เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

◈บทที่ 268. [เนื้อเรื่องเสริม] พิธีศพ (4)

◈บทที่ 268. [เนื้อเรื่องเสริม] พิธีศพ (4)

◈บทที่ 268. [เนื้อเรื่องเสริม] พิธีศพ (4)


【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】

【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】

【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】

◈บทที่ 268. [เนื้อเรื่องเสริม] พิธีศพ (4)

วันรุ่งขึ้น

การเตรียมงานศพครั้งนี้รวดเร็วกว่าการเตรียมการป้องกันครั้งไหน ๆ

เพราะมีพลเรือนเสียชีวิต

ทหารและเหล่าผู้กล้าสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องอย่างสุดกำลัง ทว่ายังมีผู้เสียหาย

‘พลเรือนสามสิบเจ็ดคน’

ฉันยืนอยู่หน้าโลงศพของพลเรือนที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า กัดริมฝีปากแน่นพลางก้มศีรษะลง ญาติ ๆ ของผู้เสียชีวิตมองฉันอยู่ห่าง ๆ ด้วยสีหน้าแปลก ๆ

ฉันคิดว่าพวกเขาจะเข้ามาคว้าคอฉัน ตะโกนด่า หรือสบถด่าทอฉันจากระยะไกล

ฉันคิดว่าพวกเขาจะระเบิดอารมณ์ออกมาว่าทำไมฉันถึงทำได้ไม่ดีกว่านี้ เพราะฉันคนเดียวที่ทำให้ครอบครัวของพวกเขาต้องตาย

แต่ไม่มีใครทำแบบนั้นเลย

เพราะที่นี่ เมืองป้อมปราการ การที่พลเรือนเสียชีวิตเพราะการโจมตีของปีศาจไม่ใช่เรื่องแปลกใช่ไหม?

เพราะฉันเป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ใช่หรือไม่?

หรือเพราะโลกนี้ชีวิตคนมันถูกมองว่าไร้ค่า?

ก่อนพิธีศพ ฉันได้พบกับญาติ ๆ ของพลเรือนที่เสียชีวิตทีละคน เพื่อขอโทษและมอบเงินช่วยเหลือ พวกเขารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณ

ขอบคุณ...

ครอบครัวพวกเขาตายเพราะฉันทำไม่ดี แต่กลับขอบคุณฉัน

“…….”

ฉันอยากจะเปลี่ยนแปลง

อยากจะพลิกโฉมโลกนี้เสียใหม่

“ไม่… ฉันจะทำให้ได้”

ฉันกัดฟันแน่นจนกรามแทบจะแตก

ฉันจะเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ได้ ให้เป็นโลกที่การตายไม่ใช่เรื่องธรรมดา ให้เป็นโลกที่ไม่มีใครต้องขอบคุณต่อความตาย

ฉันจะทำด้วยวิธีของฉันเอง

หลังจากวางพวงหรีดเสร็จ ฉันก็เดินไปยังกลุ่มโลงศพอีกฝั่งหนึ่ง

“ทหารหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าคน”

ยกเว้นด่านฝึกฝน นี่คือจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในการป้องกันครั้งนี้

ส่วนใหญ่พวกเขาตายเพื่อปกป้องพลเรือนจากฝูงมนุษย์หมาป่าที่หน้าประตูเหนือและทั่วเมือง…

เมื่อเห็นขบวนโลงศพที่ปกคลุมด้วยธงชาติจักรวรรดิ ฉันค่อย ๆ ก้มศีรษะลง

เจ็บปวด…

ยิ่งความตายของพวกเขายิ่งยิ่งใหญ่ ฉันก็ยิ่งเจ็บปวด ฉันกัดริมฝีปากจนได้รสเลือดคาว

“ทหารที่ตายในครั้งนี้ล้วนเป็นทหารฝีมือดี”

พวกเขาไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับปีศาจ แต่กลับยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือพลเรือน ทหารผู้กล้าหาญทั้งกายและใจ

เราสูญเสียพวกเขาไปเกือบสองร้อยคน เป็นความสูญเสียที่เจ็บปวดอย่างเหลือคณานับ

ฉันหลับตาแน่น พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังคลออยู่

ห้ามร้องไห้…

ห้ามปลอบโยนความตายของพวกเขาด้วยน้ำตา ฉันต้องรับผิดชอบแทน

นักบุญโรยน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงบนโลงศพและอวยพรผู้ล่วงลับ ฉันเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ ขณะที่โลงศพหลายร้อยใบถูกฝังลงดิน

