- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 428. [เนื้อเรื่องเสริม] สู่หอคอยเวทมนตร์
◈บทที่ 428. [เนื้อเรื่องเสริม] สู่หอคอยเวทมนตร์
◈บทที่ 428. [เนื้อเรื่องเสริม] สู่หอคอยเวทมนตร์
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 428. [เนื้อเรื่องเสริม] สู่หอคอยเวทมนตร์
วันรุ่งขึ้นหลังงานฉลองชัยชนะจากการป้องกันครั้งใหญ่
กษัตริย์แห่งเงือก—กษัตริย์โพไซดอนที่ 13 เสด็จกลับทันที
ตั้งแต่แรกก็เพราะทรงประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกือบถึงแก่ชีวิต และดูเหมือนเขาจะรีบประชุมหารือเรื่องที่ฉันเสนอไปกับเหล่าชนเผ่าของเขาโดยเร็วที่สุด
“ฉันว่า…คงได้พบกันอีกในไม่ช้านะครับ”
เซเรเนดที่ยืนอยู่ข้างกษัตริย์เงือกแปลภาษามือของเขาให้ฟัง
ไม่สิ ถ้าพูดได้ปกติ ทำไมต้องทำเป็นพูดไม่ได้ด้วยล่ะ… ฉันเหงื่อตกเป็นไอน้ำ
“เพราะไม่ค่อยคุ้นเคยกับการสนทนาบนบก และเสียงของนางเงือกนั้นมีพลังแห่งการสะกดจิตอยู่ด้วย จึงใช้ภาษามือดีกว่า…ค่ะ”
เหมือนจะทรงรู้ว่าฉันสงสัยอะไร กษัตริย์เงือกจึงทรงอธิบาย (โดยเซเรเนดเป็นคนแปล) ให้ฟัง
ฉันเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
อ้อ อย่างนี้นี่เอง เดิมทีนางเงือกมักใช้เสียงเพลงที่ทำให้หลงใหล ควบคุมจิตใจมนุษย์จนทำให้เรืออัปปาง นี่เป็นพลังด้านนั้นงั้นเหรอ
‘คิดดูสิ ตอนสนทนาเมื่อวาน เขาอาจจะพยายามใช้เวทมนต์สะกดจิตฉันเพื่อดูความจริงใจของฉันก็ได้’
ด้วยทักษะที่สั่งสมมา ฉันถึงกับไม่รู้ตัวเลยว่าโดนเวทมนตร์สะกดจิตโจมตี ช่างเถอะ ถือซะว่าความจริงใจของฉันส่งถึงเขาแล้วกัน
ขณะนั้นเอง กษัตริย์เงือกหัวเราะร่า ชูสองนิ้วโป้งให้ฉัน ฉันจึงชูสองนิ้วโป้งตอบกลับไป
เซเรเนดรับหน้าที่ส่งกษัตริย์เงือกกลับ
ตั้งแต่แรกก็ตั้งใจจะใช้เรือเหาะส่งอยู่แล้ว และเซเรเนดก็เป็นคนประสานงานกับกองกำลังที่เหลือของเผ่าเงือกอยู่แล้ว
“ฉันขอตัวก่อนนะ”
“อืม ฝากด้วยนะ”
“อ๊ะ ฝากบอกกษัตริย์โพไซดอนที่ 13 ด้วยนะ… อ๊ะ เขาพูดกับฉันเองนี่นา”
เซเรเนดที่แปลจนเหงื่อท่วมตัว นำหน้าไปยังเรือเหาะ
กษัตริย์เงือกโบกมือให้ฉันตลอดทาง เขาประทับอยู่ในอ่างอาบน้ำเคลื่อนที่ ถูกส่งขึ้นเรือเหาะ… ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ขอให้กลับมาพร้อมข่าวดี
ฉันโบกมือลาเขาแล้วจึงลดมือลง หันไปมองเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา
“พวกเราก็ต้องรีบลงมือกันแล้ว”
ถึงใจอยากจะดื่มด่ำกับความสุขของชัยชนะสักหน่อยก็เถอะ
