- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 336. [ด่านที่ 14] แผนการลับ
◈บทที่ 336. [ด่านที่ 14] แผนการลับ
◈บทที่ 336. [ด่านที่ 14] แผนการลับ
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 336. [ด่านที่ 14] แผนการลับ
เสียงของก็อตแฮนด์ค่อย ๆ เงียบลง ฉันรู้สึกใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก ความหวั่นไหวคืบคลานเข้ามาแผ่ปกคลุมทั่วหัวใจ
ตุบ… ตุบ…
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องกังวาล
เอี๊ยด… เอี๊ยด…
ตามมาด้วยเสียงที่ฟังดูราวกับมีสิ่งของหนัก ๆ ถูกลากมาด้วยความยากลำบาก
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ นั้นหยุดลงตรงหน้าฉัน ก่อนที่ถุงผ้าปิดตาจะถูกฉีกออกอย่างรวดเร็ว ฮึก?!
แสงสว่างที่จู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรงทำให้ฉันเบิกตาโพลง ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ฉันต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อปรับสายตาให้เข้ากับความสว่างจ้า
“ทิวาสวัสดิ์ครับ องค์ชายแอช”
เสียงคุ้นหูที่เคยได้ยินในห้องขังเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในชั่วพริบตา ใบหน้าคมคายปรากฏชัดเจนตรงหน้า
“เมสัน…!”
ไม่ผิดแน่ สายลับผู้ทรยศคนนั้นเอง
เมสันดูโทรม ราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรบที่ดุเดือดมา ร่างกายเปื้อนเลือดไปทั่ว และดูใหญ่โตขึ้นผิดหูผิดตา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงวัยกำลังเจริญเติบโต หรือว่าเขาแอบเสพสเตียรอยด์กันแน่
เมสันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เคราที่รกชัฏ… พูดแล้วอาจจะดูแปลก ๆ หน่อยนะ แต่ดูไม่เหมือนเคราคน แข็งกระด้างราวกับขนสัตว์ป่ามากกว่า
“ขอบคุณครับที่ช่วยจับพวกหนูได้”
พูดจบ เมสันก็โยนสิ่งที่ลากมาอยู่ข้างหลังลงกับพื้น
“อึก!”
“…….”
เป็นสองเอลฟ์จากกองทัพเงา ฉันตัวสั่นเทาด้วยความตกตะลึง
“ก็อตแฮนด์! เบิร์นเอาท์! เป็นอะไรไหม?!”
เมสันยักไหล่เบา ๆ พลางเหยียบย่ำร่างไร้ชีวิตของเอลฟ์ทั้งสองที่นอนแน่นิ่งอยู่
“ผมรู้มาตั้งนานแล้วว่าพวกนี้ทรยศและไปเข้าข้างท่าน”
“อะไร…!”
“แล้วผมก็ปล่อยข่าวลือปลอม ๆ ออกไป พวกมันก็ติดกับอย่างที่คิด”
ไม่กี่วันที่ผ่านมา เมสันและหน่วยปฏิบัติการพิเศษไอกิสได้ปล่อยข่าวลือไปยังก็อตแฮนด์ทันทีที่มันเข้ามาในครอสโรด และก็อตแฮนด์ก็รายงานเรื่องนี้ให้ฉันรู้ทันที
ทันทีที่ได้ยินว่าเมสันเข้าใกล้ลูคัส ฉันก็จับเมสันขังคุกทันที……
ทั้งหมดเป็นแผนการที่วางไว้ล่วงหน้างั้นเหรอ?
“หน่วยปฏิบัติการพิเศษไอกิสไม่ใช่ที่ที่จะปล่อยให้สายลับสองหน้าอยู่รอดได้หรอกครับ”
เมสันยิ้มเยาะเย้ยพลางเหยียบลงบนแผลที่ก็อตแฮนด์ได้รับบาดเจ็บ รอยยิ้มนั้นเย้ยหยันราวกับคมมีด
“พวกเอลฟ์ไม่ห่วงพวกเดียวกันที่ดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดในเขตปกครองตนเองทุกวัน ๆ หรอกเหรอ? ไหงทำตัวตามใจชอบอย่างนี้ หืม?”
ตุบ!
ก็อตแฮนด์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อรองเท้าบู๊ตหนักหน่วงของเมสันเหยียบลงบนบาดแผลฉกรรจ์
“อึก!”
“พอได้แล้ว!”
ฉันตะโกนเสียงดัง เมสันเหลือบมองฉันจากใต้คิ้วหนา น้ำเสียงของฉันหนักแน่น
“ช่างเรื่องพวกเอลฟ์ทาส อย่ามาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ พูดจุดประสงค์หลักมาเลย”
“จุดประสงค์หลักเหรอครับ?”