และสุดท้าย…

ผู้กล้าทั้งสองผู้ล่วงลับนั้น…ไม่ใช่กำลังพลของฉัน

กามูส์ นักโทษประหาร

และคุเรฮะ พี่ชายของคูอิลัน

คนหนึ่งเป็นอาชญากรที่รอรับโทษประหาร อีกคนหนึ่งเป็นพลเรือนธรรมดา ความสามารถในการต่อสู้หรือความสามารถพิเศษต่างกันราวฟ้ากับดิน

ทว่าทั้งสองต่างสิ้นชีพในการต่อสู้ครั้งนี้

กามูส์ แม้จะเป็นนักโทษประหาร แต่ด้วยการกระทำที่ช่วยเหลือพลเรือน ฉันจึงตัดสินใจให้ฝังเขาในสุสานของจักรวรรดิ

ฉันไม่รู้หรอกว่าการถูกฝังอยู่ในสุสานของจักรวรรดิที่เขารังเกียจมานานนั้นมีความหมายเช่นไร แต่ในฐานะผู้บัญชาการ ฉันตัดสินใจเช่นนั้น

เบื้องหน้าหลุมศพของกามูส์นั้นแตกต่างจากหลุมอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของเขา

มีเพียงชาวบ้านบางคนที่ผ่านมา วางช่อดอกไม้ลงไปด้วยความอาลัย เพราะเขาช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ แต่ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงคร่ำครวญ

……

จูเนียร์ยืนอยู่ห่าง ๆ มองป้ายหลุมศพด้วยสายตาสับสน

และไกลออกไปกว่านั้น เรน่าที่ค่อย ๆ แตะพื้นด้วยไม้เท้า เหม่อมองจูเนียร์อย่างเงียบงัน

ตรงกันข้ามกับหลุมศพของกามูส์ เบื้องหน้าหลุมศพของคุเรฮะกลับคึกคัก พลุกพล่าน

นอกจากกองกำลังไถ่บาปห้าคนที่สวมฮู้ดและเสื้อคลุมปิดบังใบหน้าแล้ว เหล่าโจรและผู้ลี้ภัยที่มาด้วยกันต่างก็ร่ำไห้พลางวางพวงหรีดลงเบื้องหน้า

ยิ่งกว่านั้น ชาวเมืองผู้เคยมีไมตรีจิตกับคุเรฮะก็ทยอยนำดอกไม้สีขาวมาวางไว้เช่นกัน

เขาเป็นคนดี

แต่เขาก็จากไปแล้ว

‘ถ้าฉันรู้แก่นแท้ของเกมนี้เร็วกว่านี้สักหน่อย…'

ภาพวันนี้คงแตกต่างออกไปแน่

เสียงเพลงสวดจากคณะนักร้องประสานเสียงค่อย ๆ จางหายไป พิธีศพสิ้นสุดลงเสียที

ถึงเวลาที่ฉันต้องกล่าวสุนทรพจน์

ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ฉันก้าวขึ้นไปบนเวที สายตาของผู้คนนับพันจับจ้องมาที่ฉัน

“…….”

ฉันปรับเสียงเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ

“ก่อนอื่น ฉันขอโทษด้วย”

เมื่อฉันก้มศีรษะลง เสียงโกลาหลก็กระจายไปทั่วฝูงชน ทว่าฉันก็ยังคงพูดต่อไป

“ในฐานะผู้บัญชาการ ฉันประมาท ฉันไม่สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของศัตรูได้ ปีศาจโจมตีมาจากทุกทิศทุกทาง และการตอบสนองของฉันก็ช้าเกินไป”

ตามกฎของเกม ฉันคิดว่าพวกมันจะโจมตีเพียงกำแพงด้านใต้เท่านั้น

ผลจากความประมาทเลินเล่อ กองกำลังมนุษย์หมาป่าจึงทำให้ครอสโรดเสียหายอย่างหนัก

“มีผู้เสียชีวิต นี่คือความผิดพลาดของฉันโดยสมบูรณ์”

