- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 496. [เนื้อเรื่องเสริม] การคำนวณผลกำไรและขาดทุน (2)
◈บทที่ 496. [เนื้อเรื่องเสริม] การคำนวณผลกำไรและขาดทุน (2)
◈บทที่ 496. [เนื้อเรื่องเสริม] การคำนวณผลกำไรและขาดทุน (2)
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 496. [เนื้อเรื่องเสริม] การคำนวณผลกำไรและขาดทุน (2)
การปกป้องจักรวรรดิจะเริ่มยากขึ้นเป็นทวีคูณตั้งแต่ปีที่ 3
ปีที่ 1-2 กับปีที่ 3 มันต่างกันราวฟ้ากับดิน
ถ้าความยากลำบากในปีที่ 1-2 ทำให้คุณอยากสบถด่า ปีที่ 3 นี่คุณจะไม่มีแม้แต่เวลาจะได้ด่า ไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นเลย
การบุกโจมตีของเหล่าสัตว์ประหลาดจะถี่ขึ้น และจำนวนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเสียจนน่าตกใจ
หากปีที่ 1-2 ยังพอรับมือได้อย่างหวุดหวิดที่แนวหน้า ปีที่ 3 เป็นต้นไป สัตว์ประหลาดจะทะลักออกมาด้วยท่าทีราวกับจะทำลายล้างโลกจริง ๆ
อย่างน้อยช่วงครึ่งแรกของปีที่ 3 ก็ยังพอจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดได้ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ แต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่ 3 มันยากที่จะรอดจริง ๆ
ราวกับปากนรกเปิดออก ทะเลสาบแห่งความมืดมนปกคลุมพื้นดินอย่างไม่รู้จบ คายสัตว์ประหลาดออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
แม้ว่าเมืองจะถูกไฟไหม้ กำแพงพังทลาย และกองกำลังป้องกันล้มตายไปหมด แต่ในการโจมตีครั้งใหญ่สุดท้ายของปีที่ 3
เหล่าสัตว์ประหลาดระดับมีชื่อและกองทัพที่ยังจัดการไม่ได้ ก็จะพุ่งเข้ามาที่ครอสโรดพร้อมกัน
ถ้าไม่สามารถกำจัดบอสตัวสุดท้ายในดันเจี้ยนได้ บอสตัวสุดท้ายก็จะบุกเข้ามาด้วย เอาเข้าจริงถึงขนาดนี้ก็คงเกมโอเวอร์แล้ว
ดังนั้น……นับจากนี้เป็นต้นไป ฉันต้องบริหารจัดการทั้งคุณภาพและปริมาณกำลังทหารให้ดีที่สุด
ก่อนที่แนวป้องกันจะพังครืน ก่อนที่ป้อมปราการจะถล่ม และก่อนที่แนวหน้าจะแตกพ่าย
ฉันต้องบุกตะลุยดันเจี้ยนใต้ทะเลสาบแห่งความมืดมิดนั้นให้ราบคาบ และกำจัดบอสตัวสุดท้ายให้ได้
ฉันต้องประสบความสำเร็จในการบุกดันเจี้ยน พร้อมกับรักษาการป้องกันแบบป้องกันเมืองเอาไว้ให้ได้
กองกำลังทหารกล้าตายจะถูกส่งไปบุกดันเจี้ยน ฉันต้องจัดตั้งหน่วยรบพิเศษขึ้นมา ด้วยเหล่ายอดผู้กล้าและทหารกล้าที่สามารถฝ่าความมืดมนดุจขุมนรก และทะลวงหัวใจของบอสตัวสุดท้ายให้ได้
ส่วนที่เหลือจากกองกำลังทหารกล้าตายนี้ จะกลายเป็นกองทัพที่สองและทหารระดับล่าง ซึ่งต้องทำหน้าที่ป้องกันแบบป้องกันเมือง
……และนี่แหละคือปัญหา
ถ้าฉันส่งเหล่ายอดฝีมือทั้งหมดไปบุกดันเจี้ยน คุณภาพของกำลังทหารที่ป้องกันเมืองก็จะลดลงอย่างน่าใจหาย
ถ้าเป็นแบบนั้น ความเสียหายในการป้องกันเมืองจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ และสุดท้ายก็เกมโอเวอร์ ก่อนที่ฉันจะบุกดันเจี้ยนสำเร็จเสียอีก
แต่ถ้าฉันจัดกำลังที่ดีที่สุดไปป้องกันเมืองมากเกินไป การบุกดันเจี้ยนก็จะยากลำบากขึ้นเป็นเท่าตัว
ปีที่หนึ่งและปีที่สอง การบุกดันเจี้ยนและการป้องกันเมืองเป็นเป้าหมายที่เราสามารถทำควบคู่กันไปได้
แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่สาม ฉันต้องเลือกเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญกว่า
ดังนั้น คำตอบของฉันคือ…
‘ทำทั้งสองอย่างให้สำเร็จ!’
