- หน้าแรก
- ข้ากลายเป็นทรราชในเกมป้องกันเมือง
- ◈บทที่ 216. [ด่านที่ 9] ยอร์มุงกันเดอร์
◈บทที่ 216. [ด่านที่ 9] ยอร์มุงกันเดอร์
◈บทที่ 216. [ด่านที่ 9] ยอร์มุงกันเดอร์
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
◈บทที่ 216. [ด่านที่ 9] ยอร์มุงกันเดอร์
ปาร์ตี้ของเราแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน
พวกเราเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนรุ่งอรุณ แล้วจึงเคลื่อนทัพไปยัง [ท่าเรือริมทะเลสาบ]
พวกเรารอคอยการปรากฏตัวของยอร์มุงกันเดอร์ ณ จุดที่สามารถมองเห็นทะเลสาบแห่งความมืดได้อย่างชัดแจ้ง
“เอ๊าท์~ ชาชาชา!”
ข้าง ๆ ฉัน เคลลิเบย์กำลังวอร์มร่างกายด้วยท่าบริหารง่าย ๆ พลางเหลือบมองไปยังทะเลสาบ
อืม…จะว่ายังไงดีนะ ท่าบริหารของแกดูคล้ายคุณตาจริง ๆ เลิกเถอะครับ
“นี่ ๆ แกก็มาทำด้วยกันสิ! นั่งงอ ๆ อยู่อย่างนั้น เดี๋ยวแก่ตัวไปก็ต้องมาเสียดายนะ?”
“บ่นเหมือนพ่อเลย… ไม่เอา! อย่ามาลากผมไป!”
สุดท้ายก็ถูกเคลลิเบย์ลากมาวอร์มร่างกายด้วยกันโดยไม่เต็มใจ ซวยแล้ว…เอ๊าท์ ชาชา
“ได้ออกมานอกอาณาจักรทะเลสาบสักที นานมากแล้วนะเนี่ย!”
เคลลิเบย์พูดพลางตบมือข้างหน้าหลังตัวเบา ๆ หลังจากวอร์มร่างกายเสร็จสิ้น
“อยู่ข้างในเนี่ย เวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน”
“ต้องอยู่ข้างในด้วยเหรอครับ? ไหน ๆ ก็มีประตูมิติแล้ว ผมจะสร้างโรงตีเหล็กให้ที่ครอสโรดสักหลัง ท่านไปอยู่ข้างนอกที่แดดดี ๆ สบาย ๆ ดีกว่ามั้ยครับ”
กะจะเอามาใช้งานให้เดี้ยง เอ้ย…ไม่ใช่หรอกครับ ผมแค่เป็นห่วงสุขภาพของคุณตาเลยถึงได้เสนอแบบนั้น แต่เคลลิเบย์ก็ส่ายหัว
“ฉันมีงานที่ทำได้เฉพาะข้างใน แล้วก็ เพื่อน ๆ น่าสงสารที่อยู่ข้างล่างนั่นก็คงต้องการช่างตีเหล็กสักคนอยู่เหมือนกัน”
ถึงจะพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไร เคลลิเบย์ก็เอาสองมือปิดหูไม่ยอมฟัง
เชอะ คุณตาจอมดื้อรั้นนี่มันก็ใช่ว่าจะเหมือนคนแคระตรงไหน
“อืม…”
ข้าง ๆ พวกเรา เรน่ากับทีมสนับสนุนกำลังตรวจดูประตูมิติอยู่
“ที่นี่มีของแปลก ๆ เยอะแยะเลยนะครับ ทั้งเวทมนตร์เคลื่อนย้ายที่สูญหายไป และดันเจี้ยนใต้ทะเลสาบ…”
“ใต้ดินนั่นเป็นอาณาจักรเวทมนตร์โบราณที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของพวกสัตว์ประหลาด”
ฉันยิ้มให้เรน่าเบา ๆ
“ที่ส่วนกลางรู้เรื่องนี้หมดแล้วนี่?”
