- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 384. [เนื้อเรื่องเสริม] ปีศาจ
◈บทที่ 384. [เนื้อเรื่องเสริม] ปีศาจ
◈บทที่ 384. [เนื้อเรื่องเสริม] ปีศาจ
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 384. [เนื้อเรื่องเสริม] ปีศาจ
เซเรเนดเป็นพลเรือน
เธอเป็นแม่ค้า ไม่ใช่ทหาร
พลเรือนไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับสงครามโคลนแบบนี้ พลเรือนไม่ควรต้องเสี่ยงชีวิต
ทว่าเธอกลับซ่อมแซมเรือเหาะหายากด้วยฝีมืออันน่าทึ่ง นำมันมาถึงแนวหน้าด้วยตัวเอง และเข้าร่วมการต่อสู้พร้อมรับบาดเจ็บ
ด้วยความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ เราจึงชนะไปได้อย่างหวุดหวิด
“…….”
หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นใจ หากฉันเป็นเพียงเจ้าชายลำดับที่สามผู้ไร้อำนาจ
หากกองทัพเสริมไม่ได้มาถึง
หากเหล่านักผจญภัยแห่งอาณาจักรทะเลสาบไม่ได้ตอบรับคำขอของไร้นาม
หากเซเรเนดซึ่งเป็นเพียงพลเรือนไม่ได้เสี่ยงบาดเจ็บเพื่อช่วยเหลือฉัน……
ที่นี่ ฉันคงจบเกมไปแล้ว
เมื่อเห็นเลือดที่เปื้ออยู่บนร่างกายของเธอ ฉันก็ถึงบางอ้อ
แผนการของฉันมันห่วยแตก
ห่วยแตกจนทำให้เพื่อนร่วมรบจำนวนมากต้องเสียชีวิต และถึงกับทำให้พลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องได้รับบาดเจ็บ
“ฝ่าบาทคะ?”
เซเรเนดเรียกข้าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วง
“ทรงสบายดีหรือไม่คะ?”
“……ก็ดี ฉันสบายดี”
ฉันปรับสีหน้าพลางหัวเราะเบา ๆ
“ขอบคุณนะ แค่…ขอบคุณ เซเรเนด ดูแลตัวเองให้ดีนะ จนกว่าแผลจะหายสนิท……”
“เป็นแค่รอยถลอกเล็กน้อยจริง ๆ ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงเลยค่ะ!”
เซเรเนดยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ฉันมองเห็นชัดเจนว่าคิ้วเรียบสวยของเธอกระตุกเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวด
และฉันก็ไม่โง่พอที่จะไปชี้ให้เธอเห็น ฉันหัวเราะเบา ๆ พลางชี้ไปที่เรือเหาะ
“การซ่อมเรือเหาะนี่ คงต้องขอคำปรึกษาจากเคลลิเบย์ เพราะเขาเป็นคนออกแบบนี่นา”
เสียงดังโครมครามมาจากใต้ท้องเรือเหาะ เหมือนเคลลิเบย์กำลังดิ้นไปมาอยู่ข้างล่างนั้น
เซเรเนดยิ้มอย่างขมขื่น
“พวกเราพยายามเต็มที่แล้วค่ะ แต่ก็ยังมีส่วนที่เสียหายมาก ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญมาดูแล คงซ่อมแซมได้ดีขึ้น และช่วยเหลือฝ่าบาทได้มากขึ้นค่ะ”
ฉันไม่ได้ขอบคุณเธอ แต่บีบมือเธอแน่นขึ้นอีกครั้ง
ใบหน้าของเซเรเนดขึ้นสีระเรื่อ พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนหวาน
เจ็บ
ใจฉันเจ็บปวดเหลือเกิน
***
ฉันมาถึงวิหาร
ที่นี่ต่างหาก คือสนามรบที่แท้จริง
ผู้บาดเจ็บนอนแน่นขนัด แต่นักบวชมีน้อยนิด
โชคยังดีที่ฉันเตรียมผ้าพันแผล ยาห้ามเลือด และยาอื่น ๆ ไว้มากมาย
ทหารรับจ้างที่เหลือและชาวบ้านต่างสมัครใจมาเป็นอาสาสมัคร
ฉันเห็นดาเมียน จูเนียร์ และเหล่าแม่มดน้อยกำลังช่วยกันปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บอย่างเหนื่อยล้า เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ
ท่ามกลางความโกลาหล…เธอไม่อยู่
มาร์เกอริต้า
