- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 516. [ด่านที่ 25] ผู้เล่น
◈บทที่ 516. [ด่านที่ 25] ผู้เล่น
◈บทที่ 516. [ด่านที่ 25] ผู้เล่น
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 516. [ด่านที่ 25] ผู้เล่น
แพกยา…นั่นคือศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าภูผา
ในเกม เธอครอบครองค่าสถานะที่น่าหวาดหวั่น เพียงแค่ยืนหยัดและระดมยิงใส่ กำแพงเมืองครอสโรดก็จะพังราบเป็นหน้ากลองราวกับถูกกัดเซาะด้วยสายน้ำ
แน่นอนว่า ชีวิตของผู้คนที่ยืนอยู่บนกำแพงนั้นย่อมสูญสลายไปพร้อมกันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
แต่เกมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อท้าทายความคิดของผู้เล่น ศัตรูที่สมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง นั่นหมายความว่า ย่อมต้องมีจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ให้ค้นหาอย่างแน่นอน
ในเกม จุดอ่อนของแพกยาคือ “ความอ่อนแอต่อการโจมตีที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางจิต”
ถ้าคิดว่าโดยปกติแล้วตัวละครสายนักเวทมักมีพลังป้องกันทางจิตที่สูง นี่ก็ถือเป็นจุดอ่อนที่แปลกประหลาดยิ่งนัก
‘หรือว่าเพราะการคัดลอกและวางซ้ำ ๆ ทำให้ความทนทานทางจิตใจลดลงอย่างมาก?’
ก่อนที่จุดอ่อนอันคาดไม่ถึงนี้จะแพร่กระจายไปทั่ว แพกยาถูกขนานนามว่าเป็น “กำแพงแห่งความสิ้นหวังปีที่ 3” ทว่า…
หลังจากข้อมูลการเล่นเกมถูกเปิดเผย ผู้เล่นจำนวนมากก็สามารถเอาชนะเธอได้ด้วยการใช้จุดอ่อนนี้
แน่นอนว่า เธอแค่ “ค่อนข้าง” อ่อนแอต่อความผิดปกติทางจิต การจัดการเธอยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย
‘บอสเนี่ย…มันปรับสถานะเสริมได้ตามใจชอบเลยเหรอเนี่ย…….’
ฉันเล่นเกมมาก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างสมดุลนะ เพราะถ้าใช้ ‘ควบคุมจิตใจ’ ครั้งเดียวแล้วบอสระดับสูงตายเลยไม่ได้ แต่พอเจอของจริงเข้า…มันก็รู้สึกไม่ยุติธรรมขึ้นมาทันที อยากใช้ ‘ควบคุมจิตใจ’ ให้ได้ตอนนี้เลย!
ฉะนั้นในเกม พวกเขาจึงมักฝึกฝนตัวละครที่เชี่ยวชาญการโจมตีทางจิตเพื่อรับมือกับแพกยา
ถ้ามีนักเวทสายเฉพาะทางความผิดปกติทางจิต หรือตัวละครประเภท ‘คำสาป’ (Curser) ก็สามารถใช้ความผิดปกติทางจิตทำให้เธออ่อนแอลงก่อน แล้วค่อยจัดการ
แต่ไม่ว่าจะทำให้เธออ่อนแอลงแค่ไหน ก็ยังต้องสู้กันตัวต่อตัว และก็ต้องรับความเสียหายด้วย
แม้จะอยู่ในสภาพอ่อนแอ แพกยาก็ยังใช้ดวงตาขนาดมหึมาของเธอเรียกใช้ท่าไม้ตายที่ฆ่าได้ทันทีทุก ๆ สองสามเทิร์น ใช้เครื่องรางระเบิดสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และยังสร้างความมืดลงไปในสนามรบ ทำให้พวกเราที่เข้าใกล้ความมืดนั้นตกอยู่ในความหวาดกลัว