“ตอนที่ได้รับมอบหมายก็ได้ยินมาบ้างแล้วค่ะ แต่ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่เวทมนตร์ยุคปัจจุบันเอื้อมไม่ถึงอย่างนี้ด้วย”
เรน่าที่กำลังครุ่นคิดพลางพิงคางอยู่ ก็มองฉันตาเป็นประกาย
“คราวหน้าขอให้พาไปด้วยได้มั้ยคะ?”
“ถ้าสถานการณ์เหมาะสมนะครับ”
เอาเถอะ บรรดานักเวทนี่มันก็สนใจแต่เวทมนตร์โบราณเสียหมด
ฉันตั้งใจผลักปาร์ตี้ของเรน่าให้ออกจากดันเจี้ยนไป นั่นแหละคือเหตุผล
‘แต่ถ้าด่านต่อไปเป็นด่านบอส ด่านที่ 10 เพื่อรวมพลังของเหล่ายอดผู้กล้า การไปสำรวจด้วยกันเพื่อฝึกฝนร่วมกันอาจจะดีก็ได้…’
พวกเราคุยกันเบา ๆ เพื่อคลายความตึงเครียดลงบ้าง
ครืนนน…
พื้นดินเริ่มสั่นไหว แรงสั่นสะเทือนแผ่ซ่านไปทั่ว
ทุกคนรับรู้ได้ทันทีว่าศัตรูมาถึงแล้ว ฉันตะโกนออกไป
“ทุกคน เตรียมตัว!”
บุ๋งงๆ ๆ …
ผิวน้ำทะเลสาบสีดำสนิทสั่นไหวคล้ายถูกพายุซัดกระแทก แล้วก็…
ซ่าาาาา……!
น้ำพุขนาดมหึมาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
จากน้ำพุนั้น หัวงูขนาดมหึมาสีเงินอมเทาแวววับปรากฏขึ้น ฉันกัดฟันเปล่งชื่อมันออกมา
“ยอร์มุงกันเดอร์……!”
ก๊าซซซ-!
ดวงตาสีเหลืองซีดของสัตว์ประหลาดปรากฏขึ้นเหนือผิวน้ำ เสียงราวกับอากาศกำลังเดือดพล่านดังก้องกังวาน
…ใหญ่มาก
ถึงจะใช้คำนี้อยู่หลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้มันอีก เพราะไม่มีคำไหนบรรยายมันได้ดีไปกว่านี้แล้ว
เพียงแค่ส่วนหัวที่โผล่พ้นน้ำก็ใหญ่ราวกับบ้านหลังหนึ่ง
ขนาดมหึมานี้มันอะไรกัน!
‘นี่คือสัตว์ประหลาด ‘ขนาดยักษ์’ ……!’
พอได้เห็นกับตาตัวเอง มันยิ่งใหญ่กว่าที่เคยรู้สึกตอนเล่นเกมอย่างเหลือเชื่อจริง ๆ
มันเป็นไปได้ยังไง? โลกนี้จะมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาขนาดนี้ได้ยังไงกัน?
ฟู่ววววว~
ยอร์มุงกันเดอร์พ่นลมหายใจเย็นยะเยือกออกมาพลางค่อย ๆ โผล่ตัวขึ้นมาจากทะเลสาบ
ลำตัวมหึมาสีเงินอมเทา ปกคลุมด้วยเกล็ดขนาดเท่าโล่เล็ก ๆ ค่อย ๆ เลื้อยขึ้นมาบนบก
ฟู่ม!
น้ำจากทะเลสาบแห่งความมืดกระจายตัวออกไป
หยดน้ำตกลงมาเหมือนฝนตกหนักเหนือหัวพวกเราที่ยืนอยู่ริมท่าเรือ
“……เห็นกับตาแล้ว มันใหญ่มากกว่าที่คิดไว้นะคะ”
เอวานเจลีนแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางสายฝน
“พวกเรา…จะเอาชนะสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้เหรอคะ?”
