- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 110 แม่ง… โชว์เหนืออีกแล้ว!
บทที่ 110 แม่ง… โชว์เหนืออีกแล้ว!
บทที่ 110 แม่ง… โชว์เหนืออีกแล้ว!
หอพักดับไฟเรียบร้อยแล้ว
ฟางโจวเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัย เขารู้สึกเหมือนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่
เขานอนบนเตียง ส่งข้อความคุยถังถังได้สักพัก บอกฝันดีแล้ววางมือถือ เตรียมตัวนอน
ข้างห้อง หม่าเสี่ยวซวย ยังคงพิมพ์แชตเสียงดังอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า…
เขาเลือกจะเป็น “ติ่งหมา” จนสุดทาง (ติ่งหมา คือคนที่คลั่งรักไม่ลืมหูลืมตา)
ฟางโจวถอนใจเบาๆ
“หมอนี่จบแล้วจริงๆ”
มันน่าแปลกใจที่ดูจากเงื่อนไขของหม่าเสี่ยวซวยแล้ว หาแฟนไม่น่าจะยาก
จะบอกว่าไอ้หมอนี่ไร้เดียงสามาตลอดช่วงมัธยมปลายหรอ?
อาจเป็นได้แค่เหตุผลนี้
...
ส่วนเมิ่งเต๋อและซุนเล่าหูที่ไม่มีมือถือก็นอนไม่หลับ กำลังคุยกันเสียงดังในความมืด เห็นได้ชัดว่าวันแรกของชีวิตมหาวิทยาลัยทำให้ทุกคนตื่นเต้น
เมิ่งเต๋อถอนหายใจ
“สุดท้ายก็รู้สึกถึงอิสระแล้ว”
“มัธยมปลายสามปีแม่งทรมานจริงๆ มหาวิทยาลัยนี่สบายกว่าตั้งเยอะ สูบบุหรี่ เล่นไพ่ ไม่มีครูมาสน”
“ฉันตัดสินใจแล้ว ช่วงมหาลัยจะต้องมีแฟนให้ได้ซักคน”
เขาปักธงเรียบร้อย
“พรุ่งนี้มีประชุมห้องครั้งแรก”
“ไม่รู้ในห้องจะมีสาวสวยไหมนะ”
“ถ้าจะหา ก็ควรจะใกล้ๆ หน่อย จะได้ลงมือสะดวก”
ซุนเล่าหูคิดรอบด้านกว่า:
“ฉันจะตั้งใจเรียน หาทุนการศึกษาให้ได้ ได้ข่าวว่าในมหาลัยมีทุนเยอะ”
“แล้วฉันก็มีแฟนอยู่แล้ว”
“ไม่สนเรื่องจะจีบสาวหรืออะไรแบบนั้นหรอก”
“รอทุกอย่างมั่นคงก่อน แล้วจะพาแฟนมาเที่ยวซูจิง แนะนำให้รู้จัก”
ซุนเล่าหูเข้าเรียนช้ากว่าคนอื่นในห้องปีนึง เลยแก่กว่าคนอื่นในห้องเล็กน้อย
เขาเตือนเมิ่งเต๋อ:
“อย่าไปจีบคนในห้องเดียวกันจะดีกว่า”
“ถ้าจีบไม่ติด เจอหน้ากันทุกวันมันก็จะอึดอัด”
“แต่อันนั้นยังโอเคนะ”
“ที่แย่คือ จีบติดแล้ว แต่สุดท้ายโดนเพื่อนร่วมชั้นแย่งไป ทีนี้น่าอึดอัดจริงจัง”
...
ฟางโจวยอมรับความเห็นนี้ทันที
“เฉียบมาก!”