แน่นอนว่า การเล่นเกมนี้ยาก และย่อมมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นี่เป็นกติกาของเกม โดยปกติแล้ว การเผชิญหน้ากับแพกยาจะทำให้กองกำลังของครอสโรดสูญเสียไปมากกว่า 30%
ถ้าเสียมากกว่านั้น? ก็เกมโอเวอร์นั่นแหละ
เส้นแบ่งความเสียหายคือ 30% นั่นหมายความว่า เราต้องยอมรับความเสียหายอย่างน้อย 30% นั่นแหละคือศัตรูที่แข็งแกร่งเหลือเกิน
‘งั้นก็อ้อมไปสิ’
ฝ่ายเราไม่มีนักเวทสายควบคุมจิตใจหรือใช้คำสาป แต่เรามี คลับแห่งการเดิมพัน ทีมที่เน้นการใช้อุปกรณ์เสริม
แต่ปัญหาของ คลับแห่งการเดิมพันก็คือ พวกเขาไม่ได้ถนัดการต่อสู้โดยตรง
พวกเขาเก่งหลายอย่าง แต่ทักษะการต่อสู้กลับแย่มาก การต่อสู้กับสัตว์ประหลาดระดับต่ำสุดยังต้องใช้เวลานานกว่าจะกำจัดได้
ถ้าส่งพวกเขาเข้าไปในสนามรบ ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรได้ แพกยาก็น่าจะใช้เวทมนตร์ หรือลำแสงจากดวงตาเผาพวกเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
‘ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ ต้องทำให้ คลับแห่งการเดิมพันเข้าใกล้แพกยาได้โดยไม่ต้องสู้!’
พูดมาซะยาว แต่สรุปแล้ว วิธีที่ฉันคิดออกก็คือ!
“นี่คือปาร์ตี้เซอร์ไพรส์นั่นเอง!”
1. คลับแห่งการเดิมพันสามารถเข้าใกล้แพกยาได้โดยไม่ต้องต่อสู้
ปฏิบัติการเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้...ฟังดูดีทีเดียวบนกระดาษ!
……แต่ในความเป็นจริง
ลูคัสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉันพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คลับแห่งการเดิมพันอาจพังพินาศได้เพียงแค่แพกยาบิดนิ้วทีเดียว นี่มันไม่ใช่การปล่อยให้ศัตรูผู้บัญชาการกองพลเดินเข้ามาในฐานทัพเราโดยไม่ต้องสู้หรือไงครับ? ยิ่งกว่านั้น เธอจะประมาทเราจริง ๆ เหรอ……”
โอ้ นี่มันคำพูดที่คมคายจริง ๆ ฉันถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันไปมองเพื่อนทั้งสองข้างกาย
ห้องจัดเลี้ยงตกแต่งอย่างหรูหรา ราวกับโรงแรมครอสโรด บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายงานปาร์ตี้
ลูคัสสวมสูทสีน้ำตาลอ่อน ดูสดใส ส่วนเอวานเจลีนก็งดงามในชุดเดรสสีเหลืองอ่อนที่ดูพลิ้วไหว ทั้งคู่ยืนเป็นเงาตามฉัน ราวกับองครักษ์คู่กาย
ฉันมองซ้ายมองขวา พลางเป่าปากเบา ๆ
“ที่จริงฉันไม่เคยเห็นพวกนายแต่งตัวแบบนี้มาก่อนเลยนะ ดูดีมากเลย”
“เพราะรุ่นพี่สั่งให้จัดงานปาร์ตี้ฉุกเฉิน เลยต้องรีบหยิบยูนิฟอร์มเก่าออกมาใส่ แต่ว่ามันคับไปหน่อย ดูเหมือนว่าฉันจะสูงขึ้นอีกแล้วสินะ”
เอวานเจลีนที่ดูเขินอายกับคำชม ก็รีบตั้งสติ
“อะแฮ่ม! เอาล่ะ แผนการนี้มันเสี่ยงเกินไปหน่อยใช่ไหมคะ รุ่นพี่?”