“ต้องเอาชนะสิ”
ฉันพูดเสียงเรียบ น้ำเสียงหนักแน่น
“ถ้าเอาชนะไม่ได้ ด่านหน้าพัง โลกก็จะล่มสลาย”
นึกย้อนกลับไป การป้องกันทุกครั้งก็เป็นแบบนี้เสมอ
ถ้าป้องกันไม่ได้ ทุกคนก็จะตาย พวกเราคือแนวป้องกันสุดท้ายของโลกนี้ เสมอมา
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ฆ่าสัตว์ประหลาด
ช่วยคน
มันคืองานที่พวกเราทำมาตลอด
เมื่อฉันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ไหล่ของสมาชิกปาร์ตี้ที่แข็งทื่ออยู่ก็เริ่มคลายลง
“ตั้งสติไว้หน่อย พวกโจรเละเทะ”
ลูคัสตบไหล่ กองกำลังไถ่บาป ที่แข็งทื่อที่สุด
“กลัวกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เนี่ยนะ? ถ้าเป็นแบบนี้เดี๋ยวก็ตายกันหมดหรอก! อย่ามัวแต่อยากจะมาเก็บศพกันเลย! ตั้งสติไว้ซะ!”
“คะ…ใครกลัว…ท่านอัศวิน!”
คูอิลัน ยักษ์ใหญ่สูงกว่าสองเมตร ตัวสั่นเทา ตะโกนเสียงหลงใส่ลูคัส
“แค่คิดถึงการออกล่า งู ก็ตื่นเต้นแล้วต่างหาก!”
“ดูท่าทางแล้ว ไม่น่าจะใช่เลย พวกอ่อนแอ!”
“จริงนะ! ชิ! เดี๋ยวพอจบแล้ว มาเปรียบเทียบความดีความชอบกันเถอะ!”
“ดีเลย! นั่นเป็นเงื่อนไขที่ดีมาก ที่จะทำให้พวกเราเห็นความแตกต่างระหว่างพวกแกที่ไร้ประโยชน์ กับฉันได้อย่างชัดเจน!”
ลูคัสเยาะเย้ยอย่างเย็นชา คูอิลันกัดฟันกรอดกร้าด
ฉันยิ้มให้พวกเขา ไม่ว่าจะอวดดีแค่ไหน ตอนนี้ก็แค่ต้องสู้สุดใจก็พอ
‘แล้วก็…มันก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอก’
ถึงมันจะเป็นสัตว์ประหลาดขนาดมหึมา ที่ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว เพียงแค่เลื้อยไปมา แต่…
ที่จริงแล้ว ในเกม ยอร์มุงกันเดอร์ เป็นบอสสัตว์ประหลาดที่ฉันชอบที่สุด
เพราะวิธีจัดการมันชัดเจนเสียเหลือเกิน
มันไม่ค่อยดุ แค่เลื้อยไปทางเหนือ แค่ทำลายจุดอ่อนตามกลไกให้เรียบร้อย ก็สามารถเอาชนะมันได้ก่อนถึงทางแยก
ยิ่งไปกว่านั้น ในด่านนี้
[ในด่านนี้ เหตุการณ์มืด จะไม่เกิดขึ้น]
ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง! เหตุการณ์มืดอะไรนั่นไม่มีซะงั้น!
ก็มันไม่มีนี่สิ เพราะนี่คือระดับความยากสูงสุด เหมือนตอนสู้กับแวมไพร์นั่นแหละ
ความยากสูงสุดนี่มันก็หงุดหงิดอยู่หรอกนะ แต่ช่างเถอะ ไหน ๆ เหตุการณ์มืดไม่มีแล้ว นั่นก็หมายความว่าไม่มีตัวแปรเพิ่มเข้ามา
‘สามารถโจมตีได้อย่างปลอดภัย’
ฉันขยับเครื่องยิงตะขอเกี่ยวที่สวมอยู่ที่แขน แล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ
ถึงคู่ต่อสู้จะเป็นสัตว์ประหลาดดุจภัยพิบัติจากธรรมชาติ
แต่ฉันก็จัดการมันได้อยู่แล้ว
“เอาล่ะ ถึงเวลาขึ้นไปแล้ว!”
ร่างกายมหึมาของยอร์มุงกันเดอร์โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเกือบครึ่งตัว
ฉันวัดจังหวะอย่างแม่นยำ แล้วก็ยิงตะขอเกี่ยวออกไป
“ไปกัน!”
ฉึ่บ! ฉึ่บๆ ๆ !
