เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 239 ภูเขาเสียงอสูร

บทที่ 239 ภูเขาเสียงอสูร

บทที่ 239 ภูเขาเสียงอสูร


บทที่ 239 ภูเขาเสียงอสูร

" พวกของเจ้างั้นรึ ?" พฤติการณ์บนใบหน้าของชายชราเปลี่ยน คิ้วของเขาขมวดและกลายเป็นจริงจัง และมองไปที่ฉื่อหยานอย่างสงสัย " คนพวกนั้นมาที่นี่กับเจ้าใช่ไหม ? "

ฉื่อหยานส่ายหน้า " ไม่ ข้าไม่ได้มากับพวกเขา ข้าเพียงแค่รู้จักพวกเขาเท่านั้น จริงๆแล้วพวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามข้ามา พวกเขาไล่ตามข้าจากโลกภายนอกจนมาถึงที่นี่ . . . . . . . หึ ! และเป้าหมายของพวกเขาก็คือข้า " .

" พวกเขาคงเกลียดเจ้ามากเลยสินะ " อีฉู่ปี่สงสัย " นักรบในระดับเดียวกับเจ้าเกือบร้อยคนกำลังตามล่าเจ้าเพื่อที่จะฆ่าเจ้า จากที่เห็น เจ้าต้องไปทำอะไรมาใช่หรือไม่า ? "

ฉื่อหยานยิ้มอย่างแห้งๆ " ไม่มีอะไร . . . . . . . "

" ไม่ว่าจุดประสงค์ของคนเหล่านั้นจะเป็นอะไร เมื่อพวกเขาอยู่ในดินแดนของเผ่าเสียงอสูรแล้ว พวกเขาก็ต้องทำตามกฏ "

ชายชราขมวดคิ้วและกล่าวว่า , " อีเฟิง , ไปข้างนอกแล้วจับพวกมันมา เอานักรบของเราไปกับเจ้าด้วย อย่าปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้ "

ชายร่างผอมที่อยู่ในระดับรู้แจ้งพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง และรีบจากไป

" โอเค มาคุยเรื่องของเรากันต่อเถอะ . " ชายชราตอบเยือกเย็นพร้อมกับจิบน้ำชา " โลกภายนอก สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? เจ้ามาจากสถานที่แห่งใด ? มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ? "

" ที่โลกภายนอกรึ ? "

" เอ่อ . . . "

" ข้ามาที่นี่จากทะเลเคียร่าผ่านประตูสวรรค์ที่อยู่ในทะเลเคียร่า ในขุมกำลังของนักรบที่แตกต่างกันออกไป พวกเขาต่างก็ต่อสู้กันเพื่อแย่งพื้นที่ของขุมกำละงอื่น " ฉื่อหยานคิดสักพัก แล้วอธิบายสถานการณ์ในทะเลเคียร่าที่เขารู้เพียงเล็กน้อยให้ผู้เฒ่าของตระกูลเสียงอสูรฟัง

ชายชราฟังฉื่อหยานพูดโดยไม่ขัดอะไร

" ท่านพ่อ ดูเหมือนทะเลเคีบร่าจะไม่ใช่ดินแดนโบราณของเรา " อีฉู่ปี่คิดสักพักและจากนั้นก็ช่วยไม่ได้ที่นางจะพูดออกมา

" ใช่ มันไม่ใช่ดินแดนโบราณของเรา แต่ไม่ต้องห่วง ตราบใดเมื่อเราออกไปยังโลกภายนอกได้ เราก็จะได้พบดินแดนโบราณของเรา . " ชายชราพยักหน้า . " ถ้าพวกมนุษย์นักรบมาที่นี่ได้ หมายความว่ารูปแบบที่ควบคุมอยู่นั้นปรากฏออกมาเมื่อไม่นานนี้ อืม คงถึงเวลาที่เราต้องเจรจากับพวกเผ่าปีก”

" ถึงพวกเผ่าปีกจะหาทางออกไปจากที่นี่เช่นเดียวกับเรา แต่พวกเขาไม่ได้เป็นมิตรกับเรานัก เมื่อเร็วๆนี้ , พวกเขายังโจมตีเราอีกด้วย ท่านพ่อ , ท่านต้องการที่จะเจรจาพูดคุยกับเผ่าปีกจริงหรือ ? " อีฉู่ปี่ก็พูดออกมาอย่างไม่เห็นด้วย " เผ่าปีกนั้นมีเจตนาชั่วร้าย พวกมันนั้นกอยากจะออกไปพิชิตโลกภายนอก เมื่อพวกมันออกจากที่นี่ได้ สถานการณ์ของโลกภายนอกคงจะแย่แน่ "

" หลังจากไม่กี่ปีที่ผ่านมาเผ่าปีกนั้นแข็งแกร่งขึ้นมาก ก่อนหน้านี้ถึงเราจะไม่ได้เป็นพันธมิตรกับพวกเขา แต่เราทั้งสองเผ่าต่างก็เป็นผู้ถูกส่งมายังที่แห่งนี้ ข้ารู้ว่าเผ่าปีกนั้นชั่วร้าย และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แต่ด้วยพลังของเผ่าเสียงอสูรของเราเพียงเผ่าเดียว ข้ากลัวว่าเราจะไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ " ชายชราตอบกลับให้สาวน้อยเข้าใจ " ถ้าทั้งสองตระกูลร่วมมือกันเราอาจจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้ แต่ถ้าไม่ เราอาจติดอยู่ที่นี่ตลอดไป อย่ากังวล ก่อนที่จะเจรจากับเผ่าปีก ข้าจะถามผู้นำอื่น ๆเพื่อถามความคิดเห็นพวกเขาก่อน ถ้าทุกอย่างเป็นด้วยดี ข้าก็จะติดต่อเจรจากับเผ่าปีกทันที”

ฉื่อหยานก็เงียบแต่เขาก็รู้สึกประหลาดใจ

จากการสนทนาระหว่างชายชราแลหญิงสาวที่ชื่ออีฉู่ปี่ เขาก็ได้รู้ว่านอกจากเผ่าเสียงอสูรยังมีอีกเผ่าหนึ่งชื่อเผ่าปีก พวกเขาสมควรเป็นเผ่าใหญ่ทั้งสองที่มาจากยุคโบราณ . แต่เขาก็รู้เหตุผลว่า อะไรที่ทำให้พวกเขาถูกคุมขังอยู่ที่นี่

เผ่าเสียงอสูรและเผ่าปีกก่อนหน้านี้สมควรอาศัยอยู่ที่แผ่นดินรุ่งเรือง นอกจากนี้ ทั้งสองเผ่าจะต้องแข็งแกร่งและมีอำนาจเป็นอย่างมาก แม้ว่าพวกเขาจะถูกเนรเทศมาเป็นเวลาหลายปี พวกเขาก็ยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับไปที่แผ่นดินรุ่งเรืองและกลับไปยังดินแดนโบราณของพวกเขา

ตอนที่รูปแบบปิดกั้นที่ผนึกห้วงจิตสำนึกของเขาไว้หายไป เขาก็ตระหนักได้ว่า ภายในห้องโถงใหญ่นี้ มีนักรบระดับรู้แจ้งและระดับนภามากกว่าสิบคน และชายชราคนนั่นก็มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในระดับพระเจ้า .

