- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 276. [การสำรวจอิสระ] ถ้ำหมาป่า (3)
◈บทที่ 276. [การสำรวจอิสระ] ถ้ำหมาป่า (3)
◈บทที่ 276. [การสำรวจอิสระ] ถ้ำหมาป่า (3)
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 276. [การสำรวจอิสระ] ถ้ำหมาป่า (3)
มือข้างหนึ่งสวมถุงมือสีขาวรับหมัดฉันไว้ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
มือลอยอยู่กลางอากาศ รับแรงหมัดฉันไว้เฉย ๆ
“……?!”
ขณะที่ฉันยังคงอึ้งตาค้าง ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาบนมือข้างนั้นทีละน้อย
ซ่า~~~
แมลงวัน หนู อีกา และหมอก……
สิ่งน่าสะพรึงกลัว น่าเกลียดน่ากลัว และมืดมนมากมาย พุ่งเข้ามาจากทุกสารทิศ รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว สร้างเป็นข้อมือ แขน ลำตัว ขา แล้วก็ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายตามมา
ไม่ถึงสิบวินาที ต่อหน้าฉันก็ปรากฏชายรูปร่างกำยำยืนสงบนิ่ง
เสื้อโค้ทสีดำสนิท หมวกทรงสูงสีดำสนิท
และหน้ากากอีกาสีขาว
ปีศาจสวมหน้ากากอีกา จะงอยยาวราวหมอโรคระบาดในยุคกลาง
ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่น ฉันจำตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที
‘นี่มัน…บิ๊กบอสตัวจริงนี่นา’
จ้าวแห่งโรคระบาด
กาฬนรก
ผู้เปิดแผล ความเจ็บปวดที่มีรูปร่าง หนองที่กรีดร้อง……
‘……ฯลฯ มันคือปีศาจชื่อดังที่มีฉายาสุดแสนจะห่วยแตกมากมาย’
ผู้บัญชาการกองทัพโรคระบาด
นามนั้นคือ เรเวน……!
ฟุ่บ!
เรเวนโบกมือเบา ๆ ผลักฉันพร้อมกับแรงหมัดของฉันไปด้านหลัง
ความเงียบกดดันแผ่ปกคลุมระหว่างฉันกับจ้าวแห่งโรคระบาด สายตาของเราสบเข้าหากันอย่างเงียบเชียบ
ซาโลเมที่จ้องมองฉันกับเรเวนสลับไปมาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ร้องตะโกนลั่น
《เฮ้! อีกา! ทำไมมาช้าจัง! ฉันเกือบตายแล้วนะ!》
《อย่ามายุ่ง ยัยนางโลม》
เรเวนคำรามเสียงทุ้มแหบพร่า
《ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพแห่งฝันร้าย กลับไปกลัวมนุษย์ธรรมดาคนเดียวแบบนี้... มันน่าอายต่อองค์ราชาเหนือราชา รู้ตัวบ้างไหม!》
《นี่ นี่! แต่ไอ้หมอนี้ การควบคุมจิตใจฉันใช้ไม่ได้เลย!》
《อะไรนะ? การควบคุมจิตใจเธอ...? 》
ใต้หน้ากากอีกา ดวงตาปีศาจเปล่งประกายวาววับ
《ดูเหมือนแกจะมีวิธีการซ่อนเร้นอยู่สินะ มนุษย์》
“เยอะแยะเลยล่ะ ไอ้ปีศาจ”
ฉันตอบพลางปัดมืออย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงเรเวนทุ้มลงไปอีก
《……อ้า เช่นนั้นเองหรือ ฉันเพิ่งรู้ตัวตนของแกตอนนี้เอง》
“อย่างนั้นเหรอ? แกรู้เร็วจริง ๆ ด้วย”
ฉันพูดประชดประชันตามน้ำเสียงละครของมัน แต่เรเวนไม่หวั่นไหว
《แอช แอช ‘บอนไฮเตอร์’ เอเวอร์แบล็ก แกคือผู้ที่ท้าทายองค์ราชาเหนือราชา》
“มีแฟนคลับเยอะขนาดนี้ ฉันรู้สึกเขิน ๆ นะ จะให้เซ็นชื่อไหมล่ะ?”