แต่สถานการณ์ภายนอกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหลือเกิน พวกเราเองก็ต้องรีบดำเนินการเช่นกัน
“แผนการโค่นล้มกษัตริย์ ต้องส่งทูตไปหาเหล่ากษัตริย์และหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ”
ฉันต้องส่งข้อเสนอไปให้กษัตริย์องค์อื่น ๆ เช่นเดียวกับกษัตริย์เงือก
ฉันเลือกทูตที่จะส่งไปหาแต่ละราชาเรียบร้อยแล้ว
ประหลาดดี—หรืออาจจะจำเป็น—เหล่าผู้กล้าที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของฉัน หลายคนมีความเกี่ยวข้องกับราชาผู้ล่มสลายเสียด้วย
แค่แต่งตัวให้ดี แล้วให้ถือของขวัญไปส่งก็พอ อาจไม่ได้คำตอบที่ดีนัก แต่ก็น่าจะทำให้พวกเขาหันมาฟังบ้างล่ะนะ
“แต่ก่อนหน้านั้น ต้องไปพิชิต ‘หอคอยเวทมนตร์’ ก่อน”
ดันเจี้ยนเขต 8 ‘หอคอยเวทมนตร์’ มีขนาดและอันตรายยิ่งใหญ่กว่าดันเจี้ยนที่เคยเคลียร์มาทั้งหมด
เราจำเป็นต้องส่งผู้กล้าฝีมือดีที่สุดไปจัดการ ก่อนจะส่งทูตไปทั่วทุกสารทิศ เคลียร์ตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า
โชคดีที่ยังมีเวลาเหลือเฟือจนถึงด่านต่อไป
เพราะเป็นด่านบอสของด่านก่อนหน้านั่นเอง เลยมีเวลาว่างมากกว่าหนึ่งเดือน
รีบเคลียร์หอคอยเวทมนตร์ให้เสร็จ แล้วจึงส่งทูตไปทั่ว หลังจากนั้นคงทำงานได้สะดวกขึ้น
“งั้น…เรียกประชุมทุกคน!”
ฉันปรบมือพลางตะโกน
“พรุ่งนี้เช้าเข้าดันเจี้ยน! วันนี้เที่ยงตรง ผู้กล้าสังกัดกองทัพที่ 1 ต้องมารวมตัวกันที่คฤหาสน์ของฉันโดยไม่ขาดคนเดียว!”
เวลาเที่ยงวัน
ผู้กล้าทุกคนมารวมตัวกันที่คฤหาสน์ของเจ้าเมืองอย่างพร้อมเพรียง
“เมื่อวานพวกเราก็เพิ่งผ่านการต่อสู้มา ยังไม่ทันได้พักผ่อนเลย ขอโทษด้วยนะ”
ฉันสั่งให้ไอเดอร์ไปเสิร์ฟชาและกาแฟให้ทุกคนก่อนจะเริ่มแถลงข่าวเกี่ยวกับภารกิจสำรวจครั้งนี้
“แต่สถานการณ์โลกตอนนี้คับขัน พวกเราจึงต้องรีบดำเนินการตอบโต้โดยเร็ว…”
ฉันพูดไปได้เพียงครึ่งคำก็ต้องชะงัก
เพราะเห็นใบหน้าของเหล่าผู้กล้าที่นั่งอยู่ ดูโทรมและอิดโรยเหลือเกิน ทุกคนเหมือนกำลังทนทุกข์ทรมานจากอาการเมาค้างอย่างหนัก
“…ไม่สิ เมื่อวานพวกนายดื่มกันหนักขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้พวกนี้”
จูเนียร์รีบเป็นตัวแทนขอโทษฉันด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก
“แต่…ฝ่าบาทกลับมาแล้ว… เราเอาชนะแม่ทัพระดับกองพลได้แล้ว… ทุกอย่างเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งนั้นเลยค่คะ ยิ่งมีอาหารทะเลเพียบเลย เลยดื่มกันไม่หยุด… อ๊วก!”
