- หน้าแรก
- วัวบ้าท้าสวรรค์
- บทที่ 1 - ไร้อาภรณ์ปกกาย ร่วมชายคาน้องพี่
บทที่ 1 - ไร้อาภรณ์ปกกาย ร่วมชายคาน้องพี่
บทที่ 1 - ไร้อาภรณ์ปกกาย ร่วมชายคาน้องพี่
ปลายฤดูสารทฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย อากาศเริ่มหนาวเหน็บ
หน้ากระท่อมซอมซ่อหลังหนึ่ง
ฟากฟ้ายังไม่สว่างดี หลี่เซียนก็เริ่มฝึกปรือเพลงมวยแล้ว เขาท่อนบนเปลือยเปล่า ผิวหนังแดงก่ำเพราะความหนาวเย็น ทั่วร่างปรากฏไออุ่นลอยกรุ่น
หมัดแล้วหมัดเล่าที่ชกออกไปราวกับจะสลายความเย็นในอากาศได้ เช่นนี้แล้วจึงจะไม่รู้สึกหนาว
ส่วนท่อนล่างสวมเพียงกางเกงผ้าหยาบที่เต็มไปด้วยรอยปะซ่อม แลดูหลวมโพรก ขากางเกงเปรอะเปื้อนดินโคลนที่แห้งกรังจับเป็นคราบสกปรก
“พี่ใหญ่ ท่านสวมเสื้อผ้าด้วยเถิด ข้าอยู่ในเรือนไม่หนาว ท่านอย่าให้ต้องเจ็บป่วยไป”
ภายในกระท่อม หน้าต่างไม้เก่าซอมซ่อถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่หมดจดเกลี้ยงเกลาและยังอ่อนเยาว์
นามของเขาคือหลี่เสี่ยวฝาน เป็นน้องชายของหลี่เซียน บนร่างคลุมไว้ด้วยเสื้อคลุมยาวปะชุน ร่างกายหดตัวงองุ้ม
“พี่ไม่หนาว เจ้าดูสิ ทั่วร่างข้ามีแต่ไอร้อน พี่น้องเรามีเสื้อตัวเดียว ร่างกายเจ้าอ่อนแอ เจ้าสวมไปเถิด”
“อีกอย่าง ข้ากำลังฝึกมวย หากทำเสื้อผ้าเสียหาย ก็จะไม่มีให้สวมแล้ว”
หลี่เซียนยิ้มปลอบใจ ทว่าในใจกลับขมขื่นยิ่งนัก
เขารู้ว่ายุคโบราณนั้นยากจน แต่ไม่คิดว่าจะยากจนถึงเพียงนี้ แม้แต่เสื้อผ้ายังไม่มีจะสวม
ครึ่งเดือนก่อน เขาเดินทางข้ามภพมายังโลกใบนี้ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าของร่างเดิมนาม ‘หลี่เซียน’ ความทรงจำจากสองชาติภพซ้อนทับกัน
ที่นี่คือราชวงศ์ต้าอู่ แคว้นหนานเทียน เมืองฉงเทียน อำเภอชิงหนิง
มารดาของเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตไปนานแล้ว บิดาเดิมเป็นพรานป่า ถูกหมีกัดแขนขวาจนขาด จากนั้นก็จมอยู่กับความเศร้าโศก ต่อมาติดการพนัน หลังจากผลาญสมบัติจนหมดสิ้นก็ปลิดชีพตนเองไป
สิ่งสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้สองพี่น้องมีเพียงกระท่อมซอมซ่อหลังหนึ่ง และเสื้อผ้าที่ถอดมาจากร่างของบิดาหนึ่งตัว
อีกไม่นานจะเข้าสู่ฤดูเหมันต์ ฟ้าหนาวดินแข็ง สองพี่น้องไม่รู้ว่าจะผ่านพ้นไปได้อย่างไร
“พี่ใหญ่ ข้าไม่สอบแล้ว เรือนสกุลหลินกำลังรับสมัครบ่าวไพร่ ข้า…ข้าอยากจะไปขายตัว”
บนใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของหลี่เสี่ยวฝานปรากฏวุฒิภาวะที่เกินวัย