ต่อหน้าฉันที่ยังคงพูดเยาะเย้ย เรเวนโบกชายเสื้อโค้ท พลังชั่วร้ายกระจายไปทั่ว
“ที่นี่ ฉันจะเปลี่ยนแกให้กลายเป็นกองโลหิตด้วยพลังของฉันเอง!”
หมอกดำข้นคลุ้งกระจายออกมาจากร่างของเรเวน พุ่งเข้าปกคลุมร่างฉันในทันที
ผิวหนังส่วนที่ถูกหมอกดำปกคลุมไหม้เกรียม เลือดไหลทะลักออกมา ตุ่มน้ำพองและเนื้องอกผุดขึ้นราวกับเปลวเพลิงแผดเผาผิวหนัง
“ทั้งที่อีกนิดเดียวก็จัดการมันได้แล้วแท้ ๆ”
……ไม่ได้ผล
ฉันบ่นอุบอิบพลางยกมือขึ้นร่ายเวท หมอกดำที่ปกคลุมร่างกายก็สลายหายไปในพริบตา
โรคระบาดที่เพิ่งจะเกาะกินร่างกายฉันเมื่อครู่ ไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยไว้ให้เห็น
“อะไรกัน……?!”
เรเวนร้องเสียงหลงด้วยความตกตะลึง ฉันใช้มือปัดหมอกดำที่ยังคงลอยวนเวียนอยู่รอบใบหน้า
“โอ๊ยตาย…นี่มันน่ารังเกียจจริง ๆ เลยนะ น่าจะมีหน้ากาก…ไม่สิ น่าจะมีเครื่องช่วยหายใจสักหน่อย”
“แก…แกทำได้ยังไง……?! โรคระบาดของฉัน……!”
“โรคระบาดอะไรกัน”
ฉันเยาะเย้ยพลางจ้องเขม็งไปที่ปีศาจหน้ากากอีกา
“แกไม่ใช่ตัวจริงหรอก แค่ภาพลวงตาใช่ไหม?”
“……!”
“สิ่งที่ภาพลวงตาอย่างแกปล่อยออกมา ไม่ใช่โรคระบาดจริง ๆ หรอก แค่ความเจ็บปวดที่จินตนาการขึ้นมา ฉันรู้ทันแกหมดแล้ว”
ฉันคุ้นเคยกับทักษะและรูปแบบการต่อสู้ของปีศาจชื่อดังอย่างเรเวนเป็นอย่างดี
‘เรเวนสามารถสร้างภาพลวงตาที่มีรูปร่างเหมือนตัวเองได้’
ชื่อทักษะ [ความเจ็บปวดลวงตา (Phantom Pain)]
เรเวนสร้างภาพลวงตาได้ ปรากฏตัวพร้อมกันหลายสนามรบ แล้วแพร่เชื้อโรคระบาดไปทั่ว
ฟังดูเหมือนปีศาจโกง ๆ ใช่ไหมล่ะ แต่ว่า…
ปีศาจอะไรก็ต้องมีจุดอ่อน
ของจริงที่เรเวนปล่อยออกมาคือโรคระบาด แต่ของปลอมที่ภาพลวงตาปล่อยออกมานั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ถ้าแยกแยะไม่ออก ก็จะโดนโรคระบาดที่ระบาดไปทั่วเล่นงาน แต่ถ้าแยกแยะได้…ก็สามารถกำจัดภาพลวงตา ระบุตำแหน่งตัวจริง แล้วกำจัดผู้บัญชาการกองทัพแห่งฝันร้ายได้
‘ความเจ็บปวดจินตนาการที่ภาพลวงตาปล่อยออกมา เป็นอาการผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง’
เหมือนกับการหลอกลวงของปีศาจแห่งฝันร้ายนั่นแหละ
ฉันใช้ทักษะติดตัว [ผู้บัญชาการที่ไม่ย่อท้อ] ชดเชยได้อย่างสมบูรณ์
นี่มันการต่อสู้ที่ทำให้ฉันชนะทางสุด ๆ ไปเลยนะ คู่นี้? เลือกตัวละครให้ดีสำคัญมากเลย
《……ถึงฉันจะไม่รู้ว่าแกทำลายภาพลวงตาและความเจ็บปวดจินตนาการของฉันได้อย่างไร》
เรเวนคำราม พลังงานสีดำพวยพุ่งออกมาจากทั่วร่างกาย
《แกมองฉันมอะไรไปอย่างหนึ่ง ผู้ท้าชิงราชาเหนือราชา》
“อะไร?”