หญิงสาวผู้ดูอ่อนล้าราวกับพนักงานออฟฟิศที่แบกภาระหนักอึ้ง แต่เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ป่วย เธอก็เปลี่ยนเป็นนักรบผู้กล้าหาญ ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง
ผู้รักษา ระดับ R ผู้เคียงข้างฉันมาจนถึงที่สุดในเกมที่ 742
เธอสิ้นใจจากคมดาบของก็อบลินที่บุกโจมตีวิหาร
แม้เสียงครางครวญของผู้บาดเจ็บยังก้องกังวาน แต่เสียงดุ ๆ ของเธอก็เงียบหายไปแล้ว วิหารแห่งนี้…จึงเงียบสงบอย่างน่าใจหาย
ฉันยืนอยู่ด้านนอก เฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่าง โดยไม่กล้าก้าวเข้าไป
“……ฝ่าบาทครับ”
เสียงเรียกแผ่วเบาจากข้างกายทำให้ฉันหันไปมอง
ชายผู้พันผ้าพันแผลรอบกาย สวมหมวกเหล็กทรงกลม กำลังเดินโซเซเข้ามาตามกำแพงวิหาร ฉันพยักหน้ารับเบา ๆ
“ทอร์เคิล”
“ได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงเหนื่อยล้ามากในการต่อสู้ครั้งนี้ ทรงสบายดีหรือไม่…?”
คำถามที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยทำให้ฉันกัดฟันแน่น
ทอร์เคิลสูญเสียเพื่อนร่วมทีมไปทั้งหมด หน่วยสังหารเรื้อนมรณะเกือบจะล่มสลาย เหลือเพียงหัวหน้าหน่วยอย่างเขาเพียงคนเดียว
ฉันไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าในใจของเขารู้สึกอย่างไร
ทว่าเขากลับถามฉันว่าสบายดีหรือไม่
ทำไม?
ฉัน…คืออะไรกัน?
ฉันเป็นคนวางแผนการไม่ดี ทำให้เพื่อนร่วมทีมของนายตายงั้นเหรอ?
“……ฉันเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมทีมของนายจริง ๆ”
ฉันพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ
“ฉันจะจัดพิธีศพให้พวกเขาอย่างสมเกียรติที่สุด โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้……”
ทอร์เคิลก้มหัวลงขอบคุณ ฉันไม่กล้าสบตาเขาอีกต่อไป และหันไปมองวิหาร
“ผมยังอยู่ได้ยังไงกัน”
ทอร์เคิลเดินมาอยู่ข้าง ๆ ฉันพลางมองไปที่รูปปั้นเทพธิดาภายในวิหาร
“ท่านนักบุญหญิงปกป้องผม”
“…….”
“ท่านนักบุญผู้สูงส่งเช่นนั้น…เสียสละเพื่อคนต่ำต้อยอย่างผม…รับลูกธนูแทนผม”
ฉันได้รับรายงานเรื่องการเสียชีวิตของมาร์เกอริต้ามาแล้ว จึงได้แต่ฟังเงียบ ๆ
“ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ไม่เข้าใจ”
น้ำเสียงแข็งกร้าวของทอร์เคิลเริ่มสั่นเครือ
“ควรจะเป็นผมที่ตายสิ”
“…….”
“ท่านนักบุญหญิงควรมีชีวิตอยู่ และไอ้คนโรคเรื้อนอย่างผมควรตายไปสิ”
ปั๊ก!
ทอร์เคิลทุบอกตัวเองพลางตะโกนด้วยความเจ็บปวด
“สิ่งที่ผมทำได้มีเพียงแต่…ใช้ร่างกายที่เจ็บปวดนี้ฟันดาบเท่านั้น! ไอ้ทหารรับจ้างไร้ค่าอย่างผม……”
น้ำตาของเขาร่วงหล่นลงมา
“ท่านนักบุญหญิงผู้สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย ควรเป็นคนรอดสิ…”
เขาหลั่งน้ำตาไม่ได้ แม้จะร้องไห้ก็ตาม ไม่ใช่เสียงสะอื้นไห้
เพียงเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบา ทุบอกตัวเองเบา ๆ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด ปล่อยให้ความเจ็บปวดไหลซึมออกมาแทน
“เพื่อนร่วมทีมของผม...ตายหมดแล้ว ทำไมผมถึงอยู่ได้...ผมยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน...และคนสูงส่งเช่นนั้น...ที่ควรจะแผ่แสงสว่างสู่โลก...ทำไมถึงต้องตาย”
“…….”
“ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย สักนิดก็ไม่เข้าใจ”
ทอร์เคิลก้มหน้าลง กระแทกหมวกเหล็กเข้ากับกำแพงดังปัง
“ควรเป็นผมที่ตาย”
ฉันปลอบโยนเขาไม่ได้ ได้แต่ฟังเขาพูดต่อไป
“ควรเป็นผม...ที่ตาย...”
***
ไม่
พวกนายไม่มีใครควรตาย พวกนายล้วนแต่ควรมีชีวิตอยู่
ฉันกำหมัดแน่น ลืมตาขึ้น โลกที่สั่นคลอนก็กลับคืนสู่ความสงบ ท่ามกลางความตายและความเจ็บปวด สิ่งที่ฉันต้องทำ...ก็ปรากฏชัด
อ้า
ใช่แล้ว
ตอนนี้ฉันเริ่มแน่วแน่แล้ว
***
ที่ราบทางใต้ของครอสโรด
ที่นี่เต็มไปด้วยศพก็อบลิน สเคิร์ดยืนอยู่ตรงนั้น มือยังกำเบอร์ดันดี้เอาไว้แน่น
“พี่สาว!”
“…….”
เบอร์ดันดี้ที่ถูกจับตัวไว้กัดริมฝีปากแน่น หลบสายตาของสเคิร์ด สเคิร์ดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอ นานเหลือเกิน พูดไม่ออก
“ยัง…มีชีวิตอยู่”
“……สเคิร์ด”
“ยังมีชีวิตอยู่…ฉันนึกว่าพี่สาวตายไปแล้ว…ฉัน…”
สเคิร์ดโผเข้ากอดพี่สาว เบอร์ดันดี้ก้มหน้าลงขณะที่ถูกกอดแน่น
“……ทำไมไม่บอกฉันล่ะ?”
“…….”
“ทำไม…ทำไมไม่บอกฉันว่ายังมีชีวิตอยู่ ทำไมถึงหายไปนานถึงร้อยปี…ไปทำอะไรมา?”
“จอกศักดิ์สิทธิ์”
เบอร์ดันดี้ตอบสั้น ๆ น้ำเสียงหนักแน่น
“ตามคำสั่งของท่านพี่อูร์ด…ฉันกำลังตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยชีวิตต้นไม้โลก”
“จอกศักดิ์สิทธิ์…เหรอคะ?”
สเคิร์ดส่ายหน้า ความไม่เข้าใจปรากฏชัดบนใบหน้า
“มีสติหน่อยเถอะพี่สาว ของในตำนานแบบนั้นมันไม่มีอยู่จริงหรอกนะ”
“…….”
“ต้นไม้โลกตายไปนานแล้ว แม้แต่รากที่เหลืออยู่ก็ถูกจักรวรรดิเผาไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือก็แค่เศษซากเน่าเปื่อยฝังอยู่ใต้ดินเท่านั้น จะช่วยชีวิตมันได้ยังไง?”
“…….”
“กลับมาเถอะพี่สาว เอลฟ์ที่เหลืออยู่…ฉันต้องการพี่สาว”
น้ำเสียงของสเคิร์ดสั่นเครือ เป็นการร้องขออย่างหมดหวัง ทว่าเบอร์ดันดี้กลับยังคงแน่วแน่
“ฉันจะหาจอกศักดิ์สิทธิ์ให้เจอ แล้วจะช่วยชีวิตต้นไม้โลก และฟื้นฟูอาณาจักรภูติให้กลับมางดงามดังเดิม”
“ช่วยมีสติหน่อยเถอะพี่สาว…ฉันเป็นห่วง”
สเคิร์ดถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวังแผ่ซ่านออกมาจากร่างบาง
อาณาจักรภูติล่มสลายไปตั้งแต่สงครามเผ่าพันธุ์เมื่อร้อยปีก่อน พี่สาวคนโต อูร์ด ถูกประหารชีวิต เอลฟ์ที่เหลือรอดกลายเป็นทาสของมนุษย์ ถูกกักขังอยู่ในเขตปกครองตนเอง ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดทุกวัน
……
“กลับมาเถอะ มาช่วยกันทำให้ชีวิตของเอลฟ์ที่เหลืออยู่ดีขึ้น ถ้าพี่สาวมาช่วย ฉันก็ทำได้”
……
“ฉันยังไม่ยอมแพ้ ฉันแน่ใจว่ามีจอกศักดิ์สิทธิ์อยู่ในดันเจี้ยนนั้น…”
เมื่อเบอร์ดันดี้ยังคงยืนกรานไม่ถอย ใบหน้าของสเคิร์ดก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“ตอนนี้เหลือฉัน…คนเดียว! ท่านพี่ใหญ่ก็ตายหรือหายสาบสูญไปแล้ว ฉันเป็นเอลฟ์ที่รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่ต้องนำพาพวกเขา!”