ชาติก่อนเคยได้ยินเรื่องราวสุดปวดตับ แฟนเก่า แฟนปัจจุบัน แฟนที่เลิกไปแล้วสามคนอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วกลายเป็นแฟนของเพื่อนร่วมห้องอีกที ถ่ายรูปรวมเหมือนภาพครอบครัว แค่คิดก็อยากอ้วก เหมือนมนุษย์ถอยหลังวิวัฒนาการ
เมิ่งเต๋อฟังแล้วก็ขนลุก พาลให้นึกถึงกลุ่มสาวๆ ที่เจอตอนกินข้าวเย็น หลินอวี่ถิงคือเป้าหมายของหม่าเสี่ยวซวย จางเว่ยดูเหมือนไม่สนเขาเท่าไหร่ แต่คนอื่นยังพอได้อยู่
เมิ่งเต๋อจึงพูดขึ้นว่า
“จางหลินจือก็ดูดีนะ”
“เอาเบอร์มาแชตกันหน่อยก็ได้ เผื่อไปได้สวย”
ตอนนี้ เมิ่งเต๋อเหมือนสุนัขเท็ดดี้ที่เพิ่งหลุดจากกรง เห็นอะไรก็อยากเล่นด้วย
...
ซุนเล่าหูบ่น:
“คนนั้นแต่งหน้าชัดมาก หน้ากับคอคนละสีเลย”
“ฉันว่าสู้ชิวเอินหลิงไม่ได้ ถึงจะผิวคล้ำหน่อย แต่โครงหน้าดี นิสัยก็ดีกว่า”
ทั้งสองเริ่มถกกันเรื่องสาวแต่งหน้ากับไม่แต่งหน้า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ สุดท้าย…ลากฟางโจวมาตัดสิน ในสายตาพวกเขา ฟางโจวคือเซียนแห่งความรัก คนที่นิ่งเยือกเย็นแบบนี้ ต้องผ่านสาวๆ มามากแน่ๆ
ฟางโจวกำลังจะนอน ก็โดนเรียกชื่อจนได้
ได้แต่บอกว่า:
“อย่าถามฉันเลย”
“พวกนายเทียบกับฉันไม่ได้หรอก ฉันหาแฟนที่ไม่แต่งหน้าก็ยังสวยได้”
ขณะที่พูด ใบหน้าของถังถังโผล่ขึ้นในหัว แล้วก็ตามด้วยลั่วอี้เหอ และอาจจะรวมถึงชิงหลินด้วย สามคนนี้เหมือนไม่ชอบแต่งหน้า แต่พวกเธอก็ไม่จำเป็นต้องแต่งอะไรเพิ่ม
...
พอถูกสองคนโวย...
ฟางโจวพูดต่อ:
“ถ้าเป็นฉันนะ”
“จะหาแฟนที่ไม่ชอบแต่งหน้า”
“บางครั้งแต่งบ้าง จะได้มีความรู้สึก ‘ตกหลุมรักอีกครั้ง’”
“ถ้าหาแฟนที่แต่งหน้าทุกวัน วันไหนไม่แต่ง เผลอลืมตากลางดึกอาจหัวใจวายได้!”
เขานึกถึงพวกคลิปแต่งหน้าในชาติก่อน นั่นมันไม่ใช่แต่งหน้าแล้ว มันคือศัลยกรรม
ซุนเล่าหูตบมือชมว่าเฉียบขาด เมิ่งเต๋อยังไม่ยอมเชื่อ เลยหันไปหาเสียงสนับสนุนจากหม่าเสี่ยวซวย แต่เงียบผิดปกติ ดูเหมือนจะยังถือมือถือ แต่ไม่ส่งข้อความ และยังไม่หลับ
เมิ่งเต๋อถามหาเสียงสนับสนุน หม่าเสี่ยวซวยเงียบไปพักหนึ่ง แล้วพูดกับฟางโจวว่า
“ฟางโจว หลินอวี่ถิงให้ฉันส่ง วีแชท นายให้เธอ”
“จะให้ไหม?”
ห๊ะ?
การเคลื่อนไหวแบบนี้ทำเอาทุกคนงง
...
เมิ่งเต๋อถามเสียงหลง:
“เดี๋ยว... นายไม่บอกว่าเธอเป็นแฟนนายเหรอ ถึงจะยังไม่จีบติด แต่ใครๆ ก็รู้ว่านายชอบเธอ แล้วทำไม…”
ฟางโจวยังงงไม่หาย เขากล่าวอย่างเศร้าๆ:
“เสี่ยวซ่วย นายไม่รู้สึกว่านายเหมือน ‘เฟยหยางหยาง’ เลยเหรอ?”
