย่างก็ชะงักไปชั่วครู่ ในทีแรกเธอมีท่าทางตกใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็ตอนที่คมดาบเข้ามาถึงตัว

ในวาระสุดท้าย เธอก็ยิ้มออกมา...ด้วยความตั้งใจ...เพียงแค่ไม่อยากให้ลูกชายเห็นตัวเองในสภาพสุดท้ายที่ย่ำแย่

อยากให้เสวี่ยหงเยว่จดจำแม่ในภาพที่สวยงาม

เสวี่ยหงเยว่เร่งฝีเท้า พยายามวิ่งเข้าไปขวาง หากแต่เรี่ยวแรงที่เคยมีกลับหายไป เท้าหนักอึ้ง เสียงไม่อาจเปล่งออกมาได้อีก ซ้ำยังเมื่อพยายามใช้พลังในกายที่ตัวเองมีเท่าไร กลับใช้ไม่ได้เลย

ยิ่งวิ่งก็ยิ่งทรมาน ยิ่งฝืนตัวเองก็ยิ่งหายใจไม่ออก

ดวงตาพร่าเบลอไปเสียหมด

ราวกับว่าถูกบังคับ ไม่ให้เข้าไปขัดขวางฉากการตายนี้ ร่างกายกำลังบอกว่าเขาทำได้แค่เพียงดูเท่านั้น

เมื่อการฉากการตายของเสวี่ยหนิงลี่จบลง เรี่ยวแรงที่เคยโดยสูบหายไปก็กลับมา เสวี่ยหงเยว่รีบใช้พลังเสริมความสามารถในการวิ่ง พริบตาก็ไปถึงร่างไร้วิญญาณของมารดาเขากอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน

เจ็บและชามากเสียจนไม่รู้ว่าน้ำตาจะไหลออกมาอย่างไร ตัวเขาสั่นไปหมด โดยไม่รู้ว่ามาจากความเสียใจ ความหวาดกลัว หรือ...ความโกรธแค้นกันแน่

ดวงตาสีเลือดเงยขึ้นไปมองผู้ที่เพิ่งสังหารมารดาของตนไปต่อหน้าต่อตาด้วยความโกรธแค้น

เขาคือชายผู้ซึ่งทรยศความไว้ใจของสกุลเสวี่ยเพราะกระหายในอำนาจ

“จงลู่ฉี!!!” เสวี่ยหงเยว่แผดเสียง เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป พลังมืดไหลวนรอบกาย ราวกับจะระบายความคับแค้นที่ทำให้เจ็บลึกอยู่ในอก

“อาหงเองหรอกหรือไม่ได้พบกันเสียนานโตขึ้นเยอะเชียว ฉิงเจียของข้าสบายดีหรือไม่ขอรับ?” จงลู่ฉีเอ่ยอย่างสนิทสนมเช่นทุกครั้งที่เคยเจอ น้ำเสียงทุ้มยังคงละมุนนุ่มแม้ว่าปลายดาบนั้นเลอะไปด้วยคราบเลือดของเสวี่ยหนิงลี่ก็ตาม ชายคนนั้นกดตาลงมองเสวี่ยหงเยว่แล้วรอยยิ้มร้ายก็ปรากฏ

“ดีจริงเชียวที่อาหงมอบโอกาสดีๆ ให้อา เป็นเด็กที่น่ารักเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ”

กระบี่กวัดแกว่งสลัดเลือดของเสวี่ยหนิงลี่ที่ติดอยู่ให้ออกไปก่อนชี้ตรงมายังคอเสวี่ยหงเยว่

ดวงตาของจงลู่ฉีแข็งกร้าวขึ้น สีหน้าดูชั่วร้าย

“ข้าจักได้จัดการทั้งถอนรากสกุลเสวี่ยในคราเดียว”

เสวี่ยหงเยว่ตัวสั่นเทา เขาไม่เคยตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นเสี่ยงตายขนาดนี้มาก่อนจึงทำได้แค่เพียงกอดร่างของมารดาเอาไว้และหลับตาลงแน่น เมื่อรู้สึกได้ว่าคมกระบี่ได้มาใกล้ตัวเท่านั้น