“ใช่ พวกแกมาถึงดินแดนใต้สุดของทวีปนี้ มาสร้างความวุ่นวายแบบนี้ ต้องมีเหตุผลสิ”
ฉันกัดฟันถาม ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เมสัน ความอดทนกำลังจะถึงขีดจำกัด
“เล็งเจ้าชายลำดับที่ 1 ลาร์ค พระชายาและลูก ๆ ใช่ไหม?”
“ไม่ใช่หน้าที่ของทีมเราครับ”
“งั้นก็เพื่อลักพาตัวฉันมาฆ่าฉันสินะ?”
“ไม่ใช่ครับ ฝ่าบาท ดูเหมือนท่านจะเข้าใจหน่วยรบพิเศษของเราผิดไปแล้ว พวกเราไม่กล้าหาญพอที่จะคิดทำร้ายเชื้อพระวงศ์หรอกครับ”
เมสันพูดอย่างใจเย็น แม้จะกำลังลักพาตัวเชื้อพระวงศ์อยู่ก็ตาม
ฉันทนไม่ไหว ตะคอกใส่เขาเสียงดัง
“งั้นก็เพราะอะไรกันถึงได้ทำบ้า ๆ แบบนี้! นี่ไม่ใช่เล่น ๆ นะ ฉันดูง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?! พูดจุดประสงค์หลักมาให้จบ ๆ แล้วก็ออกไปจากเมืองฉันซะ!”
……
เมสันถึงกับหน้าเสียกับเสียงตะโกนของฉัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ในที่สุด
“อย่าโกรธมากเลยครับ ฝ่าบาท ดูท่านไม่สบายด้วยนะครับ”
เมสันใช้มือหนาของเขาปัดหน้าผากฉันเบา ๆ
ความห่วงใยที่เขาแสดงออกมา ราวกับลุงที่คอยดูแลหลานสาว กลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกโกรธจนอยากจะฆ่ามันให้ตายคาที่! ไอ้สารเลว!
“ครับ ความจริงแล้ว การที่ผมพาท่านมาที่นี่ ก็เพื่อขอความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจของเรา…… ผมจะบอกทุกอย่างให้ท่านฟังครับ”
เมสันลากเก้าอี้มาวางไว้ข้างหน้าฉัน แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ของเขา พลางเริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อย่างแผ่วเบา
“องค์ชายแอชครับ ความจริงแล้วพวกเราถูกส่งมาที่นี่…ตั้งหลายเดือนก่อนแล้ว”
“อะไรนะ?”
“หลายเดือนก่อนเลยครับ เมื่อระบบสายลับของครอสโรดถูกทำลาย พวกเราได้รับมอบหมายภารกิจพิเศษและถูกส่งมาที่นี่เพื่อปฏิบัติภารกิจนั้น”
ตอนที่ฉันเปิดโปงว่าก็อตแฮนด์และมาร์เกอริต้าเป็นสายลับ ฉันได้ตัดขาดสายการติดต่อของวิหารที่เชื่อมโยงกับมาร์เกอริต้าไปเรียบร้อยแล้ว
เรื่องนั้นผ่านมานานกว่าครึ่งปีแล้ว แต่เมสันบอกว่าเขาถูกส่งมาที่นี่ตั้งแต่ตอนนั้นเลยเหรอ?
“การฟื้นฟูสายลับไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่ปัญหาอยู่ที่ภารกิจพิเศษที่องค์ชายเฟอร์นานเดซมอบให้เราโดยตรงนี่แหละครับ”
เมสันเกาคางพลางทำหน้าเขินอายเล็กน้อย
“ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจนั้นสำเร็จ และพวกเราไม่สามารถกลับไปมือเปล่าได้ จึงต้องใช้มาตรการสุดโต่ง…คือการลักพาตัวองค์ชายแอชครับ”
“…….”
“พวกเราต้องการ ‘ความร่วมมือ’ จากท่านในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แค่นั้นเองครับ”
ฉันถามด้วยความงุนงง
“ภารกิจนั้น…มันคืออะไรกัน?”
“ภารกิจสำคัญที่สุดที่องค์ชายเฟอร์นานเดซมอบให้เรา…นั่นคือ…”
เมสันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“……เข้าเฝ้าราชาปีศาจครับ”
“……?”
ฉันอึ้งไป
เรื่องบ้าอะไรเนี่ย สมองฉันประมวลผลไม่ทันจริง ๆ
“อะไรนะ?”
อะไรวะ? พูดอะไรออกมาวะเนี่ย?
เมสันอธิบายอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เราเป็นตัวแทนจากฝ่ายมนุษย์ที่องค์ชายเฟอร์นานเดซจากจักรวรรดิส่งมา เพื่อเข้าเฝ้า ‘ราชาปีศาจ’ ผู้ครอบครองเหล่าปีศาจโดยตรง”
“…….”
หลังจากแข็งทื่อไปพักใหญ่ ฉันก็พูดออกมาได้อย่างยากลำบาก
ด้วยความรู้สึกที่แท้จริงที่สุด
“นี่มันบ้าไปแล้ว! ไอ้พวกบ้า!”
***
เมสันเล่าถึงทุกอย่างที่เขาและพวกพ้องทำในครอสโรดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อเข้าเฝ้าราชาปีศาจ
การตั้งหลักแหล่งในครอสโรดไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
เมืองนี้ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก จึงไม่ปฏิเสธคนที่ต้องการมาทำงาน
พวกเขาแฝงตัวอยู่ในทุกซอกทุกมุม และฟื้นฟูเครือข่ายสายลับได้อย่างรวดเร็ว ทว่าภารกิจเข้าเฝ้าราชาปีศาจยังไม่สำเร็จ
“เราได้ข้อมูลมาแล้วว่ามีดันเจี้ยนอยู่ใต้ทะเลสาบแห่งความมืด ปัญหาอยู่ที่วิธีเข้าไปในดันเจี้ยนนั้น……”
พวกเขาประสบความสำเร็จในการเข้าไปในทะเลสาบแห่งความมืดแล้ว
แต่ประตูสู่อาณาจักรใต้ทะเลสาบกลับปิดสนิท และพวกเขาก็หาทางเข้าอื่นไม่เจอ
ทางเข้าเดียวที่มีอยู่ก็คือท่อระบายน้ำที่แห้งผาก ซึ่งต้องอาศัยคำแนะนำจาก NPC ทว่า NPC ส่วนใหญ่กลับถูกลักพาตัวไปโดยกองกำลังแห่งฝันร้ายเสียแล้ว
สุดท้าย พวกเขาไม่เพียงแต่เข้าเฝ้าราชาปีศาจไม่ได้ แม้กระทั่งการเข้าไปในอาณาจักรแห่งทะเลสาบก็ยังทำไม่ได้
“สุดท้ายแล้ว เราจึงวางแผนที่จะเข้าไปทางประตูที่เปิดเฉพาะตอนที่เหล่าปีศาจออกรบ แต่ก็ต้องถอยทัพหลังจากเสียสละทหารไปครึ่งหนึ่งเพราะถูกปีศาจจำนวนมากบุกโจมตีเข้ามา”
เมสันก้มหน้าลงพลางนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น
“ท่านต่อสู้กับปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นมานานแสนนาน… ผมนับถือท่านอย่างสุดซึ้งจริง ๆ ครับ องค์ชายแอช นี่คือความจริงใจจากผม”
“…”
ฉันจ้องมองเมสัน เมสันยักไหล่เล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“ขณะที่กำลังจะยอมแพ้ เราก็ได้รับข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่ง นั่นคือ องค์ชายแอชสามารถเข้าไปในดันเจี้ยนใต้ทะเลสาบได้อย่างอิสระ และมีแขกที่มาจากที่นั่นเคยมาเยี่ยมเยียนครอสโรด”
“…”
“ดังนั้น แผนการของเราจึงเปลี่ยนไป คือขอความร่วมมือจากท่าน แต่เนื่องจากท่านเป็นศัตรูกับปีศาจและราชาปีศาจ จึงไม่มีทางที่ท่านจะยอมช่วยเรา…”
“เลยต้องลักพาตัวฉันและขู่เข็ญฉันสินะ?”
“ก็ประมาณนั้นแหละครับ”
เมสันยิ้มอย่างขมขื่น ฉันถามเขาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ทำไมต้องไปพบราชาปีศาจ? พวกแกเป็นมนุษย์ จะไปพบมันเพื่ออะไร… จะไปคุยอะไรกับมัน?”
เมสันยักไหล่ แล้วพูดเสียงเรียบ “ถึงตอนนี้ก็ไม่ต้องปกปิดอะไรแล้วล่ะนะ—”
“เป็นการประกาศยอมจำนนครับ”
“…….”
สายตาฉันพร่ามัว ราวกับมีม่านบาง ๆ คลอเคลียอยู่เบื้องหน้า
“……ดูท่าฉันจะไม่สบายจริง ๆ ด้วยสินะ”
ฉันส่ายหัว หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้หนักแน่น
“ฉันคงฟังผิด พูดอีกทีสิ พูดว่าอะไรนะ?”