มุกนี้ยังไม่ฮิตในโลกนี้ และทุกคนเพิ่งขึ้นจากมัธยม ยังใสซื่ออยู่
หม่าเสี่ยวซวยงง:
“เฟยหยางหยาง อะไร?”
ฟางโจวอธิบาย:
“เฟยหยางหยางจะพูดว่า: [‘ซี่หยางหยาง นายเบาหน่อย ฉันเจ็บ’]”
“เหม่ยหยางหยางก็จะพูดว่า: ‘[เฟยหยางหยาง เธอรีบหน่อย ซี่หยางหยางไม่มีแรงแล้ว…’]”
(*เฟยหยาง/หรือซาบุแยง เป็นตัวละครจากการ์ตูนจีนชื่อ Pleasant Goat and Big Big Wolf/ แกะน้อยปะทะกับหมาป่า)
ฟางโจวไม่ได้รังเกียจพวกคลั่งรัก
แต่พอเอาตัวเองไปใส่ในละครรักแบบนั้น มันก็อ้วกนิดๆ
เลยไม่รังเกียจที่จะทำให้หม่าเสี่ยวซวยอ้วกเองบ้าง
เมิ่งเต๋อกับซุนเล่าหูยังไม่เก็ต แต่หม่าเสี่ยวซวยเริ่มเข้าใจแล้ว
“ไอ้บ้าเอ๊ย!”
สองคนนั้นถึงจะไม่เข้าใจ แต่พอได้ยินฟางโจวเลียนเสียงการ์ตูน ก็นึกภาพตามได้แปลกๆ
...
สักพักต่อมา
หม่าเสี่ยวซวยถอนใจ:
“เวรเอ๊ย! ฉันเป็นบ้าอะไรไปถึงได้ไปจีบเธอ”
“ตอนนั้นเจอกันที่วัดขงจื๊อ ดูสวย ดูมีระดับ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้”
ฟางโจวสวนไม่ไว้หน้า:
“นั่นไม่เรียกจีบ เรียกว่า ‘เลีย’!”
เสียง "แปะ!" ดังขึ้น
หม่าเสี่ยวซวยปามือถือทิ้ง แล้วถอนหายใจอย่างโล่งใจ:
“ไม่พูดละ ไม่มันส์แล้ว!”
“คืนนี้ไม่กล้ากินเหล้ากับพวกนาย เพราะอยากทำคะแนนดีๆ สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว”
“ไว้วันไหนว่าง มาจัดให้เมาหัวราน้ำ ไว้อาลัยให้ความรักที่ยังไม่ทันเริ่มก็จบซะแล้ว”
กลิ่นอกหักแบบมหาลัยนี่มันใช่เลย
เมิ่งเต๋อเสียดาย:
“จบเลยเหรอ ไม่ลองอีกหน่อยล่ะ?”
“มื้อนั้นของแพงอยู่นะ หมดไปตั้งห้าร้อยกว่า”
ซุนเล่าหูตกใจ:
“ห้าร้อย!?”
“นั่นคือค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของฉันเลยนะ”
ฟางโจวปลอบใจแบบหักดิบ:
“ปล่อยไปเถอะ ตอนนี้เลิกเรียกว่า ‘ตัดขาดได้ทันเวลา’ ถ้ายังยึดติดอยู่ล่ะก็ จะต้องเสียเงินอีกหลายรอบ”
เมิ่งเต๋อพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
แต่ก็สงสัย:
“แล้วฟางโจว นายไม่สนใจใครสักคนเหรอ?”
“สาวๆ คืนนั้นดูสนใจนายนะ โดยเฉพาะจางเว่ย ถึงจะแต่งตัวแรงๆ แต่ก็นิสัยดี ดูสวยด้วย”
ฟางโจวตอบ:
“นายยังไม่เคยเจอคนสวยจริงๆ”
“ไว้เดินรอบมหาวิทยาลัยอีกสักหน่อย จะรู้เองว่าสาวสวยในมหาลัยเยอะมาก เดินดูไปเรื่อยๆ ก็พอ”
คำพูดฟังดูอวด แต่น่าแปลกใจที่ฟางโจวดูมีคุณสมบัติจะอวดได้
...