ตะขอเกี่ยวสีเงินสิบห้าอันพุ่งออกไปพร้อมกัน แล้วก็เกี่ยวติดแน่นกับเกล็ดของงูยักษ์
ปิ๊ง! ฟิ้ว ๆ !
กลไกของเครื่องทำงาน เชือกดึงร่างพวกเรา ผู้กล้าสิบห้าคน ให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ
ตุ๊บ! ตุ๊บ ๆ !
คล้ายกับตอนที่มันขึ้นมาบนบก
พวกเราก็ขึ้นไปอยู่บนหลังมันได้สำเร็จ
“กว้างจัง…”
เอวานเจลีนที่เพิ่งปีนขึ้นมาบนหลังยอร์มุงกันเดอร์ อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“คงรู้สึกเหมือนมดที่ปีนขึ้นมาบนตัวฉันล่ะมั้ง…”
ด้วยมวลสารมหาศาล ลำตัวของยอร์มุงกันเดอร์แผ่กว้างราวทรงกระบอกยักษ์ วางนอนตะแคง แล้วทอดยาวขึ้นลง
กล่าวคือ ส่วนบนค่อนข้างเรียบ พวกเราจึงเคลื่อนไหวได้คล่องตัว
เอวานเจลินกระโดดโลดเต้นเบา ๆ บนหลังมันพลางเอียงคอเล็กน้อย
“นี่มันไม่ใช่แค่เพียงงูธรรมดานะ นี่มันมังกรหรือเปล่าเนี่ย? ขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ไม่ว่าจะเป็นงู มังกร พญานาค หรือแม้แต่ไส้เดือนยักษ์ ก็ช่างมันเถอะ มันคือศัตรูของเราแค่นั้น”
ฉันพยักหน้ารับ หลังจากตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครตกหล่น
“ตามแผนที่วางไว้ ที่นี่ 3 ปาร์ตี้จะแยกย้ายกันไปยังพื้นที่ปฏิบัติการของตัวเอง”
จุดประสาทที่ต้องทำลายมี 3 จุด และปาร์ตี้ที่เข้าร่วมก็มี 3 ปาร์ตี้เช่นกัน
แต่ละปาร์ตี้รับผิดชอบทำลายจุดประสาทเพียงจุดเดียว
ปาร์ตี้หลักของเราจะไปที่หัว เรน่าและปาร์ตี้สนับสนุนไปที่กลางลำตัว และสุดท้าย กองกำลังไถ่บาปไปที่หาง
ถ้าไปลงที่หัว อาจไปรบกวนระบบประสาทของมัน ส่วนหางนั้น การเคลื่อนไหววุ่นวายทำให้การลงจอดลำบาก
จึงตกลงกันว่าจะลงจอดที่กลางลำตัวก่อน แล้วค่อยแยกย้ายกันไปตามแผน
“จุดประสาทที่พวกเราต้องทำลาย มันอยู่ตรงนี้”
ฉันชี้ไปที่กลางลำตัวของยอร์มุงกันเดอร์ ตรงส่วนที่ยื่นออกมาเหมือนเขาขนาดใหญ่ กลางหลังมัน
หนึ่งในสามของจุดประสาทสำคัญของยอร์มุงกันเดอร์
เป้าหมายการทำลายจุดอ่อนปรากฏชัดเจนราวกับเชิญชวน ฉันชี้ไปยังจุดนั้นพลางพยักหน้าเบา ๆ
“ถ้าทำลายอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ละทีมก็จะใช้เวลาประมาณสองถึงสองวันครึ่ง”
ถึงลำตัวงูยักษ์จะยาวเหยียด การติดต่อสื่อสารระหว่างทีมคงยุ่งยากอยู่บ้าง
ทว่าฉันมีหน้าต่างระบบประจำตัวเสมือนเป็นไพ่ตายลับ
[ยอร์มุงกันเดอร์ - ความคืบหน้าการทำลายจุดอ่อน]
-จุดประสาทแรก : 0%
-จุดประสาทที่สอง : 0%
-จุดประสาทที่สาม : 0%
ฉันจะใช้มันตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบัน หากทีมไหนคืบหน้าช้าหรือหยุดชะงัก ฉันก็จะรีบไปตรวจสอบดูสถานการณ์เอง
‘ไหน ๆ ก็บุกมาถึงโลกมนุษย์แล้ว งั้นพวกเราก็จะบุกหลังของแกซะ!’
ฉันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วส่งสัญญาณให้สมาชิกในทีม
“เอาล่ะ งั้นก็แยกย้ายกันไปยังพื้นที่ปฏิบัติการ…”
กำลังจะสั่งให้เคลื่อนที่
กูวากวาก!
ทันใดนั้นเอง! แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ตัวงูยักษ์ยอร์มุงกันเดอร์ที่เรากำลังขี่อยู่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เหมือนกับชนเข้ากับกำแพงที่หนาแน่นยิ่ง
“อะไรกัน?!”
“เกาะให้แน่น!”
เหล่าผู้กล้าต่างตกตะลึง พากันก้มตัวเกาะแน่นกับหลังของยอร์มุงกันเดอร์
ฉันเซล้มลงไป ลูคัสกับเอวานเจลีนรีบคว้าตัวฉันไว้
ควาง! กูวากวาก!
ดินถล่มลงมาจากทุกทิศทุกทาง พื้นดินสั่นสะเทือนและแตกออกเป็นรอยแยก
‘เกิดอะไรขึ้น?’
ฉันเงยหน้ามองไปรอบ ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ แล้วก็เห็นยอร์มุงกันเดอร์กำลังมุดตัวเข้าไปในหุบเขาที่ขรุขระ
“อะไรกัน? ทำไมไม่ใช้ถนนที่เตรียมไว้แถวครอสโรด ดันไปมุดเขาแบบนั้น?”
ฉันหรี่ตาลงด้วยความงุนงง แล้วก็ถึงบางอ้อ
“แย่แล้ว…!”
งูยักษ์ตัวนี้มันเลื้อยไปทางเหนืออย่างตรงเป้าหมาย
นั่นหมายความว่า มันไม่ใช้ถนนที่มนุษย์สร้างขึ้น
มันใช้ลำตัวขนาดมหึมาของมันสร้างทางขึ้นเอง แล้วก็เคลื่อนที่ไปทางเหนืออย่างเดียว……!
“บ้าไปแล้วนี่-?!”
ควาง! กูวากวากวาก!
ภูเขาที่ขวางทางยอร์มุงกันเดอร์ถล่มลงมาเป็นแนวยาว เหมือนโดมิโนล้ม
ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอย่างสง่างามมาหลายร้อยปี โดยที่ไม่เคยถูกมนุษย์แตะต้อง ล้มลงเป็นทิวแถว
พวกเราถูกดินและเศษไม้ที่ถล่มลงมาทับ ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แต่เสียงเล็ก ๆ ของเราดังไม่ถึงใคร
เสียงภูเขาถล่มดังกึกก้อง กลบเสียงครวญครางของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราหายไปหมดสิ้น
ภัยธรรมชาติที่แท้ทรู
งูขนาดนี้ แค่ขยับตัวก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้แล้ว
“อดทนไว้! เดี๋ยวพอพ้นเขตภูเขาแล้ว ก็สามารถดำเนินการต่อได้…”
ฉันตะโกนบอกพลางมองแผนที่ในใจ แล้วก็เห็นหัวงูมุดลงไปใต้ภูเขาขนาดมหึมา
ครืนนน!
แล้วก็… ภูเขาที่พังทลายลงมาอีกครั้ง
“……ไม่นะ ซวยแล้ว”
ฉันสบถออกมาเบา ๆ
ฉันคิดไปเองว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์มืด ๆ นั่น ทุกอย่างก็คงจบง่าย ๆ เหมือนเล่นเกม โง่จริง ๆ ฉันนี่
ที่นี่ไม่ใช่ฐานที่มั่นของพวกเราอีกแล้ว
ตั้งแต่สมรภูมิเปลี่ยนไป ทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน
“นี่มันเกินไปแล้วนะ! ไอ้งูเวร!”
ตุ้บตุ้บตุ้บ… กูวากวาก!
หินถล่มลงมาทับงูยักษ์
พายุหินและดิน พัดพาพวกเราที่เกาะอยู่บนหลังมันกระเด็นกระดอนไปทั่ว
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_