ฉันคือนักเล่นเกมที่รู้จักต่อสู้เพียงแต่ภายในกฎของเกม และภายในกฎนั้น ฉันคือผู้บัญชาการที่ไม่มีใครเทียบได้ในโลก

การต่อสู้บนถนนนอกสังเวียน ในสนามรบที่แท้จริง

ฉันกลับเป็นคนอ่อนแอ ถูกต่อยเพียงครั้งเดียวก็ทรุดลงไปกองกับพื้น

‘ฉันไม่ได้ศึกษาเรื่องกลยุทธ์และยุทธวิธีอย่างจริงจัง และฉันก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ด้วย’

ฉันเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่เล่นเกมมามากหน่อยเท่านั้น

ฉันเป็นแค่เกมเมอร์หัวโบราณ ที่ยังคงใช้ความคิดแบบในเกมมาประเมินสถานการณ์ของโลกแห่งความจริง

ดังนั้น ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

“ฉันจะไม่ประมาทอีกแล้ว”

เหนือกฎ นอกสังเวียน

ฉันจะเผชิญหน้ากับโลกนี้โดยตรง

“ฉันจะคิดอย่างรวดเร็ว วิเคราะห์ศัตรูอย่างเฉียบคม และใช้ทุกวิธีการที่มีเพื่อทำลายการรุกรานของพวกมัน”

ฉันไม่สนใจสังเวียนอีกต่อไปแล้ว ฉันทะลุผ่านเชือกกั้น และก้าวลงมายืนบนพื้นแล้ว

ฉันจะเหยียบย่ำกฎ และยืนอยู่เหนือมัน

เพื่อเอาชนะปีศาจเหล่านั้น ฉันจะทำทุกอย่าง

“ฉันจะใช้ทุกวิธีการที่มี”

หลังจากที่ทวนคำพูดอีกครั้ง ฉันก็มองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ ผู้คนกลืนน้ำลายลงคอพลางจ้องมองฉันที่กำลังกล่าวคำปฏิญาณอยู่

“ขอให้วันนี้เป็นวันที่พวกคุณได้ยินคำขอโทษจากฉันเป็นครั้งสุดท้าย เพราะฉันจะทำอย่างสุดความสามารถ”

เพื่อเกม เพื่อการเคลียร์เกม ฉันจะบุกเบิกเส้นทางใหม่ นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ และนำพวกเขาไปข้างหน้า

เพื่อโลกที่ผู้คนต้องตายน้อยลง

“…….”

ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง มองสำรวจรอบกาย เพราะคำพูดของฉันเองหรือเปล่า บรรยากาศในสุสานแห่งนี้หนักอึ้งราวกับจะหายใจไม่ออก

ฉันพูดถึงตัวเองมากเกินไปแล้ว เปลี่ยนเรื่องดีกว่า

“การตายทั้งหมดในครั้งนี้…แม้เจ็บปวด ทว่ากลับเป็นการจากไปอันสูงส่ง”

ฉันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แผ่วเบา ราวกับกล่อมให้ใจที่แตกสลายได้สงบลง

“เหล่าทหารกล้าที่ล้มหายไปนั้น พวกเขาทุ่มเทชีวิตเพื่อปกป้องผู้คน พวกเขาสละชีพเพื่อคุ้มครองพวกเราจากภัยอันตรายที่คืบคลานเข้ามา”

ฉันพยักหน้าช้า ๆ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางเบา

“และพวกคุณ…พวกคุณสมควรได้รับการปกป้อง เพราะพวกคุณเองก็ลุกขึ้นปกป้องผู้อื่นเช่นกัน”

แสงคบเพลิงส่องสว่าง อาวุธถูกยกขึ้น

ชาวเมืองครอสโรด รวมตัวกันอย่างแข็งขันที่จัตุรัส

พวกเขายืนเคียงข้างกัน ร่วมกันใช้เวลาค่ำคืนอันยาวนานในการต่อต้านฝูงปีศาจ

“จงจำไว้…เราเป็นมนุษย์ เราต้องปกป้องซึ่งกันและกันจากปีศาจร้าย”

มนุษย์…หมายถึง ‘ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน’