หม่าเสี่ยวซวยไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อ ก็เลยเปลี่ยนเรื่องถาม:
“ฟางโจว เมื่อกี้อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกนายไปมีเรื่องอะไร?”
คำถามนี้ทำให้อีกสองคนสนใจด้วย ถึงจะมองไม่เห็น แต่ก็นอนเอนตัวพยายามมองไปทางฟางโจว— อาจารย์ที่ปรึกษาสาวสวย! เรียกคุยตัวต่อตัว! แค่คิดก็ใจเต้นแล้ว
ฟางโจวไม่ปิดบัง:
“เธอถามว่าฉันอยากเป็นหัวหน้าห้องไหม”
“อ้าวเฮ้ย!”
ทั้งสามโวยพร้อมกัน
ทำไมต้องถามฟางโจว?
แล้วพวกเขาไม่มีสิทธิ์ถูกเลือกเหรอ?
ฟางโจวยิงมุก:
“เพราะฉันหล่อไง”
เวรเอ๊ย!
อีกแล้ว! โชว์เหนืออีกแล้ว!
หม่าเสี่ยวซวยถึงไม่เชื่อก็ยังถามต่อ:
“งั้นนายได้เป็นหัวหน้าห้องแล้ว?”
“เปล่า”
“ฉันไม่สนใจ”
“แต่ฉันแนะนำให้เธอเลือกเล่าหูแทน”
“อาจจะได้เป็นหัวหน้าห้องหรือประธานชมรมอะไรสักอย่าง พรุ่งนี้อาจมีประกาศ แต่ก็แค่ชั่วคราว”
“หลังจบฝึกทหาร คงมีการเลือกตั้งอีกครั้ง”
แน่นอนว่า…
ฟางโจวไม่คิดจะทำดีแล้วเงียบ
“พูดจริงเหรอ?”
หม่าเสี่ยวซวยกับเมิ่งเต๋อยังไม่ค่อยเชื่อ
แต่เจ้าตัวที่โดนเสนอชื่อ ซุนเล่าหู กล่าวขอบคุณเสียงเบา:
“ขอบใจนะ ถ้าได้เป็นหัวหน้าห้องจริง เดี๋ยวดูแลความสะอาดหอให้เลย”
เล่าหูเป็นคนที่เข้าใจโลกดี
ฟางโจวไม่ใส่ใจ:
“จะจริงหรือไม่ พรุ่งนี้ก็รู้แล้ว หลับเถอะ!”
---
รุ่งเช้า
ฟางโจวตื่นขึ้นมาในตอนฟ้าสาง ตอนนั้นเพิ่งจะตีห้าครึ่ง แต่เขาก็ปรับตัวตามนาฬิกาชีวิตของตัวเองได้แล้ว หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เพื่อนร่วมห้องยังไม่มีใครตื่น เขาสะพายคอมพิวเตอร์ ออกจากหอพัก
โรงอาหารยังไม่เปิด แต่ตรงประตูทางเข้าบริเวณที่พักนักศึกษา มีแผงขายอาหารเช้าตั้งอยู่ ฟางโจวซื้อซาลาเปาสองลูกกับนมถั่วเหลืองหนึ่งถุง แล้วเดินไปสนามกีฬา
ตอนนั้นยังเช้ามาก สนามยังไม่มีคน เขาวางเป้กับอาหารเช้าไว้ข้างๆ แล้วเริ่มวอร์มด้วยการวิ่งสิบรอบ จากนั้นก็ไปยืนฝึกหมัดที่มุมสนาม ทุกอย่างกลายเป็นนิสัย
ในชาติก่อน เขาเป็นนักเขียนที่ขี้เกียจ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พออายุสามสิบก็โรครุมเร้า ชาตินี้ต้องไม่ซ้ำรอยเดิมพอทำกิจกรรมจบ แดดก็เริ่มมา อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น คนในสนามเริ่มมากขึ้น
ฟางโจวสะพายเป้ กินซาลาเปาไป เดินไปยังอาคารเรียนที่มีนัดประชุมห้องตอนเช้า ตอนนั้นเพิ่งเจ็ดโมง การประชุมห้องเริ่มเก้าโมง เขาเลยมีเวลาทำงานสักหน่อย
...