“ฉันยอมรับความเสี่ยงได้ ถ้าแผนการหลอกลวงโดยใช้คลับแห่งการเดิมพันนี้สำเร็จ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจะมหาศาล”
ฉันกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องจัดเลี้ยงที่ตกแต่งอย่างหรูหรา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
แน่นอนว่า ถ้าสู้กันตรง ๆ ก็จัดการได้อย่างปลอดภัย แต่โดยปกติแล้ว เราจะเสียกำลังพลไปราว 30%
การสูญเสียกำลังพลถึง 30% เพื่อกำจัดผู้บัญชาการกองพลอันดับสาม…มันสมเหตุสมผลหรือ? มันคุ้มค่าหรือไม่?
……อาจจะใช่ก็ได้ ยิ่งกว่านั้น กำลังพลของแนวหน้าปกป้องโลกก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การสูญเสีย 30% ในตอนนี้อาจกลายเป็นราคาถูกในอนาคตก็เป็นได้
แต่ถ้ามีทางเลือกอื่น
ถ้ามีวิธีที่อาจลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้ แม้ว่าจะเป็นวิธีที่คาดไม่ถึง แต่ถ้ามันมีโอกาสสำเร็จมากพอ
แน่นอนว่าควรลองดู
“ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นวิธีที่…เสี่ยง”
เอวานเจลีนในชุดเดรสสีเหลืองอ่อนพลิ้วไหว ดูราวกับลูกไก่ตัวน้อย ฉันรู้สึกว่าเธอดูสูงขึ้น แต่ทว่า เพราะจิตใจยังคงเป็นเด็กสาว เธอยังคงกระฉับกระเฉง กระโดดโลดเต้นอยู่เช่นเคย
“ฉันคิดว่ารุ่นพี่ฉลาดมากเลยนะคะ…….”
เอวานเจลีนมองฉันพลางแทะขนมที่ถืออยู่ในมือเต็มสองข้าง
“ฉันพูดตรง ๆ ได้ไหมคะ?”
“เมื่อไหร่กันที่เธอไม่พูดตรง พูดมาเลย”
“ถึงแม้จะไม่ธรรมดา แต่บางครั้งมันก็เกินกว่าขอบเขตของคำว่าไม่ธรรมดา…เรียกยังไงดีล่ะ……”
“……บ้า งั้นเหรอ?”
“ใช่! นั่นแหละ! รู้ตัวแล้วสินะ?”
เอวานเจลีนพยักหน้ารัว ๆ ฉันหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เธอจะพูดต่อ
“……ยิ่งกว่านั้น ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่”
“ไม่ค่อยสบายใจเหรอ?”
“ไม่ว่าจะเป็นเฮียวกะหรือโซยะ อย่างน้อยจนถึงตอนนี้พวกเธอก็ช่วยเหลือเรามาโดยตลอดใช่ไหม?”
เอวานเจลีนพูดช้าลง เพราะกำลังเคี้ยวขนมอยู่
“แน่นอนว่าข้อมูลของรุ่นพี่ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน……แต่เพราะมี ‘ความเป็นไปได้’ ที่พวกเธอจะโจมตีเรา การที่เราไปทำร้ายคนที่ช่วยเหลือเรามาตลอด มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเปล่า……”
“…….”
“ไม่สิ คือฉันรู้! พวกเธอเป็นปีศาจ เป็นกองทัพลิชอมตะค่ะ ทว่า……ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจแล้ว”
เอวานเจลีนเอ่ยความคิดของตัวเองอย่างแน่วแน่ แม้สายตาของเราจะจับจ้องมองกันอยู่ชัดเจน
“ก่อนที่จะมาต่อสู้ที่นี่ด้วยกัน เอลฟ์ คนแคระ มนุษย์สัตว์ เงือก……พวกเขาก็เป็นสิ่งที่ห่างไกลจากฉันเหมือนปีศาจ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเกิดมาจากที่ไหน เราก็เป็นฝ่ายเดียวกันที่ต่อสู้ด้วยกันไม่ใช่เหรอ?”
“…….”
“ปีศาจก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ? ถ้าพวกเขาอยากจะยืนอยู่ข้าง ๆ เราจริง ๆ เราก็สามารถเป็นพันธมิตรกันได้ไม่ใช่เหรอ?”