แล้วเสียงระเบิดก็ดังขึ้นพร้อมกับไอร้อนที่ทำให้เสวี่ยหงเยว่ต้องรีบลืมตา พลังทำลายอย่างรุนแรงทำให้กระบี่ที่พุ่งหมายจะเอาชีวิตคนได้หายไปพร้อม ๆ กับมือและแขนของจงลู่ฉี เด็กชายตกในความตะลึงงันชั่วครู่ใหญ่เมื่อมองเลยไปยังต้นกำเนิดการระเบิดนั้นก็พบกับร่างของชายเจ้าของเส้นผมสีขาวราวกับหิมะ

ประมุขเสวี่ยที่บัดนี้แสดงแต่ความโกรธชิงชังออกมาจากสายตา ความคับแค้นนั้นมันมากเสียจนไอมืดที่เก็บซ่อนแผ่พุ่งออกมาจากตัว

“ข้ามองเจ้าเป็นศิษย์น้องที่ดีมาตลอด” ประมุขเสวี่ยเดินมาแม้ร่างกายเขาจะบาดเจ็บอยู่มาก เขาจับจ้องจงลู่ฉีที่มีสีหน้าบิดเบี้ยวและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากการเสียแขนไปหนึ่งข้าง

ประมุขเสวี่ยมองร่างของภรรยาตน ความโกรธแค้นในดวงตาได้แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศก มันเปี่ยมไปด้วยความเสียใจอย่างหาสิ่งใดเปรียบไม่ได้

เสวี่ยหงเยว่พยายามอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ประมุขเสวี่ยกับส่ายหน้า เขาลูบหัวลูกชายตัวเองเบาๆ ริมฝีปากพึมพำบอกให้ไม่ต้องกลัวพ่ออยู่นี่แล้ว

ประมุขเสวี่ยค่อยๆ ถอดเสื้อคลุมด้านนอกออกมาคลุมร่างไร้วิญญาณของเสวี่ยหนิงลี่เอาไว้

“แต่หากเจ้าทำร้ายครอบครัวของข้าแล้ว เห็นทีคงไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีก”

จงลู่ฉี สะกดความเจ็บปวดที่มี กัดฟัน แล้วทำสีหน้าปกติ เขาส่งเสียงร้องคล้ายกับคนเรียกขวัญตัวเองกลับมาแล้วพุ่งตรงไปยังประมุขเสวี่ยหมายจะใช้พลังทั้งหมดที่มีจัดการให้สิ้นเสีย!

การต่อสู้ของชายสองคนจึงเริ่มขึ้นต่อหน้าของเสวี่ยหงเยว่ ผู้ซึ่งไม่อาจจะทำอะไรได้เลยนอกจากมอง แม้ว่ากระแสพลังมืดที่เกิดขึ้นจากความโกรธของประมุขเสวี่ยจะแข็งแกร่งเพียงใด อาการบาดเจ็บหนักก็มีผลต่อการใช้ความสามารถอยู่มากโข อีกทั้งจงลู่ฉีที่ต่อให้เหลือแขนเพียงข้างเดียวแต่เขาก็สามารถสู้ได้ดีเสียสมกับที่ใด้ชื่อว่าเป็นประมุขสกุลจง

เสวี่ยหงเยว่กัดปากตัวเอง ค่อยๆ ผละร่างออกมาจากการกอดมารดาตน เพื่อที่จะไปช่วยเหลือประมุขเสวี่ยใจการต่อสู้

แต่ราวกับร่างกายนี้จะรู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไร ความทรมานจากการแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกก็เกิดขึ้นมาทันที!

ลมหายใจขาดช่วง ดวงตาที่พร่าเลือน สติที่ไม่อาจจะประครองเอาไว้ได้ การต่อสู้เบื้องหน้าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครกำลังทำอะไร ใครเสียเปรียบ ใครได้เปรียบ เขาไม่อาจจะจดบันทึกลงในสมองได้เลย

ทรมาน

เจ็บ...

เจ็บ...

