- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 536. [เนื้อเรื่องเสริม] นักบวชแดง (3)
◈บทที่ 536. [เนื้อเรื่องเสริม] นักบวชแดง (3)
◈บทที่ 536. [เนื้อเรื่องเสริม] นักบวชแดง (3)
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 536. [เนื้อเรื่องเสริม] นักบวชแดง (3)
แน่นอนว่า โรเซต้าก็มาร่วมงานศพด้วย
เพราะงานรำลึกถึงผู้จากไปนั้นขาดบาทหลวงไม่ได้ โรเซต้าสวมชุดบาทหลวงสีดำสนิท ไร้เครื่องประดับใด ๆ เธอยืนสงบนิ่ง อธิษฐานอยู่เบื้องหน้าหลุมศพ
ขณะที่ฉันก้าวเข้าไปใกล้ โรเซต้าที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของฉันก็หยุดอธิษฐานลง แล้วส่งยิ้มบาง ๆ มาให้
“งานศพที่ดีทีเดียวค่ะ ฝ่าบาท”
“งานศพมันจะมีดีมีร้ายด้วยเหรอ?”
ฉันถามด้วยความงุนงง โรเซต้าตอบอย่างนุ่มนวล
“ถึงการจากไปของคนจะเปี่ยมด้วยความเศร้าโศก แต่การให้เกียรติอย่างสมควรก็เป็นเรื่องที่งดงามค่ะ”
“…….”
“ที่จักรวรรดิแห่งแสงอาทิตย์ การจากไปส่วนใหญ่จะถูกจัดการอย่างไม่ใส่ใจนักค่ะ ที่ฝ่าบาททรงให้เกียรติการจากไปทุกอย่างเช่นนี้... เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ค่ะ”
“ชมเกินไปแล้ว ถึงจะเป็นงานศพที่ดีแค่ไหน มันก็แค่ไม่ให้มันเน่าเปื่อยเท่านั้นแหละ”
“ถ้อยคำของฝ่าบาทถูกต้องแล้วค่ะ ทว่า การกระทำที่ดีงามก็ควรได้รับการยอมรับ ฉันขออนุญาตชื่นชมแทนคนอื่นด้วยคนค่ะ”
โรเซต้าหยิบสมุดบันทึกและปากกาออกมาจากอกเสื้อ แล้วขีดฆ่ารายการที่เขียนไว้ล่วงหน้า
“ฉันขอลดคะแนนความนอกรีต 100 คะแนนให้ค่ะ”
“ฉันสะสมไปได้ตั้ง 100 คะแนนแล้วเหรอ?!”
“หากฝ่าบาทยังคงทำความดีต่อไป คะแนนที่เหลือก็จะถูกหักลบให้เช่นกันค่ะ”
“ยังมีคะแนนเหลืออยู่ด้วยเหรอ?!”
โรเซต้าหัวเราะเบา ๆ ปิดปากไว้พลาง เมื่อเห็นปฏิกิริยาของฉัน
ฉันยิ้มแห้ง ๆ แล้วเดินไปยืนข้างโรเซต้า มองดูหลุมศพเรียงรายพร้อมกัน
หลุมศพที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบสวยงามราวกับทุ่งดอกไม้สีเทา
แสงแดดแผดร้อนแผดเผาตกกระทบลงบนหลุมศพ ลมร้อนพัดโชยมาเบา ๆ ฤดูร้อนใกล้เข้ามาแล้วจริง ๆ
ฉันเห็นดาเมียนกำลังจัดการงานศพที่หลุมศพใหม่ เหงื่อไหลโทรม ๆ ฉันบ่นพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เหล่าบาทหลวงลำบากจริง ๆ นะ ปกติก็ต้องพยายามช่วยชีวิตคน พอคนตายก็ต้องมาเหนื่อยกับงานศพอีก”
“เพราะการรับมือกับชีวิตก็ต้องรับมือกับความตายด้วยค่ะ เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน เราไม่สามารถมองแค่ด้านเดียวได้ใช่ไหมคะ?”