คำพูดของเอวานเจลีนทำให้ฉันนึกถึงราชินีซัคคิวบัส ซาโลเม และราชาก็อบลิน อเล็กซานเดอร์ด้วย
ใช่…กับพวกเขามีโอกาสที่จะพูดคุยกันได้อย่างแน่นอน แล้วเราก็เป็นเพื่อนกัน…หรือเกือบจะเป็นเพื่อนกันแล้ว
“……ใช่ เธอพูดถูก เอวานเจลีน”
เอวานเจลีนพูดถูก สิ่งสำคัญไม่ใช่กำเนิดของพวกเขา เกณฑ์ในการแยกแยะระหว่างมนุษย์กับปีศาจคือ ‘พวกเขาสามารถพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้หรือเปล่า?’
“งั้นก็…ฉันจะให้โอกาสพวกเขาลองดู”
“โอกาส?”
“ใช่ ฉันจะลองดูว่าพวกเขามีความตั้งใจที่จะอยู่ข้าง ๆ เราจริง ๆ หรือเปล่า?”
ฉันยิ้มบาง ๆ
“หรือว่ามันเป็นแค่การลวงตา แล้วสุดท้ายก็จะมาโจมตีเรา…ฉันจะลองทดสอบดู”
ในเกม ไม่ว่าจะเป็นเฮียวกะหรือโซยะ แพกยา…นักเวทคนนั้นก็เป็นปีศาจที่ทรยศเราในที่สุด
แต่ตามที่เอวานเจลีนพูด จนถึงตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังช่วยเหลือเราอยู่
ฉันเชื่อข้อมูลในเกม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกรณีอย่างซาโลเมอีก ฉันเลยจะลองทดสอบดู
ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร…ที่นี่จะเป็นงานปาร์ตี้ที่สร้างความสามัคคีระหว่างพันธมิตรกันหรือเปล่า
ที่นี่คือเวทีแห่งการทรยศหักหลัง งานรื่นเริงที่แฝงไว้ด้วยเลือด
“พวกเราจะทำตามรับสั่งฝ่าบาทครับ แต่ว่า…”
ลูคัสกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องจัดเลี้ยงอย่างสงบ
“กำลังพลที่เตรียมไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน…เพียงพอหรือไม่ครับ?”
ภายในห้องโถง เหล่าผู้กล้าของฉันต่างสวมสูทและชุดราตรี เตรียมพร้อมอยู่ทั่วบริเวณ
ทุกคนต่างรับรู้ถึงกลิ่นอายแห่งสงคราม ใบหน้าเคร่งเครียด ทว่าด้วยเครื่องแต่งกายที่หรูหรา บรรยากาศจึงดูแปลกประหลาด ผสมผสานความตึงเครียดเข้ากับความหรูหราอย่างลงตัว
“แน่นอน ทุกคนผ่านการฝึกฝนยุทธวิธีตามที่ฝ่าบาททรงสอนมาแล้ว แต่ถ้าจะพูดกันตรง ๆ …พลังของนักเวทผู้นั้น…ทรงพลังเหลือเกินครับ”
“…”
“หากต้องเผชิญหน้ากันตรง ๆ …กำลังพลของเราอาจได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วง”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากต้องปะทะกันโดยตรง เราอาจต้องยอมรับความสูญเสียมากกว่า 30%
แต่ฉันไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงเตรียมแผนสำรองเอาไว้ ฉันยิ้มบาง ๆ พลางมองไปทางประตูห้องโถง
“เพราะฉะนั้น…ฉันจึงเตรียมการประกันความเสี่ยงเอาไว้แล้ว”
ถึงเวลาแล้ว และมันก็เป็นไปตามที่ฉันคาดการณ์
“ขอความสนใจทุกท่านด้วยครับ!”
