เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

◈บทที่ 372. [ด่านที่ 15] การประชุม (2)

◈บทที่ 372. [ด่านที่ 15] การประชุม (2)

◈บทที่ 372. [ด่านที่ 15] การประชุม (2)


【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】

【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】

【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】

◈บทที่ 372. [ด่านที่ 15] การประชุม (2)

สามวันผ่านไป พวกเราไล่ล่าสังหารก็อบลินที่บุกโจมตีเข้ามาอย่างไม่ขาดสายจากทุกทิศทุกทาง

แม้แต่ทีมธนูที่ได้พักไปหนึ่งวัน เราก็ยังดึงมาใช้งาน ฉันโจมตีจุดอ่อนของพวกมันตามแผนที่วางไว้

ที่จริงแล้ว การโจมตีบางส่วนก็ได้ผลดีทีเดียว ตลอดเส้นทางอันยาวไกลจากทะเลสาบแห่งความตายมายังครอสโรดนั้น ศพก็อบลินนับไม่ถ้วนกองอยู่เต็มพื้นที่

แต่…นั่นไม่ใช่กำลังหลักของฝ่ายตรงข้าม

กองทัพก็อบลินราวกับรู้ว่าฉันจะโจมตีที่ไหนเสมอ พวกมันจึงวางแผนล่อเราไว้ล่วงหน้าอย่างเหนียวแน่น

กองกำลังกองโจรของเราลดจำนวนก็อบลินลงเรื่อย ๆ ทว่าไม่ใช่การโจมตีที่สร้างความเสียหายร้ายแรง

เหมือนเครื่องบินที่ปล่อยเปลวไฟออกมาขณะบินฉวัดเฉวียน

มันเปรียบเสมือนเครื่องบินลำใหญ่ที่ปล่อยขีปนาวุธลวงความร้อน เพื่อหลบเลี่ยงขีปนาวุธนำวิถีความร้อนที่ยิงมาจากพวกเรา แม้ว่าเราจะพยายามยิงให้ตกอยู่ในวงล้อมของเปลวไฟเพียงใด มันก็ยังคงทะยานบินต่อไปได้โดยได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างการต่อสู้ พวกมันยังคงทำลายประตูมิติของเราทุกครั้ง

มันตามรอยจุดที่พวกเราปรากฏตัว แล้วส่งกองทหารม้าบุกค้นหาและทำลายประตูมิติ ทำให้พวกเราต้องล่าถอยไปยังประตูมิติอื่นที่อยู่ไกลออกไปและกลับมายังครอสโรดอีกครั้ง

เท่านั้นยังไม่พอ พวกมันยังส่งกองทหารม้าตามมาไล่ล่าและทำลายประตูมิติที่เราซ่อนไว้ก่อนหน้านั้นอีกด้วย

การทำลายประตูมิติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้การโจมตีและการถอยทัพของเราช้าลงไปอีก ขณะที่พวกมันยังคงก้าวหน้าอย่างไม่ลดละ

……

วันสุดท้ายของการรบแบบกองโจร

ฉันยืนอยู่บนกองศพก็อบลิน กองกำลังล่อของเรา และฉันต้องยอมรับ... ฉันยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ราชาก็อบลิน ศัตรูผู้เคยเผาผลาญโลกไปถึงหนึ่งในสาม มันเหนือกว่าฉันในฐานะผู้บัญชาการอย่างเทียบไม่ติด

ฉันเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่เคยเล่นเกม ต่อสู้ตามกฎที่เกมกำหนด และต้องลองเล่นหลายร้อยครั้งกว่าจะจบเกมได้... มันต่างกันราวฟ้ากับดิน

ในสนามรบจริง ๆ ผู้ที่ทำลายอาณาจักรมากมาย สร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ให้กับเผ่าพันธุ์ของตน และได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งราชันย์

ความสามารถทางยุทธวิธีระหว่างฉันกับคาลิ-อเล็กซานเดอร์นั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน

ราวกับมันรู้ทุกการเคลื่อนไหวของฉัน... มันหลอกฉันได้อย่างแนบเนียน และประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายคือ ‘การบุก’

