เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 86 พื้นที่พลังหยิน

บทที่ 86 พื้นที่พลังหยิน

บทที่ 86 พื้นที่พลังหยิน


บทที่ 86 พื้นที่พลังหยิน

พื้นที่พลังหยินอยู่เป็นจุดศูนย์กลางของบึงมรณะ

บึงมรณะถูกล้อมรอบไปด้วยบึงนับไม่ถ้วน ; สามารถเห็นบ่อโคลนได้ทุกที่ มีเพียงบางจุดเท่านั้นที่เป็นผืนดินแห้ง

อย่างไรก็ตามพื้นที่พลังหยินที่อยู่กลางบึงมรณะนั้นเป็นข้อยกเว้น

ที่นี่ ไม่มีหนองน้ำ และพื้นที่มีน้ำขังเลย. พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผืนดิน และถึงแม้ว่ามันจะไม่แห้งสนิท แต่มันไม่ก็เปียกแฉะเหมือนกับพื้นที่ด้านนอก

พื้นที่พลังหยินเป็นสถานที่พิเศษ อากาศในพื้นที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำหนาทั่วปี ซึ่งแม้แต่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดวงดาวก็ไม่สามารถเห็นได้

บางทีนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่เมื่อเข้ามายังพื้นที่พลังหยินก็จะรู้สึกหนึกอึ้งและรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

ในพื้นที่แห่งนี้ปรากฏอุณภูมิที่หนาวเย็นเลย แต่เป็นหยินพลังงานที่อยู๋รอบตัวทำให้พวกเขาหนาวไปจนถึงกระดูก เหมือนกับว่าพวกเขาได้เข้ามาสู่โลกอีกใบ ที่ล้อมรอบด้วยวิญญาณชั่วร้าย ที่น่าขนลุก

เมื่อฉื่อหยานเริ่มก้าวเข้าไปยังพื้นที่พลังหยิน เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ และสัมพัสได้ถึงความอึดอัดที่ซึมเข้าไปในกระดูก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกหนาวมากนัก แต่มันก็ยังทำให้อึดอัด

เขายืนอยู่ในโลกที่เย็นยะเยือกแห้งนี้ จ้องมองไปรอบ ๆและพบพืชประหลาดบางอย่างเติบโตอยู่

พืชเหล่านี้ไม่สูงมากนัก สูงเพียงห้าถึงหกเมตร แต่พวกมันทั้งหมดเติบโตในรูปแบบที่แปลกประหลาดที่สุด มีพืชและดอกไม้จำนวนมาก ที่กลายเป็นสีซีดโดยปราศจากสีใดๆ

โดยเฉพาะกับพืชบางชนิด ดอกของพวกมันดูซูบและซีด ให้ความรู้สึกที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

แค่ยืนอยู่ท่ามกลางพืชที่แปลกประหลาดเหล่านี้ก็ทำให้ฉื่อหยานรู้สึกอึดอัดแล้ว เมื่อเขามองดูพืชเหล่านั้น เขามักจะรู้สึกเหมือนกับว่าหากเขาก้ามข้ามพวกมันไป พวกมันจะแว้งกัดมาที่เขา

" พลังปราณหยินที่นี่หนาแน่นเป็นอย่างมาก ทำให้พืชที่เติบโตดูแปลกไป พืชบางชนิดจะดูดซับพลังปราณหยินจากศพ . และมันจะโจมตีทันทีเมื่อพวกมันได้กลิ่นลมหายใจของมนุษย์ และมันจะไล่ล่ามนุษย์คนนั้นจนกว่าจะตาย "

ซัวฉีหน้าบึ้งเมื่อมองไปที่พืชประหลาดเหล่านั้นที่อยู่ในพื้นที่พลังหยินและเขาก็กล่าวว่า " นอกจากพืชพวกนี้แล้ว พวกเจ้าต้องระวังสัตว์อสูรด้วย สัตว์อสูรที่นี่จะรังเกลีดคนแปลกหน้าเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันเห็นใครมาหละก็ มันจู่โจมจนกว่าพวกเจ้าจะตาย โดยปกติ เมื่อนักรบต้องการที่จะผ่านบึงมรณะ พวกเขาจะโดนผ่านเพียงรอบนอกเท่านั้น . "