《แม้แต่พลังกายภาพของภาพลวงตานี้ ก็เพียงพอที่จะฉีกแกให้ตายได้……!》
เงาเรเวนขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
อืม…นั่นอาจเป็นความจริง…ในเกม ภาพลวงตานั่นแต่ละตัวมีพลังชีวิตและพลังโจมตีสูงเอาการ ตอนนี้มันดูแข็งแกร่งกว่าฉันเสียอีก
‘แต่ว่านั่นเป็นกรณีของผู้บัญชาการระดับ EX ที่อ่อนแอ’
แล้วถ้าเป็นตัวละครนักฆ่าระดับ SSR ล่ะ?
วาบ-!
พร้อมกับความคิดนั้น เบอร์ดันดี้ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างฉันราวกับแสงวาบ
ซาโลเมที่แอบซุ่มตัวอยู่มุมห้องตาเบิกโพลง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเบอร์ดันดี้
《อะ อะไรกันเนี่ย?! ฉันปิดทางเดินแล้วนะ ทำยังไงถึงกลับมาได้…?!》
“ตั้งแต่เมื่อกี้ เอาแต่พูดแค่เรื่องนี้เนี่ยนะ พวกแกน่ะ”
ฉันพูดเยาะเย้ยพลางเหลือบมองกริชที่เสียบอยู่ที่เอว ซึ่งตอนนี้เบอร์ดันดี้ถืออยู่
มันคือ [กริชก้าวพริบตา]
ตอนนี้เจ้าของคือเบอร์ดันดี้ แต่ฉันเป็นคนนำมันเข้ามาในห้องนี้
เบอร์ดันดี้ใช้พลังพิเศษของกริชเล่มนี้ จึงสามารถเคลื่อนย้ายมาข้างฉันได้ทันควัน กริชเล่มนี้มีวิธีใช้มากมายจริง ๆ
“เบอร์ดันดี้ เพื่อน ๆ ของเธอล่ะ?”
“ฉันช่วยเหลือทุกคนเรียบร้อยแล้วค่ะ”
เบอร์ดันดี้ยืนอยู่เบื้องหน้าฉัน ชี้กริชไปยังปีศาจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“……ขอบคุณมากนะ แอช”
น้ำตาคลอเบา ๆ ในดวงตาที่พยายามกลั้นอารมณ์ ฉันได้แต่หัวเราะเบา ๆ ดีแล้ว ช่วยเหลือทุกคนได้แล้ว
ซาโลเมชี้ไปที่เบอร์ดันดี้
《ยัยเอล์ฟ……! เธอจะยกเลิกพันธมิตรกับฉันงั้นเหรอ?!》
“อย่าพูดเรื่องพันธมิตรเลย ปีศาจแห่งฝัน ฉันไม่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกับแกตั้งแต่แรก”
《อะ อะไรกัน……?!》
เบอร์ดันดี้ท้วงอย่างดุเดือด
“ถ้าจะว่าไปตามที่แกพูด บนโลกนี้ มนุษย์กับเอล์ฟอาจจะเป็นศัตรูกันก็ได้ แต่ว่า……ถ้ามีศัตรูร่วมอย่างปีศาจ”
เบอร์ดันดี้เหลือบมองฉัน รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นที่ริมฝีปาก
“ศัตรูของศัตรู ก็อาจจะเป็นมิตรกันได้”
ฉันยิ้มตอบกลับไป
เรเวนที่เฝ้ามองสถานการณ์อยู่ตลอด ค่อย ๆ ผ่อนคลายท่าที ลดท่าทางการต่อสู้ลง ก่อนจะกล่าวขึ้น
《……ฉันจะถอนตัว》
《อะ อะ อะไรนะ?!》
《ตอนนี้พลังความเจ็บปวดจากจินตนาการถูกปิดผนึกแล้ว พลังการต่อสู้ของภาพลวงตานี้มีขีดจำกัด โอกาสชนะน้อย จึงควรจะถอยทัพ》
《นี่ นี่ นี่! เพราะงั้นเลยจะหนีไปงั้นเหรอ?! น่าอายจัง?!》
《…….》
《ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวจริงของนายอยู่ไหน?! พวกพ้องของนายอยู่ที่ไหนเล่า?!》
เรเวนไม่สนใจคำพูดกดดันของซาโลเม จ้องมองฉันอย่างลึกซึ้ง
《เราจะได้พบกันอีก ผู้เล่น…… แอช.》
“พวกตัวประกอบเกรดบีมักจะพูดแบบนี้แล้วหนีไปนี่นา”
ฉันโบกมือ
“ฉันไม่จับหรอก รีบหนีไปให้ไกล ๆ ซะ!”
