เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 118 เมฆสีรุ้งทางใต้...นั่นฉันเอง

บทที่ 118 เมฆสีรุ้งทางใต้...นั่นฉันเอง

บทที่ 118 เมฆสีรุ้งทางใต้...นั่นฉันเอง


ที่เดิม...ช่วงเวลาเดิมพอ ๆ กับเมื่อวาน

ฟางโจวกับลั่วอี้เหอนั่งอยู่บนม้านั่งริมทาง ฟางโจวดูดน้ำส้มยูสุ ส่วนลั่วอี้เหอก็จิบน้ำหวานสไตล์หยางจือกันลู่

วันนี้รู้แล้วว่าลั่วอี้เหอจะมา ระหว่างทางกลับมหา’ลัยฟางโจวเลยแวะร้านชาไข่มุกซื้อหยางจือกันลู่ติดมือมาด้วย จะได้ไม่ใช่มีคนหนึ่งดูด อีกคนได้แค่นั่งมอง ถึงแม้ว่าจะให้สองคนดูดหลอดเดียวกัน มันก็...

ถึงฟางโจวจะเดา ๆ ไว้ว่า ถ้าเขาเสนอจริง ลั่วอี้เหออาจจะไม่ปฏิเสธ แต่มันก็ดูไม่ถูกสุขอนามัย และอีกอย่างเขายังไม่พร้อมทางจิตใจ ไม่รู้ว่าสาวสวยคนนี้อยู่ดีๆ มาหาเขาทำไม ฟางโจวยังงงๆ อยู่

แม้ว่าลั่วอี้เหอและฟางชิงหลินจะเป็นดาวมหาวิทยาลัยทั้งคู่ แต่ฟางชิงหลินแตกต่างออกไป ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน เวลามองฟางชิงหลิน ในสายตาฟางโจวไม่มีฟิลเตอร์ "ดาวมหาวิทยาลัย" แต่อย่างใด

เห็นลั่วอี้เหอมาวันนี้อีก ฟางโจวเลยถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“ไง ช่วงนี้ว่างจัดเหรอ? วันนี้ก็หนีเรียนอีกแล้ว?”

ลั่วอี้เหอเหลียวมองรอบ ๆ อย่างสบาย ๆ  แล้วยิ้มหวาน

“เมื่อวานน่ะหนีเรียนจริง แต่วันนี้ไม่มีเรียนช่วงเช้า”

ฟางโจวเขย่าแก้วน้ำในมือ

“แล้ววันนี้ที่มา มีข้ออ้างอะไร? หรือว่าแพ้พนันอีกแล้ว?”

พอนึกถึงภาพในสนามกีฬาเมื่อกี้ ลั่วอี้เหอก็หัวเราะออกมา

“อืม~”

“กับเพื่อนเธอฉันก็พูดแบบนั้นแหละ”

...

ฟางโจวมองลั่วอี้เหออย่างแปลกใจ

“ได้ยินป้าอุ๋บอกว่า ปีหนึ่งเธอยังทำงานพิเศษบ่อย ๆ เลย ทำไมปีสองถึงเลิกแล้ว?

"ทำงานพิเศษได้เงินเยอะ กลายเป็นอิสระทางการเงินแล้วเหรอ?"

ลั่วอี้เหอยิ้ม เหมือนกำลังพูดคุยกับญาติผู้ใหญ่

“เพิ่งเข้ามหา’ลัย ตอนเพิ่งมาถึงซูจิง ชีวิตต่างจากม.ปลายเยอะมาก มีเวลาว่างเยอะ ก็อยากลองทำโน่นทำนี่”

“ปีเดียวทำมาหมดทุกอย่างแล้ว”

“ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน เบื่อเลยไปช่วยแม่ตั้งแผงขายเกี๊ยวน้ำสองเดือน”

“อย่าดูถูกนะ กลยุทธ์สาวสวยมีผลจริง ๆ  ปกติหน้าร้อนขายไม่ค่อยได้  แต่ร้านเราขายดีทุกวัน จนฉันได้ฉายา 'เทพีเกี๊ยวน้ำ' เลยล่ะ”

พูดถึงเรื่องนี้ ลั่วอี้เหอก็หัวเราะไม่หยุด ฟางโจวจินตนาการภาพแล้วก็อดขำไม่ได้

ได้นั่งคุยกันแบบนี้ รู้สึกผ่อนคลายดี  แต่เขาก็ยังงงอยู่ดี

“เธอจีบฉันจริงเหรอ?”