“เป็นการประกาศยอมจำนนครับ องค์ชายแอช เป็นการแสดงความยอมจำนนอย่างสมบูรณ์ของมนุษย์ต่อปีศาจครับ”
ตุ๊บ!
หัวฉันเริ่มปวดตุ๊บ ๆ อยากจะเอามือลูบขมับที่ปวดหนึบ แต่ฉันถูกมัดไว้ ทำได้เพียงกัดฟันกลั้น
ตอนนี้มันเกินกว่าที่สมองฉันจะรับได้แล้ว
มันอธิบายได้แค่ว่าพวกมันน่าจะบ้า พวกมันกำลังล้อเล่นฉันอยู่
ไม่… ทำไมกัน?
“พวกแกเป็นใครถึงได้เอาแต่ใจตัวเอง ปล่อยให้คนอื่นต่อสู้ แล้วพวกแกก็มายอมแพ้?! ไอ้พวกบ้า! ตอนนี้! ที่ฐานปฏิบัติการแนวหน้า! ทหารของฉันกำลังต่อสู้กับปีศาจอย่างเอาเป็นเอาตาย!”
ฉันตะโกนเสียงดัง เมสันฟังอย่างเงียบ ๆ ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ
“พวกแกไม่ช่วยก็ยังไม่พอ มายุ่มย่าม วางแผนอยู่ฉันงหลังอีกเหรอ? ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด! ทำไมเฟอร์นานเดซถึงก่อกบฏ และทำไมถึงยอมจำนนต่อราชาปีศาจด้วย?!”
“ผมเป็นแค่สุนัขล่าเนื้อ จะไปรู้เรื่องในใจขององค์ชายเฟอร์นานเดซได้ยังไงกัน ผมแค่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น”
เมสันเลียริมฝีปาก ก่อนจะพูดต่ออย่างแผ่วเบา
“แต่องค์ชายเฟอร์นานเดซตรัสว่า……”
“อะไรนะ?” ฉันถามเสียงเรียบ ความรู้สึกกระวนกระวายเริ่มก่อตัวขึ้นในอก
“‘นี่คือหนทางเดียวที่จะช่วยจักรวรรดิ’ ครับ”
“…….” ฉันเงียบไป คำพูดของเขาหนักหน่วงเหลือเกิน
“ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ แต่เป็นหนทางเดียว ถ้าสามารถทำให้จักรวรรดิยืนหยัดต่อไปได้ ฝ่าบาทก็พร้อมที่จะรับมือกับการถูกตำหนิและดูถูกจากทุกคน” น้ำเสียงของเมสันแผ่วเบาลง ราวกับกำลังแบกรับภาระหนักอึ้งอยู่
ฉันกัดฟันแน่น ครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ฉันไม่ร่วมมือ” เสียงฉันหนักแน่น เด็ดเดี่ยว
“องค์ชายแอช” เมสันเรียกชื่อฉันอย่างแผ่วเบา แต่ดวงตาของเขามีความมุ่งมั่นแน่วแน่
“เห็นฉันบ้าขนาดนั้นเลยเหรอที่จะไปร่วมมือกับพวกแก?” ความโมโหพลุ่งพล่านขึ้นมา ฉันรู้สึกปวดหัวจนแทบจะอาเจียนออกมา
“เฟอร์นานเดซไม่ใช่จักรพรรดิ และไม่ใช่ผู้บัญชาการแนวหน้าด้วย! ไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น!” ฉันทนไม่ไหว ตะโกนใส่เขาเสียงดัง ความไม่เห็นด้วยพลุ่งพล่านออกมาเป็นคำพูด
“……ก็ได้ครับ ยังไงซะ องค์ชายเฟอร์นานเดซจะได้เป็นจักรพรรดิ จักรพรรดิเป็นผู้ควบคุมทุกแนวรบของจักรวรรดิ และเป็นผู้แทนของมนุษย์ทั้งโลก” เมสันรับคำอย่างใจเย็น น้ำเสียงราบเรียบ แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเหลือล้น
เมสันพยักหน้าอย่างจริงจัง ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่ฉัน ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปในจิตใจ
“ในไม่ช้า โลกนี้ก็จะเดินตามเจตนารมณ์ขององค์ชายเฟอร์นานเดซ”
“ฉันจะขัดขวางมัน” ฉันประกาศอย่างหนักแน่น พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค
“แต่ก่อนอื่น ดูแลสุขภาพของท่านก่อนดีไหมครับ?” เมสันเปลี่ยนน้ำเสียง ความกังวลแฝงอยู่ในคำพูดนั้น
เมสันลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามาหาฉันอย่างเชื่องช้า แต่ท่าทางนั้นกลับดูน่ากลัว ฉันกัดฟันแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
“เมื่อกี้บอกว่าไม่กล้าทำร้ายเชื้อพระวงศ์ นี่มันอะไรกัน?”