โรเซต้าส่งสายตาอ่อนโยนให้ฉัน
“แล้วก็ไม่ใช่แค่บาทหลวงหรอกค่ะ ฝ่าบาทก็เสี่ยงชีวิตอยู่ในที่นี่เพื่อปกป้องชีวิตเบื้องบนไม่ใช่เหรอคะ”
“…….”
“เรื่องของโลกมันเป็นแบบนี้แหละค่ะ เมื่อได้รับแสงแดด ด้านหลังก็ต้องมีเงาตกกระทบอยู่แล้ว”
เงายาวทอดเหยียดลงมาด้านหลังหลุมศพที่ได้รับแสงแดดในฤดูร้อน ฉันถอนหายใจเบา ๆ
“เรื่องของโลกมันมีหลายมุมมองเสมอน่ะสิ”
“ฝ่าบาททรงถูกต้องแล้วค่ะ”
“ดังนั้น เราจึงไม่ควรตัดสินจากด้านเดียว”
“เป็นทัศนคติที่สมควรแก่ผู้ปกครองยิ่งนักค่ะ”
“……ดังนั้น เรื่องของเจนิส ก็ไม่ควรพิจารณาเพียงด้านเดียวใช่ไหม?”
ฉันเหลือบมองโรเซต้า เธอส่งยิ้มกว้างมาให้ ราวกับรู้ว่าฉันจะพูดเช่นนี้
“ดูเหมือนฝ่าบาทจะพอใจเจนิสอยู่นะคะ ถึงได้พยายามปกป้องเขาขนาดนี้”
“เธอก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
“คะ?”
“เธอก็พยายามปกป้องเจนิสเหมือนกัน”
โรเซต้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาแสดงความไม่เข้าใจ ฉันกอดอกพลางทำท่าทางหยิ่ง ๆ
“ตอนที่ไปจัดการเจนิส ทำไมถึงรอฉันด้วย?”
“…….”
“ถ้าตั้งใจจะฆ่าไอ้เด็กดื้อนั่นจริง ๆ ก็แค่ไปหาแล้วจัดการเงียบ ๆ ก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมต้องพาฉันไปด้วย?”
ฉันถามโรเซต้าอย่างหนักแน่น น้ำเสียงเรียบเฉียบราวกับคมดาบ
“จริง ๆ แล้วเธอหวังให้ฉันช่วยเขาใช่ไหม? ใช่ไหม?”
“…….”
“ตามหลักของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เจนิสสมควรตาย แต่เธอกลับเปิดทางให้เขาอยู่ได้ในเมืองนี้ นั่นก็ถือเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง”
ดังนั้น ข้อสรุปของฉันคือ
“โรเซต้า เธอเธอล้งทำเป็นจัดการน้องชายต่างมารดาของเธอ แต่จริง ๆ แล้วอยากเปิดทางให้เขารอด แล้วก็ใช้ฉันเป็นเครื่องมือ”
“ฮ่าฮ่า”
โรเซต้าหัวเราะแห้ง ๆ มองฉันตาไม่กระพริบ
“ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่ฝ่าบาทตรัส... แต่กระนั้น ฝ่าบาทจะร่วมมือกับแผนการเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฉันต่อไปไหมคะ?”
“ฉันไม่รู้เจตนาของเธอหรอก แต่ถ้าคิดถึงสิ่งที่เจนิสทำเพื่อเมืองนี้ ฉันก็อยากปกป้องชีวิตเขาเหมือนกัน”
“งั้นก็ได้ ฉันจะร่วมมือกับแผนการเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอ”
เมื่อฉันพูดจบ โรเซต้าหันไปมองหลุมศพที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า พลางกล่าวว่า
“ตามที่ฝ่าบาทตรัสค่ะ เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกนี้มีหลายแง่มุม และมันจะเผยให้เห็นสิ่งที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันอย่างไร”
“…….”
