- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 240 ปิดดีล
บทที่ 240 ปิดดีล
บทที่ 240 ปิดดีล
ในขณะที่บรรยากาศในที่ประชุมกำลังเงียบอึ้งและออกจะน่าอึดอัดอยู่นั้น
เฉากวางซาน จากบริษัทหลักทรัพย์จาวซางก็พูดขึ้นว่า
“คุณฟาง นับรวมเราบริษัทจาวซางหนึ่งที่ครับ พวกเรายอมรับมูลค่า 3 พันล้านที่คุณว่ามาแล้ว”
สิ้นเสียงพูดนั้นเอง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบบหลวม ๆ ที่มีอยู่เดิมก็พังทลายลงในพริบตา
ระหว่างที่คนอื่นกำลังลังเล...
อีกสองที่นั่งที่เหลือก็ถูกจับจองโดย เพนกวินแคปปิตอล และ ไฉ่เซิงซีเคียวริตี้ส์
ฟางโจวยกนิ้วโป้งให้ผู้จัดการเฉาด้วยความนับถือ
“พี่เฉา ใจถึงมาก!”
แม้ว่าผู้จัดการเฉาจะตกลงเข้าร่วมทุนตามราคาที่ฟางโจวเสนอ แต่ในใจก็ยังรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยกับการลงทุนในราคาสูงขนาดนี้
เขามองฟางโจวด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“ฉันกับพ่อตาเธอรู้จักกันมานานแล้ว เธอเรียกฉันว่าพี่เฉา?”
“อีกอย่างนะ”
“ถึงเธอจะอายุน้อย…”
“แต่ก็ใช่ว่าทำอะไรไว ๆ แล้วจะดีเสมอไปหรอก”
ฟางโจวกะพริบตา เหมือนจะงง ๆ ไปสักพัก ก่อนจะรู้ตัวว่าผู้จัดการเฉาหมายถึงอะไร
แม่เจ้าโว้ย!
ในสถานการณ์จริงจังแบบนี้ อยู่ ๆ นายเล่นมุกทะลึ่งขึ้นมาดื้อ ๆ แบบนี้เลยเหรอ!?
แต่เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการเฉาเริ่มยอมรับในตัวตนและสถานะของฟางโจวแล้ว เพราะเขามักจะแหย่เล่นแบบนี้เฉพาะกับคนที่มองว่าเท่าเทียมกันเท่านั้น
ฟางโจวแสยะยิ้ม
“อย่างนี้นี่เอง พี่เฉานี่ใช้ชีวิตเป็นนะครับ”
“ผมจะยึดพี่เป็นตัวอย่าง ‘ในทางตรงข้าม’ ละกันครับ”
เฉากวางซาน: ???
หมอนี่...
ผู้จัดการเฉาพูดล้อกับฟางโจวเล่น
--
คงเสวี่ยเยี่ยน หงจงกั๋ว ถังเจี้ยนหวง เฉากวางซาน รวมถึง ผู้จัดการหลิวจากเพนกวิน และผู้จัดการเจ้าจากไฉ่เซิงฯ ล้วนยืนรวมกลุ่มกันเหมือนที่ ฟางเวยเวยมักพูดถึงว่าเป็น "กลุ่มวงใน"
ส่วนพวกที่ยังลังเลก่อนหน้านั้น ตอนนี้ก็ถูกกันออกไปจากกลุ่มเรียบร้อย
หลายคนเริ่มตาค้าง แต่เดิมนั้นพวกเขาคิดว่าจะลองกดดันฟางโจวดูหน่อย ใครจะไปรู้ว่าผู้จัดการเฉากลับแหกแนวร่วม ทำให้พันธมิตรแตกพ่าย การระดมทุนก็จบลงในพริบตา
การประชุมระดมทุนครั้งนี้จึงจบลงด้วยบรรยากาศแปลกประหลาด
แม้หลังเลิกงาน คนก็ยังพูดถึงกันไม่จบ
ก่อนมาประชุม ไม่มีใครคิดเลยว่า ฟางเปี้ยนตานเช่อจะมีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้าน ตัวเลขระดับมหาศาลแบบนี้ และที่สำคัญคือ คนกลุ่มนั้นยังยอมรับราคานี้อีกด้วย
“สามพันล้านเชียวเหรอ? ดูเหมือนฉันจะตามไม่ทันยุคสมัยแล้ว ตอนนี้เงินคงไม่มีค่าอะไรเลยมั้ง”
ใครบางคนพึมพำประชด