ชายชราคนนี้ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในผู้นำของเผ่าเสียงอสูร ตามคำพูดของเขา จะต้องมีผู้นำคนอื่นอีก แล้วถ้าพวกเขาเหล่านั้นมีระดับการบ่มเพาะเช่นเดียวกับชายชรา แปลว่าพลังอำนาจของเผ่าเสียงอสูรจะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ถึงขนาดสามารถเอาชนะขุมพลังในทะเลเคียร่าได้อย่างง่ายดาย

เผ่าเสียงอสูรนั้นแน่นอนว่าเป็นเผ่าที่น่ากลัว แต่เมื่อตอนที่คนจากเผ่าเสียงอสูรพูดถึงเผ่าปีก เขาก็รู้ได้เลยว่าเผ่าปีกนั้นจะต้องแข็งแกร่งกว่าเผ่าเสียงอสูรแน่ๆ

ถ้านี่เป็นความจริง เมื่อเผ่าเสียงอสูรและเผ่าปีกร่วมมือกันและออกไปจากสถานแห่งนี้และไปยังเคียร่าทะเลได้ เขาไม่อาจจินตนาการถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในทะเคเคียร่าได้เลย

" ท่านต้องการที่จะกลับไปยังแผ่นดินรุ่งเรืองใช่หรือไม่ ? " ฉื่อหยานก็ถามออกไปขณะที่ความคิดพวกนั้นปรากฏเข้ามาในหัวของเขา

" ใช่ เราเองก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ เราหวังว่าจะกลับไปดินแดนโบราณของเรา นี่ก็เกือบหมื่นปีแล้วที่เรามายังที่นี่ เราต้องการที่จะรู้วิธีที่จะกลับไปยังดินแดนของพวกเรา เพราะแต่เดิมแล้วพวกเราต่างก็ไม่ใช่คนของดินแดนแห่งนี้ " อีฉู่ปี่ตาเห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังกังวล " คนจากดินแดนของเรา คิดถึงบ้านเกิดเป็นอย่างมาก พวกเขาต่างก็ไม่ได้เห็น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว หรือ สถานที่ที่กว้างใหญ่ไพรศาลมาเนินนาน " .

" ตอนนี้ทะเลเคียร่ายังคงไม่สงบ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีที่จะกลับไปตอนนี้ " ฉื่อหยานพึมพัมออกมาด้วยเสียงเบาๆ

" เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่ ? " ชายชรากล่าวอย่างจริงจัง

" ตอนนี้มี เผ่าอสูรที่อยู่ในดินแดนสีอสูร และเผ่าทมิฬจากดินแดนใต้พิภพ อาจจะมาที่ทะเลเคียร่า เมื่อพวกเขามาถึงทะเลเคียร่าจะต้องเกิดหายนะขึ้นกับทุกสิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่นั่นแ่นอน ถ้าพวกท่านไปตอนนี้ ท่านจะต้องเผชิญหน้ากับพวกเผ่าอสูรและเผ่าทมิฬ . " คิดสักพัก ฉื่อหยานก็ตัดสินใจที่จะบอกพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน เขาไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเผ่าเสียงอสูร และเผ่าปีมากนัก เขาไม่รู้ว่าว่าถ้าทั้งสองเผ่าไปที่ทะเลเคียร่า นั่นจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีต่อทะเลเคียร่าหรีอไม่ เขาจึงลองพูดเกี่ยวกับพวกเผ่าอสูรและเผ่าทมิฬออกมาพวกดูทัศนคติของพวกเขา

" เผ่าอสูรและเผ่าทมิฬ . . . . . . . "

เมื่อชายชราได้ยินเกี่ยวกับตัวตนต่างโลกทั้งเผ่าพันธุ์ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปเป็นแปลกประหลาด จู่ๆเขาก็พูดขึ้นหลังจากที่คิดสักครู่ " ไม่เป็นไร เราแค่อยากกลับไปแผ่นดินหลักของเรา เราจะไม่อยู่ในทะเลเคียร่านาน และเราก็จะไม่สร้างปัญหาให้กับพวกเขา . "

" เผ่าอสูรและเผ่าทมิฬ… ท่านพ่อ จุดกำเนิดของตัวตนต่างเผ่าพันธุ์สองอยู่ที่ไหนงั้นรึ ? " อีฉู่ปี่ ซอกแซกถาม

" แล้วข้าจะบอกเจ้าที่หลัง" ชายแก่ส่ายหัว ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม แต่ดวงตาสีขี้เถ้าก็ส่องประกายที่ซับซ้อนออกมา อาจเป็นเพราะชื่อเผ่าอสูรและเผ่าทมิฬ ได้ไปกระตุ้นความทรงจำบางอย่างในหัวของเขา เขาดูเหมือนกำลังยิ้มบางๆอยู่ ที่มุมปากของเขา พร้อมกับใบหน้าของเขาที่ดูแปลกประหลาด

ขณะที่ชายชราไม่ได้ถามรุกรานอะไร ฉื่อหยานก็ยืนเงียบๆและแอบปล่อยจิตสำนึกของเขาเพื่อสำรวจข้างนอก พยายามที่จะหาทางหนีจากห้องโถง

อย่างไรก็ตาม หินในห้องนี้ดูจะมีอำนาจบางอย่างที่ป้องกันไม่ให้จิตสำนึกผ่านไปได้ เมื่อจิตสำนึกวิญญานลอยออกไป มันถูกก็ถูกปิดกั้นด้วยม่านพลังที่แข็งแกร่ง