“จำได้ว่า ตอนม.ปลายฉันเคยเขียนจดหมายรักให้เธอด้วย แต่เธอก็เงียบ”

ลั่วอี้เหอหันมามองตาเขา พูดอย่างจริงจัง

“ตอนนั้นมันไม่มีความรู้สึกจริง ๆ”

“ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกเปลี่ยนไป… มีบางอย่างเกี่ยวกับเธอที่ฉันเริ่มสนใจ อยากรู้จัก”

“ทำไมล่ะ?”

“ฉันมาหาเธอแล้ว แฟนเธอจะว่าอะไรไหม?”

“อย่าปฏิเสธนะ แม่ฉันบอกแล้วว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งดีกับเธอมาก”

“ตาถึงกันทั้งนั้นเลยนี่นา!”

ฟางโจวเกาหัว  คุยกับลั่วอี้เหอนี่ บางทีก็ตามไม่ทันว่าเธอจะสลับโหมดตอนไหน

ลั่วอี้เหอพูดต่อ

“แค่มาสองครั้งนี้แหละ”

“ครั้งหน้าจะไม่ทำแบบนี้แล้ว”

“แค่อยากรู้ว่าความรู้สึกของการจีบคนเป็นยังไง”

“มันไม่ใช่การทดลองนะ ฉันชอบเธอจริง ๆ แต่ก็เป็นเรื่องของฉันเอง เธอจะคิดยังไงฉันควบคุมไม่ได้หรอก”

“ถ้ามันทำให้เธอลำบากใจก็ขอโทษด้วยแล้วกัน”

“อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ให้เสียชาติเกิด”

...

ฟางโจวอึ้งไปนิด

ประโยคนี้… มันเหมือนเขาตอนนี้เลย

แต่เขาเองก็เพิ่งได้แนวคิดนี้หลังจากเกิดใหม่

เลยถอนหายใจออกมา

“สมองเธอนี่แหวกแนวจริง ๆ”

พูดจบ  ทั้งสองคนนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนม้านั่ง  จิบชา ฟังเสียงลม เสียงจักจั่น  รู้สึกว่าเช้านี้ไม่ร้อนเท่าไหร่ ลั่วอี้เหอนึกถึงเรื่องที่พูดกับเพื่อนร่วมห้องเมื่อคืน  เลยเปิดปากพูด

“ใช่แล้ว”

“ไอดี ‘เมฆสีรุ้งทางใต้’ นั่นฉันเอง”

“บ้านเกิดฉันอยู่ที่นั่น แต่แม่พาฉันมาทำงานที่หนานอู๋ตั้งแต่ยังเด็ก โตที่นี่เลย”

“แทบไม่ได้กลับบ้านเกิดเลย”

ฟางโจวได้ยินก็เพิ่งเข้าใจ  เลยตกตะลึงอยู่พักนึง เมื่อก่อนตอนเพิ่งข้ามมา เขายังสงสัยว่า ทำไมมีคนคนนั้นทักเขาทุกครั้งแม้เขาจะไม่ตอบ

คิดดูตอนนี้  คงไม่ได้ชอบเขาหรอก  อาจจะแค่รู้สึกขอบคุณที่เขาเคยช่วยที่บ้านลั่วอี้เหอ เลยอยากแนะทางให้

ฟางโจวถามด้วยความสงสัย

“แล้วคืนนั้น…”

ลั่วอี้เหอตอบว่า

“ตอนเธอบอกว่าอยู่โรงพัก ฉันเลยให้แม่ถามให้หน่อย แล้วเธอวันนั้นล่ะ?”