อย่างไรก็ตาม คนที่มางานนี้ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียง และคนที่ได้สิทธิ์ร่วมทุนสุดท้าย ก็ล้วนแต่เป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งนั้น
ตอนนี้เรื่องมันก็จบลงแล้ว จะบ่นก็แค่บ่นเบา ๆ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแรงนัก เพราะจะกลายเป็นการสร้างศัตรู
ผู้ที่ยังอยู่ในห้องจัดเลี้ยง เฉินจิ่งและเป่ยชิงเหยาต่างตื่นเต้นจนเก็บไม่อยู่ มองฟางโจวด้วยสายตาชื่นชม
อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่พวกเธอ ก่อนหน้านี้ก็ยังคิดว่าการตั้งมูลค่าบริษัทไว้ที่ 3 พันล้านเป็นเรื่องเว่อร์เกินจริง ใจจริงแค่ได้สัก 2 พันล้านก็น่าพอใจแล้ว
กลุ่มพวกผู้ลงทุนหน้าเก่าพวกนั้นไม่มีใครยอมปริปากเลย ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายกลับถูกฟางโจวหลอกสำเร็จ
--
เฉินจิ่งมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างคุ้นตา ให้นึกถึงตัวเองในอดีต ตอนที่เพิ่งตัดสินใจลาออกจาบริษัทหยุนซื่อกรุ๊ป
ตอนนั้น ฟางโจวยังเป็นแค่เด็ก ม.ปลายที่ไม่มีอะไรเลย ส่วนเธอเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายบริหารของบริษัทระดับแสนล้าน มีเงินเดือนปีละล้าน แค่บทละครเรื่องเดียว ฟางโจวก็คว้าตัวเธอมาได้สำเร็จ
มองย้อนกลับไป บางทีก็สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงยอมในตอนนั้น แม้จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานเดิม และผูกพันกับเด็กคนนี้ แต่ชีวิตก็ต้องกินต้องใช้
แต่เมื่อถูกโจมตีด้วยวาทศิลป์ของฟางโจว สุดท้ายเธอก็เลือกเชื่อในตัวเด็กหนุ่มคนนั้น
ตอนนี้มองย้อนกลับไป แม้ตอนนั้นจะตัดสินใจแบบงง ๆ แต่มันก็เป็นการเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
บางทีเธออาจแค่คิดว่าเป็นการช่วยเขา ใครจะคิดว่าเรื่องราวกลับเตลิดไปไกลกว่าที่คิด ธุรกิจของฟางโจวเติบโตอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่เฉินจิ่งยังรู้สึกตามไม่ทัน
ตลอดช่วงเวลานั้น ความคิดของเธอก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่นานมานี้ เมื่อได้ยินคนเรียกเธอว่า “คุณป้าใหญ่” เฉินจิ่งรู้สึกปลื้มขึ้นมาครู่หนึ่ง
ตอนที่รู้ว่าการระดมทุนสำเร็จ หนังศีรษะของเธอถึงกับชา
ก่อนหน้านี้ ฟางโจวแบ่งหุ้น 5% ให้เธอ ตอนนั้นแม้จะตกใจแต่เพราะฟางเปี้ยนตานเช่อยังไม่ใหญ่นัก มูลค่าไม่มาก เธอเลยไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แค่รู้สึกว่าฟางโจวใจกว้างและคิดว่าต้องทำงานให้ดีให้สมกับความไว้วางใจ
ตอนนี้การระดมทุนรอบสองเสร็จสิ้น มูลค่าบริษัทชัดเจน ทรัพย์สินของเธอก็ชัดเจนแล้วเช่นกัน
เมื่อนึกถึงตัวเลขนั้น เฉินจิ่งรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
ตอนนี้ตัวเองกลายเป็นเศรษฐีพันล้านโดยไม่รู้ตัว?