เพื่อดำรงอยู่เป็นมนุษย์ เราต้องการซึ่งกันและกัน

“มองดูใบหน้าของคนที่อยู่ข้าง ๆ คุณสิ…มองดูใบหน้าของคนที่คุณจะต้องปกป้อง และคนที่ปกป้องคุณในอนาคต”

ชาวบ้านต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกอึดอัด ฉันหันไปมองสุสาน ความเงียบสงัดปกคลุม ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง

“จงจดจำใบหน้าผู้ที่หลับใหลใต้ดินนี้ จงจดจำใบหน้าผู้ที่พลีชีพเพื่อปกป้องพวกคุณ”

ฉันกำหมัดแน่น พูดเสียงหนักแน่น

“จงเป็นผู้ปกป้องซึ่งกันและกัน กำแพงสูงที่สุดในการต่อกรกับปีศาจ คือพวกคุณนี่เอง”

ฉันค่อย ๆ ก้มศีรษะลงต่ำ

“เพื่อทุกคนที่เป็นรากฐานของกำแพงนี้ ขอให้เราไว้อาลัย”

ผู้คนนับพันก้มศีรษะลงพร้อมกัน ความเงียบงันปกคลุมสุสานอันกว้างใหญ่

หลังจากพิธีไว้อาลัยสั้น ๆ ฉันพยักหน้ารับ แล้วลงจากเวทีโดยไม่เอ่ยวาจาใด ๆ อีก

เนื่องจากลูคัสไม่อยู่ เอวานเจลีนจึงรับหน้าที่ดูแลงานศพทั้งหมด

เอวานเจลีนที่ร่างกายพันด้วยผ้าพันแผลโบกมือเบา ๆ ทันใดนั้น เสียงปืนใหญ่ก็ดังขึ้นสนั่น

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนใหญ่คำรามก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้า พิธีศพจึงสิ้นสุดลง

***

ชาวบ้านและทหารที่กระจัดกระจายกันไปทยอยกลับเข้าเมือง หรือบางส่วนยังคงอยู่ที่สุสานเพื่อไว้อาลัยให้กับเพื่อนร่วมรบของตน

ขณะที่ฉันมองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกวูบไหว มีใครบางคนเดินเข้ามาหา

“ฝ่าบาททรงกล่าวสุนทรพจน์ได้ดีมากเลยค่ะ”

เมื่อฉันหันไป ก็พบว่าเป็นเรน่า ฉันพยักหน้าให้กับผู้บัญชาการทหารสูงวัยผู้เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ท่าทางสง่างาม โดยมีไม้เท้าค้ำยันกาย

“ท่านหญิงเรน่า อาการเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ก็แย่อยู่ ผู้บาดเจ็บจากการต่อสู้ครั้งนี้ก็มีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ?”

นั่นก็จริง ทุกคนพันผ้าพันแผลหลายชั้น บาดแผลของเรน่าถือเป็นเรื่องปกติ

ฉันมองผ้าพันแผลบนท้องเรน่าพลางถามเสียงเรียบ

“ฉันได้ยินมาว่าเธอจัดการกามูส์เอง”

“ป้องกันตัวค่ะ ถึงจะไม่ใช่ แต่ฉันก็มีสิทธิ์จัดการอาชญากรที่พยายามแทงฉัน”

“…….”

“ฝ่าบาทจะลงโทษฉันเรื่องนี้หรือเปล่าคะ?”

“ไม่ แค่สอบถามข้อเท็จจริง”

กามูส์พยายามฆ่าเรน่า และเรน่าก็ตอบโต้ด้วยการฆ่ากามูส์

ไม่ว่าความแค้นก่อนหน้าจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นที่ด่านหน้าสัตว์ประหลาดก็คือสิ่งนั้น ฉันไม่ใช่คนที่จะไปตัดสิน

“อย่างนั้น ท่านหญิงเรน่า ดูเหมือนจะมีอะไรจะพูดกับฉันสินะ”

“ค่ะ ฉันมีเรื่องจะเรียนฝ่าบาท”

ฉันพยักหน้า เพราะเดาใจออก

“ถึงเวลาจะกลับแล้วใช่ไหม?”