" ซืด ซืด ซืด ! "

เป็นอสรพิษสีขาวโผล่ออกมาจากพื้นที่ด้านใน

อสรพิษตัวนี้มีความยาวประมาณ 3 เมตร หัวมีรูปทรงกรวย และหางของพวกมันขดเป็นวงกลมอยู่บนพื้นดิน ดวงตาของมันขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลืองซึ่งเต็มไปด้วยความเย็นชา

อสรพิษหลายสิบตัวมองมายังพวกเขาผ่านพืช พวกมันกระจายกันออกไปและลุมล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ของฉื่อหยาน

" สัตว์อสูรระดับสอง อสรพิษกินศพ " ซัวฉี แสยะยิ้ม และก็กระทืบไปที่พื้น

เกิดเป็นพลังประหลาดกระจายออกจากฝ่าเท้าของเขา ! โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง มันเป็นระลอกวงกลมคล้ายแหวนกระจายออกไปทุกทิศทาง

" ปัป ปัป ปัป ปัป ปัป ปัป ! "

สัตว์อสูร ระดับ 2 อสรพิษกินศพ นับสิบก็ระเบิดออกมาทันที , พื้นดินสีน้ำตาลกลายเป็นนองเลือด

" ข้าเกลียดอสรพิษเป็นที่สุด ! " ซัวฉีแสยะยิ้ม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขยะแขยง . เขาหันกลับไป ยังชิ เสี่ยว และกล่าวว่า " ก่อนที่เราจะเจอกับอสรพิษเก้าหัว ข้าจะจัดการอุปสรรคระหว่างทางเอง ผมจะให้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองในการตอบแทนสำหรับการมีส่วนร่วมในประตูสวรรค์ "

ชิเสี่ยวพยักหน้าและตอบว่า " เจ้าคุ้นเคยกับสถานที่นี้ดี ดังนั้น เจ้าก็นำไปเถอะ."

ซัวฉีไม่ได้ปฏิเสธและเดินตรงไปยังด้านหน้าของกลุ่ม พร้อมกับปรากฏร่องรอยประหลาดสีเขียวเป็นหมอกพิษค่อยๆกระจายออกไปในอากาศ

เมื่อพืชที่อยู่ในพื้นที่พลังหยินสัมพัมกับหมอกพิษนั่น พวกมันทั้งหมดก็ส่งสัญญาเหมือนกับว่าพวกมันกำลังหวาดกลัวออกมา

เหล่าพืชที่ก่อนหน้านี้สูง 3 เมตร ได้หดลงเหลือ 1 เมตร ทันทีเมื่อซัวฉีเดินผ่าน ซึ่งนั่นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

ฉื่อหยาน ก็ประหลาดใจ เขามองดูด้วยแววตาที่สับสน เมื่อใดก็ตามที่เขาเดินผ่านพืชเหล่านั้นตามซัวฉีไป เขาจะจับตาดูพวกมันเอาไว้ และเขาก็ตระหนักว่า ไม่ว่าซัวฉีจะไปที่ไหน พืชพรรณเหล่านั้นก็จะอ้อมน้อมลง

แต่เมื่อเขาลองไม่ตาม ซัวฉีไป และเลือกที่จะเดินห่างออกไปไม่กี่เมตร พืชเหล่านั้นก็จะลุกขึ้นสูงขึ้นอีกครั้ง และพยายามเข้าไปพัวพันกับเขา พวกมันดูจะไม่เลิกรา จนกว่าจะรัดเขาจรตาย

" นี่ ถ้าเจ้าไม่อยากตาย ก็รีบตามข้า " ซัวฉีก็หันศีรษะและจ้องมองไปที่ฉื่อหยาน เขาก็ค่อยๆพึมพำออกมา " ข้าหละไม่เข้าใจพวกเจ้าจริงๆ เจ้ารู้ว่าต้องเข้ามายังพื้นที่พลังหยิน แต่กลับนำภาระมาด้วยสองคน พวกเขาต้องการที่จะใช้สองคนนี้เป็นเหยื่อล่อตอนเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นงันรึ . . . . . . . ? "