แม้จะยังแปลงเป็นเงินสดไม่ได้ แต่มูลค่าก็เป็นของจริง
ข้าง ๆ เป่ยชิงเหยาเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้ก่อนหน้านี้จะมีคนคาดคะเนมูลค่าหุ้นในมือของเธอ แต่ตอนนี้ได้ยินตัวเลขชัด ๆ ความตะลึงก็ถาโถมทันที
ส่วนเป่ยลู่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็อ้าปากค้าง เธอเองก็แอบตั้งใจฟังอยู่ พอทุกอย่างสิ้นสุด เป่ยลู่ก็คิดว่าต้องรีบกลับบ้านไปโม้ซะแล้ว
พี่สาวของตัวเองกลายเป็นเศรษฐีพันล้านในพริบตา!
คนในบ้านเป่ยต่างรู้ว่าเป่ยชิงเหยามีหุ้นในฟางเปี้ยนตานเช่อ ตอนนี้พี่สาวกลายเป็นคนที่มีทรัพย์สินถึง 300 ล้านแล้ว!
หลายคนดีใจ ก็ต้องมีบางคนผิดหวัง คนที่รู้สึกแย่ที่สุดในตอนนี้ก็คือ ซูหมิงเยว่
โอกาสทองอยู่ตรงหน้า แต่เธอกลับปล่อยให้หลุดมือ ตอนนี้ซูหมิงเย่อยากจะฆ่าไอ้พอลให้ตายเสียเดี๋ยวนี้
ถ้าตอนนั้นเธอยอมลงทุน ตอนนี้มูลค่าก็คูณไปไม่รู้กี่เท่าแล้ว!
--
ในขณะเดียวกัน กลุ่มของ ‘เฉากวางซาน’ ก็กำลังหารือเรื่องแผนต่อไปกับฟางโจว
ผู้จัดการเฉาพูดกับฟางโจวอย่างสุภาพ
“ขอบคุณที่ไว้วางใจเรานะครับ คุณฟาง ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ และเรามั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จร่วมกัน”
“วิสัยทัศน์และความสามารถของคุณ เป็นที่ประจักษ์สำหรับทุกคน”
“รายละเอียดอื่น ๆ เอาไว้เรานัดพูดคุยกันวันหลังนะครับ”
“ว่าแต่… ฟางเปี้ยนตานเช่อ ระดมทุนสำเร็จแล้ว ก็น่าจะต้องฉลองกันหน่อยนะ”
ที่พูดถึงการฉลอง ความจริงก็คือการจัดงานแถลงข่าวให้สื่อมวลชนรับรู้...
เงินลงทุนก้อนโตขนาดนี้ จะให้ไม่มีเสียงตอบรับอะไรเลยก็คงไม่ใช่ ยิ่งไปกว่านั้น การโปรโมตเรื่องนี้จะเป็นผลดีต่ออนาคตของฟางเปี้ยนตานเช่อด้วย
แม้ก่อนหน้านี้จะต่อปากต่อคำกันสุดฤทธิ์ แต่พอเรื่องตกลงกันได้ ทุกคนก็เปลี่ยนโหมดเป็นมิตรทันที
ในเมื่อเป็นพวก “จิ้งจอกเฒ่า” กันทั้งนั้น ต่างก็รู้ดีว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในเรือลำเดียวกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็เข้ามาเพื่อ “หาเงิน”
ใครจะไปทะเลาะกับเงินได้ล่ะ?
ตอนนี้ต้องเร่งโปรโมตกันแล้ว และข่าวใหญ่นี้ หลังจากการประชุมระดมทุนจบลงไม่นานก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว สร้างความฮือฮาไปทั่ว
การระดมทุนมูลค่าสูงขนาดนี้ เหนือความคาดหมายของทุกคน
เด็กหนุ่มอายุเพียง 18 ปี นักศึกษาที่เริ่มต้นธุรกิจ กับมูลค่าบริษัท 3 พันล้าน!
ทั้งหมดนี้ จึงหลอมรวมเป็นจุดสนใจของทั้งประเทศ และแน่นอนว่า...
‘ฟางโจว’ จะกลายเป็นศูนย์กลางของทุกสายตา!