ฉื่อหยานมองไปที่ชายชราอย่างเงียบๆด้วยความกดดัน

หลังจากนั้น อีเฟิงที่จากไปก่อนหน้านี้ก็กลับมา หลังจากนั้นเขาก็หมอบควานเข้ามาด้วยความเคารพและพูดว่า " นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ เราช้าเกินไป นักรบมนุษย์เหล่าถูกจับไปโดย หยาจี่ แล้วขอรับ "

" หยาจี่ " ชายชราค่อยๆขมวดคิ้วของเขาและกล่าวว่า " ข้าคิดว่าคนเหล่านั้นคงจะถึงจุดจบแล้ว หยาจี่..ลูกชายของเขาถูกฆ่าโดยนักรบมนุษย์ที่บังเอิญผ่านเข้ามายังที่แห่งนี้เมื่อสองสามปีที่แล้ว แม้ว่าเขาจะผ่านความทุกข์นั้นมาเนินนาน แต่ความเกลียดชังของเขาที่มีต่อมนุษย์ก็ยังคงมีอยู่ . และตอนนี้เขาจับมนุษย์ได้เป็นจำนวนมาก มันอาจจะเพียงพอสำหรับเขาที่จะเล่นกับมนุษย์เหล่านั้นไปอีกนาน”

แววตาของฉื่อหยานก็ส่องประกายออกมา

" เจ้าควรจะยินดีนะ เพราะศัตรูของเจ้าถูกจับไปโดยหยาจี่แต่เจ้ากลับได้มาที่นี่ " เขามองไปที่ฉื่อหยานอย่างเย็นชา " อคติของเราที่มีต่อมนุษย์นั้นไม่รุนแรงเท่ากับหยาจี่ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นไร ตราบใดที่เจ้าร่วมมือกับข้าดีๆ ไม่เพียงแต่ข้าจะปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระ แต่ข้าจะให้ของบางอย่างแก่เจ้าที่เจ้าไม่สามารถหาได้จากโลกภายนอกอีกด้วย "

" ข้าจะทำให้ดีที่สุด " ฉื่อหยานยิ้ม " ข้ายังไม่อยากตาย ข้าเพียงต้องการที่จะมีชีวิตที่ดี แต่พลังของข้านั้นมีจำกัด ข้าไม่รู้ว่า ข้าจะสามารถช่วยพวกท่านได้จริงๆหรือไม่ "

" ในร่างกายของเจ้า มีพลังไฟที่แข็งแกร่งไหลเวียนอยู่ , เจ้าสามารถใช้พลังไฟนั่นช่วยข้าได้ " ชายชราพลันกล่าวว่า

" ข้าฝึกร่างกายของข้าโดยใช้พลังไฟที่แข็งแกร่ง นั่นทำให้ข้ารับมือกับพลังไฟได้ แต่ข้าเพียงแค่รับมือกับพลังไฟได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถรับมือกับพลังไฟที่แข็งแกร่งที่หนาแน่นได้ "

" อีฉู่ปี่ เจ้ากับเขาไปที่ภูเขาเสียงอสูร ด้วยพลังไฟในร่างของเขา เจ้าจงดูว่าเขาสามารถนำหัวของสัตว์อสูรเสียงมาได้หรือไม่" หลังจากคิดสักพัก ชายชราก็มองลูกสาวของเขา หลังจากที่ออกคำสั่งเขาก็พูด " เมื่อเร็วๆ นี้ คนของ กาบา ได้ยึดครองทุกสิ่งในภูเขาเสียงอสูร สัตว์อสูรเสียงจึงไม่กล้าปรากฏตัวออกมา ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะหาพวกมันได้จากที่ไหนอีก "

อีฉู่ปี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ขณะที่ชายชราบ่นพึมพำออกมา จากนั้นนางก็ค่อยๆเดินไปที่ฉื่อหยาน เหลือบมองฉื่อหยานด้วงแววตาที่เย็นชาจากนั้นก็พูดว่า " เจ้าคนนอกคอก ตามข้ามา ถ้าเจ้าช่วยข้านำหัวสัตว์อสูรมาได้ ' , ฉันอาจจะรู้สึกดีขึ้นและปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระก็ได้ . "

ฉื่อหยานขมวดคิ้ว . ตอนนี้เขาถูกจับตามองโดยชายชราอยู่ เขาจึงไม่กระทำการใด และพยักให้อีฉู่ปี่จากนั้นก็เดินตามไป

หลังจากเดินผ่านทางเดินที่ยาวเหยียด ฉื่อหยานก็เห็นท้องฟ้าสดใส

เขาอยู่บนปราสาทหินยักษ์ ที่สูงประมาณห้าร้อยเมตรสูง ในสายตาของเขา ปรากฏโครงสร้างหินที่ดูเก่าแก่สูงสิบเมตรตั้งอยู่ใกล้ๆ ไกลออกไปอีกกว่าห้าร้อยเมตร มีสิ่งก่อสร้างโบราณที่มีขนาดสูงเป็นอย่างมากตั้งอยู่ความสูงของมันไม่อาจจะเห็นยอดได้มันงดงามเป็นอย่างมากมันเหมือนกับภูเขาที่สูงเสียดฟ้าซึ่งมันดึงดูดสายตาของเขาเป็นอย่างมาก

นี่เป็นสิ่งก่อสร้างหินโบราณ

โครงสร้างทั้งหมด มีความสูงต่ำสุดคือ 10 เมตร ซึ่งมันครอบคลุมหลายพันตารางเมตร ที่มีขนากใหญ่ที่สุดก็ก็มีขนาดเท่ากับที่ๆเขายืนอยู่ มันสูงร้อยเมตรและมีพื้นที่คครอบคลุมประมาณหนึ่งหมื่นเมตร มันใหญ่เป็นอย่างมากและมันก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ใหญ่ที่สุดที่เท่าที่เขาเคยเห็นมา เขาไม่รู้ว่ามันถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีใด

ในเมืองหินโบราณยักษ์ เต็มไปด้วยผู้คนของเผ่าเสียงอสูรพวกเขามีผิวที่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยพลังวิญญานหยินและความแข็งแกร่งทางกายภาพก็ดูผิดแปลกเป็ฯอย่างมาก พวกเขาเบาและมีน้ำหนักไม่มากนัก ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในระดับปฐพีหรือรู้แจ้ง พวกเขาก็สามารถลอยได้อย่างอิสระไปรอบๆ

เมืองโบราณนี่ทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยหมอกสีเทาขาว ในหมอกนี้มีพลังอัดแน่นอยู่ปริมาณมาก ซึ่งมันอาจจะเป็นม่านพลังป้องกันที่ปกคลุมเมือง

ทั่วท้องฟ้าและพื้นดินเต็มไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติที่หนาแน่น ถึงแม้ว่ากลิ่้นอายธรรมดาชาติที่นี่จะหนาแน่น แต่มันก็ไม่อาจเทียบได้กับเกาะอมตะ อย่างมากมันก็เทียบได้กับเกาะอื่นๆในทะเลเคียร่าเท่านี่น แต่นั่นก็เพียงพอที่จะสามารถให้นักรบใช้ฝึกฝนได้

" ฉื่อหยาน ! " เสียงต่ำดังมาแต่ไกล นั่นก็คือ ฉาวจื่อหลานนั่นเอง .