จูเนียร์พูดไม่ทันจบประโยคก็อาเจียนออกมาอย่างรุนแรง เสียงดังอื้ออึง
“ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะดื่มกันหนักขนาดนั้นทำไม?!”
เอ่อ…ฉันเองก็ดื่มหนักเหมือนกันเมื่อวานนะ
ฉันหันไปมองเหล่าสมาชิกทีมที่ตอนนี้ดูเหมือนซอมบี้ กำลังครางครวญเพราะอาการเมาค้างอย่างหนัก
“ใจฉันอยากให้พวกนายพักอีกสักสองสามวันจริง ๆ นะ แต่เวลาไม่พอ พรุ่งนี้เช้าเราเข้าดันเจี้ยนทันที”
ฉันพูดเสียงหนักแน่น
เหล่าผู้กล้าต่างทำหน้าเศร้า ฉันเลยยิ้มให้พวกเขาเบา ๆ
“ยิ่งกว่านั้น ดันเจี้ยนนี้ ‘ถ้าโชคดี’ แทบจะไม่มีการต่อสู้เลยด้วยซ้ำ ไม่จำเป็นต้องเตรียมพร้อม100%หรอก”
“…?”
เมื่อได้ยินว่าแทบจะไม่มีการต่อสู้ เหล่าผู้กล้าต่างเบิกตากว้าง ฉันเคาะไม้เท้าลงบนกระดานดำที่ไอเดอร์นำมาวาง
“ที่เราจะไปพิชิตคือดันเจี้ยนเขต 8 ‘หอคอยเวทมนตร์’”
เพิ่งเข้าเขตที่ 1 แล้วหลงทางเมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนนี้ก็มาถึงดันเจี้ยนตัวแทนของเขตที่ 8 หอคอยเวทมนตร์ซะแล้ว
ฉันรู้สึกใจหายเล็กน้อย ก่อนจะใช้ไม้เท้าชี้ไปที่กลุ่มเอลฟ์ที่นั่งอยู่มุมห้องรับแขก
“เบอร์ดันดี้กับคณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์เคลียร์ทางมาจนถึงที่นี่แล้ว”
“เย้~!”
เบอร์ดันดี้และเหล่าเอลฟ์ต่างชูมือขึ้นโบกไปมาอย่างร่าเริง
บรรดาสัตว์ฟันแทะพวกนี้ที่เมื่อเช้าดื่มเหล้าแก้เมาค้างด้วยธัญพืช ตอนนี้กำลังดื่มน้ำสมุนไพรผสมธัญพืชเพื่อช่วยให้หายเมาค้างอยู่
“งั้นให้คณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์นำทาง! คณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์! พวกเธอจะได้เก็บ ‘จอกศักดิ์สิทธิ์’ ที่ใฝ่ฝันมานานแล้วในหอคอยเวทมนตร์แห่งนี้ รีบนำทางให้เต็มที่เลย!”
“ฝากด้วยนะคะ ท่านแอช!”
เบอร์ดันดี้ตาเป็นประกายพลางกำหมัดแน่น เอลฟ์อีกสี่คนก็พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ดีมาก
“ทางโล่งแล้ว พรุ่งนี้พวกเราเข้าดันเจี้ยน เคลียร์เสร็จก็ออกมาได้เลย”
ปัง!
ฉันเคาะกระดานดำเบา ๆ แล้วเริ่มอธิบายวิธีการพิชิตดันเจี้ยน
“บอกไว้ก่อน ดันเจี้ยน ‘หอคอยเวทมนตร์’ แห่งนี้ไม่มีสัตว์ประหลาด”
ผู้กล้าทุกคนหน้าตาฉงน งงเป็นไก่ตาแตก
ก็แปลกอยู่นะ ดันเจี้ยนที่ไม่มีสัตว์ประหลาดนี่นะ
แต่ถึงจะไม่มีสัตว์ประหลาด ก็ยังมี ‘ศัตรู’ อยู่
“แทนสัตว์ประหลาด จะมีระบบป้องกันอัตโนมัติคอยปกป้องหอคอย”
“อ้อ…!”