โครม!
ทันทีที่ประโยคสุดท้ายหลุดจากริมฝีปาก เรเวนก็ทุบกำแพงด้วยหมัดเดียว รูโหว่ขนาดมหึมาปรากฏขึ้นราวกับปาฏิหาริย์
ฉึก!
ปีกอีกาสีขาวแผ่กางออกด้านหลังเรเวนอย่างรวดเร็ว
เรเวนคว้าซาโลเมไว้ที่คอ ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปนอกตึกราวกับสายฟ้าแลบ
ถึงจะเสียดายที่พลาดโอกาสจัดการซาโลเมไป แต่...
ตั้งแต่ภาพลวงตาของเรเวนปรากฏตัวขึ้น ความจริงก็คือฉันไม่มีทางหยุดพวกมันได้แล้ว
ฉันทำภารกิจที่ตั้งใจไว้สำเร็จแล้ว ถึงเวลาถอยทัพ
《นี่ๆ ๆ ! รอฉันก่อนนะ แอช!》
ซาโลเมที่ห้อยอยู่ที่ปลายมือเรเวนตะโกนลั่น เสียงหวาดกลัวปนความแค้นดังก้อง
《ฉันจะขังคุณไว้ในฝันของฉันให้ได้!》
“แกนี่มันก็แค่ตัวประกอบเกรดบีอีกตัวนี่หว่า……” ฉันพึมพำเบา ๆ
รูปร่างของเรเวนและซาโลเมค่อย ๆ เลือนหายไปในอากาศ
ฉันเลียริมฝีปาก ลองทดสอบดู ทักษะติดตัวของฉันจะถูกปลดล็อกออกไปได้หรือไม่
……
หลังจากที่เห็นผู้บัญชาการกองทัพแห่งฝันร้ายหายไป ฉันกัดริมฝีปากแน่น
จำนวนครั้งที่พบกับผู้บัญชาการกองทัพแห่งฝันร้าย เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ มากกว่าตอนก่อนหน้านี้หลายเท่า
ต่อไปนี้ ฉันอาจต้องต่อสู้กับพวกมันไม่ใช่แค่ในดันเจี้ยนบอสเท่านั้น แต่ทุกที่ทุกเวลา
สงครามครั้งใหญ่กับพวกมัน ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
***
เนื่องจากลิฟต์เสีย ฉันกับเบอร์ดันดี้จึงต้องปีนลงไปชั้นหนึ่งผ่านรูที่กำแพงนั้น
ตึกสามชั้นสูงตระหง่าน สูงเสียจนน่าหวั่นใจ ทว่าเบอร์ดันดี้กลับอุ้มฉันลงมาได้อย่างง่ายดายราวกับขนนก
ในโถงชั้นล่าง เชลย NPC ที่ได้รับการช่วยเหลือต่างนั่งอยู่ด้วยใบหน้างุนงง ห่มผ้าห่มและเสื้อคลุมกันหนาว
สมาชิกในปาร์ตี้ของฉันกำลังช่วยเหลือพวกเขา แจกน้ำและอาหารอย่างขะมักเขม้น
“พวกนาย!”