---
แม้จะมีรายงานก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ครั้งนี้มูลค่าของฟางเปี้ยนตานเช่อก็ได้รับการ “รับรองอย่างเป็นทางการ”
มีคนลองคำนวณคร่าว ๆ
ฟางโจว ถือหุ้นของฟางเปี้ยนตานเช่ออยู่ถึง 70%
แม้หลังจากระดมทุนแล้วหุ้นจะถูกเจือจางลง แต่มูลค่าทรัพย์สินโดยรวมก็ยังไม่เปลี่ยน
แค่ ฟางเปี้ยนตานเช่อ อย่างเดียว ก็ทำให้ฟางโจวมีทรัพย์สินเกินกว่าสองพันล้านหยวนแล้ว
นี่ยังไม่นับบริษัทฉี่หางมีเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอีกหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง ‘ได้เกิดใหม่ย้อนไปในวัยเรียน’ ออกฉายและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ทำให้ฉี่หางมีเดียยิ่งทวีมูลค่า
และฉี่หางมีเดียนั้น ฟางโจวก็เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดเช่นกัน
ยังมีอีกบริษัทคือฉี่หางจงเหวิน ดำเนินงานเว็บนิยายออนไลน์ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีการประเมินมูลค่าที่แน่นอน...
แต่ถ้ารวมทุกทรัพย์สินของฟางโจวเข้าด้วยกัน น่าจะมีมูลค่าแตะที่ 4 พันล้านหยวนเลยทีเดียว
แบบนี้…ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตอนนี้ ฟางโจวกลายเป็นดาวเด่นไปแล้ว
เรื่องนี้ในโลกออนไลน์ก็ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ถึงขั้นมีคนโพสต์เรียกฟางโจวว่า “สามีแห่งชาติ” กันแล้ว!
หรือว่านี่แหละ…สามีแห่งชาติของจริง!?
--
ที่มหาวิทยาลัยครู
หลายคนที่เดินผ่านหน้าอาคารเสี่ยวซีโหลว ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลาย ๆ ที ในใจลึก ๆ ก็แอบรู้สึกเคารพนับถือเล็ก ๆ
ถ้าเดิน ๆ อยู่แล้วบังเอิญเจอฟางโจว คำว่า “คุณฟาง” ก็จะโพล่งออกมาอย่างลื่นไหล
ยังดีที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย นักศึกษายังเก็บอาการกันได้
ถ้าออกไปอยู่ในสังคมแล้วล่ะก็ ด้วยโปรไฟล์แบบฟางโจว
ไม่รู้จะมีคน “บังเอิญ” เดินชนเขากลางถนนกันสักกี่คน
ก็ช่วยไม่ได้ นี่มันสัญชาตญาณของมนุษย์ล้วน ๆ ไม่ว่าเพศไหน “คนเก่ง” ก็มักจะดึงดูดเพศตรงข้าม
ผู้ชายที่สามารถสร้างความสำเร็จได้มากขนาดนี้ก็ถือว่าน่าสนใจแล้ว ยิ่งมาพร้อมหน้าตาดีอีกด้วย ยิ่งน่าดึงดูดเข้าไปใหญ่
--
ที่หอพักนักศึกษา
ฟางโจวยังไม่ทันเดินถึงหน้าห้อง แค่ขึ้นไปถึงชั้นสาม ก็เห็นคนเบียดแน่นอยู่แถวหน้าห้องตัวเอง
ดูแล้วเหมือนเป็นห้องของพวกเขาจริง ๆ
ตอนแรกฟางโจวคิดว่ามีใครทะเลาะกันในห้อง เลยเตรียมจะเข้าไปดู แต่พอเขาเดินเข้าไป
ก็มีคนตะโกนขึ้นมา:
“คุณฟางกลับมาแล้ว! พวกนายยังมัวดูอะไรกันอยู่ล่ะ!?”
ห้ะ!?
ฟางโจวงงเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนอีกพักหนึ่งถึงจะเข้าใจสถานการณ์
ที่แท้ไม่ได้มีใครทะเลาะกัน แต่คนพวกนี้มาดูห้องพักของฟางโจวต่างหาก!
และไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมชั้นเท่านั้น มีทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง และนักศึกษาจากสาขาอื่นมาร่วมแจมด้วย
เมิ่งเต๋อกับพวกในห้อง โดนคนมุงล้อมจนปวดหัว
พวกเขาถึงกับคิดอยากแขวนป้าย “บ้านเกิดของฟางโจว” ไว้หน้าห้อง แล้วขายตั๋วเข้าชมซะเลย
เห็นสภาพแบบนี้ ฟางโจวก็ได้แต่อึ้ง
กลับมาหอทีนึง ต้องต่อคิวเข้าห้องเลยเรอะ!?
คนที่เบียดกันอยู่หน้าห้อง 307 เห็นฟางโจวกลับมาก็รีบยกมือทักทายแบบเขิน ๆ
“คะ…คุณฟาง กลับมาแล้วเหรอครับ”
ดูจากท่าทีแล้ว น่าจะไม่ใช่นักศึกษาชั้นเดียวกัน แถมท่าทางยังเกร็ง ๆ เหมือนเจอผู้บริหารหรือลูกพี่ลูกน้องอะไรแบบนั้น
ฟางโจวยิ้ม
“จะเรียกคุณฟางทำไมกันเล่า”
“พูดเหมือนเป็นลูกน้องบริษัทผมจริง ๆ งั้นแหละ”
คำพูดของเขาทำเอาคนรอบข้างหัวเราะกันลั่น
พอเห็น “ตัวจริง” กลับมา คนที่อยู่ในห้องก็เริ่มทยอยออกมา ทำให้หม่าเสี่ยวซวยและพวกที่ถูกขังอยู่ข้างในได้ออกมาบ้าง
ฟางโจวโบกมือ
“โอเค ๆ”
“สลายตัวได้แล้ว”
“ก็แค่คนธรรมดาหน้าตาดีหน่อยเท่านั้นเอง”
“ไม่มีอะไรน่าดูหรอก”
ได้ยินแบบนั้น คนที่มุงอยู่ก็เริ่มแยกย้ายกันไป
แม้หลายคนจะมาเพราะอยากดูให้เห็นกับตา แต่พอเห็นฟางโจวตัวจริง หลายคนก็รู้สึกเกรงขึ้นมาทันที ไม่ใช่แค่เพราะมูลค่าทรัพย์สินของเขา แต่เพราะนิสัยและบุคลิกของฟางโจวต่างหาก
หมอนี่…แค่มองก็รู้ว่าเป็นพวก “ทำเรื่องใหญ่” ได้แน่นอน ชายผู้เชี่ยวชาญด้านการ “ฟาดรุ่นพี่” คนนี้ ตอนนี้ก็น็อกไปแล้วหลายราย
หลังจากฝูงชนสลาย ก็เหลือแค่เพื่อนร่วมห้องและนักศึกษาห้องข้าง ๆ ที่คุ้นเคยกัน ฟางโจวหยิบซองบุหร่ออกมาแจก
เขาเองไม่ได้ติดบุหรี่ แต่พอรู้ว่ากลับมาหอต้องเจอคนเยอะ ก็เลยเตรียมมาไว้หนึ่งซอง แจกแค่รอบเดียว
ซองก็ว่างเปล่า
เมิ่งเต๋อที่ก่อนเข้ามหาลัยยังไม่สูบบุหรี่ ตอนนี้จับมวนในมืออย่างมีพิธีรีตอง
“สมกับเป็นคนมีเงินจริง ๆ”
“บุหรี่หนึ่งมวนเนี่ย เท่ากับค่าข้าวกลางวันของฉันเลยนะ”
“ไม่เป็นไร วันนี้ขอฟุ่มเฟือยสักหน่อยละกัน”
พูดจบ ก็จุดไฟสูบด้วยใบหน้าพึงพอใจ แม้เขาจะแยกไม่ออกว่าบุหรี่นี้ต่างจากยี่ห้อสองสามหยวนที่เขาเคยสูบยังไง
หม่าเสี่ยวซวยมองฟางโจวด้วยสายตาซับซ้อน ถอนหายใจ
“ฟางเอ๋อร์ นายตอนนี้กลายเป็นคนดังแล้วนะ”
“ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน ไม่ใช่แค่ในโลกออนไลน์ แม้แต่ชีวิตจริงก็ยังส่งผลกับฉันเลย รู้มั้ย!?”