……แต่…

ฉันกัดฟันแน่น แรงบีบเค้นกัดกินริมฝีปากจนแทบเป็นแผล

แต่ยังไม่จบ

ไม่ใช่แค่ยังไม่จบ มันแทบจะยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ

สนามรบแห่งนี้ยังคงอยู่ภายใต้กฎของเกม

และในเกมนี้ ถึงแม้ศัตรูจะเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม ฉันก็ยังมีโอกาสชนะ

“กลับกันเถอะ”

ฉันหันไปบอกเหล่าผู้กล้าที่ยืนอยู่รายล้อม

พวกเขาดูอ่อนล้าจากการเดินทางหลายวันที่ผ่านมา ทว่าแววตาของทุกคนยังคงแข็งกร้าวดุดัน

ฉันกัดฟันแน่นก่อนจะหันหลังเดินไปทางประตูเมือง

“เรายังมีวิธีจัดการมันได้”

***

วันรุ่งขึ้น

บนกำแพงเมืองครอสโรด

เหล่าผู้กล้าและทหารทุกนายในแนวหน้าพร้อมรับมือกับศึกครั้งนี้ พวกเขายืนเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่ปลายกำแพง

ตรงหน้าเรา กองทัพปีศาจสีเขียวที่เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ก็เรียงแถวอยู่เช่นกัน

ตุ้บ- ตุ้บ- ตุ้บ-

ก็อบลินสองหมื่นห้าพันตัว

ถึงแม้เราจะลดจำนวนก็อบลินลงได้หลายพันตัวด้วยการโจมตีแบบกองโจรมาสามวันแล้วก็ตาม แต่กระนั้น คลื่นมหาศาลของปีศาจสีเขียวก็ยังคงถาโถมเข้ามาไม่หยุด

“…….”

ฉันมองกองทัพปีศาจมหาศาลที่ปกคลุมขอบฟ้า สายตาค่อย ๆ เคลื่อนไปยังด้านข้าง

บนกำแพงเมืองที่ได้รับการเสริมกำลังอย่างแข็งแรง มีปืนใหญ่ บัลลิสตา เครื่องจักรโบราณ และเหล่าทหารกล้าที่ไม่ยอมแพ้ต่อเหล่าสัตว์ประหลาด

สองพันห้าร้อยคน

ความแตกต่างของกำลังทหารนั้นมากถึงสิบเท่า

สุดท้ายแล้ว จนถึงวันที่ศึกเริ่มต้นขึ้น ก็ไม่มีกองทัพสนับสนุนจากเมืองหรือประเทศอื่นใดมาช่วยเหลือเลย

“ใจร้ายเหลือเกิน……”

แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ

ตั้งแต่แรกฉันก็ไม่ได้หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ ไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องมีใครมาช่วยเหลือฉันด้วยซ้ำ

ถ้าคิดถึงเรื่องกองทัพสนับสนุน ฉันคงไม่เลือกเส้นทางนี้ตั้งแต่แรก ฉันคงไปขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์แล้ว

ตั้งแต่ฉันเลือกเดินบนเส้นทางนี้ สงครามนี้จึงเป็นของครอสโรดเพียงฝ่ายเดียว

เพราะมันคือเส้นทางที่ฉันเลือกเอง เส้นทางที่ยอมรับความเสียเปรียบทุกอย่าง

‘เพื่อช่วยชีวิตผู้คน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อช่วยชีวิตผู้คนจริง ๆ ….’

แต่…อย่างไรก็ตาม

ถ้าเส้นทางที่ฉันเลือกเองเพื่อช่วยชีวิตผู้คน กลับทำให้ขาดกองทัพสนับสนุน แนวรบพังทลาย จนช่วยชีวิตใครไม่ได้…

แล้วทั้งหมดนี้จะมีความหมายอะไรอีก?

ถ้าล้มเหลวเพราะหลงใหลในอุดมการณ์ที่สวยหรู…ไม่ว่าจะพูดจาดีงามแค่ไหน มันก็คือความล้มเหลวอยู่ดี

“ฝ่าบาท”

“อืม ขอบคุณ”

จูเนียร์เดินเข้ามาพร้อมแก้วน้ำที่เธอยื่นให้ฉัน

มันคือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เธอทำเอง ฉันรับแก้วน้ำมาด้วยความขอบคุณ

“จูจูจูส ที่จูเนียร์ทำ…ฉันจะดื่มให้หมดเลยนะ”

“ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะยังคงอารมณ์ดีอยู่นะคะ…?”