“เรื่องของเจนิสก็เช่นกัน ถ้ามองแค่ผลลัพธ์ เขาก็เป็นคนเลวที่สมควรโดนฆ่าและปลดออกจากตำแหน่ง... แต่ถ้ามองลึกลงไป ก็ไม่มีใครที่ปฏิบัติหน้าที่บาทหลวงได้ดีเท่าเขาอีกแล้วค่ะ”
ฉันขมวดคิ้ว ความสงสัยแล่นพล่าน
“14 ปีก่อน เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“เป็นการทรมานตัวเองของเขาค่ะ ฉันไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ ให้ฝ่าบาทไปถามเขาเองดีกว่าค่ะ”
“…….”
“แต่ไม่ว่าเขาจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ตามระเบียบของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ต้องถูกลงโทษค่ะ เหล่าบาทหลวงในบังคับบัญชาของฉันก็เรียกร้องเช่นกันค่ะ”
ลัทธิเทพธิดา นิยมหลักการ อัศวินศักดิ์สิทธิ์
เมื่อพวกเขากุมอำนาจทางศาสนา การยึดมั่นในหลักการจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ทว่า เจนิสกลับเป็นผู้ทรยศที่หลีกเลี่ยงหลักการนั้นมาโดยตลอด
ภายในคณะอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เสียงเรียกร้องให้ลงโทษเจนิสดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่โรเซต้าผู้รู้เรื่องราวของเจนิสจึงพยายามหาทางช่วยเหลือเขาไว้
“ฉันทำทุกอย่างเพื่อเขาแล้ว ฝ่าบาทช่วยขัดขวางการกำจัดเขา และตอนนี้ทางรอดก็เปิดแล้ว แค่เขาต้องยอมสละตำแหน่งบาทหลวง”
“…….”
“ต่อไปนี้ก็ขึ้นอยู่กับไอ้คนโง่นั่นแล้วล่ะ เขาจะขอบคุณน้ำพักน้ำแรงใต้ดินของฉันแล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือว่า…”
โรเซต้าส่ายหัวพร้อมกับรอยยิ้มขมขื่น
“แม้จะต้องแบกรับความอัปยศ เขาคงเลือกตายในฐานะบาทหลวง”
***
ดังนั้น ฉันจึงไปตามหาเจนิส
หลังจากถูกไล่ออกจากวิหาร คนสุดท้ายที่เห็นเจนิสคือที่ค่ายทหาร ที่พักของเหล่าทหารรับจ้าง
เย็นวันงานศพ หลังจากถามทางไปเรื่อย ๆ ฉันก็มาถึงค่ายทหาร อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นอับ
“อื้อ… กลิ่นคนแก่…”
ฉันบีบจมูกพลางยืนอยู่หน้าประตูห้อง นี่มันอะไรเนี่ย กลิ่นฉุนขนาดนี้ มีแต่พวกตาแก่เท่านั้นแหละที่ปล่อยกลิ่นแบบนี้ได้!
ฉันมองป้ายชื่อหน้าประตู แล้วก็เห็นชื่อที่คุ้นเคย
คนในห้องสองคนเป็นคนที่ร่วมรบในศึกพี่น้องกอร์กอน แต่ถึงจะมีคนแก่แค่สองคน กลิ่นอับชื้นขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ…?
“ต้องเอาผ้าห่มกับหมอนไปตากแดด! เปิดหน้าต่างวันละสองครั้ง! ซักผ้าให้ทันเวลา! ฉันต้องมาสอนพวกนายด้วยเหรอเนี่ย! นี่ฉันระดับไหนแล้วเนี่ย!”
ฉันบ่นพึมพำพลางเปิดประตูห้องออกไป ปัง!