ฉันจะไม่ละทิ้งสิ่งใดแม้แต่สิ่งเดียว
จำนวนกองกำลังที่ส่งไปบุกดันเจี้ยนนั้นมีจำกัด แต่กองกำลังที่ใช้ในการป้องกันแบบป้องกันเมืองนั้นไม่มีขีดจำกัด
ยิ่งมากยิ่งดี ใช้จำนวนเป็นหลักก็ได้
ฉันจะส่งกองกำลังทหารกล้าตายฝีมือเยี่ยมที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มข้นไปบุกดันเจี้ยน
และจะใช้เหล่ายอดผู้กล้าของแนวหน้าป้องกันโลกในการป้องกันเมือง นี่คือแผนการของฉันในปีที่สาม
เหล่าราชาผู้ล่มสลาย รวมถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ และกองกำลังองครักษ์ชั้นสูง พวกเขามีความสามารถและพละกำลังอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
แข็งแกร่งกว่าการฝึกฝนกองกำลังใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นหลายเท่าตัว
หากใช้ให้ถูกวิธี พวกเขาก็สามารถป้องกันเมืองได้อย่างแน่นอน
ปัญหาอยู่ที่… การรวมพวกเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกันต่างหาก
“สถานการณ์มันต่างจากการยึดครองเมืองหลวงครั้งนั้น”
ครั้งนั้นแค่บีบบังคับ ล่อลวง และโน้มน้าวให้เหล่าราชาที่ล่มสลายแล้วรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวก็พอแล้ว เพราะฝ่ายเราก็ต้องการกำลังคนเช่นกัน
แต่ในปีที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่แค่การรวมตัวกันเท่านั้น
การให้ผลประโยชน์ การทุ่มเงิน การเอาใจทางการเมือง…… ทั้งหมดนั้นไม่สามารถทำให้พวกเขากลายเป็นกองทัพครอสโรดที่แท้จริงได้
“ตอนแรกคิดว่าแค่นั้นก็พอแล้ว”
ฉันคิดจะแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของสัตว์ประหลาด มอบสิ่งที่พวกเขาต้องการให้แก่แต่ละกลุ่ม และหากไม่สำเร็จก็ขู่เข็ญด้วยจุดอ่อนของแต่ละกลุ่ม…… คิดว่าพวกเขาจะอยู่ใต้อำนาจบัญชาของฉัน
ทว่า กองกำลังที่ปกป้องโลกครึ่งหนึ่งซึ่งฉันรวบรวมมาได้ในตอนแรก กลับทรยศหักหลังฉันในระหว่างการยึดครองเมืองหลวง
พวกเขาพ่ายแพ้ต่อผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ต่อการขู่เข็ญที่รุนแรงกว่า และต่อความน่ากลัวของอำนาจจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ประหลาดเสียอีก
ขณะนั้น ฉันรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีอะไรที่มากกว่าผลประโยชน์ทางวัตถุ
“นี่คือจุดจบของโลก”
ชาวครอสโรด…… เหล่ายอดทหารรับจ้างที่เลือกมาที่นี่ด้วยตัวเอง ไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้ว
ถ้าไม่ใช่ที่นี่ พวกเขาก็ไม่มีทางไป ไม่มีที่อยู่ หรือโอกาสอื่นใดอีกแล้ว จึงกัดฟันสู้ต่อไป ด้วยกัน
แต่คนอื่น ๆ ในแนวหน้าปกป้องโลกนั้นแตกต่างออกไป พวกเขามีที่พึ่ง มีทางหนี สามารถทิ้งที่นี่ไปได้ และกลับบ้านได้ทุกเมื่อ
ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จะพังทลายลงต่อหน้าผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า
ถึงแม้จะแจกทองคำและเช็คเปล่าให้พวกเขาอยู่บนกำแพง แต่หากความน่ากลัวของสัตว์ประหลาดยิ่งใหญ่กว่า พวกเขาก็จะหนีเอาชีวิตรอด และสุดท้ายแนวรบก็จะพังครืนลง
‘สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ทางวัตถุ…….’