จูเนียร์ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉัน ดื่มเครื่องดื่มชนิดเดียวกันไปด้วย

วันนี้เป็นแก้วที่สามแล้ว มันผสมน้ำยาเวทมนตร์กับสมุนไพรอีกสารพัด ช่วยฟื้นฟูพลังเวทย์ได้อย่างเหลือเชื่อ

ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึกถึงพลังเวทย์ที่กลับคืนมาอย่างช้า ๆ

“ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? ดูเหมือนจะเหนื่อยนะคะ”

“ยังไหวอยู่……”

ฉันส่งแก้วคืนให้ แล้วใช้มือทั้งสองข้างประคบเบา ๆ บนใบหน้าที่ยังคงอ่อนล้า

ขณะนั้นเอง สายตาฉันเหลือบไปเห็นก็อบลินตัวหนึ่ง สวมหมวกเหล็กและเกราะคุ้นตา กำลังขี่แพะภูเขาโผล่พรวดออกมาจากกองทัพก็อบลิน

นั่นคือ คาลิ-อเล็กซานเดอร์ ราชาก็อบลิน

“รออยู่แล้ว……”

ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้ง ส่งสัญญาณให้จูเนียร์ จูเนียร์ใช้เวทย์ลมช่วยขยายเสียงของฉันให้ไปได้ไกล

ฉันตะโกนเสียงดังลั่น

“คาลิ-อเล็กซานเดอร์!”

ดูเหมือนราชาก็อบลินจะได้ยินเสียง มันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองมาที่ฉัน ฉันตะโกนเสียงเข้มใส่หน้ามัน

“ฉันขอประชุมผู้บัญชาการ!”

《…….》

[การประชุมผู้บัญชาการ]

ก่อนหน้านี้ฉันเคยพูดคุยกับมันในดันเจี้ยน

เป็นกลไกพิเศษเฉพาะด่านบอส ผู้บัญชาการทั้งสองจะไม่สามารถใช้ตัวละครได้เป็นเวลา 10 เทิร์น อัตราความสำเร็จ 100%

เมื่อกลไกนี้ทำงาน ฉันกับมันจะต้องพูดคุยกันเป็นเวลา 30 นาที

พับ!

ฉันดึงชายโค้ทแล้วก้าวลงจากกำแพง สายตาของฉันปะทะกับเหล่าผู้กล้าและทหารที่เฝ้ารออยู่

“ระหว่างที่ฉันไม่อยู่ ให้ทุกคนปฏิบัติตามแผนที่ได้สั่งการไว้”

ฉันได้อธิบายแผนการอย่างละเอียดให้ทุกคนฟังมาแล้วในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะไม่ได้อยู่ควบคุมเอง แต่ฉันเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสามารถต่อสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

“ขอให้โชคดีทุกคน”

ฉันพูดสั้น ๆ ด้วยความมั่นใจ แล้วเดินไปยืนรออยู่หน้าประตู

กึกกึง—

ฉันกระโดดขึ้นหลังม้า แล่นฝ่าประตูที่เปิดออกเล็กน้อย ขณะเดียวกัน คาลิ-อเล็กซานเดอร์ก็ควบแพะภูเขาของมันเข้ามาหาฉัน

สถานที่ประชุมตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างค่ายก็อบลินกับทางแยก โต๊ะสีเทา เก้าอี้สีเทา และธงสีขาวที่โบกสะบัดอยู่เบื้องหลัง

เราลงจากพาหนะ โค้งคำนับกันอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้

《ขอบคุณที่เรียกประชุมนะ แอช》

คาลิ-อเล็กซานเดอร์เอ่ยขึ้นก่อน ฉันเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ขอบคุณ?”

《จริง ๆ แล้ว นายเป็นผู้บัญชาการคนแรกเลยนะ ที่ยอมนั่งคุยกับฉัน》

คาลิ-อเล็กซานเดอร์ตอบพลางหน้าแดงระเรื่อ

《ตอนสู้กับออร์ค ไม่มีโอกาสได้คุยกันหรอก ส่วนตอนทำสงครามกับมนุษย์…พวกเขาไม่ยอมคุยกับก็อบลินอย่างพวกเราอยู่แล้ว》

……

“ในบรรดาพวกศัตรูของฉัน นายเป็นคนแรกที่ยอมรับฉันเป็นปัจเจกบุคคล เป็นคนที่คุยด้วยได้ ฉันจะไม่ขอบคุณได้ยังไงล่ะ”

ราชาก็อบลินวางมือขวาลงบนโต๊ะ

“แล้วเหตุผลที่ขอประชุมคืออะไร? หรือว่าแค่ซื้อเวลา?”