เขาเพิ่งเปิดคอมพิวเตอร์ได้ไม่นาน ถังถังก็ส่งข้อความมา:
> “ฟางโจว มากินข้าวเช้าด้วยกันไหม?”
#หอพักหญิงตึก 7 ห้อง 201
ถังถังเพิ่งตื่น
เมื่อคืนเธอกับรูมเมตคุยกันดึก เลยตื่นมาแบบยังเบลอ ๆ
พอตื่นก็หยิบมือถือส่งข้อความหาฟางโจว
ได้รับข้อความตอบกลับเร็วมาก:
> “ฉันวิ่งเสร็จแล้ว กินข้าวแล้ว อยู่ในห้องเรียน รอประชุมห้องช่วงเช้า”
ถังถังจ้องมือถือเหมือนโดนช็อก แล้วรีบพิมพ์กลับไปแบบตกใจ:
> “ตื่นเช้าขนาดนั้นเลยเหรอ! เมื่อคืนคุยกับเพื่อนดึกมากเลย ตื่นแทบไม่ไหวเลยอะ คราวหน้าไปวิ่งกับเธอบ้างดีไหม?”
ฟางโจว:
> “ฉันตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่า เธอแน่ใจเหรอว่าตื่นไหว?”
ถังถังนึกภาพแล้วรีบยอมแพ้กับไอเดียบ้าๆ นี้
ผู้หญิงตื่นเช้าแบบนั้นไม่ดีต่อผิวหน้า!
ใช่… เหตุผลก็แค่นั้นแหละ
เธอรู้ว่าฟางโจวยังมีงานต้องทำเลยไม่รบกวนต่อ
วางมือถือ แต่สีหน้าแอบเศร้านิดหน่อย
“จีบยากจังเลยแฮะ…”
...
อีกสามคนในห้องก็ตื่นกันแล้ว ถึงจะยังเช้า แต่ความตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ทำให้ทุกคนไม่ง่วง เห็นถังถังตื่นเช้ามาแล้วส่งข้อความ สีหน้าแอบเบื่อๆ
ฮวาเค่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถามว่า:
“ไง?”
“ชวนเพื่อนเก่ากินข้าวเช้าไม่สำเร็จล่ะสิ?”
ฝาแฝดที่อยู่ข้างห้องก็สนใจขึ้นมา พวกเธอก็อยากรู้เรื่องผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน
ถังถังตอบ:
“เขาตื่นเช้ากว่าเราอีก”
“ไปวิ่งสิบรอบที่สนามแล้ว กินข้าวแล้วด้วย”
เฟิงอี้อ้าปากค้าง:
“แค่วันแรกของมหาวิทยาลัยเองนะ!”
“เขาโม้หรือเปล่าเนี่ย? เขาแข็งแรงขนาดนั้นเลย?”
...
เธอไม่แปลกใจที่จะสงสัย เมื่อคืนคุยกันดึกมาก แค่ตื่นตอนนี้ยังรู้สึกทรมาน ไม่มีผู้ชายคนไหนตื่นเช้าแถมยังออกกำลังกายอีก มัธยมปลายก็แทบไม่มีวิชาพละแล้ว เด็กผู้ชายในห้องเธอแต่ละคนอ่อนแอหมด วิ่งสิบรอบสนามได้ก็นับว่าเก่ง
พอเพื่อนถาม ถังถังก็นึกถึงตอนฟางโจวยกเธอขึ้นได้ด้วยแขนเดียวที่ริมทะเลสาบเสวียนอู่ พยักหน้าแล้วพูดเบาๆ:
“เขาแรงเยอะมากนะ!”
หืม?