“วันหยุดกลับบ้าน พวกญาติแวะมาที่บ้านฉัน ก็พูดถึงนายกันหมด”
“รู้ว่านายเรียนมหาลัยเดียวกับฉัน”
“พากันอึ้งไปหมด”
“โดยเฉพาะลูกพี่ลูกน้องบ้านน้า ที่ไม่เคยเจอนายด้วยซ้ำ แต่รู้เรื่องของนายละเอียดยิบเลยนะ พวกเธอเป็นแฟนคลับตัวจริงของนายแล้วล่ะ!”
“โชคดีนะที่ในเน็ตไม่มีใครเปิดเผยว่านายเรียนสาขาอะไร”
“ไม่งั้น ฉันคงโดนถามจนหูชาแน่ ๆ”
“ดูจากสภาพบ้านเธอแล้ว แค่รู้ว่าเราสองคนอยู่หอเดียวกัน แม่ฉันยังไม่กล้าบอกพวกเขาเลย กลัวความวุ่นวาย”
“แต่พอญาติกลับไปแล้ว พ่อแม่ฉันกลับบอกว่าให้ฉันคบหากับนายเยอะ ๆ จะได้เรียนรู้จากนายบ้าง…”
“เฮ้อ—”
“พวกเขาไม่คิดเลยใช่ไหมว่า บนโลกนี้มีแค่นายคนเดียวที่บ้าได้ขนาดนี้ ฉันจะไปเรียนอะไรได้จากนายล่ะ!”
เห็นได้ชัดว่า หม่าเสี่ยวซวยแอบมีอารมณ์น้อยใจ แต่ดูจากที่พูดมาก็น่าจะไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมาก
ซุนเล่าหูกับเมิ่งเต๋อไม่รู้รายละเอียดเรื่องครอบครัว แต่การที่มีคน “ดังในข่าว” มาอยู่หอเดียวกัน ก็ให้ความรู้สึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน
พอคิดถึงงานระดมทุนครั้งก่อน เมิ่งเต๋อก็หันไปมองซุนเล่าหูด้วยสายตาเคือง ๆ
“ไอ้เสือ นายมันใจร้ายว่ะ”
“งานอลังการขนาดนั้น เป็นช่วงเวลาที่พี่ฟางของพวกเราขึ้นครองบัลลังก์ นายดันไม่ชวนฉันไปดูด้วย!”
ซุนเล่าหูพ่นควันบุหรี่อย่างชำนาญ
“พูดซะง่าย”
“เหมือนกับฉันเป็นคนจัดงานงั้นแหละ”
“ชื่อฉันกับเซียวหลินยังต้องให้ครูหวงไปขออนุญาตกับมหาลัยให้เลย ส่วนหลี่เซียวเซียวก็เพราะหน้าตาเธอ…ถือว่าเป็นตัวแทนความสวยของมหาวิทยาลัยเราเลยนะ”
“เอ่อ…หมายถึงตัวแทนของคณะเรา”
“แค่ระดับนี้แหละ มหาวิทยาลัยเราก็ไม่มีคนสวยกว่านี้แล้ว…”
แม้จะโดนแซว เมิ่งเต๋อก็ไม่ได้ใส่ใจ
ฟางโจวส่ายหัว
“งานแบบนั้นมีอะไรให้ดู”
“สิ้นปีบริษัทเราก็จะจัดงานเลี้ยงแล้ว ตอนนั้นจะพาพวกนายไปดูให้เต็มตาเลย”
“ไม่แน่ อาจได้กินฟรี ดื่มฟรี ยังได้ดูดาราแสดงสดอีกด้วยนะ!”
ตอนนี้บริษัทเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สิ้นปีแน่นอนว่าต้องจัดงานเลี้ยงใหญ่ให้พนักงาน
เพื่อความสะดวก ฟางโจววางแผนจะจัดงานเลี้ยงของสามบริษัทร่วมกัน
และเนื่องจากฉี่หางมีเดียเป็นบริษัทด้านบันเทิง
แน่นอนว่าจะต้องมีโชว์ดี ๆ ให้ดูกันอย่างจุใจ
----------
(จบบทที่ 240)