……
“บ้านเกิดกลายเป็นเถ้าถ่าน! ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานไปไกลแสนไกล! ถูกกดขี่ข่มเหง ถูกบังคับ! อดอยาก! ต้องคุกเข่า! ผู้ใหญ่ตาย เด็กถูกพรากจากไป! ฉันมีชีวิตอยู่อย่างนั้นมาเป็นร้อยปี!”
เสียงแหลมของสเคิร์ดดังสะท้อน เบอร์ดันดี้จ้องมองใบหน้าซีดเผือดของเธออย่างตกตะลึง
“ทุกวินาทีที่ยังมีชีวิตอยู่คือนรก! ฉันต้องยืนดูคนในเผ่าถูกขายเหมือนสินค้า ฉันเป็นราชินีเอลฟ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์! แต่ฉันก็สวมมงกุฎแห่งความอับอายขายหน้าใบนี้ ในฐานะทายาทแห่งราชวงศ์ภูติ นั่นคือหน้าที่ที่ฉันต้องรับผิดชอบ!”
……
“แต่พี่สาวล่ะ? จอกศักดิ์สิทธิ์? จอกศักดิ์สิทธิ์?!”
เบอร์ดันดี้หลบสายตา ฉัน พลางบ่นพึมพำถึงพี่สาวด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังสำลักเลือด
“ในเมื่อพี่สาวมัวแต่ตามหาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้ฉันและคนในเผ่าต้องตกอยู่ในนรกมาเป็นร้อยปี! แล้วพี่สาวก็ไม่สนใจฉันเลยงั้นเหรอ?!”
ความเงียบอึมครึมปกคลุมทั่วบริเวณ
บนที่ราบที่เต็มไปด้วยศพก็อบลิน สองสตรีแห่งราชวงศ์ภูติต่างเงียบงัน นานเหลือเกิน
ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะเข้าไปมีส่วนร่วม
“จอกศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง”
ทันทีที่ฉันเอ่ยขึ้น เอลฟ์ทั้งสองถึงกับผงะ หันมามองฉันด้วยความตกตะลึง
ขณะนั้น ฉันยืนอยู่ข้างประตูเมืองทางใต้ ฟังบทสนทนาของพวกเธอมาสักพัก ก่อนจะเดินเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า
“อยู่ในความมืดมิดของอาณาจักรทะเลสาบ ดันเจี้ยนเขต 8 ‘หอคอยเวทมนตร์’ มันหลับใหลอยู่ที่นั่น”
“เจ้าชายแอช…….”
“ฉันและคณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์จะไปยังสถานที่นั้น เพื่อค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์คุณคิดว่าจะรอจนถึงตอนนั้นได้หรือไม่ล่ะ? องค์ราชินี”
เบอร์ดันดี้ยังจำเป็นต่อแนวหน้า ฉันจึงไม่สามารถให้เธอไปได้
สเคิร์ดปัดผมเบา ๆ พลางพยายามปรับสีหน้าให้ดูดีขึ้น
“ดูเหมือนว่าฉันจะทำให้เกิดปัญหาภายในครอบครัวเราเสียแล้ว”
“ฉันเข้าใจ ครอบครัวฉันก็กำลังวุ่นวายอยู่เหมือนกัน”
“เอาล่ะ พักเรื่องระหว่างฉันกับพี่สาวไว้ก่อน มาคุยเรื่องที่ค้างกันต่อดีกว่า”
สเคิร์ดเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนโยนในทันที จ้องมองฉันด้วยแววตาจริงจัง
“ฉันได้ยินเกี่ยวกับธงที่กองกำลังแนวหน้าต่อสู้สัตว์ประหลาดชูไว้ ตลอดหนึ่งปีที่ฝ่าบาทมาอยู่ที่นี่ นั่นคือ ‘ฆ่าปีศาจ ปกป้องผู้คน’ ใช่ไหม ฉันได้ยินว่าท่านบอกว่า ‘ถ้าทำได้ จะช่วยทุกคน’”
“…”
“และคนเหล่านั้นก็รวมถึงเหล่าเอลฟ์ของเรา รวมถึงเผ่าพันธุ์อื่น ๆ และมนุษย์ต่างถิ่นด้วย”
ราชินีภูติเสด็จเข้ามาใกล้ฉัน ฉันเงียบงัน มองหน้าเธอ
“นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ฉันไม่ได้พบเจอกับอุดมการณ์ที่เปิดกว้างเช่นนี้ ฝ่าบาทคงไม่รู้หรอก”
“…”
“เจ้าชายแอช โลกนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชังมากขึ้นทุกวัน ถึงฉันจะยังอายุน้อย แต่ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ฉันรู้สึกได้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความชั่วร้ายที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ”
“…”
“ธงที่ฝ่าบาทชูขึ้นนั้น สามารถรวมโลกที่แตกแยกนี้เข้าด้วยกัน ดังนั้น…”
“ขออภัยที่ขัดจังหวะครับ องค์ราชินี”
ฉันขัดจังหวะฝ่าบาท
“ธงนั้นจะถูกเก็บไปในวันนี้”
“คะ?”
“ฆ่าปีศาจ ปกป้องผู้คน…เป็นอุดมการณ์ที่งดงามดี”
รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นบนริมฝีปากฉัน
“แต่ฉันเพิ่งรู้ว่า อุดมการณ์อันงดงามนั้น ไม่อาจปกป้องผู้คนได้”
“นั่นหมายความว่า…ยังไงกัน”
“การปกป้องผู้คนไม่ได้อยู่ที่ธง แต่เป็นคมดาบต่างหาก นี่คือบทเรียนที่ฉันได้รับ”
ฉันมองไปรอบ ๆ จัตุรัสที่แสนวุ่นวาย
กำแพงเมืองทางใต้ถูกไฟเผาไหม้จนพังครืน
และชีวิตที่ฉันสูญเสียไป…
“ดังนั้น ธงนี้จะสิ้นสุดลงในวันนี้”
“……แล้วท่านจะใช้ธงแบบไหนต่อ ฝ่าบาทแอช”
“ฉันจะยังคงปกป้องผู้คน แต่…”
ฉันกล่าวถึงเจตนารมณ์ใหม่ของตน
“เพื่อปกป้องผู้คน ถ้าฉันต้องฆ่าคน ฉันก็จะทำ”
“……ความหมายของ ‘คน’ นั้น ท่านจะเป็นผู้กำหนดเอง ใช่ไหม?”
ฉันตอบด้วยความเงียบ ความผิดหวังปรากฏบนใบหน้าของสเคิร์ด
“ถ้าสามารถช่วย ‘คน’ ได้มากขึ้น ฉันก็สามารถตัดเผ่าพันธุ์หรือประเทศหนึ่งออกไปจากคำว่า ‘คน’ ได้”
“…….”
“ฉันคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับท่าน”
สเคิร์ดหันหลังให้
“สุดท้ายท่านก็เหมือนราชาองค์อื่น ๆ”
“…….”
“ลืมเรื่องที่เราคุยกันไปเถอะ”
สเคิร์ดไม่หันกลับ เดินไปหาทหารที่รออยู่
เบอร์ดันดี้มองฉันด้วยแววตาหวั่น ๆ
“ท่านแอช เป็นอะไรไหมคะ…?”
“อืม? ฉันสบายดี”
ฉันยิ้มบาง ๆ
“อย่าห่วง ไปคุยกับน้องสาวเถอะ”
“…….”