ฉื่อหยานสีหน้าก็เปลี่ยนไป เขามองไปยังทิศทางที่เสียงดังมา จากที่ไกลๆ เขาเห็นกรงไม้ใหญ่สูงถึงท้องฟ้าอยู่ พร้อมกับมีสัตว์อสูรอยู่บนยอด

สัตว์อสูรเหล่านี้มีปีกเล็กๆอยู่มันเป็นเหมือนกับชั้นเนื้อที่แข็งแรงเต็มไปด้วยพลังปราณหยิน พวกมันมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายกับคนจากเผ่าเสียงอสูร

สัตว์อสูรเหล่านี้พวกมันมีขนาด ห้า หรือ หกเมตร ปีกกว้างเหมือนเหยี่ยว ร่างกายของพวกมันมีสีเขียวขุ่นและมีแสงกระพริบออกมา

กรงไม้ถูกดึงขึ้นโดยสัตว์อสูรทั้งหมดที่ลอยอยู่ด้านบนพร้อมกับมีไม้เลื้อยเชื่อมอยู่ที่กรง ไม้เลื้อยเหล่านั้นเป็นเหมือนกับงูที่มีชีวิต , มันปกคลุมกรงไม้พร้อมกับมีแสงสีเขียวกระพริบออกมา ,มันเป็นเหมือนกับโซ่มหัศจรรย์มัดไปรอบๆกรงไม้

ภายในกรงไม้ ฉาวจื่อหลาน ซูหยานซิง กู่หลินหลง พานโจว และนักรบทั้งหมดต่างก็ถูกพันธนาการอยู่ พวกเขาเป็นเหมือนกับทาสที่อยู่ในกรง พวกเขาดูมืดมน และดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความทรมานเป็นอย่างมาก ดูเหมือนพวกเขาจะเชื่อฟังโดยไม่กล้าที่จะขัดขืน

มีคนๆหนึ่งขี่สัตว์อสูรอยู่ เขาดูมืดมนและมีใบหน้าที่ซีดเซียว เขาอยู่ในชุดเกราะสีเขียวเข้ม พวกเขากำลังประชุมและพูดคุยกับคนอื่นๆด้วยเสียงเบาๆ

เป็นฉาวจื่อหลาน ที่ตะโกนออกมาหลังจากเห็นหน้าของเขา เขาชายตามองไปที่นางอย่างเย็นชา ฉื่อหยานมองไปยังทิศทางของนางด้วยตกใจ

ชายคนนั้นขึ้นขี่สัตว์อสูรพร้อมกับดึงกรงไม้ขึ้นไป ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะเปลี่ยนทิศทาง จิตวิญญานสัมพัสพระเจ้าของนางนั้นพิเศษซึ้งมันไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด ทันทีเมื่อนางสัมพัสได้ถึงพลังชีวิตในร่างของฉื่อหยาน ขณะที่เขาออกมาจากสิ่งก่อสร้างโบราณ จึงช่วยไม่ได้ที่นางจะตะโกนออกมา

ห่างกันหนึ่งร้อยเมตร , ฉื่อหยาน ขมวดคิ้วมองไปที่ฉาวจื่อหลาน , พานโจว และซูหยานซิง ที่อยู่ในกรงเหมือนกับ ปศุสัตว์ เขารู้สึกสงสารพวกเขาและถอนหายใจออกมา .

แม้ว่าฉาวจื่อหลาน และคนอื่น ๆจะเป็นศัตรูกับเขา แต่พวกเขาก็มาจากสถานที่เดียวกันกับเขา พวกเขาถูกจับเหมือนปศุสัตว์ และอาจจะถูกทรมานจนตายในอีกไม่นาน เขารู้สึกแย่ทันทีเมื่อมองไปที่พวกเขา

" อีฉู่ปี่ เจ้าคือคนที่จับมนุษย์ผู้นี้มางั้นรึ ? " ชายหนุ่มที่เป็นชนเผ่าเสียงอสูรเดินมาข้างหน้าจากนั้นก็ส่งสัญญานให้สัตว์อสูรหยุด ต่อมาเขาก็ค่อยบินมาทางนี้ พร้อมกับมองฉื่อหยานด้วยสายตา่จริงจัง

อีฉู่ปี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและ กล่าวด้วยความสงบ " หยาจี่เจ้านี่เคลื่อนไหวเร็วจริงๆ เจ้าสามารถจับคนนอกได้อย่างรวดเร็ว หึ ถ้าข้าทราบว่าพวกเขามีมากกว่าหนึ่งคน เจ้าก็คงไม่สามารถเก็บเกี่ยวพวกเขามาได้แน่ .