“ไม่สอบแล้วรึ” หลี่เซียนขมวดคิ้ว “พรสวรรค์เจ้าดีเพียงนี้ จะปล่อยให้สูญเปล่าเช่นนั้นรึ”
“พี่ใหญ่” หลี่เสี่ยวฝานก้มหน้ากล่าวเสียงสั่นเครือ “หลังจากท่านพ่อเสีย พวกเขาก็เอาทุกอย่างไปหมด สัตว์ก็ล่าไม่ได้ นาไร่ก็ทำไม่ได้ พวกเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
“เรือนสกุลหลินกำลังรับสมัครบ่าว ข้าคำนวณเก่ง ต้องได้งานที่ดีเป็นแน่ ถึงเวลานั้นหากเอาใจนายท่ายได้ดี อาจได้รางวัลเป็นเศษเงินมาบ้าง พี่น้องเราไม่เพียงแต่จะมีเสื้อผ้าสวม บางที…อาจจะได้กินเนื้อด้วย”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หลี่เสี่ยวฝานพยายามเค้นรอยยิ้มออกมา
“ไม่ต้องพูดแล้ว” หลี่เซียนไม่หันกลับไปมอง ยังคงฝึกเพลงมวยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจพลุ่งพล่านขึ้นมาวูบหนึ่ง “ต่อให้ต้องเลี้ยงดู ก็เป็นพี่คนนี้ที่เลี้ยงเจ้า ไม่ถึงตาเจ้ามาเลี้ยงข้า”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่”
เลือดข้นกว่าน้ำ ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกับความทรงจำของเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยก ความผูกพันฉันพี่น้องนี้จึงสืบทอดมาด้วยเช่นกัน
หลี่เซียนคือพี่ชายของหลี่เสี่ยวฝาน พี่ชายแท้ๆ ที่มิอาจเปลี่ยนแปลง
เพลงมวยที่หลี่เซียนฝึกมีชื่อว่า ‘หม่างหนิวฉวน’ เป็นเคล็ดวิชาฉบับที่ไม่สมบูรณ์ มีเพียงสามกระบวนท่า
ทุกครั้งที่ฝึกฝน ในกายจะเกิดกระแสความร้อนสายหนึ่ง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เลือดเนื้อ เป็นสิ่งเดียวที่บิดาขี้พนันทิ้งไว้ให้ซึ่งพอจะนับเป็นสมบัติได้
“น้องเล็กพูดถูก”
“หากขึ้นเขาไปล่าสัตว์ได้ สองพี่น้องเราไฉนเลยจะต้องมาเผชิญกับสภาพอดตายหนาวตายเช่นนี้ โลกใบนี้…ความขยันหมั่นเพียรมิอาจทำให้ร่ำรวยได้”
“หากต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องรู้จักเลือกและสละ น้องเล็กยังเด็ก การสอบก็ใกล้เข้ามาแล้ว จะยอมแพ้ในตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
“มีเพียงน้องเล็กสอบได้ พวกเราจึงจะสามารถผงาดขึ้นมาได้อย่างแท้จริง”
ทั่วทั้งอำเภอชิงหนิงในรัศมีหลายสิบลี้ ไม่ว่าต้นไม้ใบหญ้า ภูเขาหรือก้อนหินล้วนมีเจ้าของแล้วทั้งสิ้น
เมื่อครั้งบิดาของหลี่เซียนยังมีชีวิตอยู่ เดิมทีเป็นพรานของสกุลหลัว ขึ้นเขาไปล่าสัตว์พอจะแบ่งผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ มาได้บ้าง
นานครั้งจึงจะได้ตัดเนื้อจากสัตว์ที่ล่ามาได้มาลิ้มลอง แต่น่าเสียดายที่ก่อนตายบิดาของเขาติดหนี้พนันก้อนใหญ่ สกุลหลัวจึงหันไปจ้างพรานคนอื่นแทน