ภาระที่ ซัวฉีพูดถึง เห็นได้ชัดว่าคือฉื่อหยานและซั่วฉื่อ พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงนักรบในระดับมนุษย์เท่านั้น และยังอ่อนแอที่สุดในกลุ่มอีกด้วย

ฉื่อหยานมองดูอย่างเรียบเฉย เขาไม่แสดงอาการใดๆออกมา แต่ซั่วฉื่อนั้นต่างออกไป

ซั่วฉือนั้นรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้นและนางก็กล่าวว่า " เจ้ากำลังบ่นอะไรของเจ้ากัน เจ้าใส้เดือน ? เจ้าหมายถึงใครกันที่เป็นภาระ ? ฮึ่ม ! ถ้าเจ้าไม่อยากมาด้วยกันกับเรา ตอนนี้เจ้าก็ไปสะ อย่าคิดว่าพวกเราจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้า "

" สาวน้อย เจ้าเรียกใครว่า ใส้เดือนกัน ? " ซัวฉี ใบหน้ากลายเป็นสีเขียวเข้ม ดวงตาหลี่ลงเล็กน้อย ร่างกายสั่น้ทา เขามองอย่างเย็นชาไปที่ซั่วฉื่อ " พูดอีกครั้งซิ ! "

" เอาหละๆ ! " ชิเสี่ยวขมวดคิ้วและตำหนิซั่วฉื่อ " ซัวฉีอาวุโสกว่าเจ้า อย่าได้ดูหมิ่นเขา เจ้าจะไม่ได้เดินทางอย่างราบลื่นเช่นนี้หลอกหากไม่ได้ ซัวฉี”

ชิ เสี่ยว มองไปที่ ซัวฉีและ กล่าวว่า " แล้วก็เจ้า เจ้าจะหุบปากเหม็นๆของเจ้าได้หรือยัง ? ถ้าไม่ใช่เพราะปากเหม็นๆและความโง่ของเจ้าเมื่อคร่าวนั้น ข้าก็คงไม่สู้ตกตายไปกับเจ้าหลอก หรือเจ้าต้องการจะทำมันอีกครั้งกัน ? "

ซัวฉีสูดลมหายใจเข้าและก็ถลึงตาใส่ซั่วฉื่อ เกล็ดบนใบหน้าของเขาสั่นอีกครั้ง และเขาก็หยุดบ่น

ซั่วฉื่อกำลังจะก่นด่าอีกครั้ง แต่ก็ถูกหยุดโดยชิเสี่ยว . นางยื่นบุ้ยปากและหยุดพูดไป

เซี่ยซินหยาน และชายร่างยักษ์ทั้งสองที่อยู่ด้านซ้ายของชิเสี่ยวและคนอื่นๆในกลุ่ม นางไม่ได้พูดอะไร สีหน้าของนางดูไม่แยแส นางนั้นไม่ได้สนใจ ซัวฉีเลยแล้วก็ไม่คิดจะพูดคุยกับชิเสียวด้วย

อย่างไรก็ตาม บางครั้งสายตานางก็จะมองไปที่ฉื่อหยาน ด้วยความซับซ้อนบางอย่าง และไม่มีรู้ได้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

นับตั้งแต่วันที่นางออกมาจากบึง นางก็ไม่ได้พูดคุยกับฉื่อหยานอีกเลย

ฉื่อหยานก็มีเหตุผลของเขาเช่นกัน เขาไม่ได้ขยับเข้าใกล้นางเลย

บรรยากาศเหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับนางและฉื่อหยาน ชิเสี่ยว ซั่วฉื่อ และคนอื่นๆสามารถสัมพัสได้ แต่ทุกคนก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และไม่มีใครเข้าไปรบกวนถามพวกเขาทั้สอง

" เถอะน่า ตามข้ามาสะ หากเจ้าต้องการจะมีชีวิตรอด พวกเจ้าเองก็รู้จักที่นี่ดีหนิ ! " ซัวฉี สูดลมหายใจเข้า และจงใจมองไปที่ฉื่อหยาน

ฉื่อหยานมองกลับไปเฉยๆ และเขาไม่ได้ไปยุ่งกับซัวฉี

ตอนนั้นเอง ชิเสี่ยวก็ขมวดคิ้วด้วยความสับสน และตาของเขาก็ส่องประกายออกมา

" เกิดอะไรขึ้นกัน ? " สีหน้าของเซี่ยซินยันเปลียนไปนางรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติพร้อมกับชิเสียวได้อย่างรวดเร็ว

" ไม่มีอะไร " ชิ เสี่ยว ส่ายหัว และกล่าวอย่างใจเย็น " จู่ๆ ข้าก็รู้สึกถึงอะไรแปลกๆ แต่มันก็หายไปในพริบตา สงสัยว่าข้าคงคิดไปเอง " .