ฟางโจวหลี่ตา  ครู่หนึ่งก็ตอบ

“เจอเรื่องนิดหน่อย”

“อืม…ทะเลาะวิวาท เลยโดนพาตัวไปโรงพัก  เพื่อนช่วยเคลียร์ถึงออกมาได้  ตอนป้าอู๋โทรมา ฉันอยู่ในบาร์พอดี”

ลั่วอี้เหอไม่ได้ถามต่อ  แต่ฟางโจวยังข้องใจ

“ตอนแรก เธอเปิดวิดีโอคอล แล้วคนที่ฉันเห็นคือ…”

“เพื่อนร่วมห้องน่ะ ตอนฉันเพิ่งเข้าเรียนยังไม่มีโทรศัพท์ และก็ไม่ออกไปเล่นเน็ต  เพื่อนเลยเป็นห่วง คงกลัวฉันโดนหลอก”

“ตอนฉันเข้าห้องน้ำเลยแอบเปิดวิดีโอ หวังว่าจะทำลายภาพฝันของเธอ”

ฟางโจวกลอกตา

“ก็ทำลายจริง ๆ นั่นแหละ…”

ลั่วอี้เหอยิ้มแป้น  ตีแขนฟางโจวเบา ๆ

“เธอเป็นห่วงฉันน่ะ”

“แต่ตอนนี้เธอเป็นคนดังในหอพักฉันแล้ว  ทุกคนอยากเห็นหน้าหมาน้อยที่ทำให้ฉันคลั่งไคล้ขนาดนี้”

“อยากเจอเธอกันใหญ่เลย~”

ฟางโจวลุกขึ้น เอาถ้วยน้ำเปล่าไปทิ้งถังขยะ  แล้วหันมาพูด

“อยากเจอก็เจอสิ ไม่ใช่ดาราอะไร  ไว้เลี้ยงข้าวพวกเธอก็ได้”

“ไปกันเถอะ อยู่ในโรงเรียนก็เบื่อ ๆ พอดี ไปเดินเล่นกัน”

ทำให้คลั่งไคล้เหรอ… ถึงลั่วอี้เหอไม่พูดชัดเจน  แต่ฟางโจวก็จินตนาการได้ว่าพวกเพื่อนร่วมห้องเธอคิดยังไง คนที่ไม่ค่อยเล่นเน็ต  แต่กลับส่งข้อความหาคนคนนึงตลอด  แถมยังไปส่งชาไข่มุกให้ผู้ชายด้วยตัวเอง ทั้งที่เป็นดาวมหา’ลัย คิดแค่นี้ก็น่าเหลือเชื่อแล้ว

ลั่วอี้เหอยิ้มลุกขึ้น ...เมื่อกี้เธอพูดแบบนั้น คงเหมือนสารภาพแล้วล่ะ ถึงฟางโจวจะไม่ตอบตรง ๆ แต่ที่เขายอมพาเธอไปเลี้ยงเพื่อน ก็นับเป็นสัญญาณที่ดี ลั่วอี้เหอรับรู้ได้

ความรู้สึกแบบนี้… มันช่างแปลกใหม่ดีจัง

...

ฟางโจวพาลั่วอี้เหอไป แต่แทนที่จะไปทางประตูโรงเรียน กลับพาไปทางอาคารสำนักงาน

“ไหนว่าขี่จักรยาน แล้วเพื่อนที่เคยทำธุรกิจให้เช่าไม่ทำแล้วเหรอ?”