“เจอกันครั้งแรกในรอบร้อยปี คงมีเรื่องให้คุยกันอีกเยอะ ไปชเถอะ”
เบอร์ดันดี้มองฉันด้วยแววตาสั่นไหว ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อย แล้ววิ่งไปหาน้องสาวของเธอ
ฉันไม่เข้าใจเลย
ทำไมทุกคนถึงมองฉันด้วยสายตาเป็นห่วงอย่างนั้น
ความคิดของฉันชัดเจน เป้าหมายของฉันมั่นคง ความลังเลทั้งหมดสลายไปแล้ว
ฉันเดินไปตามที่ราบทางทิศใต้ กลางที่ราบมีธงผืนเก่าชำรุดโบกสะบัดอยู่
ธงที่ฉันปักลงไปด้วยเวทมนตร์ [ประกาศอาณาเขตจักรวรรดิ]
ครั้งหนึ่งมันเคยขาวสะอาด แต่บัดนี้กลับเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงของมนุษย์และเลือดสีเขียวของก็อบลิน ครึ่งหนึ่งถูกไฟไหม้เกรียม ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน เถ้าถ่านก็ร่วงหล่นลงมา
เหมือนกับชีวิตที่ดับสูญไปเพื่อธงผืนนี้ ฉันจึงคว้าเอาเสาธงที่แตกหักนั้นไว้
“…….”
ตลอด 742 เกม ฉันมักผลักดันตัวละครของฉันให้ก้าวไปสู่ความตาย
เพื่อประสิทธิภาพของเกม ฉันไม่ลังเลที่จะส่งเหล่าลูกน้องไปสู่ความตายอย่างไม่ไยดี
ฉันไม่เคยสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำ
ฉันคือปีศาจ
ปีศาจที่คลั่งไคล้ประสิทธิภาพ มุ่งมั่นกับแผนการ มองมนุษย์เป็นเพียงเครื่องมือ และนั่นทำให้ฉันเคลียร์เกมได้สำเร็จ
ใช่…
ทำไมฉันถึงเพิ่งรู้ตัว หรือแท้จริงแล้วฉันรู้ตัวอยู่แล้ว? นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันเคลียร์เกมได้สำเร็จหรือเปล่า?
ก็ต้องมีบางคนตาย
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ฉันก็แค่สั่งให้พวกเขาตายอย่างมีประสิทธิภาพแค่นั้นเอง
ฆ่าคน เพื่อช่วยคนอื่น
ทำไมฉันถึงเพิกเฉยต่อสมการง่าย ๆ แบบนี้มาตลอด
เพราะฉันขี้ขลาด เพราะฉันอ่อนแอ เพราะฉันยังไม่พร้อมเป็นจักรพรรดิ
แต่ตอนนี้… ฉันพร้อมแล้ว
-แล้วใครจะเป็นคนเลือก? ใครจะสั่งการให้ตาย? ใครจะแบกรับภาระนั้น?
เสียงของราชาก็อบลินยังคงก้องอยู่ในหัว
-เพื่อปกป้องโลก ก็ต้องมีใครสักคนสวมหน้ากากปีศาจ
ใช่
ถ้าฉันฆ่าคนเพื่อช่วยคนอื่นได้
งั้นก็ต้องเป็นฉัน
ฉันต้องเป็นคนสั่งการให้พวกเขาตาย
“แกพูดถูก อเล็กซานเดอร์”
ฉันปิดบังใบหน้าด้วยฝ่ามือพลางหัวเราะอย่างขมขื่น
“ต้องเป็นฉัน”
ปั๊ก!
ฉันหักเสาธงที่ถืออยู่ในมืออีกข้าง แล้วโยนมันลงไปกับพื้น
-เพื่อปกป้องเมืองนี้ บางครั้งอาจต้องเสียสละสิ่งที่สำคัญที่สุด…
คำแนะนำของมาร์คกราฟแห่งตระกูลครอส กลับมาดังก้องในหูอีกครั้ง
คำพูดนั้น ฟังดูเหมือนคำทำนาย เหมือนคำสาปแช่ง
และในที่สุด มันก็กลายเป็นความจริง
เพื่อปกป้องเมืองนี้
เพื่อปกป้องโลกนี้
ฉันต้องทิ้งสิ่งที่สำคัญที่สุดไป…
ธง
อุดมการณ์ในการปกป้องผู้คน…
เพื่อช่วยผู้คนให้ได้มากขึ้น
ฉันจะกลายเป็นปีศาจเอง
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_