หนี้ของบิดาบุตรชายต้องชดใช้ สองพี่น้องสกุลหลี่ยังคงมีหนี้สินท่วมหัวจนถึงทุกวันนี้
ฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น
หลี่เซียนเปลือยท่อนบนเดินออกจากบ้าน ขณะไปไม่ลืมกำชับว่า “น้องเล็ก ข้าจะไปขุดผักป่ามาทำมื้อเช้า เจ้าตั้งใจอ่านหนังสือ อย่าออกไปตากลมหนาวข้างนอก”
หลี่เสี่ยวฝานมองแผ่นหลังของหลี่เซียน ขอบตาเริ่มชื้น เล็บจิกลงไปในฝ่ามือ พึมพำกับตนเอง “พี่ใหญ่ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง รอข้าสอบได้เป็นขุนนางสวรรค์ พี่น้องเราก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ข้าจะหาภรรยาที่งดงามให้ท่าน ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ท่าน”
…
หลี่เซียนไม่ได้ไปเก็บผักป่า แต่มายังเรือนอีเหอที่อยู่นอกเมืองอำเภอชิงหนิง
เรือนแห่งนี้กินพื้นที่กว้างขวาง มีข่าวลือว่ามีบุคคลสำคัญผู้หนึ่งอาศัยอยู่ บ่าวไพร่ทั้งในและนอกเรือนนับร้อยนับพันคนล้วนรับใช้นางเพียงผู้เดียว
ที่นี่มีคนรออยู่แล้วหลายสิบคน ล้วนเป็นผู้ที่ไร้อาภรณ์ปกกาย หลี่เซียนถอนหายใจเงียบๆ โลกนี้เป็นเช่นนี้เอง หาใช่มีเพียงสองพี่น้องเขาที่ลำบาก
“มานี่ มานี่ ผู้ที่ต้องการขายตัวเข้าเรือน ให้มายืนต่อแถว อย่าได้แออัดกัน เรือนอีเหอของเราไม่ต้องการสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีกฎเกณฑ์”
ประตูเรือนเปิดออก ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งถือแส้ยาวเดินออกมา เขาตะโกนเพียงแผ่วเบา แต่เสียงกลับดังกังวานไปไกล
คนผู้นี้มีนามว่าหลัวฟาง เป็นพ่อบ้านของเรือนอีเหอ ด้านหลังเขามีผู้ติดตามเจ็ดแปดคน แต่ละคนรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายเรียบร้อย
ผู้คนต่างผลักไสกัน ทันใดนั้นมีคนหนึ่งล้มลงกับพื้น
“เผียะ”
หลัวฟางขมวดคิ้ว สะบัดแส้ฟาดลงไปบนร่างของคนผู้นั้น ในพริบตาหนังก็เปิดเนื้อก็ปริ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา ยังไม่ทันได้ร้องโอดครวญก็ถูกตีจนสลบไป
หลัวฟางสบถด่า “ไอ้หมาตัวนี้ บอกให้ยืนต่อแถวดีๆ ไม่ได้ยินหรืออย่างไร ยกมันออกไป ปล่อยให้คนเช่นนี้เข้าเรือน มีแต่จะทำให้สายตาของนายหญิงต้องสกปรก”
ชายฉกรรจ์สองคนที่อยู่ด้านหลังยกคนผู้นั้นขึ้นมา โยนทิ้งไว้ข้างทางราวกับสุนัขป่า
หลี่เซียนหันไปมอง ถอนหายใจเงียบๆ คนผู้นี้แปดส่วนคงไม่มีทางรอดแล้ว พ่อบ้านและผู้ติดตามไม่กี่คนนี้ล้วนมีพละกำลังมหาศาลผิดปกติ