“ซื้อเวลา...ก็ไม่ผิดหรอก”

10 เทิร์น

30 นาที

หลังจากนี้สงครามก็จะเริ่มต้น นี่คือช่วงเวลาสงบสุขสุดท้ายของครอสโรด

ฉะนั้น ลองคุยกันให้เต็มที่ 30 นาทีดูสิ

“ก่อนอื่น ฉันขอสารภาพ”

《อะไร?》

“ในฐานะผู้บัญชาการ คาลิ-อเล็กซานเดอร์ แกเก่งกว่าฉัน”

ฉันพูดออกไปตรง ๆ

“ตลอดสามวันที่ผ่านมา ฉันได้โจมตีทัพของแก และฉันรู้สึกว่าแกรู้ว่าฉันจะเคลื่อนไหวได้”

《ถึงอย่างนั้น ทัพของเราก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของนายเหมือนกันนะ》

“ก็แค่ความเสียหายที่รับได้ สุดท้ายแล้ว กองกำลังที่ใช้ในการบุกเมืองก็ยังอยู่ครบถ้วน และยังมาถึงที่นี่ได้”

คาลิ-อเล็กซานเดอร์ไม่ได้ปฏิเสธ ฉันหัวเราะอย่างขมขื่น

“ในสงครามครั้งนี้ แกคงคิดแผนการทำลายกำแพงเมืองของฉันไว้หมดแล้วสินะ……”

《ฮ่า ๆ ไม่น่าจะมาขอให้ฉันบอกแผนการหรอกนะ แอช?》

“ถ้าฉันขอ แกจะบอกไหม?”

《เรื่องรายละเอียดแผนการ ฉันก็คงบอกไม่ได้หรอก แต่ว่า……》

คาลิ-อเล็กซานเดอร์ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองฉัน

“ฉันว่าฉันคงเล่าเรื่องแนวคิดพื้นฐานของฉันในฐานะผู้บัญชาการให้นายฟังได้นะ ถึงจะพูดเองก็ยังรู้สึกเขิน ๆ อยู่บ้าง แต่ในฐานะผู้บัญชาการรุ่นพี่ที่ผ่านสงครามมาหลายร้อยปีกว่านาย”

“ฉันฟังอยู่”

ฉันพยักหน้า คาลิ-อเล็กซานเดอร์ก็พยักหน้ารับ

“ก่อนอื่น ฉันอยากจะชี้แจงให้เข้าใจก่อนว่า ยุทธวิธีของฉันใช้ได้ผลเฉพาะกับก็อบลินเท่านั้น คือพวกเขาไม่ลังเลที่จะสละชีวิตทหาร แม้ว่าอัตราการแลกเปลี่ยนจะแย่แค่ไหน ฉันก็จะบรรลุเป้าหมายให้ได้”

“นั่นเป็นวิธีคิดของก็อบลินจริง ๆ ด้วย”

“ส่วนนาย แอช นายกลับตรงข้ามกับฉันเลยนะ”

ดวงตาของราชาก็อบลินภายใต้หน้ากากเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด

“นายหวงแหนชีวิตของทหารทุกคน ยกเว้นการเสียสละที่จำเป็นจริง ๆ นายจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว”

“…….”

“แม้แต่ในแนวหน้า นายก็พยายามอย่างมากที่จะลดความสูญเสีย ถอยทัพก่อนเวลา และยังส่งกองกำลังกู้ภัยไปช่วยเหลือทหารที่พลัดหลงอีกด้วย”

“นั่นมันผิดตรงไหนเหรอ?”

“ฉันไม่ได้กำลังตัดสิน นาย ฉันกำลังพูดถึงประสิทธิภาพ”

“คุณค่าหรือประสิทธิภาพ”

“ผู้คนหรือการโจมตี……”

“แน่นอนว่า ทรัพยากรและเวลาที่ใช้ในการสร้างทหารมนุษย์คนหนึ่งนั้น แตกต่างจากก็อบลินอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้จะพูดเองก็ยังรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่ชีวิตของมนุษย์นั้น ‘มีค่า’ กว่าก็อบลินนัก”

“…….”