ชายหนุ่มของเผ่าเสียงอสูรยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ " ข้าก็แค่โชคดี ข้าออกไปครู่เดียว ก็เจอกับคนนอกเหล่านี้และสามารถจับพวกเขาได้แล้ว ฮ่าๆ ระดับการบ่มเพาะของพวกเขาบางคนช่างต่ำเตี้ย และวิญญานของพวกเขาก็อ่อนแอเกินไปหากเทียบกับข้า . "

" อ๊ะ " อีฉู่ปี่รีบพูดว่า " วิญญานของเผ่าเสียงอสูรนั้นนับได้ว่าเป็นพรจากสวรรค์ คนนอกคอกเหล่านั้นก็ไม่สามารถเทียบกับเราได้ ถ้าเจ้าจับพวกเขาได้ เจ้าก็ไปได้แล้ว ใยต้องมาเสียเวลาคุยกับข้ากัน "

" ทำไมข้าต้องมาพูดคุยกับเจ้าให้เสียเวลางั้นรึ ? " หยาจี่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากอีฉู่ปี่ เขาก็ชี้ไปที่ฉื่อหยาน และกล่าวว่า " ข้าสนใจคนๆ นั้น อีฉู่ปี่ ข้าจะให้ราคาอย่างดีเพื่อแลกกับเขา เจ้าคิดว่าไง ? "

ขณะที่หยาจี่พูดเขาก็มองไปที่ฉื่อหยานด้วยแววตาแปลกประหลาด

พลังวิญญาณที่น่าอัศจรรย์เป็น เหมือนกับเส้นด้ายบางๆ สำรวจเข้าไปมาหัวของ ฉื่อหยาน และบุกรุกเข้าไปในห้วงจิตสำนึกของฉื่อหยาน และค้นหาตัวตนที่อยู่ในจิตใจของเขา

สีหน้าของฉื่อหยานก็เปลี่ยนไปเป็นน่ากลัว

เขาใช้พลังของเขาเพื่อต่อต้านพลังนั่น อยู่ๆก็มีอีกหนึ่งกระแสพลังวิญญาณที่เหมือนกับสายลมที่โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็วปรากฏขึ้น

พลังวิญญาณของหยาจี่ก็ถูกขจีดออกในชั่วพริบตา หายไปจากหัวของฉื่อหยาน โดยไม่มีร่องรอยใดๆ

" ชายคนนี้เป็นของข้า0 โดยปราศจากความยินยอมของข้า ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาสัมพัสวิญญานของเขาทั้งนั้น " อีฉู่ปี่ พูดเสียงดังชัดเจน และจ้องไปที่หยาจี่อย่างไม่พอใจ " เจ้าสามารถทรมานเหล่าผู้คนที่อยู่ในกรงได้ ตามที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้สัมผัสของๆข้า ! ถ้าเจ้ากล้าทำอีก อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทกับเจ้าก็แล้วกัน ! . "

" ข้ามีข้อเสนอ " หยาจี่ยิ้มอย่างประมาท " ข้าจะจ่ายด้วยราคาที่สมเหตุสมผล เจ้าจะส่งเขามาให้ข้าได้หรือไม่ ? "

" เจ้าจับนักรบได้มากมาย แล้วทำไมเจ้ายังต้องการเขาอีกกัน? " อีฉู่ปี่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อฟังสิ่งที่เขาพูด " เจ้ามีเยอะแยะอยู่แล้ว ทำไมยังต้องการเขาอีก ? "

" ฮ่าๆ ข้าเห็นประโยชน์ในตัวพวกเขาหนะสิ " หยาจี่คิดสักพัก แล้วกล่าวว่า " อีฉู่ปี่ ถ้าเจ้ามีความสนใจในนักรบมนุษย์ เราสามารถแลกเปลี่ยน พวกนักรบแก่กันได้ ยกเว้นหญิงสาวทั้งสาม ทุกคนที่เหลือสามารถแลกเปลี่ยนกับเจ้าได้ ข้าให้เจ้าถึงสองคนเลย สนใจหรือไม่ ? "

" เจ้าจะเอาเขาไปทำไมกัน ? " อีฉู่ปี่ก็ตกใจนางมองไปที่ฉื่อหยานด้วยความสับสน จากนั้นหยาจี่ก็พูดออกมา " เขานั้นพิเศษ "

" พิเศษ ? "

หยาจี่พยักหน้า . " แล้วตกลงเจ้าจะแลกเปลี่ยนหรือไม่ ? "

" ไม่ ! ! ! ! ! " อีฉู่ปี่สูดลมหายใจเข้าลึก และคิดสักครู่ จากนั้นก็คว้าไหล่ของฉื่อหยาน ทันทีก็ลอยออกไปในขณะที่พูดขึ้นอย่างเย็นชา " ชายคนนี้ยังเป็นประโยชน์อยู่ ข้ายังไม่สามารถมอบให้เจ้าได้ รอจนกว่าข้าจะรู้สึกว่าเขาไร้ประโยชน์เสียก่อน เมื่อนั้นข้าจะขายให้เจ้า "

" อีฉู่ปี่ ระวังด้วย เขานั้นอันตรายเป็นอย่างมาก " หยาจี่เตือนนางจากระยะไกล

" อันตราย? " อีฉู่ปี่กระซิบไปที่ฉื่อหยานและพูดอย่างเหยียดหยัน และพูดต่อว่า " เจ้าต้องเชื่อฟังข้าแต่โดยดี ถ้าไม่ ข้าจะทำให้วิญญาณของเจ้าหายไปในเสี้ยววินาที บางทีเจ้าอาจจะยังไม่รู้ แต่ไม่ยากเลยสำหรับเผ่าเสียงอสูรที่จะทำลายมนุษย์คนหนึ่ง”

" ใช่ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าสามารถทำลายวิญญานของมนุษย์คนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย " สีหน้าพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย " ร่างกายเจ้านั่นแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ความคิดก็ล้ำลึก ห้วงจิตสำนึกก็สูงส่ง อืม จิตสำนึกของเจ้าแข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับนักรบระดับนภา แม้แต่ร่างกายยังแข็งแกร่งเหนื่อกว่านักรบระดับนภาไปอีก เจ้าสามารถใช้จิตสำนึกวิญญานทำลายห้วงจิตสำนึกของข้าได้อย่างง่ายได้ แล้วทำไมเจ้าไม่ทำเสียเลยหละ ? "[TLฉื่อหยานน่าจะพูดประชด]

ที่ฉื่อหยานไม่พูดตั้งแต่แรก ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ได้รู้อะไรเลย

เขานั้นได้แอบสังเกตคนเหล่านี้สักพักแล้ว แล้วเขาก็รู้ด้วยว่าทุกๆคนในเผ่าเสียงอสูรนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

ในแง่ของการการบ่มเพาะวิญญาน คนของเผ่าเสียงอสูรนั้นแข็งแกร่งกว่านักรบมนุษย์เป็นอย่างมาก

ความรู้เกี่ยวกับวิญญานของพวกเขาลึกซึ้งกว่ามนุษย์ไปไกล

และมันก็เป็นเพราะโครงสร้างทางกายภาพของพวกเขาที่พิเศษ ร่างของคนเผ่าเสียงอสูรจึงดูซีดเซียวและอ่อนแอเป็นอย่างมาก