เบอร์ดันดี้ตะโกนเสียงดัง แล้ววิ่งปรี่เข้าไปหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าเป็นกลุ่มเอล์ฟผมสีเขียวอ่อน นั่งอยู่ด้วยสีหน้าที่ดูทรุดโทรม
ปาร์ตี้ NPC คณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์
“พวกนายเป็นอะไรไหม? สติกลับมาแล้วเหรอ?”
“…….”
“ฉัน เบอร์ดันดี้! จำฉันได้ไหม? อะ?”
แต่เหล่าเอล์ฟกลับไม่ตอบสนองต่อคำพูดของเบอร์ดันดี้แม้แต่น้อย พวกเขายังคงก้มหน้าเงียบอยู่
เบอร์ดันดี้ทำหน้าเหมือนโลกจะแตก ฉันยืนอยู่ข้างหลังเธอพลางใช้เสียงที่อ่อนโยนปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรหรอก”
“เหรอคะ?”
“พวกเขาแค่ถูกขังอยู่ในฝันของปีศาจแห่งฝันมานาน ถ้ามีเวลามากพอ ทุกคนก็จะค่อย ๆ ฟื้นตัวเอง”
ในเกม เหล่าผู้กล้าที่ถูกปีศาจแห่งฝันควบคุมจิตใจมักมีอาการเหล่านี้หลังจากได้รับการช่วยเหลือ แต่ถ้าเวลาผ่านไป ทุกคนก็จะกลับมาเป็นปกติ
พวกเขาก็คงต้องใช้เวลาเช่นกัน เวลาในการปรับตัวกับความตกใจ เวลาในการยอมรับความจริงอันแสนเย็นชาที่ห้วงฝันอันแสนหวานได้สิ้นสุดลงแล้ว……
“…….”
ฉันยื่นกระเป๋าใบเล็กที่เตรียมมาไว้ให้เบอร์ดันดี้ที่ยังคงปิดปากเงียบอยู่
“รับไป เบอร์ดันดี้”
“เหรอคะ?”
“เมล็ดทานตะวัน ฉันขอไว้ เลยมีของส่งมาเรื่อย ๆ”
เบอร์ดันดี้รับถุงนั้นด้วยมือทั้งสองข้างอย่างนุ่มนวล ฉันยิ้มให้เธออ่อนโยน
“แบ่งกับเพื่อน ๆ ของเธอด้วยนะ”
“…….”
“อย่าเสียดาย กินให้หมดเลย”
เบอร์ดันดี้ค่อย ๆ หยิบเมล็ดทานตะวันออกมาจากกระเป๋า แล้วป้อนให้เพื่อน ๆ ทีละคน
เหล่าเอล์ฟที่ดูงุนงง เคี้ยวเมล็ดทานตะวันอย่างช้า ๆ
เมล็ดทานตะวันเหล่านี้…จะมีความทรงจำอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่านะ
เพราะจู่ ๆ กลับมีน้ำตาไหลรินออกมาจากดวงตาแห้งกรังของพวกเขา
แสงสว่างค่อย ๆ กลับคืนสู่ดวงตาที่เคยเศร้าหมองของเหล่าเอล์ฟ
“ห๊ะ อะไรกันเนี่ย”
เบอร์ดันดี้ที่มองเห็นภาพนั้น เช็ดน้ำตาที่มุมตาเบา ๆ แล้วหยิบเมล็ดทานตะวันใส่ปากตัวเอง
“ทุกคน ดูเหมือนคนโง่จังเลย……”
แล้วเธอก็ค่อย ๆ กินเมล็ดทานตะวัน เหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อย หรือเด็ก ๆ ที่กำลังลิ้มลองขนมหวานแสนอร่อยอย่างทะนุถนอม
ขณะที่ฉันเฝ้ามองอยู่นั้น
“ที่บ้านเกิดของพวกเขา……ที่เมืองหลวงของอาณาจักรเอล์ฟ ยูกรัสซิล เคยมีดอกทานตะวันบานสะพรั่งเต็มไปหมด”
ก็อตแฮนด์ที่เดินเข้ามาด้านหลังฉัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เป็นแหล่งปลูกทานตะวันมากที่สุดในทวีป ถึงตอนนี้มันจะถูกไฟไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้วก็เถอะครับ”
“…….”
“เด็ก ๆ จะกินเมล็ดทานตะวัน ผู้ใหญ่จะเอาไปทำเหล้าจากน้ำผึ้งทานตะวัน ในภาพของบ้านเกิดที่สงบสุข จะมีดอกทานตะวันอยู่เสมอ”
นั่นคือ รสชาติแห่งความทรงจำของเหล่าเอล์ฟ… หรือบางที อาจเป็นอาหารเยียวยาจิตใจก็เป็นได้
ฉันเองก็เริ่มนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กของตัวเองขึ้นมา
ยามที่ฉันไปบ้านนอกกับพ่อแม่ในช่วงเทศกาล ทุ่งทานตะวันจะเบ่งบานตระการตาสองข้างทาง
ในรถคันเก่าที่แล่นกลับบ้านหลังจากทริปวันพักผ่อน ครอบครัวของเรามักจะกินเมล็ดทานตะวันกันอย่างสนุกสนาน
เปิดเพลงป๊อปเก่าทางวิทยุ แล้วก็ร้องตามกันเสียงดังครื้นเครง
“…….”
นั่นคือภาพความทรงจำอันแสนหอมหวานที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีกแล้ว
เหล่าเอล์ฟ… พวกเขากำลังนึกถึงภาพแบบนั้นอยู่หรือเปล่า
ฉันหันหลังกลับไป หลังจากได้เห็นเหล่าคณะสำรวจจอกศักดิ์สิทธิ์รับประทานเมล็ดทานตะวันไปพร้อมกับเสียงสะอื้นและเสียงหัวเราะปนกัน
สายตาฉันเหลือบไปเห็นกลุ่มเงาสามคน พวกเขาดูลังเลใจ เฝ้ามองเหล่าเอล์ฟรุ่นพี่อยู่เงียบ ๆ
“งั้น…พวกนายก็ด้วย”
ฉันหยิบถุงเมล็ดทานตะวันอีกถุงออกมาจากกระเป๋า
“เหนื่อยกันมากแล้วใช่ไหม กินขนมกันเถอะ”
บอดี้แบ็ก เบิร์นเอาท์ และก็อตแฮนด์ที่ลังเลอยู่ชั่วขณะ
กองกำลังเงาหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่เป็นธรรมชาติ ก่อนจะเริ่มทยอยหยิบเมล็ดทานตะวันเข้าปาก
ฉันเคยได้ยินจากก็อตแฮนด์มาว่า บอดี้แบ็กกับเบิร์นเอาท์ถือกำเนิดขึ้นหลังจากอาณาจักรเอล์ฟล่มสลาย แต่ว่า…
“อร่อยจัง! คิดถึงตอนเด็ก ๆ เลย!”
บอดี้แบ็กยิ้มแก้มป่องพลางเอ่ย
พยักหน้ารับเบา ๆ สองสามที
เบิร์นเอาท์พยักหน้าเห็นด้วยอย่างชัดเจน
ถึงรูปร่างภายนอกจะแตกต่างกันลิบลับ แต่พวกเขาก็คงมีเรื่องราวและความทรงจำเกี่ยวกับดอกทานตะวันเหมือน ๆ กัน
เหมือนกับผู้คนทั่วโลก แม้เชื้อชาติและสภาพแวดล้อมจะหลากหลายเพียงใด แต่ก็ล้วนมีเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารที่เยียวยาจิตใจของตนเองทั้งนั้น
ฉันยิ้มบาง ๆ ก่อนหยิบเมล็ดทานตะวันใส่ปากชิม
รสชาติอาจแตกต่างจากโลกเดิม แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_