เหล่าพ่อมดแม่มดร้องอุทานพร้อมกัน
โดยเฉพาะเหล่าพ่อมดแม่มดรุ่นเยาว์ในสังกัดของจูเนียร์ ใบหน้าบานแฉ่ง คงคิดว่าหอคอยเวทมนตร์แห่งนี้มีเวทมนตร์อะไรแปลก ๆ
“สมกับเป็นหอคอยเวทมนตร์จริง ๆ …!”
“ที่รวมแก่นแท้แห่งเวทมนตร์โบราณ…!”
“ไปครั้งนี้ขอแอบหยิบของที่ระลึกมาบ้างนะ ฝ่าบาทคงไม่ว่าอะไรหรอก…!”
“…ฮึ่ม!”
ฉันพยายามไม่สนใจสายตาเป็นประกายระยิบระยับของเหล่าพ่อมดแม่มด ใจจริงอยากจะยิ้มตาม แต่ต้องทำเป็นนิ่งเฉย
ของที่ได้มาต้องให้ฉันตรวจสอบก่อน รู้ใช่ไหมพวกนาย ของระดับสูงอย่างที่ฉันจะใช้ได้ต้องตรวจสอบก่อน
เดี๋ยวโตแล้วจะคืนให้หรอก
เหมือนกับพ่อแม่เก็บเงินอั่งเปาของพวกนายนั่นแหละ ฉันจะเก็บไว้ให้ดีแล้วคืนให้ อะไรก็ตามที่ได้มาให้เอามาให้ฉันก่อน
ฉันจึงอธิบายต่อ
“สรุปแล้ว หอคอยเวทมนตร์…เป็นดันเจี้ยนปริศนา”
โครงสร้างเหมือนดันเจี้ยนอื่น ๆ เป็นเขตดันเจี้ยนที่ต่อเนื่องกัน แต่ทุกห้องจะมีปริศนาแทนสัตว์ประหลาด แค่แก้ปริศนาก็พอ
ถ้าแก้ได้? จะได้รางวัลแล้วไปห้องต่อไป
ถ้าแก้ไม่ได้? ระบบป้องกันจะพยายามฆ่าผู้บุกรุกให้ได้
“ดูเหมือนว่าตามการตั้งค่า หอคอยเวทมนตร์เป็นสถานที่สำหรับเหล่าพ่อมดแม่มดทุกคน จึงให้รางวัลแก่พ่อมดแม่มดที่ผ่านการทดสอบ”
ดังนั้นถ้าผ่านการทดสอบ (ปริศนา) ก็จะได้รางวัล
แต่ถ้าไม่ผ่านก็จะโดนจัดการอย่างไม่ไว้หน้า นี่คือดันเจี้ยนแบบนั้น
แน่นอนว่าเหมือนดันเจี้ยนทั่วไป สามารถใช้การต่อสู้แก้ปัญหาได้เช่นกัน
ใช้การทำลายป้อมปืน สิ่งประดิษฐ์โบราณ กับดักเวทมนต์และโกเลมอัตโนมัติที่โผล่มาแทนสัตว์ประหลาด ก็เป็นวิธีการหนึ่ง
ในเกม ผู้เล่นหลายคนใช้กำลังบุกฝ่าเคลียร์ดันเจี้ยน
ฉันได้รางวัลและประสบการณ์จากการต่อสู้เพิ่มขึ้นมาด้วย ถ้าพิจารณาแค่ประสิทธิภาพ การใช้การต่อสู้แก้ปริศนาอาจดีกว่า
“แต่สิ่งที่ฉันต้องการไม่ได้มาจากการต่อสู้”
มีรางวัลพิเศษสำหรับคนที่แก้ปริศนาได้ทุกข้อจนถึงห้องบอส
ยิ่งไปกว่านั้น…ถ้าไม่เสี่ยงก็ควรหลีกเลี่ยงการต่อสู้
ไม่งั้นแค่จะได้ประสบการณ์เพิ่มเล็กน้อย กลับต้องแลกมาด้วยการสูญเสียชีวิต
หลังจากอธิบายเรื่องเหล่านี้ ฉันหันไปมองเหล่าผู้กล้าแล้วพูด
“งั้นวันนี้พักผ่อนให้เต็มที่! พรุ่งนี้เช้าให้หายเมาค้าง! แล้วมารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง เข้าใจไหม?”