เสียงประกาศอันดังกังวานของคนรับใช้ที่ทางเข้าห้องโถง พร้อมกับการกล่าวถึงแขกผู้มีเกียรติ ดังก้องไปทั่วห้อง
แต่ครั้งนี้ มีการประกาศชื่อที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน
“ผู้สืบทอดแท้แห่งอาณาจักรทะเลสาบ ผู้แทนที่ชอบธรรม ผู้ดูแล ผู้พิทักษ์! เจ้าหญิงแห่งทะเลสาบ!”
เสียงประกาศก้องกังวานไปทั่วห้อง ผู้คนต่างพากันงุนงงกับคำเรียกขานแปลกใหม่นี้
มีเพียงฉันเท่านั้นที่ยิ้มบาง ๆ ใจเต้นระทึก
“คุณไร้นามกำลังจะเข้ามาแล้วครับ!”
แล้วเธอก็ปรากฏกาย เจ้าหญิงแห่งทะเลสาบผู้สง่างาม
ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…
เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาแต่หนักแน่นดังก้องอยู่ในความเงียบ ทุกคนในห้องจัดเลี้ยงต่างกลั้นหายใจ ฉันเองก็รู้สึกใจหายวาบ เหงื่อแตกซิก ๆ นี่มันอะไรกันเนี่ย!
ไร้นามสวยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้… ด้วยสถานะตัวแทนของอาณาจักรทะเลสาบ… ฉันจึงขอให้สาวใช้แต่งแต้มให้เธอ
‘นี่มันมนุษย์หรือเทพธิดา!’
ผมสีขาวราวหิมะถูกรวบเกล้าอย่างเรียบร้อย ใบหน้าซีดเผือดถูกแต้มแต่งด้วยเครื่องสำอางบางเบา เผยให้เห็นผิวพรรณที่เปล่งปลั่งราวกับหยาดน้ำค้าง
ดวงตาสีเขียวมรกตสดใส สะกดทุกสายตา ราวกับทะเลสาบที่ใสสะอาด ขนตายาวงอนงาม จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากอิ่มหนาที่ทาด้วยลิปสติกสีแดงสด ตัดกับผิวขาวราวหิมะได้อย่างลงตัว
ด้วยบทบาทในฐานะตัวแทนของอาณาจักรทะเลสาบ เธอจึงสวมชุดเดรสสีฟ้าอ่อนปนเขียวอ่อนหวาน มงกุฎทองคำประดับพลอยสีแดงสดสุกใสประดับอยู่บนศีรษะ และถือไม้เท้าหยกประณีตอยู่ในมือ ภาพนั้นงดงามราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย
‘ดูเหมือนตุ๊กตาหุ่นพอร์ซเลนเลย……?’
สวยขนาดนี้ ฉันมองเธอราวกับว่าเป็นผลงานศิลปะมากกว่ามนุษย์เสียอีก
ไร้นามในรองเท้าส้นเตี้ยเดินเข้ามา ใบหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอายต่อสายตาของทุกคน แต่เธอก็ยังคงโค้งคำนับผู้คนรอบข้างด้วยความนอบน้อม
แล้วจึงรีบเดินตรงมาหาฉัน ไร้นามจ้องมองฉันด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ก่อนจะเอ่ยถาม
“……คำแนะนำตัวนั้น คุณเป็นคนเขียนเองใช่ไหม แอช?”
“แน่นอนว่าฉันเป็นคนเขียน”
ฉันยกไหล่ขึ้นเล็กน้อย
“มีอะไรผิดหรือเปล่า?”
“……ไม่มี ไม่มีอะไร”
ไร้นามก้มหน้าลงเพราะความเขินอาย ฉับพลันนั้น เหล่าผู้กล้าที่เคยร่วมต่อสู้ในดันเจี้ยนต่างพากันวิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ
“ว้าว……! พี่ไร้นาม! แต่งตัวแล้วดูดีมากเลย! แต่งให้ดูแบบนี้ต่อไปนะ!”
“คุณไร้นาม คุณเป็นราชวงศ์เหรอ?!”
“แล้วเป็นราชวงศ์แห่งอาณาจักรแห่งทะเลสาบด้วยเหรอ?! ทำไมไม่บอกฉันมาก่อน!”
