เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 จิตวิญญานแห่งเสียงเพลง

บทที่ 33 จิตวิญญานแห่งเสียงเพลง

บทที่ 33 จิตวิญญานแห่งเสียงเพลง


บทที่ 33 จิตวิญญานแห่งเสียงเพลง

 

ฉื่อหยานและ ตี่ย่าหลาน กลับเข้าไปในโพรงต้นไม้อีกครั้ง

" เกิดอะไรขึ้น ? " มู่หยู่เตี๋ย ที่อยู่ในโพรงไม้ ก็ถามออกมาด้วยความกลัว " ข้าได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจนถึงตอนนี้ มีสัตว์อสูรบางตัวผ่านมางั้นรึ ? "

ฉื่อหยาน นั่งลงและเริ่มที่จะรู้สึกไปที่พลังปราณลึกลับที่อัดแน่นในเส้นชีพจรของเขาโดยไม่มีการตอบคำถามของ มู่หยู่เตี๋ย

สุดท้ายแล้ว พลังปราณลึกลับของนักรบทั้งห้าก็ได้สลายไปในอากาศ และฉื่อหยาน ก็สามารถดูดซับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เนื่องจากในหมู่พวกมันนั้นมีนักรบในระดับมนุษย์ ถึงแม้มันจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่มันก็มีจำนวนมหาศาลนัก

อย่างไรก็ตาม ฉื่อหยาน ก็ยังคงกังวล เขาระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่ได้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่อารมณ์เชิงลบจะระเบิดออกมา

เมื่อเห็นฉื่อหยานนิ่งเงียบ ตี่ย่าหลานจึงบอกมู่หยู่เตี๋ยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้านนอกแทน

เมื่อได้ฟังเรื่องราว มู่หยู่เตี๋ยสีหน้ากลายเป็นจริงจัง และดูเหมือนเธอจะกังวลมากขึ้น พวกเขาถูกไล่ตามจากพวกคนชั่วจำนวนมาก และยังมีสัตว์อสูรทำกำลังออกไล่ล่านักรบอีก ตอนนี้เธอรู้สึกสิ้นหวังยิ่งนัก

ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นอย่างช้าๆ และแสงสว่าก็เริ่มสาดส่อง หลังจากคืนที่ผ่านมา ทั้งสามคนเริ่มหารือกันในโพรงต้นไม้

ฉื่อหยาน ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้พูดถามระเอียดเกี่ยวกับพวกนางหรือลั่วฮ่าวกับคนอื่นๆมากนัก ดังนั้น เขาจึงไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับเรื่องของพวกนาง แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นรวมถึง ลั่วฮ่าว, ได้ถูกฆ่าตายไปแล้ว เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องรับรู้เรื่องของพวกนาง เพื่อจุดยืนของเขาเอง

" ทำไมพวกคนจากโลกทมิฬถึงได้ไล่ตามเจ้า ? " ฉื่อหยานถามเสียงเรียบนิ่งในขณะที่ทำหน้ามุ่ย " เจ้ามาจากจักวรรดิ์อัคคีงั้นรึ ? "

มู่หยู่เตี๋ยพยักหน้าและถอนหายใจ " เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะข้า . . . . . . . "

" เกิดอะไรขึ้น ? " ฉื่อหยานรู้ว่ามู่หยู่เตี๋ยนั้นเป็นคนที่พิเศษต่างจากคนอื่น และตอนนี้เธอเองก็กำลังจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง

" พี่สาวหลาน ท่านช่วยบอกเขาได้หรือไม่ ? " มู่หยู่เตี๋ยมองไปที่ตี่ย่าหลาน แล้วถอนหายใจอีกครั้ง

" เจ้าอยากรู้ว่าเตี๋ยเอ๋อคือใครงั้นรึ ? " ตี่ย่าหลาน ตกใจเมื่อเธอมองไปที่ฉื่อหยานที่มีสายตาอยากรู้อยากเห็น " ถึงแม้ว่าเจ้าจะมาจากสมาคมการค้า เจ้าก็คงจะเคยได้ยินเรื่องของ มู่กู่จากจักวรรดิ์อัคคีมาบ้างสินะ ! "

" มู่กู่ ? นายพลแห่งกองทัพพญาอินทรีจากจักวรรดิ์อัคคี พญาอินทรีเหล็กหนะรึ ? "

ฉื่อหยาน ก็ประหลาดใจ เขาพยักหน้ารับ หลังจากคิดอยู่นาน " เช่นนั้น นางสมควรหลานสาวของพญาอินทรีเหล็กใช่หรือไม่ ? ข้าเข้าใจหละ . "

ฉื่อหยานรวบรวมชิ้นส่วนความทรงจำเกี่ยวกับพญาอินทรีเหล็ก - กษัตริย์ มู่กู่ และ . เรื่องราวเหล่านั้นก็ได้ประกอบกันอย่างสมบูรณ์

ในความทรงจำของฉื่อหยาน, มู่กู่ เป็นนายพลแห่งกองทัพพญาอินทรีจากจักวรรดิ์อัคคี ซึ่งเป็นนักรบในระดับรู้แจ้ง และ เป็นขุมกำลังที่แท้จริงของจักวรรดิ์อัคคี

พญาอินทรีเหล็กไม่เพียงมีชื่อเสียงในจักวรรดิ์อัคคีเท่านั้น แต่ยังรู้จักกันดีในสมาคมการค้า และจักวรรดิ์พรพระเจ้า

มู่กู่ เป็นตำนานสำหรับทหาร เขาเป็นผู้ที่นำทัพสงครามละหว่าง จักวรรดิ์อัคคี กับ จักวรรดิ์พรพระเจ้า เขามีชื่อเสียงด้านความโหดร้ายในสนามรบ และมีผู้คนนับไม่ถ้วนได้ตกตายด้วยน้ำมือของเขา !

มู่กู่ ไม่เคยปราณีศัตรูของเขา และเขาเองก็โหดร้ายกับคนของตัวเองเช่นกัน ดังนั้น คนส่วนมากจึงไม่สามารถทนต่อการกระทำของเขาได้

สามปีผ่านมาในการต่อสู้ระหว่างจักวรรดิ์อัคคีและจักวรรดิ์พรพระเจ้า มู่กู่ ได้ถูกสังหารโดยนักรบระดับรู้แจ้ง ห้าคน

สำหรับมู่กู่นั้น เมื่อตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่คนส่วนมากล้วนแต่โกรธเคืองเขา ทันทีที่เขาตายได้ไม่กี่วัน ตระกูลของเขาก็เกิดปัญหาขึ้นทันที ญาติสนิทและสายเลือดโดยตรงล้วนถูกฆ่า ดังนั้น ตระกูลยิ่งใหญ่นี้จึงล่มสลายลงไปในทันที

" ข้าเคยได้ยินเรื่องของพญาอินทรีเหล็กมาบ้าง " หลังจากคิดสักพัก ฉื่อหยานพยักหน้า

" เตี๋ยเอ๋อเป็นหลานสาวของพญาอินทรีเหล็ก และเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของตระกูลมู่ ส่วนโลกทมิฬเป็นองค์กรมือสังหารในอาณาจักร และเป็นคนที่ฆ่าตระกูลของเธอ และตอนนี้มีเพียงเตี๋ยเอ๋อเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะจิตวิญญาณการต่อสู้ของเธอ ในวันนั้นเธอได้สังหารคนไปมากมายด้วยจิตวิญญานที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของเธอ มันคือ จิตวิญญานแห่งเสียงเพลง . . . . . . . "

" ท่านหมายถึง เสียงพิณของนางเป็นจิตวิญญานทีใช้สังหารคนงั้นรึ ? "

" ถูกต้อง เสียงพิณของเตี๋ยเอ๋อไม่เพียงแต่ใช้สังหารเท่านั้น แต่สามารถใช้ป้องกันไม่ให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งได้ โลกทมิฬจึงต้องการตัวเตี๋ยเอ๋ออย่างมาก เพราะพวกมันนั้นได้ฝึกวิชาต่อสู้ที่ทำให้สูญเสียจิตใจไป พวกมันจึงต้องการความช่วยเหลือจากเสียงเพลงของเตี๋ยเอ๋อ "

" ข้าเข้าใจแล้ว " ฉื่อหยานพยักหน้า

" แต่โลกทมิฬนั้นมีส่วนร่วมในการล่าสังหารตระกูลของเธอ เธอจึงยอมตายเสียดีกว่าจะช่วยพวกมัน แต่เพราะพลังของเธอนั้นสามารถที่จะช่วยการฝึกฝนให้กับจักพรรดิ์ของพวกมันได้  พวกมันจึงส่งคนมาไล่ตามเช่นนี้! "

" โลกทมิฬนั้นมีอำนาจมากเกินไปในจักวรรดิ์อัคคี ดังนั้นเธอจึงต้องออกมาหาที่ปลอดภัยในจักวรรดิ์อื่น "

เมื่อได้รู้จักตัวตนของ มู่หยู่เตี๋ย และ เรื่องราวเธอ ฉื่อหยานก็ถามอีก " แล้วเหตุใดตอนนี้นางถึงไม่สามารถใช้จิตวิญญานต่อสู้ของนางได้ "

" วิญญาณการต่อสู้ของเธอค่อนข้างพิเศษ ทุกครั้งที่เธอใช้งานมันเธอสามารถฆ่าทุกคนที่อยู่รอบๆได้ทันที แต่เงื่อนไขของมันคือ เส้นเลือดของเธอ เพราะเส้นเลือดของเธอนั้นจะเชื่อมโยงกับสายพิณ และเส้นเลือดของเธอก้เชื่อมต่อกับพลังปราณลึกลับอีกที เมื่อเธอเริ่มบรรเลง เธอก็จะไม่สามารถขยับร่างกายของเธอได้ และเธอเองก็จะได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน หากเธอใช้พลังปราณลึกลับมากเกินไป และมันจะใช้เวลานานเป็นอย่างมากเพื่อฟื้นคืนจิตวิญญานของเธอ .

 

ตี่ย่าหลาน ดูมืดมน " เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา เราพยายามที่จะเข้ามาในป่าทมิฬจากชายแดนของจักวรรดิ์อัคคี แต่พวกโลกทมิฬได้มาเจอกับพวกเราเข้า และพวกเราหลายคนก็ได้ตกตายไป ตั้งแต่ที่ลุงลั่วไม่สามารถที่จะปกป้องพวกเขาได้ เตี๋ยเอ๋อจึงเริ่มใช้พลังปราณลึกลับของเธอเอง พวกมันจำนวนมากต่างถูกเธอฆ่าตาย แต่ว่าเส้นเลือดของเธอนั้นก็ได้รับบาดเจ็บมากเช่นกัน และจนถึงตอนนี้เส้นเลือดเหล่านั้นก็ยังมิฟื้นฟู "

" การโคจรพลังปราณลึกลับจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากเส้นเลือดงั้นรึ  ? " ฉื่อหยาน ก็ค่อนข้างสับสน " เช่นนั้น เมื่อเจ้าบรรเลงพิณ ก็เท่ากับว่าเจ้ากำลังบรรเลงเส้นเลือดของตัวอยู่สินะ "

" ข้าเองก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน " มู่หยู่เตี๋ยตอบอย่างเกียจคร้าน . และเธอก็ดูมืดมน

" จิตวิญญานต่อสู้บาดเจ็บงั้นรึ . . . . . " ฉื่อหยานพิจารณาอยู่สักครู่ แล้วเขาพูด " บางทีข้าอาจจะช่วยเจ้าได้ "

มู่หยู่เตี๋ย และ ตี่ย่าหลาน ดวงตาของพวกนางจ้องไปที่ฉื่อหยานเป็นจุดเดียวกัน !

" เอ่อ . . . " ฉื่อหยาน แค่นึกถึงสิ่งที่เขาคิด เขาก็รู้สึกอายขึ้นมา " เอ่อ พี่สาวหลาน จิตวิญญานของท่านถูกกระตุ้นให้มีชีวิตใช่หรือไม่ ? เช่นนั้น ยาในร่างกายของข้าอาจจะสามารถช่วยเธอได้เช่นกัน ข้าคิดว่า . . . . . . . "

" เจ้าอย่าได้คิดถึงเรื่องนั้นอีก ! "

มู่หยู่เตี๋ยตอบกลับด้วยความโกรธ และเธอก็จ้องไปที่ใบหน้าของเขา " หยุดคิดเรื่องสกปรกของเจ้าเกี่ยวกับข้าเดี๋ยวนี้ "

เธอรู้ว่าดีว่าด้วยวิธีนั้นจิตวิญญานของตี่ย่าหลานถึงได้ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมา . . . . . . . แต่จะให้เธอใช้พรหมจรรย์ของเธอเพื่อแลกกับมันเช่นนั้นรึ ? !

" ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น เจ้าอย่าไปคิดถึงมันจริงจังเลย . " ฉื่อหยานดูไม่แยแส เขาเงยหน้ามองขึ้นไปที่ทางเข้าโพรงไม้ " นี่ก็เที่ยงวันแล้ว ข้าไม่ได้ยินเสียงของสัตว์อสูรเลบ เราสมควรออกเดินทางกันได้แล้ว "

" หิหิ ตกลง " ตี่ย่าหลาน หัวเราะคิกคัก .

. . . . . . .

จากนั้นพวกเขาก็ออกมาจากโพร่งต้นไม้และพุ่งเข้าไปในป่า ขณนี้ตี่ย่าหลาน ก็ยังคงอุ้มมู่หยู่เตี๋ยบนหลังของเธอ

หลังจากการไล่ล่าคืนทั้งสัตว์อสูรทั้งหมดดูเหมือนว่ากำลังพักผ่อนอยู่ เพราะพวกเขานั้นไม่ได้พบเจอสัตว์อสูรระดับสูงในเส้นทางเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กระนั้น พวกเขากลับพบซากศพมนุษย์จำนวนมากแทน พวกเขารู้ได้ทันทีเลยว่าคืนที่ผ่านมาพวกสัตว์อสูรได้ทำเรื่องโหดร้ายเพียงใด

ตอนพลบค่ำ

พลังปราณลึกลับในร่างกายของฉื่อหยานได้กลั่นจนเสร็จสิ้น และตอนนั้นเองพลังเชิงลบจึงปรากฏขึ้นในจิตใจของฉื่อหยานอีกครั้ง เขาถูกกระตุ้นให้ฆ่าฟัน

เขารู้ว่า มู่หยู่เตี๋ยสามารถบรรเลงพิณเพื่อปลอบประโลมจิตใจ และลดทอนอารมณ์เชิงลบของเขาได้ แต่นั่นจะเป็นการดึงดูดเหล่าสัตว์อสูรและพวกที่กำลังไล่ล่าเราในป่าที่เงียบสงบแห่งนี้ได้

นับตั้งแต่ที่เขาได้มีอะไรกับตี่ย่าหลาน ฉื่อหยานก็ลังเลเพียงเสี้ยววิ ก่อนที่เขาจะเคลื่อนไหวดวงตาที่หื่นกระหายของเขาไปที่ร่างกายของตี่ย่าหลาน และเขาก็คิดแผนบางอย่างขึ้น

. . . . . . .

ตกดึก

ในหุบเขาลึกลับ มู่หยู่เตี๋ยกำลังซบไปที่กิ่งไม้หนาแน่นบนต้นไม้เก่าแก่ . เธอจ้องมองไปที่พุ่มไม้ที่อยู่ห่างจากเธอไปสิบเมตรด้วยใบหน้าที่แดง และเธอก็ขบฟันของเธอ

พุ่มไม้กำลังสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง รวมกับเสียงครางระหว่างทั้ห่ำหั่นก็ดังออกมา . . . . . . . . .

" หญิงชั่ว ! " มู่หยู่เตี๋ยกัดริมฝีปากของเธอและก่นด่าออกมา

หลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน พุ่มไม้ก็สงบลง

นาทีต่อมา ฉื่อหยาน และ ตี่ย่าหลาน ก็เดินออกมาจากพุ่มไม้นั่น และเดินกลับมาด้วยเสื้อผ้าที่สกปรก

ฉื่อหยานก้าวเดินอย่างมั่นคงและดูเรียบเฉญ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ขณะที่ ตี่ย่าหลานเดินออกมา ผิวของเธก็อดูสดใสขึ้นและเธอก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจ ถึงแม้ว่าจะมีหญ้าติดอยู่ที่ผมยาวของเธอก็ตาม

" แม่นางมู่ เจ้ายังไม่หลับอีกรึ ? " เมื่อเขาเดินกลับมา ฉื่อหยานก็เห็นมู่หยู่เตี๋ยกำลังมองมาที่เขาอย่าง เกลียดชัง เขาจึงถามเธอ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

" หึ ! " มู่หยู่เตี๋ยโกรธเป็นอย่างมากและเธอก็สาปแช่งออกไป " หน้าหนา ! "

" โอ้ " ฉื่อหยานตอบกลับเธอ พร้อมกับยิ้มและพูดเรียบๆ " บางทีเราอาจจะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ้งนี้ก็เป็นได้ จะสนใจไปทำไมกัน ? ทำสิ่งที่เราต้องการจะทำเสียดีกว่า . "

" ถูกต้อง พรุ้งนี้เราสามคนอาจจะตกตายก็เป็นได้ ข้าก็ไม่สนเช่นกัน . " ตี่ย่าหลาน ที่กำลังเดินมาก็พูดประชดเล็กน้อย

เมื่อได้ยินข้อแก้ตัวของเขา มู่หยู่เตี๋ยตะลึงและเธอก็ตระหนักถึงสถานการณ์ จากนั้นเธอไม่พูดอะไร

" พี่สาวหลาน หากท่านฝึกจินตนาการบ้าง บางทีท่านอาจจะพัฒนามากขึ้นก็ได้นะ " . ฉื่อหยานยิ้มอย่างและพูดอย่างมีความหมายบางอย่างออกไป

" เข้าใจแล้ว . . . " ตี่ย่าหลาน พูดอย่างแผ่วเบาแล้วหัวเราะ " เจ้านี่มันจริงๆเลยนะ ! ฮ่า ฮ่า "

จากนั้น ตี่ย่าหลาน ก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เก่าแก่ และนั่งลงบนกิ่งที่แข็งแรง ภายใต้สายตาที่จ้องมาอย่างสับสนของมู่หยู่เตี๋ย เธอทำเป็นไม่สนใจ และก็เริ่มฝึกจินตนาการ

ฉื่อหยาน ไม่ได้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ แต่เขากลับนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้แทน .

เนื่องจากขณะที่กำลังทำเรื่องอย่างว่ากับตี่ย่าหลาน อารมณ์เชิงลบในเส้นชีพจรของเขาถูกชำระไปแล้ว และพลังที่น่าอัศจรรย์ จากเส้นชีพจรของเขาก็ได้ทะลักเข้าไปในร่างกายของเขา มันได้ไปหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาอีกครั้ง

และก็มีส่วนเล็กๆของมันได้เข้าไปในร่างกายของตี่ย่าหลาน , นี่ทำให้ตี่ย่าหลานได้ประโยชน์เช่นกัน

ฉื่อหยานปิดตาลง และเริ่มรู้สึกไปที่พลังที่เปลี่ยนแปลงไปในเลือดและเนื้อของเขา เขาโคจรพลังปราณลึกลับให้หมุนวนอย่างรวดเร็ว

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉื่อหยาน ก็พบว่า พลังที่อัศจรรย์นั้นก็ได้หลอมรวมกับร่างกายของเขาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเขาจึงเริ่มที่จะฝึกฝนจิตวิญญานกายาแข็งของเขา

อย่างที่เขาคิด แขนของเขามันกำลังแข็งแกร่งขึ้น และมันก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม

สีน้ำตาลเข้ม ?

ฉื่อหยานลืมตาขึ้นทันที ตาของเขาสว่างเหมือนดวงดาว เขาคิดและพิจารณาอย่างรอบคอบ เกี่ยวกับแขนของเขา

สีน้ำตาลเข้มงั้นรึ แถมมันจะดูมืดมนเป็นอย่างมากอีกด้วย ?

ฉื่อหยาน รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากและเขาก็อยากจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในตอนนั้น เขาก็ตระหนักได้ถึงประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับจิตวิญญานต่อสู้ของเขา

––––––––––––––––––––––––

ห่างหายไปนานในการลงเว็ปนี้ ปัจจุบันเรื่องนี้แต่งไปจนถึงตอนที่ 1183 แล้วนะคะ หากสนใจอ่านติดตามได้ที่เพจด้านล่างเลยค่ะ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

จบบทที่ บทที่ 33 จิตวิญญานแห่งเสียงเพลง

คัดลอกลิงก์แล้ว