“ครับ!” ทุกคนตอบเสียงดังสนั่น
ขณะนั้น ลูคัสที่นั่งอยู่แถวหน้ายกมือขึ้น ฉันชี้ไปที่เขาด้วยไม้เท้า
“มีคำถามเหรอ ว่าไง?”
“ครับ ฝ่าบาท”
ลูคัสถามอย่างนอบน้อม
“ถ้าฟังจากที่ฝ่าบาทพูด แทบจะไม่มีการต่อสู้ หรือถึงมีก็คงน้อย แล้วทำไมต้องส่งคนเยอะขนาดนี้ด้วยครับ?”
ดังที่ลูคัสพูด ตอนนี้เหล่าผู้กล้าจากกองทัพที่ 1 ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่ห้องรับแขกนี้
มีหลายสิบคน ถ้าวางแผนไว้ว่าจะไม่ต่อสู้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะขนาดนี้
ใช้คนน้อยกว่านี้เคลียร์ดันเจี้ยนก็ง่ายกว่า
ฉันหัวเราะอย่างขมขื่น
“เผื่อไว้บ้าง” ฉันเตรียมพร้อมรับมือกับความล้มเหลวในการแก้ปริศนาไว้แล้ว
และที่สำคัญกว่านั้น…
ฉันต้องระวัง ‘ใครบางคน’ ที่แอบซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดในหอคอยเวทมนตร์
“…”
ฉันตัดสินใจไม่บอกเรื่อง ‘ใครบางคน’ นี้กับเหล่าผู้กล้า กลัวว่าพวกเขาจะกังวลใจเกินไป
ฉันปรบมือเบา ๆ แล้วพูดขึ้น
“เอาล่ะ ประชุมแค่นี้พอ… ไปทานข้าวกลางวันกันดีกว่า ไปแก้เมาค้างกัน!”
เสียงโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหว
โดยเฉพาะพวกที่ดื่มเหล้าหนัก ต่างร้องตะโกนว่า ‘ต้องแก้เมาค้างด้วยเหล้าสิ!’ พร้อมกับหยิบขวดเหล้าออกมาจากกระเป๋า… พวกบ้า! ทานข้าวกันเถอะ!
หลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จ ฉันก็ปล่อยให้เหล่าผู้กล้ากลับไปพักผ่อน
แล้วใช้ประตูมิติเดินทางไปยังอาณาจักรใต้ทะเลสาบ
ทันทีที่ถึงค่ายฐาน ฉันก็แจกจ่ายอาหารทะเลให้กับทุกคน
“โอ้! ได้ทานอาหารทะเลนานมากแล้ว! จะทานให้หมดเลย!”
เคลลิเบย์ยิ้มตาหยีอย่างมีความสุข ฉันจึงหยิบเหล้าไปให้เป็นสินบนเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว…
ฉับ!
ฉันหยิบแกนพลังเวทสองอันออกมา
[แกนพลังเวทของราชาก็อบลิน] กับ [แกนพลังเวทของกัปตันเรือวิญญาณ]
นี่คือแกนพลังเวทของแม่ทัพแห่งฝันร้ายทั้งสอง เมื่อฉันหยิบมันออกมา ดวงตาของเคลลิเบย์ก็เปล่งประกายระยิบระยับ
“ในที่สุดก็เอามาให้แล้วนะ! รอกันจนใจจะขาดแล้ว!”