ร่างกายนี้มันกำลังแสดงอาการคล้ายกับส่งเสียงเตือน ว่าอย่าได้กระทำการอะไรที่จะเข้าไปขัดขวางเนื้อเรื่องในตอนนี้เป็นอันขาด

การที่อยู่ๆ ร่างกายก็ปกป้องด้วยตัวเอง หรือการที่มีอาการเจ็บปวดทรมานล้วนเกิดขึ้นในจังหวะสำคัญนั้น

ตอนนี้เขาเข้าใจ ‘สิ่งที่ห้ามฝ่าฝืน’ ของยมทูตแล้ว ต่อให้เขาอยากฝ่าฝืนกฏสักเท่าไรเขาไม่อาจจะจะฝืนได้ ร่างกายเขามีกลไกของมันอยู่ และกลไกนั้นมันกำลังบอกกับเขา

'อย่าได้ทำอะไรให้เส้นเรื่องเปลี่ยนแปลง'

ร่างกายเขากำลังจะบอกแบบนั้น และเขาไม่อาจจะฝืนร่างกายตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้มีอิสระในการแสดงบทบาทแค่ไหนแต่เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนเนื้อเรื่องบังคับได้เลยแม้แต่น้อย

กว่าที่เขาจะกลับมามีสติอีกครั้ง การต่อสู้นั้นก็จบลง มันจบลงที่ความตายของจงลู่ฉี เป็นอันจบตำนานประมุขสกุลจงผู้กระหายอำนาจนั้นลงไป

หากแต่…

เมื่อเห็นสภาพของประมุขเสวี่ยแล้วก็บอกได้คำเดียวว่าย่ำแย่เต็มทน

เสวี่ยหงเยว่รีบรวบรวมแรงที่มี วิ่งไปกอดร่างยืนโงนเงนของบิดาตนเอาไว้แน่น แต่ด้วยแรงของเด็ก เขาไม่สามารถจะประครองต้านแรงโถมเอาไว้ได้ ล้มลงไปกองนั่งกับพื้น โดยที่มีมือของประมุขเสวี่ย ค่อยๆ โอบกอดร่างลูกด้วยมืออันไร้เรี่ยวแรง

“พ่อ...ขอโทษนะ”

นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายที่เสวี่ยหงเยว่ได้ยินก่อนที่ประกายชีวิตในดวงตาของประมุขเสวี่ยจะดับลงไป...ตลอดกาล

น้ำตานั้นค่อยๆ รื้นขึ้นมาจากดวงตา มือกอดร่างบิดาเอาไว้ และกำเสื้อแน่นเท่าที่จะแน่นได้

ประมุขเสวี่ยและภรรยาได้สิ้นไปเสียแล้ว

ชีวิตชาติก่อนที่ตายก่อนพ่อแม่และชาตินี้ที่ต้องเห็นพ่อแม่ตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่อาจช่วยอะไรได้

มันทำให้เขาเจ็บในอก ความเจ็บปวดที่ก่อตัวนี้ ทำให้สมองหนักและอื้ออึงไป น้ำตาค่อยๆ รินไหลออกจากขอบตาร้อนๆ กอดร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นบิดาเอาไว้แน่น

ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ทั้ง ๆ ที่สามารถช่วยเหลือได้

แต่เขากลับ

กลับ…ไม่สามารถทำอะไรได้เลย…

เสียงร้องไห้สะอื้นดังออกมา เขาห้ามตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป ทั้งเสียใจ เจ็บใจ และรู้สึกผิดกับชีวิตของคนทั้งสองที่เขาเพิ่งสูญเสียไป แม้จะเป็นระยะเวลาแค่เพียงสิบปีที่แสนสั้นแต่เขาก็ผูกพันธ์กับทั้งสองคนนี้และรักอย่างลูกคนหนึ่งที่จะรักผู้ให้กำเนิดตัวเอง

ปีอวิ๋นเจวี้ยนที่ 66 หลังจบศึกสกุลจง เสวี่ยหงเยว่ก็ได้รับรู้ ถึงความโหดร้ายของชะตากรรมนี้

ชะตากรรมที่ต้องเล่นไปตามบทบาทของเสวี่ยหงเยว่

โดยไม่อาจขัดขืนอะไรได้…

จบบทที่ ตอนที่ 3 ความจริงที่ได้รู้

คัดลอกลิงก์แล้ว