หลังจากนั้นทุกคนก็กังวลขึ้นเล็กน้อยและ ซัวฉีกล่าวว่า " หรือว่าจะเป็นนักรบในระดับนภากัน ? "

" ข้าเองก็ไม่รู้ " ชิเสี่ยวส่ายหน้าอีกครั้ง "

ปฏิกิริยาของชิเสี่ยวทำให้เกิดเงาความกังวลขึ้นในจิตใจของทุกคน และให้ทุกคนก็ระมัดระวังมากขึ้น

. . . . .

ในพื้นที่พลังหยินทีเต็มไปด้วยพืชใบหนา

บัณฑิตวัยกลางคนผิวซีดร่างสูงยืนเงียบเฉยอยู่ที่นั่น

โดยด้านข้างของเขา มีนักรบผิวซีดอยู่ด้วยกัน 35 คน ใบหน้าของพวกมันดูซีดและว่างเปล่า มีเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุเพียงยี่สิบต้นๆเท่านั้น ผมของเขายาวถึงเอว เขาดูหล่อเหลาเป็นอย่างมาก แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ชั่วร้าย

" นายน้อย ท่านพบอะไรหรือไม่ ? " ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย

" จุดมุ่งหมายของเราคือเข้าไปในพื้นที่พลังหยิน และข้าก็ได้ใช้พลังวิญญาณของข้าเข้าตรวจสอบเล็กน้อยและ พลังวิญญานของข้าส่วนหนึ่งสัมพัสได้ถึงบางอย่าง . " บัณฑิตวัยกลางคนกล่าว

" มันเป็นใครบางคนจากตระกูลเป่ยหมิงงั้นรึ? "

" ไม่ใช่ เป่ยหมิงชางนั้นได้มาที่นี่นานแล้ว "

" แล้สทำไมเขายังไม่มาหาเรา "

" จุดมุ่งหมายของเราคือที่นี่ ไม่นานเขาต้องโผล่ออกมาแน่ . "

. . . . .

วันต่อมา

ในพื้นที่ที่กลุ่มคนได้รวมตัวกัน เป่ยหมิงชางได้มาถึงที่นั่นเพียงคนเดียว พร้อมกับพลังที่เย็นยะเยือกรอยอยู่รอบๆตัว

" จักพรรดิ์แห่งโลกทมิฬ " หลังจากเป่ยหมิงชาง มาถึง เขาก็หันไปมอง กลุ่มบัณทิต และกล่าวว่า " จะให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไร ? "

" ซูซีเฮ้อ . " จักพรรดิ์แห่งโลกทมิฒพูอออกมาอย่างเรียบเฉย " ข้าได้ยินชื่อของหัวหน้าตระกูลเป่ยหมิงมานาน และเมื่อข้าได้พบท่านในวันนี้ ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของท่านนั้นจะเป็นเรื่องจริง . "

เป่ยหมิงชางยิ้มออกมา และพูดด้วยอารมณ์ดี " น้องซู ท่านเองก็เป็นหนึ่งในผู้มีชื่อเสียงที่โดงดังที่สุด โลกทมิฬนั้นโด่งดังเป็นอย่างมากในจักวรรดิ์อัคคี และจากที่ข้าได้มาเห็นท่าน ข้าก็มั่นใจแล้วว่าท่านเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกอย่างแท้จริง ข้าหวังว่าการร่วมมือกับน้องซูครั้งนี้ จะทำให้เจ้าพอใจ "