“แต่ถึงอย่างนั้น นายก็ยังลังเลที่จะเสียสละชีวิตทหารมากเกินไป…นายใจดีเกินไปสำหรับผู้บัญชาการนะ แอช”

“การมองชีวิตของเผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นเพียงกระสุนปืนนัดเดียว นั่นคือวิธีคิดของก็อบลิน”

“จักรพรรดิที่แท้จริงนั้น สามารถนั่งอย่างสงบเยือกเย็นอยู่บนกองโลหิต น้ำตา และศพของผู้ใต้บังคับบัญชาได้”

“นั่นยังเป็นทัศนคติของผู้ปกครองด้วย”

“นายเล่นหมากรุก โดยไม่ยอมเสียชิ้นหมากซักตัว แล้วหวังจะชนะอย่างนั้นเหรอ?”

“ถ้าไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยน ก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งไปใช่ไหม?”

“ใช่ แต่บางครั้งก็ต้องกล้าที่จะทิ้งกระดานหมากรุกทั้งกระดานลงไปในปากของศัตรู และจากที่ฉันเห็น ดูเหมือนว่านายจะไม่มีความกล้าที่จะทำแบบนั้น”

“…….”

“ผู้บัญชาการควรจะร้องไห้ต่อหน้าสุสาน แต่ต้องสามารถประเมินการสูญเสียและความเสียหายของกองทัพได้อย่างเย็นชาเมื่อพิจารณาสถานการณ์ แต่นายดูเหมือนจะเสียใจอยู่กลางสนามรบ”

คาลิ-อเล็กซานเดอร์ส่ายหัว

“แบบนั้นต่อสู้ไปนาน ๆ ไม่ได้หรอก แอช”

“…….”

“ต้องกลายเป็นคนเหล็กไปถึงแก่นในจิตใจ ถ้าอยากชนะจริง ๆ นายต้องทำสงครามจริง ๆ”

“สงครามจริง ๆ ? ทำยังไงล่ะ?”

“ก้าวข้ามเส้นนั้นไป”

ราชาก็อบลินเอนกายพิงโต๊ะ กระซิบเสียงเบาแผ่ว

“กล้าที่จะทิ้งชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชา นั่งบนบัลลังก์ที่สร้างจากซากศพโดยไม่รู้สึกผิด…กลายเป็นปีศาจซะ”

“…”

“สงครามที่แท้จริงจะเริ่มต้นจากตรงนั้น เส้นทางสู่การเป็นจักรพรรดิที่แท้จริง จะเริ่มต้นจากตรงนั้น”

ผู้บัญชาการรุ่นพี่และราชาปีศาจที่ถือกำเนิดจากตำนานโบราณกล่าวเช่นนั้น

ถ้าอยากเป็นราชา ต้องเป็นปีศาจเสียก่อน

ต้องเป็นคนที่สามารถทิ้งชีวิตของผู้คนได้โดยไม่ลังเล

“ถ้านายยังคงเป็นมนุษย์อยู่…นายจะไม่ชนะอย่างแน่นอน”

“…”

“นายอยากปกป้องผู้คนมากขึ้นใช่ไหม? อยากปกป้องชีวิตของผู้คนทั่วโลก บนแนวหน้าที่นี่ใช่ไหม?”

นี่คือความจริงเหรอเปล่านะ?

“เพื่อเป้าหมายอันสูงส่งนั้น บางคนก็ต้องตาย แล้วใครจะเป็นคนเลือกที่จะตาย? ใครจะเป็นคนสั่งให้ตาย? ใครจะเป็นคนแบกรับความรับผิดชอบนั้น?”

นี่คือคำตอบสุดท้ายที่ฉันจะพบ เมื่อก้าวไปถึงจุดหมายปลายทางที่ฉันชูธงขึ้นสูง

“เพื่อปกป้องโลก”

ราชาก็อบลินค่อย ๆ ยกมือขึ้นชี้มาที่ฉัน

“บางคนก็ย่อมต้องสวมหน้ากากปีศาจไม่ใช่เหรอ?”

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ ◈บทที่ 372. [ด่านที่ 15] การประชุม (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว