- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 266 หิมะตก วันหยุดสบาย ๆ
บทที่ 266 หิมะตก วันหยุดสบาย ๆ
บทที่ 266 หิมะตก วันหยุดสบาย ๆ
#วันหยุดสุดสัปดาห์
หิมะข้างนอกตกโปรยปรายไม่หยุด ถึงแม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มไปทั่วแผ่นฟ้า
ปีนี้เมืองซูจิงดูเหมือนจะหนาวกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา นี่เป็นหิมะครั้งที่สองในรอบไม่กี่วัน หิมะเริ่มตกตั้งแต่เมื่อคืน แต่เพราะเพิ่งตกครั้งแรกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ความรู้สึกแปลกใหม่ก็เลยลดลง
อากาศยิ่งหนาวขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังเป็นวันหยุด ในมหาวิทยาลัยจึงแทบไม่มีใครออกมาเดินเล่นเลย อีกทั้งอาทิตย์หน้าจะสอบปลายภาคแล้ว ช่วงนี้แม้แต่คู่รักก็ยังไม่ค่อยออกมาเดท แต่มักจะหามุมเงียบ ๆ ในห้องเรียนหรือห้องสมุดเพื่อเดทควบคู่กับไปกับการติวหนังสือ จะจริงหรือหลอกก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็ให้ดูเหมือนขยัน...
เพราะเป็นวันหยุด เสี่ยวซีโหลว...ตึกเล็กฝั่งตะวันตกจึงเงียบเชียบ หากเป็นวันหยุดตามปกติ ยังพอมีคนมาทำงานที่สำนักงานฉี่หางมีเดีย แต่วันนี้หิมะตกหนัก เลยไม่มีใครฝ่าหิมะมาที่นี่ เพราะยังไงซะหลาย ๆ อย่างก็สามารถทำจากที่บ้านได้
เมื่อไม่กี่วันก่อน สำนักงานของบริษัทฟางเปี้ยนตานเช่อได้ย้ายออกไปแล้ว เพราะตอนนี้มีผู้ถือหุ้นใหม่และมีเงินทุนมากขึ้น
หลังปิดดีลระดมทุนรอบล่าสุด บริษัท “ฟางเปี้ยนตานเช่อ” ก็มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน สิ่งแรกที่ทำก็คือหาสำนักงานใหญ่ที่ดูดีมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อความหรูหรา...แต่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพให้บริษัทฯ ด้วย
จะให้คนอื่นมองว่า สำนักงานใหญ่อยู่ในตึกเล็ก ๆ สองชั้นร่วมกับบริษัทอื่นก็คงไม่ดี แม้จะดูเหมือนเป็นแรงบันดาลใจ แต่เรื่องพวกนี้ควรเอาไว้เล่าในห้องจัดแสดงประวัติบริษัทจะดีกว่า และการย้ายสำนักงาน
ก็เป็นความเห็นของบรรดาผู้ถือหุ้นใหม่ด้วย
แต่พอสำนักงานชั้นสองว่างลง ฟางโจวก็เริ่มคิดว่าจะย้ายห้องทำงานตัวเองขึ้นไปดีหรือไม่
ขณะนั้นเอง...
ประตูสำนักงานก็ถูกเปิดออก ร่างหนึ่งที่ห่อหุ้มด้วยลมหนาวเดินเข้ามา
“ฮู้… ในที่สุดก็อุ่นสักที”
ถังถังเดินเข้ามาจากข้างนอก เปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าสลิปเปอร์ แล้วรีบวิ่งไปที่เตาอุ่นในห้อง ทั้งที่จากหอพักมาที่นี่ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่เธอก็หนาวจนแทบไม่ไหว ต้องยืนผิงเตาอยู่พักใหญ่กว่าจะอุ่นขึ้น
เธอถอดเสื้อคลุมออก สะบัดแล้วแขวนไว้บนราว เกล็ดหิมะที่ติดอยู่ก็ละลายเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ ด้านในใส่เสื้อไหมพรมสีดำกางเกงลูกฟูกเอวสูงสีครีมขาตรงยาวสะดุดตา
เธอทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เอนข้างเตาอุ่นใกล้ฟางโจว ยืดแขนเหยียดยาว
พอฟางโจวมองมา ถังถังก็เอาเท้าไปวางบนตักเขาอย่างซุกซน ปลายเท้าขยับไปมาในถุงเท้าฝ้ายสีขาว แม้จะยังเป็นช่วงสาย ๆ แต่ในบรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้ง่วงได้ง่าย
ถังถังหรี่ตาพูด
“สบายชะมัด”
“โชคดีที่เรามีที่นี่นะ”
“ได้เฟิงอี้กับเฟิงซินบอกว่าห้องสมุดคนแน่นมาก แถมมีแต่คนเป็นหวัด ไอกันไม่หยุด แอร์ก็ยังไม่อุ่น”
“เทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย”
ฟางโจวยิ้ม
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“ห้องสมุดมันกว้าง ต้องรักษาอุณหภูมิให้เหมาะกับหนังสือ ไม่ให้ร้อนเกิน”
“แถมถ้าอุ่นมากก็ยิ่งทำให้ง่วงอีก”
พูดกันได้แค่ไม่กี่ประโยค ถังถังก็แทบจะหลับอยู่แล้ว
ตอนนั้นเอง ประตูสำนักงานก็เปิดอีกครั้ง ฟางชิงหลินกับลั่วอี้เหอก็มาถึง พร้อมหอบหนังสือและของกินเต็มมือ
มีทั้งตำรา ขนม และลั่วอี้เหอยังห่อไก่ที่อู๋เม่ยหมักมาอย่างดีมาเต็มตัว อีกทั้งยังมีเนื้อหมักใส่กล่องมาด้วย ไหน ๆ ก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ทำอาหารเสียงดังหรือมีกลิ่นหน่อยก็ไม่เป็นไร
ดูแล้วทั้งสามคนกะจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งสองวัน สบายและเป็นอิสระ แถมยังมีอาหารกินพร้อม
พวกฟางชิงหลินกับลั่วอี้เหอคุ้นเคยกับที่นี่ดี พอเข้ามาก็ถอดเสื้อคลุม จัดเก็บของที่นำมา ไก่ที่อยู่ในห่อฟอยล์เป็นไก่บ้านที่อู๋เม่ยฝากคนที่ตลาดซื้อให้ หมักด้วยเครื่องปรุงง่าย ๆ ห่อด้วยใบบัวแล้วห่อด้วยฟอยล์อีกชั้น เหมาะจะย่างในเตาอุ่นมาก กล่องอื่น ๆ ก็มีเนื้อหมักไว้พร้อมย่าง
ลั่วอี้เหอจัดของเสร็จ ก็นำห่อฟอยล์เข้าเตา แล้วไปล้างแผ่นเหล็กในมุมห้องไว้ใช้ย่างเนื้อ ตอนเก็บของ
ลั่วอี้เหอพูดขึ้น
“เช้านี้จางเมี่ยวเมี่ยวไปช่วยงานที่ร้านแม่ฉันอีกแล้ว”
“แม่บอกว่าไม่ต้องให้ช่วยเลย งานไม่เยอะ”
อู๋เม่ยเป็นคนอยู่นิ่งไม่เป็น พอพักฟื้นหลังจากโรงพยาบาลได้สักพักก็เปิดร้านเกี๊ยวน้ำอีก จ้างพนักงานผู้หญิงวัยสามสิบกว่ามาช่วย ทำให้ไม่เหนื่อยเหมือนแต่ก่อน
จางเมี่ยวเมี่ยวกับน้องสาวจางเมี่ยวเม่ยตามฟางโจวมาที่ซูจิง จางเมี่ยวเม่ยช่วยฟางอวี้หรูขับรถ ส่วนจางเมี่ยวเมี่ยวก็ไปช่วยที่ร้านอู๋เม่ยช่วงเช้า ช่วงกลางวันก็ไปอยู่ที่ร้านชิงเหอถัง
ร้านชิงเหอถังนั้นมีเด็กสาวทำงานเยอะ แต่ลูกค้าก็มีทั้งเด็กสาวและหนุ่ม ๆ ห้าว ๆบ้าง บางทีก็มีพวกชอบหาเรื่อง
ไม่กี่วันก่อนมีพวกเด็กหนุ่มห้าวผมทองมากินข้าว แล้วไปเล่นตู้คีบตุ๊กตา เกิดทะเลาะกันเรื่องพนันแข่งคีบตุ๊กตา หนึ่งในนั้นแพ้แล้วเตะเครื่องเล่น โวยว่าเครื่องเสีย เพื่อน ๆ ก็ร่วมวงด่าด้วย จางเมี่ยวเมี่ยวเลยจับโยนออกจากร้านไป
แน่นอนว่ามีการลงไม้ลงมือ แต่ในร้านมีกล้องตลอด คลิปถูกถ่ายไว้ทั้งหมด คนที่ดูเห็นแค่หัวทองหลายคนลงไปนอนร้องโอดครวญ ทุกคนเลยคิดว่าพวกนี้มาหาเรื่อง
พอคลิปถูกแชร์ลงเน็ต เสียงส่วนใหญ่ก็ชื่นชมจางเมี่ยวเมี่ยว ถ้าไม่มีเขา คงวุ่นวายกว่านี้แน่ แม้จะมีพนักงานชายคนอื่น ก็ไม่แน่ว่าจะรับมือได้เร็วแบบนี้
เรื่องถึงตำรวจแล้ว การจัดการภายหลังไม่สำคัญเท่าไหร่ ในตอนนี้คนที่กล้ามาหาเรื่องที่หน้าร้านในเมืองซูจิง ก็คงเหลือไม่กี่คนแล้ว
ลั่วอี้เหอพูดถึงจางเมี่ยวเมี่ยว ฟางโจวก็เฉย ๆ
“ยังไงพี่เมี่ยวก็ว่างอยู่แล้ว ให้มีอะไรทำบ้างก็ดี”
ฟางชิงหลินก็พยักหน้า เธอเคยไปที่เมืองท่ากับหวังฉางเฟิง พอรู้ว่าฟางโจวพาสองพี่น้องนั้นมาซูจิงก็แปลกใจ แต่การที่มีสองคนนี้อยู่ก็ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
เธอยิ้มพูดว่า
“พี่เมี่ยวไม่ธรรมดานะ เหมือนในตำนานเลย เป็นคนที่มีวิชาหมัดมวยจริง ๆ”
“ร้านเรามีเขาอยู่ด้วย ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ”
ถังถังนึกอะไรได้
“ฟางโจว”
“แฟนของรูมเมตนาย ถ้ามาทำงานเป็นแคชเชียร์กับพนักงานเสิร์ฟที่ร้านจะดีไหม?”
ซุนเล่าหูเคยฝากให้หางานให้ภรรยา และฟางโจวก็แนะนำให้เธอไปทำงานที่ชิงเหอถัง เขาบอกเรื่องนี้ให้พวกเธอรู้แล้ว
ซุนเล่าหูบอกว่า ภรรยาเขาลาออกจากงานเก่าแล้ว เช้านี้ก็นั่งรถมาซูจิงเรียบร้อย...แต่ตอนนี้หิมะข้างนอกตกหนัก คาดว่ากว่าเธอจะเดินทางถึงซูจิงก็คงจะค่ำมากแล้ว
ในตอนนี้ สิ่งที่ถังถังกังวลก็คือ...กลัวว่าลึก ๆ แล้วแฟนของซุนเล่าหูจะรู้สึกเสียหน้า เพราะซุนเล่าหูกับฟางโจวอยู่ห้องเดียวกัน แล้วจะให้แฟนตัวเองไปทำงานเป็นพนักงานที่ร้านของแฟนเพื่อน นักศึกษาทั่วไปอาจจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีบ้าง
ฟางโจวเข้าใจสิ่งที่ถังถังต้องการจะสื่อ เขาโบกมือแล้วพูดว่า
“ซุนเล่าหูน่ะ เป็นคนที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าคนทั่วไป”
“เขามีเป้าหมายและแผนของตัวเอง”
“ฉันก็บอกเขาแล้วด้วย”
“ตราบใดที่เขาไม่คิดมากก็พอ”
“ฉันก็เคยเจอแฟนของเขามาก่อน เป็นคนที่มีความคิดของตัวเองอยู่พอตัว”
“ไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษหรอก ถ้าเธอมีความสามารถ วันหลังจะให้เลื่อนตำแหน่งก็คงไม่เป็นปัญหา”
“ถ้าให้เธอเริ่มต้นด้วยงานหนักเกินไป”
“สำหรับเธอแล้ว อาจกลายเป็นภาระเสียมากกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
ในขณะที่อาหารกำลังย่างอยู่ในเตา พวกเขาก็คุยกันสักพัก จากนั้นสามสาวก็หยิบหนังสือออกมาอ่านทบทวน
แม้ฟางชิงหลินกับลั่วอี้เหอจะเป็นพวกหัวกะทิ แต่พอใกล้สอบ ก็ต้องอ่านหนังสือกันอยู่ดี
สำหรับคุณชายฟางโจวผู้แสนจะสบาย สองสาวก็ดูจะอิจฉาอยู่ไม่น้อย
ถังถังพลิกหนังสืออยู่ไม่กี่หน้า จากที่ตอนแรกยังมีไฟฮึกเหิม สายตาก็ค่อย ๆ ละจากหนังสือไปที่มือถือข้างตัว ใจเริ่มลังเลต่อสู้กับตัวเอง
ในบรรยากาศแบบนี้…เปิดมือถือดูวิดีโอนิด ๆ หน่อย ๆ มันช่างสุนทรีอะไรอย่างนี้!
ลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายถังถังก็ฟุบลงกับโต๊ะ
“อ่านหนังสือมันน่าเบื่อจะตาย”
“ฉันไม่มีสมองฉลาดแบบพวกเธอ”
“ไม่ได้รู้สึกสนุกเวลาเรียนเลย มันน่าเบื่อจริง ๆ”
พูดจบ เธอก็หันมามองฟางโจวด้วยสายตาเว้าวอน
“นายไม่สนิทกับคณบดีจินหรอกเหรอ?”
“งั้น… นายช่วยขอให้ฉันไม่ต้องสอบได้ไหมล่ะ?”
เห็นถังถังแค่เห็นหนังสือก็ท้อ ฟางชิงหลินกับลั่วอี้เหอได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
สำหรับพวกเธอ นึกภาพไม่ออกเลยว่าการที่ใครสักคนจะรู้สึกว่าการสอบปลายภาคมันยาก มันเป็นความรู้สึกแบบไหน
แต่ถังถังไม่เหมือนกันเลย ตั้งแต่มัธยมปลาย เธอก็เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ถึงแม้จะพยายาม แต่ผลการเรียนก็อยู่ระดับกลาง ๆ มาโดยตลอด
จนกระทั่งเทอมสุดท้ายของมัธยมปลาย ได้รับอิทธิพลจากฟางโจวและการติวของเขา คะแนนถึงเริ่มพุ่งขึ้นบ้าง
แต่เอาเข้าจริง เธอก็ไม่ได้มีพรสวรรค์เด่นอะไร การสอบติดมหาวิทยาลัย ก็ต้องบอกว่ามีโชคช่วยไม่น้อย
ก่อนหน้านี้เธอก็ตั้งใจเรียนไม่ใช่เพราะชอบ แต่เพราะมันเป็นหน้าที่ของนักเรียน
พอมาถึงระดับมหาวิทยาลัย เธอก็แทบไม่เคยขาดเรียน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าใคร ในวิชาทางสายวิชาชีพ เธอพอจะได้เปรียบเพราะประสบการณ์จากที่บ้าน แต่โดยรวม… ก็ยังเป็นเด็กเรียนไม่เก่งอยู่ดี
ช่วงนี้ก็เอาเวลาไปโฟกัสกับร้าน “ชิงเหอถัง” เป็นหลัก พอคิดว่าสอบปลายภาคจะมาในสัปดาห์หน้า เธอก็เริ่มเครียด
ฟางโจวหัวเราะ
“อาจารย์ของเธอไม่ให้คำตอบสอบปลายภาคมาด้วยเหรอ?”
“ฉันจำได้ว่าเธอยังเคยพูดเลยว่าคณบดีจินเอาวิธีบริหารชิงเหอถังไปใช้เป็นเคสในห้องเรียนด้วยซ้ำ เขาไม่รู้หรือว่าเธอเป็นสายเรียนไม่เก่ง?”
“ถ้าสอบตกขึ้นมา”
“พวกคณะบริหารคงหน้าแตกกันเป็นแถบ”
คำพูดของฟางโจว...แทนที่ถังถังจะโกรธที่โดนเรียกว่า “เด็กเรียนไม่เก่ง” แต่เธอกลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างซื่อ ๆ
“นั่นสิ!”