ภาพที่เห็นคือผู้ชายห้าคนที่กำลังปรึกษาหารือกัน ม่านถูกปิดสนิททำให้ห้องมืดมิด พวกเขาตัวกระตุกตกใจเมื่อเห็นฉันปรากฏตัวขึ้น
ฉันตะโกนเสียงดังพร้อมฉีกม่านที่ปิดบังหน้าต่างออก
“พวกนายเป็นปีศาจอะไรกันเนี่ย?!”
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาในห้องอย่างเจิดจ้า ปีศาจทั้งห้าที่พลันได้รับแสงอาทิตย์ตรง ๆ ต่างกรีดร้องด้วยความแสบตาพลางปิดตาหนี พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่เนี่ย
กลุ่มคนที่กำลังวางแผนอยู่ก็คือกลุ่มเพื่อนชั่วคราวของลูคัส นั่นคือ ‘พวกลุง’
ลูคัส, ทอร์เคิล, โนบอดี้, เชน และเจนิส
“แน่ละ! กลิ่นอับของพวกลุงขนาดนี้ ไม่ใช่แค่สองคนหรอก! ห้าคนรวมกันเลยกลิ่นแรงขนาดนี้! พวกนาย! ตากแดด! เปิดหน้าต่าง! ซักผ้า! ฉีดน้ำหอม! ไม่รู้จักกันบ้างเหรอ?!”
ลูคัสหน้าเสียพลางรีบแก้ตัว
“ไม่ใช่ครับ ฝ่าบาท! ผมดูแลอย่างละเอียดทุกวันเลยนะครับ! ผมแค่มาประชุมที่นี่เท่านั้นเอง!”
ลุงคนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมตำหนิลูคัสเบา ๆ
“พวกเขาก็เป็นแบบนี้ตอนเด็ก ๆ …”
“ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน”
“เป็นลุงน่ะ ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นมา มันเป็นอยู่แล้วต่างหาก”
“ท่านก็เช่นกัน…เร็ว ๆ นี้… หนวดเครารุงรัง… กลิ่นเหม็นสาบ…”
“ไม่ใช่! เป็นไปไม่ได้! ผมจะไม่เป็นลุงไปตลอด!”
ฉันผลักลูคัสที่กรีดร้องออกมาอย่างแรง แล้วนั่งลงกับพื้น ท่าทางของเขาดูหมดแรงมาก
“แล้วพวกนายมาประชุมอะไรกัน?”
“ไม่ใช่การกบฏหรอกครับ ความจงรักภักดีของพวกเราต่อฝ่าบาทไม่เปลี่ยนแปลง…”
ทอร์เคิลตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไอ้หนุ่มนี่ ให้คะแนนความภักดีเต็มสิบเลย
“พวกเราได้ประชุมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของเจนิสครับ เพราะพวกเรามีความสนิทสนมกับท่าน”
“เหรอ? ไม่ใช่ว่าสรุปกันไปแล้วเหรอ?”
ฉันหันไปมองเจนิสที่ใบหน้าเศร้าสร้อย
“ไม่อยากตายใช่ไหม? งั้นก็แค่ลาออกจากตำแหน่งบาทหลวงแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็แค่นั้นเอง”
“……ผมไม่อยากตายครับ แต่การถูกปลดจากตำแหน่งบาทหลวงก็เหมือนกับการประหารชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง”
เจนิสทำสัญลักษณ์แห่งศรัทธา ปิดตาแน่น และประสานมือเข้าด้วยกัน
“ถ้าเป็นทางเดียวที่จะปกป้องเกียรติของผมและเพื่อน ๆ ผมขอโทษ แต่การตายที่นี่คงจะดีกว่า…”
“ลองเป็นทหารรับจ้างดูไหมครับ?”
ทอร์เคิลเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล โนบอดี้และเชนรับคำพร้อมกัน
“ใช่! เป็นทหารรับจ้างมันมันส์สุด ๆ !”
“แล้วก็มีคาสิโนอยู่ติด ๆ ด้วย!”