“ปกติก็จริงครับ แต่เพื่อภารกิจ หน่วยปฏิบัติการพิเศษไอกิสสามารถทำเรื่องปกติที่ไม่อาจทำได้ครับ”
“ไอ้พวกสารเลวบ้า……”
ฉันกัดฟันพูดเสียงแข็ง ดวงตาแข็งกร้าวราวกับจะเผาผลาญเขาให้กลายเป็นเถ้าธุลี
“ในไม่ช้าลูกน้องของฉันก็มาถึง ลูคัส คนที่แกเคยรับใช้ เขาจะถือดาบมาตัดหัวแก”
เมสันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า พลางยักไหล่ด้วยท่าทีเยือกเย็น ราวกับไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อคำขู่ของฉัน
“ลูคัสตายแล้วครับ”
“อะไรนะ……?” ฉันเบิกตากว้าง ความตกใจผสมกับความไม่เชื่อค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
“เพิ่งแทงหัวใจตัวเองตายไปเมื่อครู่”
เมสันชี้ไปที่คราบเลือดที่กระจายอยู่ทั่วกาย เลือดสีแดงฉานสะท้อนแสง ภาพตรงหน้าชวนให้ขนลุก
“อย่าโกหก” ฉันตะโกนเสียงดัง ความหวั่นไหวเริ่มแผ่ซ่านทั่วร่างกาย
“ไม่มีทางรอดแล้ว องค์ชายแอช ช่วยให้ผมปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จด้วยนะครับ”
มือหนาใหญ่ของเมสันวางลงบนไหล่ฉัน แรงกดที่หนักแน่นบีบหัวใจฉันให้หดเกร็ง
“วันนี้ผมอดทนไม่ค่อยได้ การแปลงร่างเป็นปีศาจนั้นดีมาก แต่ปัญหาคือผมกำลังค่อย ๆ สูญเสียสติ ไม่สิ นั่นก็เป็นข้อดีเหมือนกันนะ?”
เมสันหัวเราะเสียงทุ้มต่ำ อันตราย บีบไหล่ฉันแน่นขึ้น ความรู้สึกเสียวซ่าแล่นผ่านผิวหนัง
“ล้อเล่นครับ มีวิธีที่ดีกว่านี้นะครับ”
เขาค่อย ๆ เลิกมือออก แล้วก็หยิบเข็มฉีดยาที่มีของเหลวสีชมพูอ่อนใส สะท้อนแสงระยิบระยับ ออกมาจากกระเป๋า ฉันเบิกตากว้าง ความสงสัยและความหวาดกลัวปะปนกัน
“นั่นมัน……ยางั้นเหรอ?” ฉันถามเสียงสั่น น้ำลายกลืนลงคออย่างยากลำบาก
“ใช่ครับ ยาบังคับให้หลับจากปีศาจแห่งความฝัน สมัยนี้ปีศาจแห่งความฝันใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว จึงหามาได้ยากมาก”
เมสันหัวเราะอย่างมั่นใจ รอยยิ้มที่ดูเยือกเย็น แต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น ทำให้ฉันรู้สึกถึงความน่ากลัวที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น
“ไม่ว่าจิตใจจะแข็งแกร่งแค่ไหน แค่สิ่งนี้ก็ทำให้ท่านทรุดเข่าลงได้เหมือนสัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ แล้วล่ะครับ”
……
“ฮ่า ๆ ฝ่าบาทก็ต้องทำตามที่ผมสั่ง”
ฉันทำเป็นตกใจ ไหล่สั่นระริก โอ้ น่ากลัวเสียจริง!
‘ฉันมีภูมิคุ้มกันต่อสถานะผิดปกติทางจิตใจอย่างสมบูรณ์…’
แม้แต่เสน่ห์ของราชินีซัคคิวบัสก็ไม่อาจทำอะไรฉันได้ ยาบังคับให้หลับจากปีศาจแห่งความฝันจะมาทำให้ฉันหลับได้ยังไงกัน!
นี่มันกระจกกันกระสุนชัด ๆ ไอ้บ้าเอ๊ย!
‘ทว่า…’
ฉันกัดริมฝีปาก ลอบมองออกไปนอกหน้าต่าง
‘ลูคัส…ตายแล้วงั้นเหรอ?’
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_