ลั่วอี้เหอพยักหน้า

“เลิกแล้ว”

“จักรยานพวกนั้นขายให้คนอื่นไปหมด  แต่เขาไม่ได้เลิกเช่าจักรยานซะทีเดียว  แค่ปรับกลยุทธ์ใหม่ เอาจักรยานคุณภาพดีขึ้นมาให้เช่าระยะยาว เจาะกลุ่มคนที่ชอบขี่จริงจัง ออกทริปขี่แบบ Outdoor”

“รุ่นพี่เขามั่นใจมาก บอกว่าแบบนี้ในต่างประเทศก็ฮิต เป็นอุตสาหกรรมที่มั่นคง  รอบนี้ลงทุนเยอะขึ้นด้วย”

ลั่วอี้เหอหันมาถามฟางโจว

“แต่จากที่เธอเคยพูด… เธอไม่คิดว่ามันเวิร์คใช่มั้ย?”

ฟางโจวยักไหล่

“ฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้หรอก  แต่รู้ว่า ถึงแม้ในยุคหลัง ๆ จะเริ่มมีมากขึ้น  การเช่ายังไม่ใช่วิถีของคนจีน”

“แนวคิดมันต่าง คนจีนชอบ ‘เป็นเจ้าของ’ มากกว่า”

“ซื้อดีกว่าเช่า บางทีต้องยืมมาใช้ ก็ยังรู้สึกดีกว่าเช่าแล้วของไม่ใช่ของตัวเอง”

“อีกอย่าง ตอนนี้จีนพัฒนาไวมาก ถ้าย้อนไปเมื่อสามสิบปีก่อน สมัยนั้นของเก่ายังสามารถให้คนอื่นได้  แต่ตอนนี้นะ ถ้าจะให้ของเก่ากับคนอื่น ไม่ใช่แค่คนรับจะรู้สึกไม่ดี แม้แต่คนให้ก็จะรู้สึกไม่สบายใจ”

“ของมือสองกลายเป็นของที่คนไม่ค่อยกล้าใช้ จะให้ของเก่าใครก็ไม่สบายใจ ซื้อใหม่ไปเลยดีกว่า”

พูดไปก็บ่นไป  ก็แค่โม้ต่อหน้าผู้หญิงสวย ๆ น่ะแหละ

ลั่วอี้เหอฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าคล้อยตามหลายครั้ง

...

เดินไปอีกนิดจนใกล้ถึงอาคารสำนักงาน ฟางโจวก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมา

ลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า

“เธอเรียนคอมใช่ไหม?”

“เคยมีไอเดียไหมว่าทำกุญแจล็อกจักรยานที่สั่งเปิด-ปิดผ่านแอปได้?”

ลั่วอี้เหอมองเขาแปลกใจ แต่ก็พยักหน้า

“มีสิ เรื่องง่ายมาก ตอนนี้รถหรูหลายคันก็ทำได้ บ้านอัจฉริยะก็มีฟังก์ชันที่ซับซ้อนกว่านี้อีก เปิด-ปิดแค่นี้เองน่ะ พื้นฐานมาก”

ฟางโจวพยักหน้า เหมือนคอนเฟิร์มไอเดียใหม่ในหัว

“สมมติว่าเป็นกุญแจจักรยาน ใช้แอปสแกน QR code เพื่อปลดล็อก และล็อกได้ ฝังฟังก์ชันนี้เข้าไปในแอป

เธอทำให้ฉันได้ไหม?”

“เห็นเธอว่าง ๆ อยู่  จะหางานให้เธอทำไงล่ะ”

ลั่วอี้เหอตาเป็นประกาย รู้เลยว่าไอเดียนี่ฟางโจวคิดไว้สักพักแล้ว แถมเมื่อก่อนเขาก็เคยพูดเรื่องจักรยานเช่าแบบใหม่ด้วย

ฟางโจวพูดต่อ

“โอเคนะ เดี๋ยวฉันโอนให้แสนหนึ่งเป็นงบวิจัย”

“ซอฟต์แวร์เธอทำได้แน่ ส่วนฮาร์ดแวร์คงต้องจ้างคนมาทำ เรื่องเงินไม่ต้องห่วง ฉันไม่ขาดแคลน”

เขากระซิบเหมือนเป็นความลับ

“ถ้าทำสำเร็จ นี่อาจเป็นธุรกิจทำเงินเลยก็ได้”