“เหล้า! บุหรี่! การพนัน! และสนามรบที่ปีศาจบุก!”
“ไม่มีชีวิตไหนจะสนุกเท่านี้แล้ว!”
ทหารรับจ้างทั้งสองหัวเราะร่วนก่อนจะชนขวดเหล้าแล้วดื่มรวดเดียว… พวกนี้ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง
“ถ้ามีคนเก่ง ๆ อย่างเจนิส ฝ่าบาทก็สามารถจ้างเป็นทหารส่วนตัวได้นะครับ”
ลูคัสหันมามองหน้าฉันพลางเอ่ย ฉันพยักหน้ารับ จริงด้วย ยังมีทางเลือกอื่นอีกมากมาย
“แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่นั้น นี่ เจนิส นายคิดจะ…”
ฉันกำลังจะพูดต่อ ทว่า…
เด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งแอบมองมาจากช่องประตูที่ฉันเปิดค้างไว้ด้วยเท้า ฉันรู้จักเขาดี จึงชี้ไปทางนั้น
“ฮันนิบาล! นายตามมาถึงนี่ได้ยังไงเนี่ย?”
“……!”
ฮันนิบาลตกใจเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เปิดประตูเข้ามา ลูคัสพึมพำเบา ๆ
“เด็กตัวแค่นี้มาอยู่ในที่ซ่องสุมของลุงหกคนได้ยังไงเนี่ย…”
“……เดี๋ยวนะ หกคนเหรอ?”
ฉันถามด้วยสีหน้าตกใจ
“อย่าบอกนะว่ารวมฉันด้วย?”
“ถ้ารวมผมด้วย… ฝ่าบาทที่อายุมากกว่าผมแค่ปีเดียวคงคิดว่าตัวเองรอดใช่ไหมครับ…?”
“บ้าไปแล้ว! ฉันเป็นเชื้อพระวงศ์นะ การต้านริ้วรอยเป็นทักษะติดตัวมาตั้งแต่เกิด! ฉัน ๆ ๆ ฉันจะไม่เป็นลุงหรอก!”
ฉันมึนงงไปชั่วครู่ แต่ก็ตั้งสติได้ทันที ไม่ใช่เวลาที่จะมาเสียเวลาพูดจาไร้สาระ
“ฮันนิบาล? นายตามมาทำไมกัน พูดมาเลย”
“ค…ครับ… เรื่องนั้น…”
ฮันนิบาลเดินเข้ามาตรงกลางห้องด้วยท่าทางลังเล ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าเจนิส
เจนิสเบิกตาโพลง ฮันนิบาลกำหมัดแน่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เจนิสครับ!”
“อ…อะ?”
“เรื่องลูก… ลูกที่เจนิสมีกับเจ้าหญิงต่างชาติ แล้วฝากไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าวิหารน่ะ…ครับ!”
“อ…อะ…”
“ด…ด…เด็กคนนั้น… ก็…”
ฮันนิบาลชี้ไปที่ตัวเอง พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า
“ก็…ก็ผมเองครับ?!”
“…”
ความเงียบงันปกคลุมห้องไปชั่วขณะ
ในห้องค่ายทหารที่อับชื้น มีลุงหกคนนั่งอยู่
เด็กหนุ่มที่วิ่งเข้ามาตะโกนว่า ‘นายคือพ่อของฉัน!’ ทุกคนมองหน้ากันด้วยความร้อนรน ต่างก็กำลังมองหาใครสักคนที่จะเป็นผู้แก้ไขสถานการณ์อันยุ่งเหยิงนี้
ปัง-!
ลุงคนที่เจ็ดบุกเข้ามา เปิดประตูจนแทบจะพังทลาย
เคลลิเบย์ที่ตามฮันนิบาลมา เขาร้องตะโกนด้วยเสียงดังลั่น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ยยยยยย!”
นั่นแหละคือช่วงเวลาที่ทุกคนต่างคิดตรงกัน
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_