เหมือนชาวครอสโรดเมื่อสองปีก่อน ที่เคยเปราะบางเหมือนดินและทราย แต่บัดนี้ได้กลายเป็นหินแข็งแกร่ง เพราะปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างกัน
สิ่งที่จะเชื่อมโยงผู้คนจากโลกต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายต่างกัน และร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในแนวรบแห่งนี้
สิ่งที่จะรวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นคืออุดมการณ์ ความถูกต้อง และจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย
สิ่งนั้นจะใช้ได้ไหมนะ……
***
การประชุมในวันนี้ล้มเหลว
ทุกคนต่างต่อยกันจนสาแก่ใจ อารมณ์คุกรุ่น การพูดคุยอย่างมีเหตุผลจึงเป็นไปไม่ได้
เราเองก็ไม่สามารถต่อยพวกเขาได้ ถึงจะทำก็ไม่มีอะไร ‘โรแมนติก’ ให้พูดถึงหรอก
จัดการให้เรียบร้อยแล้วก็ส่งพวกเขาไปยังห้องพักในโรงแรม นัดประชุมครั้งต่อไปในคืนพรุ่งนี้ ให้พวกเขาไปสงบสติอารมณ์กันก่อน
“แฮ่ก ๆ ! ฝ่าบาท! นี่ขนมปังป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม…… อ้าว”
เซเรเนดมาถึงช้าไปก้าวหนึ่ง อุ้มป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มเต็มอ้อมแขน
เซเรเนดมองไปรอบ ๆ ห้องประชุมที่ว่างเปล่า แล้ววางของที่นำมาไว้บนโต๊ะด้วยท่าทางเขินอาย
“ขออภัยค่ะ ดิฉันมาช้าเกินไป……”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”
ป๊อปคอร์นที่นำมาเยอะมาก คงเพราะฉันพูดเรื่องไร้สาระ เลยต้องรีบหาข้าวโพดมา แล้วสั่งให้พ่อครัวทำ ฉันขอโทษจริง ๆ
ฉันหยิบแค่สองถุง ส่วนที่เหลือก็วางไว้ที่ล็อบบี้โรงแรม ใครหิวก็เอาไปกินเองแล้วกัน
ฉันออกจากโรงแรมกับเซเรเนด เปิดป๊อปคอร์นถุงหนึ่งแล้วกิน เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ อร่อยมาก
“แผนต่อไปเป็นอย่างไร เซเรเนด?”
“ฉันคิดว่าจะแวะไปที่ไซต์งานบูรณะทางทิศตะวันตก…… อ้อ ฝ่าบาทล่ะคะ?”
“ฉันคิดว่าจะไปที่วิหาร มีคนที่ฉันไม่ได้เจอมาสักพักแล้ว”
ฉันโบกป๊อปคอร์นถุงที่สองในมือ พลางกล่าวต่ออย่างอารมณ์ดี
“แล้วก็ คุณแม่ที่กำลังพักฟื้นหลังคลอด อาจจะอยากกินป๊อปคอร์นอร่อย ๆ นี่ด้วย”
เซเรเนดส่งสัญญาณให้เอลิเซ่ สาวใช้ในชุดเครื่องแบบที่ยืนอยู่ข้างกายอย่างรวดเร็ว
กระซิบสั่งการบางอย่าง เอลิเซ่พยักหน้าเข้าใจ ก่อนวิ่งฉับ ๆ ไปทางทิศตะวันตก
เซเรเนดยิ้มร่า แล้วเดินมาอยู่ข้างฉัน
“ฉันส่งเอลิเซ่ไปไซต์งานบูรณะแทนแล้วค่ะ! งั้น…ฉัน…ฉันขอไปวิหารกับฝ่าบาทได้ไหมคะ?”