ไม่ต้องเปรียบเทียบกับร่างกายของฉื่อหยานเลย , ร่างกายของพวกเขานั้นอ่อนแอกว่านักรบธรรมดาเสียอีก

ไม่เพียงแค่นั้น แต่พลังปราณลึกลับในร่างกายของพวกเขาเองก็ประหลาดเช่นกัน พลังปราณลึกลับของเขาไม่ได้รวมกันอยู่ในตันเถียนหรือที่ใดที่หนึ่ง แต่มันกระจายไปทั่วทั้งร่าง . เส้นประสาทและหลอดเลือดเองก็ยังอ่อนแอและแคบเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกักเก็บพลังปราณลึกลับได้มากมาย อย่างเงียบๆ สักพัก ฉื่อหยานก็ตระหนักได้ว่า ความเข้มของวิญญาณของนางนั้นอยู่ในระดับนภาและร่างกายที่บอบบางของนางเองก็เต็มไปด้วยพลังปราณลึกลับจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจจะมากกว่าเขาเพราะร่างกายที่อ่อนแอและเส้นเลือดคดแคบของนาง ร่างกายของนางจึงถูกจำกัด หากนางไม่พึ่งพาพรสวรรค์ด้านวิญญาณ นางอาจจะไม่สามารถที่จะเอาชนะได้แม้แต่นักรบระดับปฐพีธรรมดา

ด้วยความแข็งแกร่งของห้วงจิตสำนึก ฉื่อหยาน ก็ค่อยๆเข้าใจมากขึ้น

" เจ้า.. เจ้าสามารถรับรู้และสัมพัสถึงสิ่งต่างๆได้ในเวลาอันสั้นงั้นรึ ? " อีฉู่ปี่ตกใจ นางจ้องไปที่ฉื่อหยานอย่างระวังและกล่าวว่า" ข้าสมควรจะปิดกั้นวิญญานของเจ้ามากกว่านี้สินะ”

" ไม่ต้อง ข้าเป็นคนรู้เท่าถึงการ ข้ารู้ว่าจิตสำนึกวิญญานของเจ้านั้นแข็งแกร่ง ถ้าข้าทำอะไรพลาด เจ้าก็จะสามารถรับรู้ได้ในเวลาสั้นๆ อีกทั้ง เจ้ายังสามารถใช้จิตสำนึกวิญญานฆ่าข้าได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่ข้าจะได้ทำอะไรเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ข้าคงไม่ทำอะไรโง่ๆเด็ดขาด เมื่เป็นเช่นนี้ เจ้าก็ต้องสิ้นเปลืองพลังและเวลาไปมากกว่านี้หลอก ไม่ต้องห่วง ข้าจะทำตามทุกอย่างที่เจ้าพูด " ฉื่อหยานรีบพูดขึ้นมา

" เจ้านี่ช่างปากหวานนัก " ของอีฉู่ปี่ ดวงตาคู่สวยจ้องไปที่ฉื่อหยานสักพัก และพยักหน้าอย่างมั่นใจ " เจ้านั้นฉลาดเป็นอย่างมาก ฉลาดกว่าใครหลายคนในเผ่าเสียงอสูรเสียอีก นอกจากนี้ แม้ว่าเจ้ามีระดับการบ่มเพาะที่ระดับปฐพี แต่เจ้ากลับมีห้วงจิตสำนึก นั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเจ้ามีพรสวรรค์เพียงใด และเจ้าก็สมควรมีความลับบางอย่างแน่นอน มิฉะนั้น หยาจี่คงไม่สนใจเจ้ามากเช่นนี้ "

สูดหายใจเหือกใหญ่ จากนั้นฉู่ปี่ก็กล่าวว่า " บางที ข้าสมควรจะแทรกแทรงเข้าไปในวิญญานของเจ้าและสำรวจสิ่งที่อยู่ข้างใน เช่นนั้นก็จะสามารถรู้ความลับทุกอย่างที่อยู่ข้างใน ข้านั้นอยากรู้จริงๆมีความลับอะไรกันที่เจ้าปิดบังอยู่ แม้ว่านี่จะทำให้ข้าต้องบาดเจ็บ แต่ข้าก็รู้สึกตื่นเต้นจริงๆที่จะได้รับรู้มัน . "

ฉื่อหยานสั่นสะท้านเล็กน้อย ดวงตาของเขาก็ส่องประกายเย็นชาออกมา เขาพร้อมที่จะใช้ชีวิตและเพื่อที่จะปกป้องความลับของเขา

" ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นคนฉลาดและเจ้าเล่ห์อย่างมาก อืม... อย่าได้คิดว่าเจ้าจะสามารถทำอะไรข้าได้ ตอนนี้ ข้ายังไม่อยากจะฆ่าเจ้า แต่ถ้าเจ้ากล้าขัดขืน เจ้าจะได้รับผลตามมาแน่นอน . " ใบหน้าของอีฉู่ปี่ก็กลายเป็นจริงจัง ขณะเดียวกันสีหน้าก็ดูแปลกใจเล็กน้อย " ถ้าเจ้าสามารถช่วยข้าจับสัตว์อสูรเสียงระดับห้า หรือหกได้ ถึงตอนนั้น ข้าจะปล่อยเจ้าเป็นอิสระ แต่ถ้าไม่ ข้าจะกักขังเจ้า และนำเข้าไปแลกเปลี่ยนกับหยาจี่ "

"สัตว์อสูรเสียง ? มันคือสัตว์อสูรงั้นรึ ? "

" สัตว์อสูรเสียงเป็นสัตว์อสูรประเภทหนึ่ง พวกมันอาศัยอยู่ในภูเขาเสียงอสูร พวกมันแปลกประหลาดมาก สัตว์อสูรเสียงเกิดขึ้นจากพลังหยิน พวกมันมีวิญญานทมิฬ พวกมันะมีประโยชน์มากสำหรับเรา ถ้าเราใช้สัตว์อสูรเหล่านี้ช่วยในการบ่มเพาะได้ นั่นจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภูเขาเสียงอสูรมี "รูปแบบอัศนีโบราณ " อยู่ซึ่งมันเต็มไปด้วยสายฟ้าจำนวนมาก สายฟ้าเหล่านั้นไม่ได้เป็นปัญญาต่อสัตว์อสูรเสียงที่แข็งแกร่งเลย .แต่สำหรับเราชาวเผ่าเสียงอสูรเป็นธรรมชาติของเราที่หวาดกลัวสายฟ้า  ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเข้าไปภายในภูเขาเสียงอสูรได้แม้แต่นิดเดียว เราทำได้อยู่ด้านนอกของภูเขาและคอยจับสัตว์อสูรเสียงที่เล็ดรอดออกมาเท่านั้น"