“ในความทรงจำ…ดูเหมือนว่าผู้ฝึกยุทธ์จะมีความสามารถสูงมาก”
หลี่เซียนไม่ได้คิดมาก ยืนอยู่ในฝูงชนอย่างสงบเสงี่ยม
หลัวฟางตะโกนว่า “ในเรือนของเราไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ นายหญิงมีจิตใจเมตตา เป็นดั่งนางฟ้าสวรรค์ เห็นว่าฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว รู้ว่าต้องมีคนจำนวนมากที่อยู่ไม่รอด”
“พอดีเลย ในเรือนของเรากำลังขาดคนพอดี ให้ทางรอดแก่พวกเจ้า พวกเจ้าต้องรู้จักถนอมไว้ หากพลาดจากที่นี่ไป ก็จะไม่มีที่อื่นอีกแล้ว”
หลัวฟางเดินไปมา เชิดหน้าอกขึ้น ความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่นปรากฏอย่างไม่ปิดบัง
“ตอนนี้รับสมัครบ่าวรับใช้สามสิบคน พวกเจ้ามีสามสิบกว่าคน อืม…พวกที่อยู่หลังสุด พวกเจ้าไปได้แล้ว ไม่มีส่วนของพวกเจ้าแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้
หญิงคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที ร้องไห้คร่ำครวญว่า “นายท่าน นายท่าน ขอความกรุณาจากท่านด้วยเถิด ลูกข้าไม่มีน้ำนมกินแล้ว ขอเพียงให้ข้าได้เข้าเรือน จะให้ทำอะไรก็ได้ ขอร้องท่านล่ะ”
“ไสหัวไป ชีวิตต่ำต้อยสายหนึ่ง จะอดตายหนาวตาย เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย” หลัวฟางตวาดเสียงเย็น ขับไล่หญิงคนนั้นไป
หลี่เซียนเห็นว่าหญิงคนนั้นน่าสงสาร แต่ตนเองไร้ซึ่งพลัง จึงทำได้เพียงเพิกเฉย
คนที่เหลือทยอยเข้าเรือนไปทีละคน ลงทะเบียนข้อมูลพื้นฐาน แม้จะเป็นบ่าวไพร่ ก็ยังแบ่งเป็นสามหกเก้าชั้น
บ่าวรับใช้อย่างหลี่เซียนที่เพิ่งเข้าเรือนมาใหม่ เป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด บ่าวรับใช้ที่เข้าเรือนมาก่อนหน้า เมื่อมองมาที่พวกเขา ก็อดที่จะเชิดอกขึ้นไม่ได้
“เงินค่าขายตัวห้าร้อยยี่สิบห้าอีแปะ พร้อมกับชุดผ้าบ่าวรับใช้หนึ่งชุด อาหารการกินและที่พักอาศัยอยู่ในเรือน นอกจากนี้ทุกเดือนจะได้รับเบี้ยหวัดห้าสิบอีแปะ หากไม่มีข้อโต้แย้ง ก็ลงนามในสัญญาขายตัวเสีย”
เสมียนมองเหล่าบ่าวรับใช้ กล่าวอย่างเรียบเฉย
เหล่าบ่าวรับใช้ดีใจจนเนื้อเต้น แย่งกันลงนาม หลี่เซียนกลับรู้สึกเศร้าสลดใจนัก ชีวิตคนช่างไร้ค่าถึงเพียงนี้
เขามองสัญญาขายตัว กัดฟันแน่น เขียนชื่อของตนเองลงไป
“โอ้โห ตัวอักษรเขียนได้ไม่เลวนี่” เสมียนเลิกคิ้ว มองหลี่เซียนเพิ่มอีกสองสามครา
หลังจากลงนามในสัญญาขายตัวแล้ว ต่างคนต่างก็ได้รับเงินค่าขายตัวและเสื้อผ้าบ่าวรับใช้ไป
“ให้เวลาพวกเจ้าครึ่งบ่าย ใครจะกลับบ้านก็กลับไป บอกข่าวดีกับครอบครัวเสีย ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะออกจากเรือนตามอำเภอใจไม่ได้อีก”