“…”
“ผมเลือกที่จะใช้มันแล้วครับ”
ฉันสั่งเคลลิเบย์ทำอุปกรณ์จากแกนพลังเวทสองอันนี้
เคลลิเบย์พึมพำ “โอ้ ๆ” แล้วจดบันทึกคำสั่งของฉันอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากหนาที่ปกคลุมด้วยเครายิ้มเจ้าเล่ห์
“เพชฌฆาตฝันร้าย… ความทรงพลังสมกับอันตรายจริง ๆ ฮ่า ๆ ทั้งสองอันนี้ก็น่าสนใจดี…”
“ฝากด้วยนะครับ ท่านนายช่าง”
เคลลิเบย์ตบหน้าอกตัวเองอย่างมั่นใจ
เนื่องจากฝีมือของคนแคระผู้นี้รับประกันได้ ฉันจึงยิ้มบาง ๆ
หลังจากสั่งทำอุปกรณ์เสร็จ ฉันจึงไปหาไร้นาม
“…”
หาไม่เจอ
ยายโคโค่ผู้ตัดขาดกลับมาแล้ว ฉันจึงให้ปลาแก่เธอแล้วถามถึงไร้นาม โคโค่ยิ้มอย่างประหลาด
“…ไร้นามรู้แล้วว่าชะตาของตนเองใกล้จะมาถึง…”
“ห๊ะ?”
“เวลาใกล้จะมาถึงแล้ว เวลาใกล้จะมาถึงแล้ว ฮ่า ๆ …”
พูดจบก็เงียบไป แล้วก็ถือปลาเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองหายไป
ฉันขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ อะไรกัน? ชะตาที่จะมาถึงหมายความว่ายังไงกัน?
งานที่ค่ายฐานเสร็จสิ้นแล้ว ฉันจึงออกจากค่าย
ฉันมีที่หมายต่อไป
ฟู่ววว—
ฉันถือเปลวไฟสีน้ำเงิน เดินไปในความมืดเพียงลำพัง
เดินไปสักพัก ก็มาถึงสถานที่ที่ต้องการ
พื้นที่ที่ท่อระบายน้ำระหว่างเขตที่ 5 และเขตที่ 6 เชื่อมต่อกัน น้ำซึมออกมาจากท่อที่แตก ไหลซึมลงไปในกำแพงหินที่ทรุดโทรม
ในซอกเขาแคบ ๆ ที่สายน้ำใสไหลรินกระทบโขดหิน ต้นไม้และมอสเขียวชอุ่มปกคลุมแน่นหนา
และริมทางน้ำนั้น…ปรากฏแปลงดินที่ไถพรวนอย่างเรียบร้อย
ดูราวกับเพิ่งมีการปลูกเมล็ดพันธุ์บางอย่างลงไป แต่กลับไม่มีอะไรงอกงามเลยสักต้นเดียว
“…”
ขณะที่ฉันก้มมองแปลงดินนั้น เสียงเรียกแผ่วเบาแว่วมา
“ฝ่าบาทแอช…?”
เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบเบอร์ดันดี้ยืนอยู่ด้วยสีหน้าตกใจ พร้อมกับสมาชิกคณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์อีกหลายคน
“ท่านมาที่นี่ได้ยังไง…”
“…”
ที่นี่คือฐานที่มั่นลับของคณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์ ไม่น่าเชื่อว่าเหล่าเอลฟ์เหล่านี้จะไม่ได้อยู่ที่ค่ายหลัก แต่กลับมาอยู่ที่นี่
ฉันยิ้มอย่างขมขื่น แล้วเอ่ยขึ้น
“มีเรื่องสำคัญต้องคุยด้วย เบอร์ดันดี้”
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_