" แล้วหญิงสาวจากตระกูลมู่หละ " จักพรรดิ์แห่งโลกมืดขมวดคิ้ว

" หลังจากสำรวจประตูสวรรค์แล้ว ข้าจะนำตัวนางมาให้ท่านเอง" เป่ยหมิงชางมองไปที่ทุกคนจากโลกทมิฬ และบอกว่า " น้องซู ทำไมเจ้าถึงนำคนมาเยอะนัก เจ้าไม่กลัวว่าจะถูกจับได้งั้นรึ "

" พวกเราที่มาจากโลกทมิฬมั่นใจเรื่องการหลบซ่อนเป็นอย่างมาก ท่านอย่าได้กังวลไป พี่เป่ยหมิง ”

" ก็ได้ " เป่ยหมิงชางพยักหน้า แล้วพูดต่อว่า " อีกด้านหนึ่งของหุบเขาพลังหยิน มีศัตรูของเราอยู่ ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริงๆในตอนนั้น ข้าหวังว่าน้องซูจะออกมาช่วยเหลือ แต่ข้าไม่อยากให้ท่านแสดงตัวนัก เกรงว่ามู่หยู่เตี๋ยและนางอีกคนจะจดจำได้และแค้นท่านยิ่งขึ้น . "

" นาง ก็เป็นแค่สาวน้อยที่สูญเสียตระกูลไป เหตุใดท่านต้องใส่ใจด้วยพี่ชายเป่ยหมิง ? "

" จริงๆแล้วข้าไม่ได้ใส่ใจเรื่องของมู่หยู่เตี๋ยนัก แต่ข้าสนในหญิงสาวอีกคนที่อยู่ข้างนางมากกว่า จิตวิญญานของนางนั้นสามารถสนับสนุนจิตวิญญานของตระกูลเป่ยหมิงข้าได้ ข้าไม่อยากให้หญิงสาวคนนั้นรู้ว่าเราเป็นคนส่งมู่หยู่เตี๋ยให้ท่าน มิฉะนั้นมันอาจจะส่งผลต่อแผนการในอนาคตของข้าได้ "

" แน่นอน ข้าเองก็ได้นำหน้ากากมาด้วย ครั้งนี้ข้าจะร่วมมือกับท่านด้วย ข้าผู้เป็นจักพรรดิ์แห่งโลกทมิฬ แทบจะไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงของข้าให้ใครเห็น แม้แต่แม่นางมู่เองก็ไม่เคยเห็นข้าเช่นกัน ดังนั้นนางจะไม่รู้แน่นอนว่าข้าเป็นใคร ท่านสามารถมั่นใจในเรื่องนี้ได้ พี่เป่ยหมิง ”

" ดี งั้นเราจะเจอกันอีกครั้งที่หุบเขาพลังหยิน เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะใช้พลังวิญญาณส่งข้อความไปหาท่าน ข้าหวังว่าท่านจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ น้องซู "

แล้วเป่ยหมิงชางก็ค่อยๆล่าถอยออกไป ร่างของเขาก็เลือนหายไปกลายเป็นจุดเล็กๆ พร้อมกับพลังเย็นเยือกในอากาศพลันหายไป

" ท่านเป่ยหมิงชาง เขาต้องเป็นยอดฝีมือแน่นอน การสำรวจประตูสวรรค์ครั้งนี้ เราควรจะระมัดระวังของเขาให้มากไว้ ดูเหมือนเขาจะไม่ใช่คนดี "

" ไม่ต้องห่วง นายหญิงของเจ้าเองก็อยู่ที่นี่ในความมืดมิด ถ้าสมบัติดีๆปรากฏขึ้นหละก็ มันจะต้องตกเป็นของเราโลกทมิฬแน่นอน "

" นายหญิงก็อยู่ที่นี่ด้วยงั้นรึ ? " ปีศาจหนุ่มรูปหล่อร้องอุทาน

" ใช่ นางมาถึงที่หุบเขาพลังหยินนานแล้ว ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการหลบซ่อนของนาง จะไม่มีใครที่อยู่ในพื้นที่พลังหยินสามารถสัมพัสนางได้อย่างแน่นอน หากนางไม่ปรากฏตัวออกมา "

" ฮะ งั้นการสำรวจประตูสวรรค์ครั้งนี้ ก็เหมือนสำรวจของในถุงเลยหนะสิ "

" อืมม . . . . . "––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 86 พื้นที่พลังหยิน

คัดลอกลิงก์แล้ว