ที่ฟางโจวพูดว่าเธอสอบตกแล้วจะทำให้คณะขายหน้านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา คนที่โดดเด่นที่สุดในมหาวิทยาลัยก็คือฟางโจว และมันก็ไม่ใช่เรื่องของเขาคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
นอกจากเขาแล้ว ก็ยังมีคนอื่นที่น่าสนใจในสายตานักศึกษาเช่นกัน
ภายใต้แสงสปอร์ตไลต์ของฟางโจว ถังถังเองก็จัดว่าเป็นบุคคลเด่นของมหาวิทยาลัย แม้จะถูกมองว่าเป็น “เงา” ของฟางโจวอยู่บ่อยครั้ง
แต่สำหรับนักศึกษาทั่วไปที่ไม่ได้รู้จักทั้งคู่ดีนัก ถังถังถือเป็นดาวรุ่งของคณะบริหารธุรกิจเลยทีเดียว...
เข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่นาน เธอก็กลายเป็นดาวมหาวิทยาลัย ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น เรื่องหน้าตาและรูปลักษณ์มีผลมากกว่าที่คิด
อีกทั้งถังถังยังมาจากครอบครัวมีฐานะ วันแรกที่เปิดเรียนก็มาด้วยรถโรลส์-รอยซ์
เธอเป็นผู้ถือหุ้นของ “ฉี่หางมีเดีย” ...และเป็นผู้ถือหุ้นของ “ฟางเปี้ยนตานเช่อ” เหมือนกัน
ร้านที่เธอกับฟางโจวเปิดด้วยกัน กลายเป็นร้านดังที่ดารามาเช็กอินกันเพียบ บนผนังร้านมีภาพถ่ายคู่ของเธอกับดาราหลายคน ไม่ว่าจะถ่ายกับใคร เธอก็ดูโดดเด่นยืนอยู่กลางภาพเสมอ และเธอกลับสวยกว่าดาราเสียอีก
ไม่ว่าจะหยิบเรื่องไหนของถังถังมาพูด ก็ล้วนเป็นจุดขายทั้งนั้น
จากมุมมองของมหาวิทยาลัย ฟางโจวกับถังถังคือความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยครูซูจิง
แต่ถ้าแยกตามคณะ เรื่องราวมันก็เปลี่ยนไป ฟางโจวอยู่คณะวรรณกรรม แต่ถังถังอยู่คณะบริหารธุรกิจ
แน่นอนว่าแต่ละคณะก็อยากผลักดันคนของตัวเอง ในการประชาสัมพันธ์ภายในคณะฯ ก็มักจะเอาถังถังเป็นแบบอย่างอยู่เสมอ ว่าเป็นความภูมิใจของคณะ
หากเธอดันสอบตกขึ้นมา...ก็คงไม่ใช่เรื่องที่อธิบายได้ง่าย ๆ
--
พอมีโอกาสได้เห็นถังถังเวอร์ชัน “ดาวมหาวิทยาลัย” แบบนี้ ฟางชิงหลินแอบหัวเราะพลางหรี่ตาแล้วพูดว่า
“ถ้าตั้งใจเรียนในห้องจริง ๆ สอบปลายภาคไม่น่ายากนะ”
ถังถังฟังแล้วก็รู้ทันทีว่ากำลังโดนแซว เธอเบ้หน้าอย่างอดไม่ได้ ความเจ็บปวดของคนธรรมดา คนหัวกะทิไม่เข้าใจหรอก!
เจ้าหล่อนกล้าโชว์เหนือเรื่องไอคิวกับฉันงั้นเหรอ?
ถังถังกลอกตาแล้วพูด
"ฮ่าฮ่า!"
“มีฟางโจวอยู่ทั้งคนแบบนี้”
“ช่วยงดเว้นเรื่องโอ้อวดความเหนือทางปัญญาได้ไหมล่ะ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟางชิงหลินค่อย ๆ แข็งค้าง!
แม้อยากจะเถียง แต่พอเห็นฟางโจวนั่งสบาย ๆ ข้าง ๆ ก็พูดอะไรไม่ออกจริง ๆ
ในจังหวะที่ถังถังรู้สึกได้ชัยชนะ มือถือของเธอก็ดังขึ้น
พอเห็นเบอร์โทร ถังถังถึงกับตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เป็นไปได้ไหมว่า จะเป็นอย่างที่ฟางโจวพูดจริง ๆ
เธอยื่นมือถือให้ทุกคนดู
บนหน้าจอขึ้นชัดเจนว่า... “อาจารย์ที่ปรึกษา!”
----------
(จบบทที่ 266)