ฉันหัวเราะเบา ๆ
“ได้สิ”
เราทานป๊อปคอร์นทั้งถุงไปพร้อมกัน พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนเดินไปยังวิหาร
ยังไม่ทันถึงทางเข้าวิหาร ก็พบกับทอร์เคิลและเจนิสที่ยืนรออยู่
หลังจากการต่อสู้ครั้งก่อน เคยมีการเชิดชูผู้มีคุณงามความดีมาบ้างแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการพบกันแบบส่วนตัวครั้งแรก
ฉันตบไหล่ทั้งสองคน พลางกล่าวขอบคุณในความเหนื่อยยากที่พวกเขาได้ทุ่มเท
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ช่วยเหลือมา และขอฝากความหวังไว้ด้วยนะ บาทหลวงเจนิส”
ฉันจับมือเจนิส ส่งสายตาขอบคุณเขาไปด้วย
เพื่อเป็นการชื่นชมที่เขาช่วยเหลือลิลลี่คลอดลูกอย่างปลอดภัย รักษาผู้บาดเจ็บในฐานะนักบวช และยังเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยตัวเอง
และเพื่อขอบคุณที่เขายังคงทำหน้าที่ของนักบวชอย่างซื่อสัตย์ แม้ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะไม่ไว้ใจเขาก็ตาม
“และ ทอร์เคิล”
ฉันมองเห็นเพียงหมวกเหล็กที่บดบังใบหน้าของเขาไว้ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าที่อยู่เบื้องหลัง แต่แสงตาที่ลอดออกมาจากช่องว่างของหมวกเหล็กกลับดูอ่อนโยนขึ้น ความตึงเครียดที่เคยปรากฏชัดบนดวงตาคู่นั้น ค่อย ๆ จางหายไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย
“……เหนื่อยหน่อยนะ”
ฉันไม่พูดอะไรมากมาย เพียงแต่จับมือหนาที่สวมถุงมือของเขาไว้แน่น ทั้งสองมือ
ทอร์เคิลดูทำอะไรไม่ถูก เขาก้มหน้าลงเบา ๆ
เราเดินผ่านกลุ่มคนสองคนนั้นไป แล้วเข้าไปในวิหาร ห้องของลิลลี่เป็นห้องเดี่ยวเล็ก ๆ ตั้งอยู่สุดทางเดินด้านในของวิหาร
การค้นหาห้องของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีแขกมากมายมาเยี่ยมเยียน
“นำผลไม้ทางเหนือมาให้!”
“นี่คือ นมแพะภูเขาเพิ่งรีดสด ๆ ! ดื่มแล้วจะมีแรง!”
“หลังจากงานหนัก ๆ แบบนี้ ต้องกินเนื้อ ๆ !”
“ฉันนำอาหารทะเลจากตะวันออกมา! โดยเฉพาะสาหร่ายชนิดนี้ เรียกว่าวัคคาเมะ! ดีต่อสุขภาพคุณแม่หลังคลอด! เอาไปต้มเป็นซุปกิน!”
ของขวัญมากมายที่แขกนำมา กองอยู่เต็มหน้าห้องจนล้นเหลือ
“เยอะมาก คงเสียก่อนกินหมด……พวกคุณตั้งใจจะทำให้ฉันอ้วนขึ้นใช่ไหมคะ?”
ลิลลี่ที่นั่งอยู่บนเตียง มีสีหน้าสดใสเปล่งปลั่ง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า เพราะได้พักผ่อนและกินอาหารดี ๆ มาตลอดทั้งอาทิตย์
หลังจากการคลอดบุตรที่ยากลำบากและการโจมตีของปีศาจร้าย ทำให้ร่างกายเธอผอมลงและดูโทรม แต่บัดนี้ใบหน้ากลับเปล่งปลั่งสดใส
ลูกน้อยซีดที่นอนหลับอยู่ในเปลข้างเตียง มีแก้มกลมป่องน่ารักน่าเอ็นดู
ขณะนั้น ฉันกับเซเรเนดยืนอยู่หน้าห้อง มองดูแม่ลูกที่ถูกล้อมรอบด้วยแขกผู้มาเยี่ยม โดยเฉพาะเซเรเนดที่มองซีดไม่วางตา
“เด็กน้อย…น่ารักจริง ๆ นะคะ”
“ใช่ ดูเหมือนจะรับแต่สิ่งที่ดีของพ่อแม่มาเต็ม ๆ”
…แต่ทำไมถึงมองฉันด้วยล่ะ เซเรเนด?
ฉันนึกถึงคำขอของเซเรเนดตอนที่เราพบกันครั้งแรก เอ่อ...
แล้วนักบวชก็เข้ามาแจ้งว่าเวลาเยี่ยมครบ 30 นาทีแล้ว ไล่แขกที่มาก่อนหน้านี้ให้กลับ แขกต่างแสดงความเสียดายแต่ก็ออกจากห้องไปอย่างสงบเสงี่ยม
“อ้าว ฝ่าบาท! มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”
ลิลลี่ที่เพิ่งเห็นฉันเบิกตากว้าง ฉันเดินเข้าไปในห้องที่โล่งขึ้น แล้วหัวเราะเบา ๆ
“เมื่อครู่นี้เอง สบายดีไหม?”