“ไม่ใช่ คือว่า…….”
ไร้นามยิ่งรู้สึกอับอายกับเสียงโหวกเหวกของเหล่าผู้กล้า
ฉันมองเธอด้วยความพึงพอใจ ก่อนส่งสัญญาณให้ลูคัส
“เป็นไง ไร้นามนี่แหละคืออาวุธลับของฉัน”
“แน่นอนว่า เป็นผู้ใช้พลังอันทรงพลัง……ไม่สิ เป็นผู้ใช้พลังเวทมนตร์ที่ทรงพลังมาก”
ลูคัสกลืนน้ำลายลงคอ พลางมองฉันด้วยแววตาแปลกใจ
“……แต่ว่า ฝ่าบาท”
“อะไร?”
“ถ้าผมเข้าใจผิด ฝ่าบาทไม่ได้เรียกคุณไร้นามมาเป็นประกัน…….”
ลูคัสเบิกตากว้าง ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อยราวกับตกตะลึง
“หรือว่า เหตุผลที่จัดงานปาร์ตี้ครั้งนี้ เป็นเพราะคุณไร้นาม?”
“……อะไรนะ?”
เหงื่อผุดพรายทั่วใบหน้าฉัน ใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
นี่มันนายโกลเด้นรีทริฟเวอร์อะไรกัน ทำไมหัวไวขนาดนี้……?
แล้วก็
“ขอความสนใจด้วยครับ!”
เสียงคนรับใช้ที่ทางเข้าดังขึ้น แตกต่างจากเมื่อครู่ที่ดูเรียบเฉย ครั้งนี้สั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก
“ผู้สืบทอดแห่งทวีปตะวันออกที่หายไป เจ้าของหอคอยเวทมนตร์แห่งอาณาจักรทะเลสาบ ผู้บัญชาการกองพลแห่งฝันร้ายอันดับ 3 และได้สัญญาว่าจะร่วมมือกับมนุษยชาติ! นางเอกของงานปาร์ตี้ครั้งนี้!”
ความเงียบยะเยือกแผ่ปกคลุมห้องจัดเลี้ยง ราวกับน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทับถมความครึกครื้นที่เคยมี แทนที่ด้วยความเงียบกริบน่าสะพรึงกลัว
“แพกยากำลังจะเข้ามาครับ!”
และแล้วเธอก็ปรากฏกาย พร้อมกับคำประกาศที่ดังก้องไปทั่วห้องโถง
แม่มดผีดิบผิวสีฟ้า สวมชุดสไตล์จีนโบราณที่ตัดเย็บอย่างประณีต เผยให้เห็นรูปร่างที่เย้ายวนใจ
และลิชอีกสิบตัว สวมชุดจีนโบราณสีดำ เดินตามหลังเธอมาอย่างสง่างาม
บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงยิ่งเย็นยะเยือกหนักขึ้น ราวกับมีน้ำแข็งแห้งจำนวนมหาศาลถูกโปรยลงมา เพราะปีศาจที่เป็นอมนุษย์สิบเอ็ดตน
แพกยามองดูบรรยากาศนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอหัวเราะเบา ๆ พลางปิดปากด้วยพัด ดวงตาสีฟ้าสดใสเปล่งประกายอย่างอารมณ์ดี
บี๊บ
เสียงอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กที่ติดอยู่ที่หูฉันดังขึ้น
“เหยื่อเข้ามาแล้ว”
ท่ามกลางเหล่าแขกผู้มีเกียรติในชุดสูทและเดรสหรูหรา บรรยากาศตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกดึงตึง นักพนันห้าคนจากคลับแห่งการเดิมพัน ที่ปลอมตัวเป็นพนักงานเสิร์ฟ ต่างเงี่ยหูรับฟังคำสั่งจากฉัน
“เยี่ยมมาก พวกเรา”
ฉันกระซิบเสียงเบา สายตาเหลือบมองปีศาจตนนั้นที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงอย่างเชื่องช้า
“เริ่มกันเถอะ”
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_