แรงเยอะ??
คำพูดล่อแหลมแบบนี้!
ทั้งสามคนมองหน้าถังถังด้วยสายตาแปลกๆ
ฮวาเค่อ:
“อธิบายหน่อยสิว่าแรงเยอะยังไง~”
เห็นพวกเพื่อนมองแปลกๆ ถังถังก็รู้ตัวว่าเผลอพูดจาเสี่ยงตายไปแล้ว
หน้าแดงแล้วรีบพูดแก้:
“ไม่ใช่อย่างที่คิดนะ!”
“ก็คือ…”
ก็อะไรล่ะ?
จะบอกว่าโดนยกด้วยแขนเดียวเหรอ?
ยิ่งพูดยิ่งน่าสงสัย ถังถังเลยตัดสินใจ...ไม่พูดอะไรเลยน่าจะดีที่สุด
---
#เขตการเรียนการสอน – เวลา 8 โมงครึ่ง
ฟางโจวยืดเส้นยืดสาย พลางปิดเอกสารในคอมพิวเตอร์ แผนการถ่ายทำรายการ “รันนิ่งแมน” เวอร์ชั่นของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่ายเขาจะเข้าออฟฟิศ เพื่อส่งแผนให้เฉินจิ่ง แล้วปล่อยให้เธอเป็นคนดำเนินการต่อ เขาไม่ต้องยุ่งแล้ว
ในขณะที่เขากำลังจะพักสายตา
ก็มีเสียงผู้หญิงดังมาจากหน้าห้องเรียน นักศึกษาหญิงสี่คนเดินเข้ามา
พอเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่ด้านในสุดของห้อง ก็ถึงกับชะงัก
สาวผมสั้นเดินนำ ดูเป็นคนกล้าหาญ เธอเดินเข้ามาทัก
“สวัสดีจ้ะ เพื่อนนักศึกษา”
“นี่เธอมาอ่านหนังสือเหรอ?”
“แต่ห้องนี้จะใช้ประชุมห้องนะ เริ่มประมาณ 9 โมง”
หนุ่มหล่อแบบนี้ไม่ค่อยเจอบ่อย พวกเธอจึงพากันมองฟางโจวด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
...
ฟางโจวเดาว่าสี่คนนี้น่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียน
เขาถามกลับ:
“พวกเธอเรียนสาขาภาษาจีนใช่ไหม?”
สาวผมสั้นทำหน้าตกใจ:
“เอ๊ะ… เธอก็เหมือนกันเหรอ?”
“งั้นก็แปลว่าเราอยู่ห้องเดียวกันน่ะสิ ฉันชื่อเซียวหลินนะ!”
เธอเป็นคนอัธยาศัยดี และดูเหมือนจะดีใจไม่น้อยที่ฟางโจวคือเพื่อนร่วมชั้น มีหนุ่มหล่ออยู่ในห้องเรียน ถือเป็นของสวยงามในชีวิตมหา’ลัย
ฟางโจวยิ้มเล็กน้อย ทักทายเธอ เมื่อเห็นว่าเขาดูเย็นชาเล็กน้อย สาวๆ ก็พากันลดเสียงเฮฮา แล้วพากันไปนั่งแถวหน้าสุดของห้อง ดูเหมือนจะอยู่ห้องเดียวกัน
ฟางโจวยังนั่งสงบที่มุมหลังสุดของห้อง เขาปิดคอม หยิบมือถือมาเปิดลิงก์ที่หวงหย่วนเคยส่งมาให้
...