“อย่างที่เห็น แข็งแรงมากค่ะ วิหารดูแลดิฉันอย่างดีเยี่ยม…”
“ต้องดูแลดีอยู่แล้ว นี่เป็นการคลอดบุตรของสหายร่วมรบฉันนี่นา”
ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง แล้วมองไปที่เปล ซีดตื่นเพราะเสียงดังก่อนหน้านี้
ฉันมองดูดวงตาสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ ที่คล้ายกับดวงตาของก็อตแฮนด์ แล้วกระซิบเบา ๆ
“สวัสดี ซีด ลุงเป็นพ่อบุญธรรมของเธอ”
ฉันชูมือขึ้นเป็นท่าเล่น ๆ
“ถ้ามีใครมาแกล้งหนู บอกลุงทันทีนะ เข้าใจไหม? พ่อบุญธรรมนี่จะจัดการให้เอง”
แม้ซีดจะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ก็หัวเราะคิกคัก
……แล้วก็ทำหน้าบึ้งตึง ก่อนจะร้องไห้ออกมาทันควัน เกิดอะไรขึ้น?! ฉันทำอะไรผิดไป?!
“ใช่แล้ว ๆ ลูกน้อย แม่อยู่ตรงนี้”
ลิลลี่โอบกอดซีดพลางลูบหลังปลอบโยน ซีดจึงหยุดร้องและเริ่มพูดจาอ้อแอ้
“…….”
ฉันรู้สึกแปลกใจ
ฉันนึกถึงวันที่พบลิลลี่ครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน
ที่ฐานปฏิบัติการแนวหน้าซึ่งถูกแมงมุมแห่งความมืดมนล้อมกรอบ แต่เธอยังคงพยายามยิ้ม เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี
แล้วเวลาผ่านไปสองปี เธอผู้พิการขา ได้พบรักกับสหายร่วมรบและคลอดลูกออกมา……
นี่คือประวัติศาสตร์ของแม่มดอาวุโสแห่งแนวหน้า ลิลลี่
“…….”
ฉับพลันนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
ฉันมองลิลลี่อย่างช้า ๆ
“……ลิลลี่”
ลิลลี่ลูบหลังซีดเบา ๆ แล้วส่งยิ้มหวานให้
“ค่ะ ฝ่าบาทมีอะไรให้ช่วยเหรอคะ?”
“ขอร้องอย่างกะทันหันหน่อยนะ แต่ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?”
“คะ? ขอร้องเหรอคะ?”
ลิลลี่ที่ดูงงเล็กน้อย พยักหน้าอย่างเต็มใจ
“แน่นอนค่ะ บอกมาเลยค่ะ ดิฉันจะช่วยอะไรได้บ้างคะ?”
***
วันรุ่งขึ้น บ่าย
โรงแรมครอสโรด ล็อบบี้ ห้องประชุม
“…….”
“…….”
“…….”
ความเงียบอึมครึมน่ากลัวปกคลุมอยู่
เหล่าราชาที่ประชุมกันเมื่อวานนี้ กลับมาประชุมกันอีกครั้ง พันแผลด้วยผ้าและสำลี สายตาของพวกเขาราวกับจะฆ่ากันให้ได้ ดุจดังเมื่อวาน
ในบรรยากาศตึงเครียดราวกับทะเลทรายนี้…….
กึก!
ฉันปรากฏตัวขึ้น
ลิลลี่นั่งอยู่บนรถเข็น ฉันเข็นรถเข็นคันนั้นอยู่ข้างหน้า
สายตาเป็นร้อยเป็นพันคู่จับจ้องมาที่เรา ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นรถเข็นที่ฉันเข็นอยู่ และซีดน้อยที่นอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของลิลลี่
“……อึก”
ลิลลี่สะอึกเล็กน้อย
“……อื้อ”
ซีดลืมตาขึ้น มองสำรวจไปรอบ ๆ
สายตาที่จับจ้องลิลลี่และซีด ค่อย ๆ หันมาจ้องมองฉัน ความสงสัยปรากฏชัด พวกเขากำลังตั้งคำถามกับเด็กหญิงและเด็กทารกที่ปรากฏตัวขึ้นมาในห้องประชุมนี้
“เอาล่ะ”
ฉันยิ้ม พลางกล่าวเสียงนุ่มนวล
“ก่อนที่เราจะพูดคุยกันเรื่องอนาคตของโลก ขออนุญาตเล่าเรื่องราวสักเล็กน้อยนะ”
อุดมการณ์ ความถูกต้อง จิตวิญญาณแห่งยุคสมัยที่ฉันค้นพบ…….
มันอยู่ที่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ และเด็กน้อยคนนี้
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_