“จะจ้างใครก็ได้ แต่อย่าลืมว่า สุดท้ายสิทธิบัตรต้องเป็นของเรา”

“เรื่องกฎหมายกับทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเธอไม่ถนัด เดี๋ยวฉันหาคนจัดการให้”

ลั่วอี้เหอขมวดคิ้วนิด ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความสนใจ เธอรู้ว่าเรื่องที่ฟางโจวพูด ไม่น่าใช่แค่พูดเล่น ดูเหมือนกำลังเริ่มโปรเจกต์ใหญ่จริง ๆ

ฟางโจวพูดเรื่อง “สิทธิบัตร” งั้นก็ต้องทำจริง เรื่องเงินแสนหนึ่งที่พูดมา ลั่วอี้เหอก็ไม่ปฏิเสธ งานนี้ก็ถือว่าเริ่มกันจริงจังแล้ว

ฟางโจวก็โล่งอก หาเรื่องให้เธอมาช่วยงานได้แล้ว!

...

#ตึกสำนักงาน

ฟางโจวพาลั่วอี้เหอขึ้นตึก ลั่วอี้เหอถาม

“มาทำอะไร?”

“มายืมรถมอเตอร์ไซค์เล็กหน่อย จะพาเธอไปเดินเล่น ทางไม่ไกล ขับรถยนต์ไม่สะดวก”

พอเดินถึงหน้าห้องทำงาน เจอหวงหย่วนกำลังจ้องคอมฯ อยู่

ฟางโจวเคาะประตู

หวงหย่วนสะดุ้ง รีบปิดจอเหมือนเด็กโดนจับได้ เห็นว่าเป็นฟางโจวก็หน้าแดง แล้วโวยวาย

“มองอะไรยะ!”

“เข้ามาก็ไม่เคาะก่อน!”

ฟางโจวหัวเราะ เห็นท่าทางเหมือนมีความผิดของหวงหย่วน

ก็ทำเสียง "จิ๊จิ๊" แล้วพูดว่า:

“พักผ่อนบ้างนะครับ~”

ก่อนเธอจะปรี๊ดใส่ เขารีบยกมือห้ามศึก แล้วพูด

“มายืมมอไซค์หน่อย~”

หวงหย่วนงง

“จะเอารถฉันไปทำอะไรล่ะ?”

“ไฟแบตไม่เหลือเยอะนะ เดี๋ยวเลิกงานฉันต้องขี่กลับ”

แม้จะพูดแบบนั้น แต่เธอก็หยิบกุญแจรถจากโต๊ะให้ฟางโจว

แล้วก็เพิ่งเห็นว่ามีผู้หญิงหน้าตาสะสวยยืนอยู่หน้าประตู

พอมองดี ๆ ถึงกับตาโต

“ลั่วอี้เหอ?!”

“เธอกับฟางโจวนี่…จริงเหรอ?!”

สีหน้าเธอชัดเจนว่า รู้ข่าวเมาท์ในเว็บมหาวิทยาลัยช่วงนี้แล้ว

ลั่วอี้เหอเดินเข้ามาทัก

“สวัสดีค่ะอาจารย์ ฉันเป็นรุ่นพี่ของฟางโจวตั้งแต่มัธยม เขาเคยช่วยฉันหลายเรื่อง ก็เป็นเพื่อนกันค่ะ”

ฟางโจวยื่นมือรับ

"เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว เป็นแบบอย่างที่ดี อย่ามัวแต่สนใจเรื่องซุบซิบนินทาพวกนี้สิ"

หวงหย่วนชักมือกลับ ทำหน้ามุ่ย

“นี่ขอยืมรถเขาแท้ ๆ ท่าทางแบบนี้ จะให้ยืมบีเอ็มดับเบิลยูน้อยของฉันหรือเปล่าต้องคิดดูก่อนแล้วนะ”

ฟางโจวแย่งกุญแจมาเลย

“หนอย…แน่จริงตอนเธอต้องอวดบ้าง รถฉันสองคันนั้น ให้เธอยืมได้ แบบนี้พอใจหรือยัง!”

หวงหย่วนหัวเราะแห้ง ๆ ไม่กล้าพูดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องใช้รถหรู เธอรู้ดีว่าในโลกนี้มีเพื่อนแบบฟางโจวไว้ดีกว่าไม่มี สุดท้ายก็ได้แต่พูดเบา ๆ

“ขับช้า ๆ ล่ะ!”

พอลงมาถึงลานจอด ฟางโจวกับลั่วอี้เหอหามอไซค์ไฟฟ้าสีชมพู

ลั่วอี้เหอยังแปลกใจไม่หาย

“เธอสนิทกับอาจารย์ที่ปรึกษาดีเนอะ คุยกันเหมือนเพื่อนเลย”

ฟางโจวไม่สนใจ

“แล้วเธอไม่สนิทกับอาจารย์บ้างล่ะ?”

ลั่วอี้เหอส่ายหัว

“ก็สนิทในระดับนักเรียนกับอาจารย์นั่นแหละ ไม่เหมือนเธอ…”

ฟางโจวเฉย ๆ

“ก็แค่รุ่นพี่ ป. โท ปีสองเท่านั้นเอง แถมรู้จักกันผ่านคณบดีของคณะ เธอก็ยังเรียนอยู่ จะมองแบบครูศิษย์ไปทำไม  มองว่าเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งก็พอ”

“แต่แน่นอน พื้นฐานคือ ต้องมีความสามารถด้วย”

รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสีชมพูวิ่งไปทั่วย่านเมืองเก่าซูจิง คนหันมามองกันเยอะทีเดียวเพราะสองคนบนรถหน้าตาดีมาก เดินเล่นกันไปเรื่อย ๆ  เห็นของกินก็แวะ เห็นอะไรน่าสนใจก็หยุด มองเผิน ๆ ก็เหมือนคู่รักมาเดตกันจริง ๆ

ผ่านห้างไอทีเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง ฟางโจวจอดรถแล้วพาลั่วอี้เหอไปที่เคาน์เตอร์มือถือ เขาไม่ดูอะไรมากมายแค่สแกนสายตาไปที่รุ่นแพงสุดแล้วบอกพนักงาน

“ขอเครื่องนึงครับ…”

“เอ่อ…รุ่นพี่ เธอชอบสีอะไร?”

เพิ่งนึกขึ้นได้เลยหันมาถาม

ลั่วอี้เหอยักคิ้ว

“จะซื้อโทรศัพท์ให้ฉันเหรอ?”

“ปกติฉันไม่คิดจะใช้เลยนะ เงินที่หามาก็เอาไปบริจาคหมด ช่วยคนลำบากได้บ้างก็ดี”

ฟางโจวพยักหน้า

“ระดับจิตใจแบบเธอ ฉันตามไม่ทันหรอก”

“แต่ชัดเจนว่า ตอนนี้เธอ ‘จำเป็น’ ต้องมีมือถือแล้วล่ะ”

“ก็บอกว่าจะจีบฉันใช่ไหม ถ้าไม่มีมือถือ มันลำบากเรื่องติดต่อ”

“แถมตอนนี้เธอก็เสียเปรียบในสนามรบพออยู่แล้วนะ”

ลั่วอี้เหอค้อนใส่ พนักงานไม่เข้าใจบทสนทนาแต่จับใจความได้ว่า ‘แฟนหนุ่มซื้อโทรศัพท์ให้แฟนสาว!’ เลยยิ้มปานจะกลืนกินทั้งโลก

“คุณผู้หญิงดูรุ่นนี้นะคะ สีไหนชอบบ้าง แฟนคุณนี่น่ารักจริง ๆ!”