คือนิยายรักที่อาจารย์หวงเขียน อ่านช่วงต้น ๆ แล้วก็รู้สึกว่า หวงหย่วนเขียนได้ไม่เลว ภาษาอ่านง่าย แต่ว่าพล็อตช่วงต้นยังไม่ดึงดูดเท่าไหร่ ถ้าตอนหลังเริ่มสนุกขึ้นก็น่าจะพอไหว แต่เธอบอกเองว่าเขียนไว้แค่แสนคำ
แบบนี้มันไม่ใช่ “เปิดตัวช้า” แล้ว…
มันคือ “จบก่อนจะเริ่ม” มากกว่า
ฟางโจวขมวดคิ้ว แต่ก็ยังอดทนอ่านต่อ
ในขณะที่เวลาเดินไป นักศึกษาสาขาภาษาจีนก็เริ่มทยอยเข้าห้อง พวกเขาเข้ามาแล้วมองสำรวจผู้คนรอบห้อง ก่อนจะนั่งรวมกลุ่มตามเพื่อนจากหอพัก
ส่วนมากเลือกนั่งแถวหน้า เพราะเพิ่งเข้าเรียนใหม่ ยังไม่รู้ว่าการนั่งหน้าในอนาคตจะกลายเป็นฝันร้าย พอเริ่มเรียนรู้ระบบในมหา’ลัยจริง ๆ ทุกคนจะไหลไปแถวหลังโดยอัตโนมัติ
ตอนนี้เพราะยังไม่รู้จักกันดี ส่วนใหญ่เลยนั่งตามกลุ่มหอพัก มีเพียงพวกสายสังคมเข้าหาคนเก่ง เท่านั้นที่จะทักคนแปลกหน้า
บรรยากาศในห้องเรียนตอนนี้…
หญิงสาวเต็มห้อง แทบจะเรียกว่า หญิงเยอะชายหาย ก็ไม่ผิด อาจารย์ที่ปรึกษาหวงหย่วนยังไม่มา แต่เสียงพูดคุยในห้องเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ หลายสายตาก็หันไปมองมุมหลังสุดที่ฟางโจวนั่งอยู่
พอคนอยู่รวมกัน ความกล้าก็เพิ่มขึ้นตาม พอรู้ว่าห้องเรียนนี้ผู้หญิงเยอะกว่ามาก สาว ๆ ก็เริ่มกล้ากว่าเดิม บางคนถึงกับเดินเข้าไปหาฟางโจว เพื่อขอไลน์!
ชีวิตมหา’ลัย… สนุกดีไม่เบา!
...
#เวลา 8:50
หม่าเสี่ยวซวย เมิ่งเต๋อ และซุนเล่าหู ก็เดินเข้ามาในห้องเรียนแบบเซ็ง ๆ กวาดตาดูรอบห้องเจอฟางโจว พวกเขาก็พุ่งตรงมานั่งข้างหลัง
เสียงบ่นดังไม่ขาดสาย:
“นายตื่นกี่โมงวะ?”
“พวกฉันตื่นขึ้นมา นายหายไปแล้ว”
“ตื่นเช้าไปทำไม?”
“ว่าแต่นายมานั่งหลังห้องทำไม? ข้างหน้าน่ะมีแต่สาวๆ นะ”
“สาวๆ ห้องเราดูดีใช่เล่น”
“แต่ละคนแต่งตัวสวยเชียว”
“โอ๊ย ขาเรียวๆ ขาวๆ พริ้วผ่านหน้า ทำเอามึนไปหมด”
“ฉันว่าสาวที่ใส่ฮั่นฝูก็น่ารักนะ ผมยาวถึงเอว ดูเหมือนเซียนหญิงเลย…”
ทั้งสามหนุ่มช่างเมาท์ไม่หยุด
ฟางโจวยิ้มแบบเหนื่อยใจ:
“ฉันมานั่งหลังเพราะอยากได้ความสงบ”
“ถ้านายอยากคุยกับสาวๆ ไปนั่งหน้าห้องเถอะ”
“ความสงบ?”
ทั้งสามไม่เข้าใจ
...
จนกระทั่งมีสาวหน้าตาดีคนหนึ่งเดินมาหาและฟางโจวปฏิเสธการแลก วีแชท อย่างเย็นชา
ทั้งสามคนจึงเข้าใจทันทีว่า
"ความสงบ" ในที่นี้ หมายถึง "ไม่ต้องการยุ่งวุ่นวายกับสาวๆ ที่เข้ามาหา"
หม่าเสี่ยวซวยกัดฟันพูด:
“แม่ง… โชว์เหนืออีกแล้ว!”
---
(จบบทที่ 110)