" หากมีข้าไปช่วย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรงั้นรึ ? "

" สัตว์อสูรเสียง ' นั้นชืนชอบพลังหยินและเกลียดพลังหยางร้อน วิญญานของพวกมันพิเศษมาก มันไม่ง่ายสำหรับเราเผ่าเสียงอสูรเลยที่จะใช้ประโยชน์ของวิญญานในการจับพวกมัน เพื่อจับพวกมันแล้ว เราต้องใช้อาวุธที่แข็งแกร่งสู้กับพวกมัน แต่เมื่อสัตว์อสูรเสียงรู้ตัสไม่สามารถชนะพวกรา มันก็จะหนีไปและซ่อนอยู่ภายในภูเขาเสียงอสูร เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจึงไม่สามารถทำอะไรได้อีก สัตว์อสูรเสียงนั้นกลัวพลังไฟและความร้อน . ถ้าใช้พลังไฟของเจ้า , มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะจับพวกมัน แน่นอน เราก็ต้องดูด้วยว่าพลังไฟของเจ้านั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอแค่ไหน หากพลังไฟอ่อนแอเกินไป มันก็ไม่สามารถทำอะไรสัตว์อสูรเสียงได้”

" ได้ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะช่วยเจ้าสัตว์อสูรเสียง อืม... ข้อตกลงของเราคืจับสัตว์อสูรเสียงระดับห้าและหก จำนวนสิบตัว ตกลงหรือไม่ ?"

" ถ้าเจ้าช่วยข้าจับสัตว์อสูรเสียงระดับห้าและหก ได้สิบตัว ข้าก็จะปล่อยเจ้าเป็นอิสระ ถ้าเจ้าสามารถจับได้มากกว่านี้ ข้าก็จะซื้อต่อเจ้า ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล อืม สัตว์อสูรเสียงเหล่านี้เทียบได้กับทรัพสมบัติจำนวนมาก . เจ้าสามารถใช้พวกมันเพื่อแลกกับสิ่งของจำเป็นที่เจ้าต้องการได้ " .

" ข้าสามารถนำไปแลกกับทาสได้หรือไม่ ? "

" อะไรนะ ? "

" ก็ ข้าต้องการที่จะใช้สัตว์อสูรเสียงแลพกับทาสหญิงสาวบางคน”

ฉื่อหยานก็จำได้ว่า ฉาวจื่อหลาน , กู่หลินหลงและซูหยานซิง หญิงสาวทั้งสามคนนั้น ตอนนี้ถูกหยางจี่จับไว้อยู่ .

" หยาบช้า! " อีฉู่ปี่เห็นความปรารถนาในดวงตาของฉื่อหยาน และช่วยไม่ได้ที่จะก่นด่าเขาออกมา " ที่ท่านพ่อพูดสงสัยจะจริง ! มนุษย์นั้นไม่มีคนดีสักคน ! .

" เผ่าเสียงอสูรนั้นมีอคติกับมนุษย์อย่างรุนแรง ข้าคิดถูกหรือไม่ ? "

"พวกมนุษย์สมควรถูกมองเช่นนั้น . ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้า เราก็คงไม่ต้องถูกส่งมายังสถานที่แห่งนี้ หึ ! เพราะพวกเจ้า เราจึงไม่อาจกลับไปยังดินแดนบ้านเกิดของเราได้และยังถูกบังคับให้อยู่ที่นี่ตลอดไป ไม่เห็นทั้งดวงอาทิตย์ ไม่มีทั้งดวงจันทร์ หรือดวงดาว " อีฉู่ปี่พูดอย่างเย็นชา

" ทำไมพวกเจ้าถึงถูกส่งตัวมาที่นี่ มนุษย์จะทำเช่นนั้นทำไมหากไม่มีเหตุผล ? "

" หุบปาก ! ! ! " อีฉู่ปี่ ตะวาทออกมา . ใบหน้าที่งดงามของนางทันทีก็เปลี่ยนเป็นดุร้าย .

ฉื่อหยานก็ประหลาดใจ แล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขากลัวว่าอีฉู่ปี่จะโกรธจนคุมตัวเองไม่ได้และโจมตีเขา

หลังจากออกมาจากเมืองหินยักษ์โบราณ ผ่านข้ามป่าเขียวขจีที่กว้างขวาง หลังจากเดินทางผ่านพื้นที่กว้างใหญ่เป็นเวลานาน ภูเขาสูงนับหมื่นเมตรก็ค่อยๆปรากฏขึ้นในสายตาของเขา

ภูเขายักษ์นั้นยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากมันสูงเสียดฟ้าระดับเดียวกับเหล่าก้อนเมฆที่ลอยอยู่  ยอดเขาแทงทะลุุขึ้นไปเหนือก้อนเมฆ ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยสายฟ้าฟาดเหมือนกับว่ามีมังกรอัศนียักษ์บินอยู่รอบๆภูเขา ; มันประกายไปด้วยแสงสายฟ้าฟาดทีสาย

บนภูเขายักษ์ มันเต็มไปด้วยต้นไม้โบราณหุบเหวลึกลึกมืดมิดรอบๆหน้าผาบนภูเขา ในหุบเหวลึกเหล่านั้น มีร่างสัตว์อสูรที่ใหญ่โตอยู่ เสียงคำรามของสัตว์อสูรเสียงดังก้องมาจากภายใน เสียงคำรามของพวกมันเต็มไปด้วยพลังที่น่าหวาดหวั่น

เมื่อได้ยินเสียงคำรามนั่น ห้วงจิตสำนึกของฉื่อหยานก็กลายเป็นสั่นสะท้าน

" สัตว์อสูรเสียงเกิดขึ้นจากการรวมกันของวิญญานที่มืดมิด วิญญานของพวกมันนั้นพิเศษเป็นอย่างมาก เสียงคำรามของมันสามารถทำให้นักรบธรรมดาบาดเจ็บได้ เจ้าได้ยินมัน แต่กลับได้รับผลกระทบไม่มาก นั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเจ้าต้องไม่ธรรมดาแน่นอน หึ ! เช่นนั้นข้าก็คงไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก ด้วยพลังของข้า ข้าจะส่งจิตสำนึกวิญญานออกไปช่วยปกป้องห้วงจิตสำนึกของเจ้า . " อีฉู่ปี่ ไม่นานนางก็ลดการระวังต่อฉื่อหยานลง

นางและฉื่อหยานยืนอยู่ด้วยกันบนกิ่งไม้ยาวใหญ่ของต้นไม้โบราณ นางยกหัวของนางมองภูเขาเสียงอสูร มองไปในด้านหน้าของพวกเขาและฉื่อหยานก็กล่าวว่า "สัตว์อสูรอะไรกันที่แข็งแกร่งที่สุดในภูเขาเสียงอสูร ? "

ฉื่อหยานเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้า เพราะห้วงจิตสำนึกของเขาสั่นสะท้าน และแม้แต่วิญญานของเขายังปั่นป่วน. มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะรับรู้ถึงพลังที่แท้จริงของสัตว์อสูรเสียงทั้งหมดที่อยู่ในหุบเขาเสียงอสูร

" สัตว์อสูรเสียงที่แข็งแกร่งที่สุด . . . . . . . " อีฉู่ปี่สั่นศีรษะ " เพราะมีสายฟ้าฟาดตลอดเวลา มันจึงปิดกั้นวิญญานของพวกเราเผ่าเสียงอสูร กังนั้นพวกเราจึงไม่รู้ว่าสัตว์อสูรเสียงตนใดแข็งแกร่งที่สุดในหุบเขาเสียงอสูร . . . . . . เผ่าปีกนั้นเคยบุกลุกมาที่ภูเขาเสียงอสูร แต่ข้าก็ได้ยินมาว่า พวกเขาไม่มีใครคนใดเลยที่รอดกลับมา "

" นอกจากพวกเจ้าแล้วเผ่าปีกยังเคยมาที่นี่ด้วยงั้นรึ ? "

" ใช่ เผ่าปีกนั้นอยู่ด้านหลังภูเขาเสียงอสูร พวกเขาจึงแต่งตั้งตัวเองเป็นเจ้าของที่แท้จริงของดินแดนแห่งนี้ พวกเขาต้องการที่จะยึดครองเผ่าเสียงอสูร ในปีที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งและอำนาจของเผ่าปีกนั้นเหนือกว่าเรามาก ถ้าเผ่าปีกมาบุกรุกเราจริงๆหละก็ เราอาจจะต้องกลายเป็นทาสของพวกเขา . " อีฉู่ปี่ พูดพร้อมกับก้มหน้ากังวล

"เผ่าปีก ! " ฉื่อหยานคิดสักครู่ " เจ้าบอกว่าวิญญานของพวกเจ้าคือพรจากสวรรค์ และเจ้าสามารถทำลายวิญญานของพวกเราได้อย่างง่ายดาย แต่ทำไมพวกเจ้าถึงต่อสู้กับเผ่าปีกไม่ได้กัน ? "

"เผ่าปีกนั้นอันตรายกว่าเผ่ามนุษย์เป็นอย่างมาก ไม่มีมนุษย์คนไหนมีร่างกายเทียบได้เท่ากับพวกเขา ถึงแม้ว่าเผ่าปีกจะไม่ได้มีวิญญานแข็งแกร่งเท่ากับพวกข้าหรือเผ่ามนุษย์ แต่พวกเขาก็ยังมีหลายวิธีที่จะปกป้องวิญญานของพวกเขาไม่ให้ถูกโจมตีได้ มนุษย์ไม่สามารถเปรียบเทียบกับพวกเขาเลย . " อีฉู่ปี่อย่างเย็นชา

" ฮือออออ.ฮืออออ "

เสียงแปลกๆที่เหมือนกับเสียงของเด็กร้องไห้ก็ดังออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขาเสียงอสูร

ขณะที่ เสียงแปลกๆดังขึ้น ก็มีพลังหยินสีเท่าพุ่งออกไปถ้ำนั้น เป็นวิญญานที่แข็งแกร่งและรวดเร็วพุ่งออกมา จากนั้นมันก็กระจายกันออกไปเป็นพื้นที่ขนาดเล็กในพริบตา

กลุ่มก้อนรูปร่างที่กระจายออกมานั้นลอยอยู่รอบๆกลิ่นอายพลังหยินที่อยู่ตรงกลาง จากนั้นมันก็หลอมรวมเข้ากับกลื่นอายพลังหยิน พวกมันตกลงไปที่ภูเขาเสียงอสูร จากนั้นก็พุ่งไปทางทะเลสาปน้ำแข็งที่อยู่ไกลออกไป

" อสูรทารก ! "

ใบหน้าของอีฉู่ปี่ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ร่างบอบบางของนางสั่นเล็กน้อยขณะที่นางจ้องมองสถานที่ที่วิญญาณสีเทารวมตัวกัน นางพูดขึ้นด้วยความกลัว " เจ้าสิ่งนี้ไม่สมควรปรากฏในเวลานี้สิ ผนึกที่ปิดกั้นพวกมันไว้อ่อนแอลงงั้นรึ? ไม่มีทาง , ไม่มีทางแน่ๆ ! ไม่... ตอนนี้เราต้องหยุดแผนการของเราก่อน " .

หันหัวนางทันทีก็หันมา อีฉู่ปี่ใช้มือข้างหนึ่งจับไปที่ฉื่อหยานจากนั้นก็ ตะโกนเสียงดังว่า " ตอนนี้เราหนีกันเถอะ ! ลืมมันเรื่องก่อนหน้านี้เสีย ข้าต้องไปบอกคนในเผ่าของข้าเกี่ยวกับอสูรทารก ! "

" เจ้าแน่ใจนะว่าเราจะหนีได้... " ฉื่อหยานหลี่ตาลงเล็กน้อย สีหน้าเขาเปลี่ยนไปในขณะที่เขาชี้ไปข้างหน้า " ดูเหมือนเจ้าสิ่งนั้นจะเจอเราแล้ว แล้วดูเหมือนว่ามันกำลังเปลี่ยนทิศทางมาที่เราใช่หรือไม่ ? "

" อะไรนะ ! ? " นางตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าขาวของอีฉู่ปี่กลายเป็นซีดเซียว

_______________________________________

ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1394 แล้วนะคะ มี 30 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มละ 50 ตอน หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา  >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 239 ภูเขาเสียงอสูร

คัดลอกลิงก์แล้ว