“ค่ะ ทางราชสำนักส่งเรือเหาะมาแล้วค่ะ มีกำหนดมาถึงวันนี้ ฉันก็จะออกเดินทางทันที”

ตอนส่งฉันกลับใช้ทางบก แต่กองกำลังเวทมนตร์เป็นกำลังคนระดับสูง จึงได้เดินทางโดยเรือเหาะ

“กลับไปที่ราชธานี แล้วอย่าลืมบอกข่าวท่านพี่เฟอร์นานเดซด้วยนะ”

ฉันบอกเรน่า พร้อมกับเอ่ยถึงพี่ชายคนที่สอง ผู้เอาจริงเอาจังกับการดูแลคนของตน เรน่าจึงยิ้มบาง ๆ

“ฉันจะรายงานและแจ้งข่าวให้ท่านเฟอร์นานเดซทราบค่ะ”

“...?”

“ถึงเรื่องที่ฝ่าบาททรงห่วงใยในการปกป้องแนวรบที่นี่อย่างแท้จริงนั่นแหละค่ะ”

เรน่าเงยหน้าขึ้น มองทิวทัศน์แห้งแล้งโดยรอบของครอสโรด

“ที่นี่เป็นดินแดนแห้งแล้ง ฝ่าบาทไม่คิดถึงชีวิตหรูหราในราชธานีเลยสักนิด แต่กลับทุ่มเททุกอย่างเพื่อกำจัดปีศาจ”

“…….”

“ฉันจะบอกเรื่องที่ฝ่าบาทไม่สนใจเรื่องอำนาจ ความมั่งคั่ง หรือการสืบราชสมบัติเลยแม้แต่น้อย ฉันจะรายงานเรื่องนี้ค่ะ”

ฉันไม่แน่ใจว่านั่นคือคำชมหรือการประชด ไม่รู้เจตนาจริง ๆ

ฉันขมวดคิ้ว เรน่าจึงพูดเบาลง

“ฝ่าบาททรงประกาศในราชธานีใช่ไหมคะ? ว่าแนวรบทางใต้ จะเดินหน้าต่อไปตามแผนของตนเองอย่างสมบูรณ์”

“ใช่”

ดูเหมือนเขาจะได้รับข่าวมาจากสายลับแล้วสินะ

“ฉันขอภาวนาให้ถ้อยคำนั้นเป็นความจริงค่ะ ฝ่าบาท”

“……?”

“ขอให้แนวรบที่นี่ดำเนินไปโดยไม่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจ และขอให้มีแต่ความรุ่งโรจน์ในอนาคต ฉันจะคอยให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ ค่ะ”

ไม่รู้ว่าเธอวางแผนอะไรอยู่ แต่ก็พูดได้ดี งั้นก็ช่างเถอะ

“เหนื่อยมากแล้ว ไปดี ๆ นะ ท่านหญิงเรน่า ครั้งหน้า ขอให้เราได้พบกันที่ไหนสักแห่งที่สงบสุข ไม่ใช่แนวรบแบบนี้ แล้วค่อยมาคุยกันเปิดอกเปิดใจ”

“ฮ่า ๆ ฟังแล้วก็ชื่นใจนะคะ ที่ไหนสักแห่งที่สงบสุข ไม่ใช่แนวรบ…...”

เรน่ามองสุสานที่มีหลุมฝังศพมากมายเบื้องหน้า แล้วปล่อยให้ประโยคค้างเติ่งไว้กลางอากาศ

“ฉันก็อยากจะเกษียณแล้ว ไปใช้ชีวิตสงบสุขที่ไหนสักแห่งเหมือนกัน”

ทหารผู้ผ่านสงครามมาทั้งชีวิตกล่าวพลางทำความเคารพอย่างเป็นทางการ

“รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานด้วยค่ะ ฝ่าบาท ไว้พบกันใหม่นะคะ”

เรน่าหันหลังกลับไปทางครอสโรด เตรียมตัวเดินทางกลับราชธานีอย่างไม่รีรอ

ฉันมองดูชุดทหารสีดำเก่า ๆ ของทหารสูงวัย และผ้าคลุมสีขาวของกองกำลังเวทมนตร์ที่พลิ้วไหวอยู่เบื้องบน

……

ฉันหวังว่าชีวิตหลังเกษียณของเรน่าจะเป็นไปอย่างสงบสุข ทว่า…

ฉันก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ ◈บทที่ 268. [เนื้อเรื่องเสริม] พิธีศพ (4)

คัดลอกลิงก์แล้ว