หลัวฟางกล่าวกับบ่าวรับใช้ทุกคน รู้สึกว่ายังไม่พอ จึงสะบัดแส้ในมือทีหนึ่ง ฟาดลงในอากาศ เกิดเสียงดังราวกับประทัด
“อีกอย่าง อย่าคิดว่าจะเอาเงินแล้วหนีไป ของดีของเรือนอีเหอข้า มิได้ฉกฉวยกันง่ายๆ เช่นนั้นดอก”
…
“น้องเล็ก ข้ากลับมาแล้ว”
หลี่เซียนกลับมาถึงกระท่อม ตะโกนเรียกหลายครั้ง
“พี่ใหญ่ ผักป่าเล่า ไปเก็บผักป่าเหตุใดจึงนานเพียงนี้” ร่างกายผอมบางของหลี่เสี่ยวฝานห่อหุ้มอยู่ในเสื้อคลุมยาวทั้งตัว
สองพี่น้องใช้เสื้อผ้าร่วมกัน หลี่เซียนสวมกางเกง หลี่เสี่ยวฝานสวมเสื้อ
“จะกินผักป่าอะไร วันนี้เรามากินเนื้อกัน” หลี่เซียนยิ้ม พลางหยิบเนื้อหมูที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดออกมา
ปริมาณไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้สองพี่น้องได้ลิ้มรสชาติของเนื้อ
“พี่ใหญ่ ท่าน…”
ร่างของหลี่เสี่ยวฝานสั่นสะท้าน เขาเดาเหตุผลได้แล้ว
หลี่เซียนหัวเราะฮ่าๆ “ข้าขายตัวให้กับเรือนอีเหอ ได้เงินมาตั้งห้าร้อยยี่สิบห้าอีแปะ ยังมีเสื้อผ้าอีกหนึ่งชุดด้วย”
“เพียงแต่ต่อจากนี้ไป จะเข้าออกได้ไม่สะดวกเหมือนเคยแล้ว พี่น้องเรามากินกันให้อร่อยสักมื้อเถิด เสื้อของท่านพ่อ…ข้าถอดให้เจ้าสวม ยังมีเงินเหลืออีกห้าร้อยอีแปะ”
“เจ้าตั้งใจอ่านหนังสือ ข้าทำงานอยู่ในเรือน หากยังมีเงินเหลือ ข้าจะหาโอกาสเอามาให้เจ้าอีก”
ดวงตาทั้งสองของหลี่เสี่ยวฝานชื้นแฉะ “พี่ใหญ่…ท่าน…”
หลี่เซียนหัวเราะอย่างร่าเริง ลูบศีรษะของหลี่เสี่ยวฝานเบาๆ “ข้าเป็นพี่ชายเจ้า เรื่องแค่นี้ยังต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว เจ้ามีความสามารถอ่านแล้วไม่ลืม ความสามารถนี้ พี่เทียบเจ้าไม่ได้เลย”
“จริงสิ หม่างหนิวฉวนช่วงนี้ข้ามีความเข้าใจใหม่ๆ ข้าจะร่ายรำให้เจ้าดูอีกสองสามรอบ เจ้าต้องจำไว้ อย่างน้อยก็ใช้ป้องกันตัวได้บ้าง”
หลี่เสี่ยวฝานเช็ดน้ำตา พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ขอรับ”
หลี่เซียนตั้งท่าอยู่ในห้อง ชกหมัดออกไป ราวกับวัวป่าพุ่งเข้าขวิด
ทันใดนั้นเอง
[เหวี่ยงหมัดหมื่นครั้ง ปณิธานแกร่งกล้า จิตใจมิยอมจำนน ปลุกพรสวรรค์ชะตาลิขิต • สวรรค์ตอบแทนผู้พากเพียร]
[ทุกการกระทำ ย่อมมีผลตอบแทน]
[หม่างหนิวฉวนฉบับไม่สมบูรณ์]
[ความชำนาญ 456/500 ขั้นพื้นฐาน]
[คำอธิบาย เพลงมวยเรียบง่าย ท่วงท่าดุจดั่งวัว เสริมสร้างเลือดเนื้อ เคล็ดวิชานี้ไม่มีทางลัด มีเพียง ‘ความพยายาม’ เท่านั้น]
[จบแล้ว]