ลั่วอี้เหอหันไปมองฟางโจว แล้วยิ้มกับพนักงานว่า

“เขาน่ะก็ดีจริงค่ะ แต่ฉันกำลัง ‘จีบ’ เขาอยู่ ยังไม่ใช่แฟนนะคะ~”

พนักงานตกตะลึง แต่ก็ยังยิ้มเจื่อน ๆ

“ยังไงก็เหมาะกันมากค่ะ~ หน้าตาดีทั้งคู่ ถ้ามีลูกด้วยกันคงน่ารักน่าดูเลย!”

‘ป้าครับ นี่พยากรณ์ชีวิตฉันเลยเหรอ…’

ฟางโจวพูดไม่ออก แต่เห็นลั่วอี้เหอยิ้มแป้นอยู่ เลยไม่พูดอะไรอีก

เขาก้มมองมือถือบนตู้

“เอาให้ป้าอู๋ด้วยดีไหม? จะได้คุยวิดีโอกันสะดวก”

เขาจำได้ว่าแม่ลั่วอี้เหอยังใช้มือถือรุ่นเก่า แต่ลั่วอี้เหอส่ายหน้า

“เราไม่จำเป็นต้องวิดีโอกันหรอก อยากเจอเมื่อไหร่ ฉันก็กลับบ้านได้ทุกวัน ไม่ต้องซื้อ”

...

ฟางโจวไม่เซ้าซี้ พอลั่วอี้เหอเลือกโทรศัพท์สีม่วงเสร็จ

เขาก็พาเธอไปโซนคอมพิวเตอร์ ซื้อโน้ตบุ๊กอีกเครื่อง

ยังไม่ทันให้เธอถาม ฟางโจวก็บอก

“นี่ไว้ใช้ทำงานเรื่องกุญแจรถน่ะ จะได้สะดวกหน่อย”

ลั่วอี้เหอคิดแป๊บหนึ่ง แล้วก็ไม่ปฏิเสธ

เธอเป็นคนที่ไม่เรื่องมากอะไร มีมือถือกับคอมก็ติดต่อสะดวกขึ้น

พอออกมาจากร้าน มีของเต็มมือ ลั่วอี้เหอยิ้มแหย ๆ

“ตอนนี้ฉันนี่…ดูเหมือนถูกเลี้ยงดูเลยนะเนี่ย”

ฟางโจวมองเธอแล้วส่ายหัว

“ระดับเธอนี่ ถ้าจะมีคนเลี้ยง ต้องให้รถหรูบ้านหรูนู่นแหละ”

ลั่วอี้เหอแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ มองดูของในมือแล้วเอากล่องบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดออกทิ้งไป เก็บสายชาร์จใส่กระเป๋า ส่วนคอมพิวเตอร์เก็บในกระเป๋าคอมพิวเตอร์ ถือออกมาแบบนี้ก็เบาลงเยอะ

จากนั้นก็พากันไปเปิดเบอร์ใหม่ที่ร้านข้าง ๆ  ทำซิมการ์ดโทรศัพท์ เสร็จตอนใกล้เที่ยงแล้ว ลั่วอี้เหอมองโน้ตบุ๊กในมือ

"ของเยอะจัง กลับกันเถอะ ตอนบ่ายยังมีเรียนอยู่"

...

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสีชมพูมุ่งหน้าไปที่มหา’ลัยซูจิงเขตการเรียนและเขตหอพักของมหา’ลัยซูจิงแยกกัน มีถนนคั่นกลาง พอถึงประตูเขตหอพัก ฟางโจวนึกถึงเรื่องที่บอกว่าจะไปหาฟางชิงหลิน เลยหันไปบอกลั่วอี้เหอ

"กลางวันชวนชิงหลินมากินข้าวด้วยกันเถอะ"

"ตั้งแต่มาซูจิงก็ยังไม่ได้เจอกันเลย ยัยเด็กขี้อายคนนั้น ไม่รู้จะเข้ากับเพื่อนร่วมห้องได้ไหม"

ลั่วอี้เหอแปลกใจ

"พวกนายคืนดีกันแล้วเหรอ?"

"แต่วันนี้อย่าเพิ่งดีกว่า ไม่งั้นเธอเจอฉันกะทันหัน อาจจะรู้สึกอึดอัดได้"

เพราะเรื่องของฟางโจวกับฟางชิงหลิน ก่อนที่จะมาคืนดีกันช่วงเทอมสุดท้ายก่อนสอบ คนที่โรงเรียนมัธยมอันดับสามต่างรู้กันหมด แม้ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน แต่ก็เหมือนเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แถมฟางชิงหลินก็ไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของฟางโจวด้วย แม้เธอจะเก่งรอบด้าน แต่นิสัยค่อนข้างอ่อนไหว ไม่ชอบพูดคุยกับคนอื่น เธอเข้าสังคมไม่เก่งจริงๆ ไม่เหมือนกับฟางโจวที่จงใจหาเรื่อง ยั่วโมโหคนเก่ง

ตอนนี้ฟางโจวมาหาฟางชิงหลินที่มหา’ลัยเป็นครั้งแรก ลั่วอี้เหอไม่อยากทำลายบรรยากาศ จึงบอกลาฟางโจว และเดินเข้าเขตหอพักไป

...

ในขณะเดียวกัน…

ฝั่งสนามซ้อม นักศึกษาปีหนึ่งเพิ่งซ้อมเสร็จ เดินออกมากันเป็นกลุ่ม ฟางโจวโทรหาฟางชิงหลิน แล้วนั่งรอที่หน้าประตูหอพัก

เขานั่งยอง ๆ ริมถนน มีนักศึกษาที่ผ่านไปมามองเขาไม่หยุด ก็หน้าตาดีขนาดนี้ จะไม่มองได้ไง แต่ถ้าพวกเขารู้ว่า

นี่คือ “คางคก” ที่จะกิน “เนื้อหงส์” ของมหา’ลัยตามข่าวลือในเน็ตก็คงจะตกใจน่าดู

ในหมู่คนที่เดินออกมา ฟางชิงหลิน ผูกผมหางม้า ใส่ชุดลายพราง เดินเงียบ ๆ อยู่คนเดียว หน้าตาเธอสวยขนาดทำให้คนเหลียวมอง  บางคนเดินแซงเพื่อหันกลับมามองหน้าเธอ

บางคนอยากเข้ามาทัก แต่ก็ถูกรัศมีความเย็นเฉียบกดไว้ ฟางชิงหลินตอนนี้ คือดาวมหา’ลัยตัวจริง ทั้งเก่ง ทั้งสวย แต่แค่ดูเย็นชาและเข้าถึงยากเกินไป

เธอเดินถือโทรศัพท์ เหมือนมองหาใครบางคนในหมู่คน ข้างหลังมีสาว 3 คน เดินห่าง ๆ  คือรูมเมตของเธอ พวกเธอคุยกันเบา ๆ

“ชวนฟางชิงหลินไปกินข้าวเที่ยงดีไหม?”

“เธอดูไม่ใช่คนหยิ่งอะไรเลยนะ ยังช่วยทำความสะอาดห้องอยู่เลย”

อีกคนบอก

“งั้นชวนสิ!”

“แต่ฉันเห็นหน้าเธอแล้ว รู้สึกกดดัน กลัวชวนแล้วโดนปฏิเสธอะ”

อีกคนที่สามมองแล้วพูดว่า

“ดูเหมือนเธอกำลังมองหาใครอยู่เลย หรือว่ารู้จักใครที่นี่?”

ตอนนั้นเอง ฟางชิงหลินที่เคยหน้านิ่งตลอด กลับยิ้มกว้างออกมา โบกมือ แล้ววิ่งกระโดด ๆ ไปทางหนึ่ง

“พี่!”

"หนูอยู่นี่!"

คนที่แอบดูอยู่ พอเห็นว่าเธอวิ่งไปหาผู้ชายท่าทางสบาย ๆ คนหนึ่ง ถึงกับตกใจอ้าปากค้าง

-----

(จบบทที่ 118)

จบบทที่ บทที่ 118 เมฆสีรุ้งทางใต้...นั่นฉันเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว