- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 85 ‘ผีเป่าตะเกียง’ ที่กำลังเป็นกระแส
บทที่ 85 ‘ผีเป่าตะเกียง’ ที่กำลังเป็นกระแส
บทที่ 85 ‘ผีเป่าตะเกียง’ ที่กำลังเป็นกระแส
ฟางอวี้หรูจ้องมองเฉินจิ่งที่นั่งอยู่ตรงข้าม สีหน้าเธอเหม่อลอยเล็กน้อย เหมือนกับได้มองเห็นตัวเองในอดีต
หลังคลอดฟางโจว เธอไม่ได้เลือกเรียนต่อ แต่กลับมาทำงานที่โรงงานผ้าไหมของครอบครัว เรียนรู้การบริหารจากฟางชูซาน--พ่อของเธอ แล้วค่อย ๆ ทำความเข้าใจการบริหารธุรกิจ
ไม่กี่ปีให้หลัง เธอก็รับช่วงธุรกิจต่อ ตอนนั้นเธอยังอ่อนประสบการณ์ ต้องมาดูแลโรงงานที่มีพนักงานกว่าร้อยคนก็แอบหวั่นใจไม่น้อย ในช่วงเวลานั้นเอง เฉินจิ่งที่เพิ่งเรียนจบได้มาทำงานเป็นเลขาให้เธอ ทั้งสองต่างก็ให้กำลังใจกันซึ่งกันและกัน
.
เฉินจิ่ง จากนักศึกษาจบใหม่ที่ตามติดเธอไม่ห่าง ค่อย ๆ เติบโตขึ้น เมื่อบริษัทขยายตัว เฉินจิ่งก็เริ่มแสดงความสามารถของตัวเอง
ต่อมาเธองส่งไปเฉินจิ่งดูแลบริษัทสาขา ต่อมาภายหลังก็ย้ายกลับมาบริษัทใหญ่ จนกระทั่งช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่เริ่มทำงานแบบสบายๆ ราวกับเข้าสู่วัยเกษียณเร็วกว่ากำหนด
พอเวลาผ่านไปนานเข้า ฟางอวี้หรูก็แทบลืมเฉินจิ่งที่เคยกล้าคิดกล้าทำคนนั้นไปเสียแล้ว และตอนนี้เฉินจิ่งคนนั้นเหมือนจะกลับมาแล้ว นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยท่าทางไม่ยอมแพ้ใคร
“เฉินจิ่ง ตอนนี้เธอทำงานที่ไหน อยู่กับใคร?”
“ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ!”
เฉินจิ่งยิ้ม
ฟางอวี้หรูถึงกับอึ้ง...ก็ใช่น่ะสิ เธอก็รู้ดีอยู่แล้ว แค่ไม่กล้าเชื่อก็เท่านั้นเอง
.
ฟางอวี้หรูหัวเราะขื่น ๆ แล้วถามถึงเรื่องของฟางโจว...
เฉินจิ่งตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย:
“ฉันก็ตกใจเหมือนกันค่ะ”
“เขาจู่ ๆ ก็มาหาฉัน บอกว่าจะเปิดบริษัท อยากให้ฉันไปบริหาร”
“ทุนส่วนใหญ่ของคุณชายฟางได้มาจากเงินกู้ของหวังฉางเฟิง ส่วนการลงทุนซีรีส์เรื่องนี้ก็มีคนอื่นร่วมด้วย ทั้งเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนสนิทของเขา”
“ฉันมาเข้าทีหลัง”
“ฟางโจให้ฉันร่วมลงทุนเล่น ๆ สักสองแสน”
ฟางอวี้หรูจิบชา รู้สึกว่าชานั้นขมขึ้นเรื่อย ๆ
เธอวางถ้วยชาลง
“แล้วเธอรู้ไหม ทำไมฟางโจวถึงรับการลงทุนจากคนมากมาย แถมยังกล้าขอยืมเงินจากหวังฉางเฟิง แต่กลับไม่ยอมเอ่ยปากกับฉัน?”
แน่นอนว่าฟางอวี้หรูรู้ดีถึงคำตอบ แต่ในตอนนี้ เธอแค่ต้องการใครสักคนมาระบาย
แต่เฉินจิ่งกลับให้คำตอบที่เหนือความคาดหมายว่า:
“คุณฟาง ถ้าฟางโจวมาหาคุณ บอกว่าอยากได้เงินลงทุนสิบล้านเพื่อถ่ายละคร คุณจะยอมไหม?”
“หรือถึงแม้จะยอม”
"คุณทำเพราะความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขา เพื่อชดเชยให้เขา หรือเพราะคุณยอมรับในตัวเขา"
ฟางอวี้หรูนิ่งงัน...
เฉินจิ่งเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว จึงนั่งหลังตรงแล้วกล่าวว่า:
“คุณฟาง เรื่องอื่นฉันจะไม่พูดแล้ว วันนี้ที่มานี่เพราะอยากเจรจาธุรกิจ ไม่ทราบว่าบริษัทของคุณพิจารณาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ความร่วมมือแบบนี้ จริง ๆ แล้วเป็นประโยชน์ต่อบริษัทของคุณอย่างมาก”
“นี่เป็นโอกาสที่ดีเลยค่ะ”
.
ทว่า...
ฟางอวี้หรูยังเหมือนออกจากประเด็นเดิมไม่ได้
จ้องเฉินจิ่งนิ่ง ๆ ... สักพักพูดว่า:
“เรื่องความร่วมมือไม่มีปัญหา เงื่อนไขพวกคุณฉันรับหมด ช่วยเหลือฟรีก็ยังได้ วัสดุอุปกรณ์เราก็จัดให้”
“เฉินจิ่ง ฉันรู้ว่าฉันผิดไปแล้ว เธอช่วยฉันได้ไหม”
“ขอแค่เสี่ยวโจวยอมให้อภัยฉัน”
“จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ฟางอวี้หรูกุมหน้าร่ำไห้
.
คราวนี้เฉินจิ่งกลับเป็นฝ่ายอึ้ง เธอไม่เคยเห็นฟางอวี้หรูในมุมที่อ่อนแอขนาดนี้มาก่อน
เฉินจิ่งนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ:
“คุณฟาง”
“จากที่ได้ทำงานกับคุณชายฟางมา”
“เขาเป็นคนปากแข็งแต่ใจดี อ่อนไหวกับความอ่อนโยน ไม่ทนต่อความแข็งกร้าว ฉันดูออกแค่นี้ ส่วนจะทำอย่างไรต่อไป ก็อยู่ที่คุณฟางแล้วค่ะ”
---
### สำนักพิมพ์วรรณกรรมเจียงหนาน
ในห้องประชุม ขณะนี้มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังหารือกันเบา ๆ
เหอฉินเคาะโต๊ะก่อนจะพูดขึ้น:
“ทุกคนทราบเรื่องกันแล้ว”
“งั้นก็มาคุยกันเลยว่า รอบพิมพ์ครั้งแรกจะพิมพ์จำนวนเท่าไหร่ ใครมีความเห็นยังไงก็ว่ามา”
เดิมทีเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับนิตยสารที่ติงจื่อฉิงรับผิดชอบ แต่เพราะเธอมีความเกี่ยวข้องกับฟางโจว เคยพบเขา และยังเป็นคนเจรจาเรื่องการพิมพ์หนังสือ ติงจื่อฉิงจึงเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย
ฉบับที่แล้วของนิตยสารคลับวัยทีน ยอดขายก็พุ่งทะยาน คำชมล้นหลาม หัวข้อสนทนาล้วนเป็นบทความของฟางโจว ตอนนี้ติงจื่อฉิงถึงขั้นหลงเชื่อในตัวฟางโจวแบบไร้เหตุผล
.
พอเหอฉินเปิดประเด็น เธอจึงเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น:
“ฉันคิดว่ารอบแรกควรพิมพ์อย่างน้อยหนึ่งแสนเล่ม”
“ฝีมือการเขียนของฟางโจวและความสามารถในการเล่าเรื่องได้รับการยอมรับจากตลาดแล้ว ยอดขายไม่มีทางแย่แน่ ๆ”
.
บรรณาธิการ ‘นิยายสยองขวัญ’ จ้าวจวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
พูดออกมาอย่างลังเล:
“แม้ว่าข้อมูลจากออนไลน์จะค่อนข้างดีอยู่ แต่เสียงตอบรับจากอินเทอร์เน็ตก็ใช่ว่าจะเชื่อถือได้ บางคนก็พูดไปตามกระแส ไม่ได้จ่ายเงินซื้อจริงด้วยซ้ำ”
"ผมคิดว่าควรระมัดระวังไว้ก่อน"
“รอบแรกสักห้าหมื่นเล่มก็พอ ถ้ายอดขายดีค่อยเปิดเครื่องพิมพ์ต่อก็ยังทัน”
เจ้าหน้าที่คนอื่นของสำนักพิมพ์ ต่างก็แสดงความคิดเห็นออกมา ภาพรวมคือทุกคนยอมรับในคุณภาพของหนังสือ แต่เพราะผู้เขียนยังไม่ใช่นักเขียนชื่อดัง ฐานแฟนคลับจึงยังไม่ชัดเจน การพิมพ์ครั้งแรกจึงมีความคิดเห็นควรระมัดระวังไว้ก่อน
.
พอทุกคนพูดจบ เหอฉินกวาดตามองรอบห้อง
หันไปถามติงจื่อฉิงกับจ้าวจวินว่า:
“พวกคุณเคยตีพิมพ์ต้นฉบับของเขามาแล้ว ยอดขายเพิ่มขึ้นไหม?”
ทั้งสองพยักหน้า
เหอฉินถามต่อ:
“เนื้อหา ผีเป่าตะเกียง สนุกไหม?”
แน่นอนว่าสนุกสิ!
คราวนี้ไม่ใช่แค่ติงจื่อฉิงกับจ้าวจวิน คนอื่นก็พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาเคยอ่านเล่มแรกกันหมดแล้ว หลายคนถึงขั้นอยากตามนักเขียนไปเร่งต้นฉบับ เพราะมันสนุกจริง ๆ
.
เหอฉินพยักหน้า:
“ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว จะลังเลอะไรอีก?”
“รอบแรกพิมพ์ไปเลยสองแสนเล่ม!”
คนรอบข้างตกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครคัดค้าน
ถ้าเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงเขียนหนังสือได้สนุกขนาดนี้ รอบแรกพิมพ์สองแสนก็ยังถือว่าน้อย ตอนนี้บรรณาธิการใหญ่สั่งแล้ว ก็ทำตามนั้นเลย
...
#เวลาล่วงมาถึงปลายเดือนพฤษภาคม
เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย บรรยากาศตึงเครียดปกคลุมไปทั่วห้องเรียนและทางเดินของนักเรียนมัธยมปลายปีที่สาม ทุกที่มีแต่นักเรียนก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ
แต่ฟางโจวกลับดูสบาย ๆ เขาเพิ่งไปรับพัสดุค่อนข้างหนักมาจากห้องธุรการ เพราะกลัวว่านักเรียนจะเสียสมาธิ โรงเรียนจึงควบคุมการรับส่งพัสดุ โดยส่งต่อให้กับครูประจำชั้นเพื่อพิจารณาก่อนส่งถึงนักเรียน
.
พัสดุชิ้นนี้ ฟางโจวไปรับมาจากห้องทำงานของซุนเจี๋ยหลิน
เปิดออกมา พบว่าเป็นหนังสือตัวอย่างเล่มแรกของ ผีเป่าตะเกียง จำนวนสิบเล่ม
จริง ๆ ก่อนหน้านี้ ฟางโจวได้รับโทรศัพท์จากเหอฉินแล้ว ว่าจะมีการส่งหนังสือมาให้
พอเพื่อน ๆ เห็นฟางโจวหิ้วพัสดุกลับมา มีคนแอบสงสัย อยากรู้อะไรอยู่ข้างใน
ฟางโจวโบกมือ:
“แค่นิตยสารมั้ง น่าจะทางสำนักพิมพ์ส่งผิดมา ส่งของมาผิดคน เดี๋ยวฉันก็ส่งคืนแล้ว”
เขาไม่ได้อยากโอ้อวดอะไร
พอได้ยินแบบนั้น เพื่อน ๆ ก็หมดความสนใจ
ที่สำคัญคือใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยเต็มที ใคร ๆ ก็ไม่มีอารมณ์มาสนใจเรื่องอื่น
รอจนไม่มีใครสนใจแล้ว ถังถังถึงได้กระซิบถาม
ฟางโจวหยิบหนังสือหนึ่งเล่มส่งให้เธอ
“หนังสือตัวอย่าง”
“คือเล่มตัวอย่างแรก ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็คงพิมพ์ตามนี้”
“ถ้าในอนาคตฉันดังขึ้นมา หนังสือนี่อาจจะมีคุณค่าต่อการสะสมก็ได้”
เขาพูดเล่น
แต่ถังถังกลับจริงจัง รักษาหนังสือราวกับของล้ำค่า รีบยัดใส่ใต้โต๊ะ
.
หลังเลิกเรียน ฟางโจวก็ยื่นอีกเล่มให้หงเสี่ยวหลง เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์
แถมหนังสือตัวอย่างนี่ ก็เป็นของที่นักเขียนชอบใช้ “โชว์เหนือ”
ฟางโจวไม่ได้มีวงสังคมกว้าง จึงแจกแค่คนสนิทเท่านั้น
ตอนนั้นเอง ซุนเจี๋ยหลินเดินผ่านห้องเรียนแล้วเรียกฟางโจวออกไป
เธอก็อยากรู้เกี่ยวกับพัสดุเมื่อกี้
ฟางโจวบอกรายละเอียด ยังยื่นหนังสือให้เล่มหนึ่ง:
"นี่เป็นหนังสือเล่มแรกของผมที่ตีพิมพ์ ช่วยเอาไปให้ลุงหวังด้วยนะครับ"
ตอนนี้ซุนเจี๋ยหลินชินแล้วที่ฟางโจวเรียกลุงหวังต่อหน้าเธอ ไม่ได้หน้าแดงเหมือนก่อน
เธอพลิกดูหนังสือในมืออย่างตกตะลึง:
“นี่เธอเขียนเองจริงเหรอ?”
“เก่งขนาดนี้เลยเหรอ”
“ก่อนหน้านี้บอกว่า มีแค่บทความลงนิตยสารเองนี่นา”
“ตอนนี้ถึงขั้นเขียนนิยายยาว แถมยังได้ตีพิมพ์แล้วอีกต่างหาก”
“ถ้าเธอดังขึ้นมา ฉันก็คงจะกลายเป็นครูสอนภาษาจีนของนักเขียนชื่อดัง อาจได้อานิสงส์ไปด้วยก็ได้นะ”
.
ในฐานะครูสอนภาษา การที่นักเรียนมีผลงานตีพิมพ์ ถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจมาก ซุนเจี๋ยหลินพูดด้วยความปลื้มปริ่ม แต่ฟางโจวกลับเฉย ๆ:
“มันก็แค่นั้น”
“แค่ครูนะไม่เท่าไหร่”
“ถ้าผมดังจริง ๆ คุณจะได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยงนักเขียนชื่อดังเลยนะ!”
ฮึ่ม! ฮึ่ม!
รู้เลยว่าไอ้เด็กนี่มันปากหมาขนาดไหน ซุนเจี๋ยหลินหน้าแดงเดินหนีไป
พอกลับถึงห้องพักครู ซุนเจี๋ยหลินวาง ผีเป่าตะเกียง ไว้บนโต๊ะทำงาน
ตั้งใจว่าจะเอาไปฝากให้หวังฉางเฟิงภายหลัง แต่กลับโดนครูหวังที่อยู่ร่วมห้องเห็นเข้า
เขาพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น:
"ผีเป่าตะเกียง วางขายแล้วเหรอ?”
“แปลกจัง ฉันจำได้ว่าในเว็บบอกว่าจะเริ่มขายในอีกไม่กี่วัน”
“ซุนครูเก่งจัง ได้มาก่อนใครเลย?”
เห็นได้ชัดว่าครูหวังก็เป็นแฟน ผีเป่าตะเกียง คนหนึ่ง
ซุนเจี๋ยหลินรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ลึก ๆ
ตอบแบบถ่อมตัวว่า:
“แค่หนังสือตัวอย่างค่ะ ยังไม่ได้วางขายจริง”
ครูหวังยิ่งตื่นเต้น:
“งั้นคุณรู้จักนักเขียนเล่มนี้เหรอ?”
“เขาเป็นคนยังไง ซุนครูช่วยให้เบอร์ติดต่อได้ไหม ฉันชอบหนังสือของเขามากเลย!”
ซุนเจี๋ยหลินลังเลเล็กน้อย ไม่อยากให้ใครไปรบกวนฟางโจวในตอนนี้
จึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า:
“ที่จริงฉันก็แค่ช่วยคนเอาหนังสือมาฝากเฉย ๆ เอง”
“ฉันจะไปรู้จักนักเขียนอะไรได้ล่ะ”
.
ครูหวังพยักหน้า รู้สึกว่าไม่น่าใช่อย่างที่คิด
นึกถึงข่าวลือว่าซุนเจี๋ยหลินกำลังคบหาดูใจกับใครสักคน
และชายคนนั้นก็เป็นนักเขียนชื่อดังในหนานอู๋อยู่พอดี
ก็เลยคิดว่า...
นี่คงเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างคนในวงการเดียวกัน
.
ครูหวังเปิดหนังสือพลางพูดอย่างแปลกใจ:
“ทำไมในหนังสือเล่มตัวอย่างถึงไม่มีลายเซ็นนักเขียน?”
“ปกติแล้วหนังสือแบบนี้จะให้ผู้เขียนก่อน แล้วเขาก็จะเซ็นชื่อไว้ก่อนส่งต่อให้คนอื่น”
“แปลกแฮะ…”
“แย่ละ พูดเพลินเลย คาบเรียนนี้ฉันมีสอน ต้องรีบแล้ว!”
“ครูซุน เล่มนี้คุณต้องให้ฉันยืมก่อนนะ รอไม่ไหวจนกว่าจะวางขายแล้ว!”
หลังจากครูหวังเดินออกไป ซุนเจี๋ยหลินมองหนังสือบนโต๊ะด้วยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย การที่มีคนมา “ตามกรี๊ด” คนใกล้ตัวที่เรารู้จัก มันให้ความรู้สึกไม่จริงอยู่หน่อย ๆ แต่ความรู้สึกยินดีเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ มันก็ช่างดีเหลือเกิน
พอนึกได้ว่าคาบของห้องสอง เป็นคาบเรียนอิสระ ซุนเจี๋ยหลินจึงหยิบหนังสือเตรียมออกจากห้อง แต่พอคิดอีกที เธอก็แอบหันซ้ายหันขวา หยิบกระดาษข้อสอบสองแผ่นห่อหนังสือ ผีเป่าตะเกียง กอดไว้แนบอก แล้วเดินไปยังห้องเรียนห้องสอง
“ฟางโจว ออกมาหน่อย”
ที่หน้าประตูห้องเรียน ฟางโจวอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นซุนเจี๋ยหลินยื่นปากกาหมึกซึมมาให้
เขาพูดอย่างเซ็ง ๆ:
“คุณแม่เลี้ยงครับ…”
“คุณจะเอาอะไรจากผมอีกเนี่ย?”
“เล่มนั้นก็จะให้ลุงหวังอยู่แล้ว ยังจะให้ผมเซ็นชื่ออีกเหรอ?”
ซุนเจี๋ยหลินกระแอมเบา ๆ:
“ก็ยังไงมันก็เป็นหนังสือเล่มแรกของเธอ แถมยังเป็นเล่มตัวอย่าง เก็บไว้ในอนาคตอาจมีค่าก็ได้นะ ควรทำให้เป็นทางการหน่อย”
.
พอได้ลายเซ็นแล้ว ซุนเจี๋ยหลินก็พูดเตือนในฐานะครูผู้สอนและครูประจำชั้น
“อีกอย่าง อีกไม่กี่วันก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะ”
“อย่าเล่นอะไรแผลง ๆ ล่ะ!”
แต่ในมุมมองของฟางโจว นั่นคือ “แกล้งดุเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน” ชัด ๆ
เสียงกริ่งพักดังขึ้น#
ครูหวังรีบกลับเข้าห้องพักครู ถือแผนการสอนมาด้วย
แล้วก็เดินไปหยิบ ผีเป่าตะเกียง จากซุนเจี๋ยหลิน
“เอ๊ะ ครูซุน หนังสือนี่มีลายเซ็นเพิ่มมาด้วยเหรอ?”
“ลายเซ็นอะไร ไม่มีนี่นา ตอนแรกก็มีอยู่แล้ว คุณแค่ไม่สังเกตเอง หนังสือนี่ฉันวางไว้ตรงนี้ตลอดเลยนะ”
ครูหวังเกาหัว:
“หรือว่าฉันจำผิด?”
“หมึกยังไม่แห้งเลย ลายเซ็นเลอะแล้ว แย่จัง…”
---
### ณ เมืองเจิ้นเจ๋อ หนานอู๋
พิธีเปิดกล้องซีรีส์ ‘หยุนซื่อ’ จัดขึ้นที่เมืองโบราณแห่งนี้
หลังไหว้บวงสรวงเสร็จ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นรอบด้าน ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำด้วย เพื่อประหยัดเวลา พิธีเปิดกล้องและฉากแรกจึงจัดถ่ายที่นี่เลย ทีมงานหลักและนักลงทุนก็มากันครบ ยกเว้นฟางโจวที่ติดภารกิจอื่น
จ้าวเสี่ยวถงในฐานะนักลงทุน เห็นว่าเป็นกิจกรรมสนุกจึงมาร่วมด้วย เฉินจิ่งรับหน้าที่ควบคุมภาพรวม
นอกจากนี้ ทีมจากบริษัทออกแบบหยุนซื่อก็ส่งคนมาประมาณสิบคนเพื่อสนับสนุนการถ่ายทำ
ฟางจิ่วโจวอยากเรียนรู้การถ่ายทำซีรีส์ แถมยังลงทุนไปหนึ่งล้าน เขาจึงมาด้วย บรรยากาศคึกคัก หลายคนเป็นมือใหม่ในวงการโทรทัศน์ ผู้กำกับหลี่กำกับด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก
ก่อนถ่ายก็เตรียมใจเต็มที่ ตอนนี้เขานั่งอยู่หลังจอมอนิเตอร์ ใช้วิทยุสั่งการทั้งกองถ่าย ฉินเมี่ยวอินที่แต่งหน้าเรียบร้อย เดินเข้าฉากอย่างสง่างาม
.
#ฉากแรกของวันนี้
คือฉากก่อนนางเอกจะ ‘ทะลุมิติ’ เธอกลับบ้านเกิดเพื่อหาสแรงบันดาลใจในการออกแบบ
เธอสวมสูทเล็ก ๆ ใส่แว่นไร้กรอบ สะพายกระเป๋า เดินไปตามตรอกโบราณอย่างละเมียดละไม มองอาคารสองฝั่งกับวิวโดยรอบ จนเดินถึงสุดตรอกเหมือนเจออะไรบางอย่างน่าสนใจ
กล้องค่อย ๆ ซูมเข้า
สุดท้ายจับภาพใบหน้าประหลาดใจของฉินเมี่ยวอิน
“คัท!”
“ผ่าน!”
เสียงปรบมือดังรอบกองถ่าย
ผู้กำกับหลี่ดึงยางรัดผม รู้สึกว่าตัวเองเหงื่อท่วมไปหมด
พูดผ่านลำโพงว่า:
“เทคแรกผ่าน!”
“เมี่ยวอิน ถ่ายอีกเทคนะ ทีมกล้องเตรียมพร้อม จะถ่ายมุมมองจากด้านบนกับอีกหลายมุม วันนี้เราเน้นหา ‘จังหวะ’ เป็นหลัก”
“ทีมพร็อป…”
การถ่ายทำซีรีส์เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
...
ส่วนทางฝั่งหนานอู๋
ทุกอย่างก็ยังดำเนินไปตามปกติ
นักเรียน ม. 6 ต่างมุ่งมั่นกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
แต่…
ก็ยังมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ผีเป่าตะเกียง เริ่มวางจำหน่าย และสร้างกระแสฮือฮาในหมู่นักอ่าน
ในหมู่นักเรียนก็มีหลายคนชอบอ่านนิยาย
มีคนหนึ่งแอบไปซื้อเล่ม ผีเป่าตะเกียง มาจากข้างนอก แล้วกลับมาโม้ใหญ่โตในห้องเรียน
“เฮ้ย เล่มนี้สนุกสุด ๆ ไปเลย”
“ตอนแรกฉันเคยอ่านออนไลน์นะ แต่ผู้เขียนหยุดอัปเดตซะงั้น”
“รอมาเกือบตาย ในที่สุดก็ออกเป็นเล่มแล้ว”
“ตอนต่อแถวซื้อยาวมาก! พอถึงคิวฉันเหลือแค่สองเล่ม เกือบไม่ได้แล้วเชียว”
“บอกเลย เล่มนี้จะเปลี่ยนความคิดพวกนายไปเลย มันเป็นแนวที่ไม่เหมือนใคร!”
โม้จนเสียงแทบแตก แต่ก็ต้องแอบ ๆ กันไว้หน่อยเพราะอยู่ในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ถึงจะซื้อมาแล้ว ก็ต้องซ่อนไว้ก่อน รอสอบเสร็จค่อยหยิบออกมาอ่าน
แต่พอคิดถึงตอนอ่านค้างไว้ มันก็เริ่มรู้สึกคันไปหมด
แน่นอน ไม่ใช่แค่คนสองคนที่เป็นแบบนี้
---
### ธนาคารเมืองหนานอู๋
ช่วงพักกลางวัน
บนโต๊ะของหลานจือหย่า มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ เธอกำลังดื่มน้ำพลางอ่านอย่างตั้งใจ
สองวันก่อน ถังถังเอาหนังสือนี้กลับบ้าน บอกว่าเป็นนิยายที่ฟางโจวเขียน
หลานจือหย่ารู้สึกอยากรู้ว่าฟางโจวเขียนอะไร ผลคือพออ่านก็หลุดเข้าไปเต็ม ๆ
.
เมื่อคืนอ่านจนตีหนึ่งครึ่งยังไม่ยอมนอน ทำเอาท่านผู้การถังหงุดหงิด
ต้องปิดไฟบังคับให้หยุดอ่าน
และเช้าวันนี้ หลานจือหย่ามาถึงที่ทำงานทั้งที่ยังหาวไม่หยุด
พอมีเวลาว่างก็จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอีก ชนิดที่เรียกว่าลืมกินลืมนอน
จนไม่รู้เลยว่ามีคนเดินเข้ามา
“พี่หลาน กำลังอ่านอะไรอยู่เนี่ย ดูอินมากเลยนะ?”
“อ๋อ...นิยายน่ะ!”
“ฉันจำได้ว่าเธอไม่ค่อยอ่านนิยายไม่ใช่เหรอ?”
คนที่เข้ามาคือโจวชิว นักวิเคราะห์กลยุทธ์ประจำธนาคาร
เธอเป็นเพื่อนสนิทกับหลานจือหย่ามาหลายปี แวะมาทักทายตอนพักกลางวัน แล้วก็เห็นภาพนี้เข้า
“ผีเป่าตะเกียง เหรอ?”
“ชื่อคุ้น ๆ นะ เหมือนเห็นคนพูดถึงในอินเทอร์เน็ตบ่อยอยู่ช่วงนี้”
“ดูท่าจะเริ่มดังแล้วแฮะ”
“อู้ววว!”
“มีลายเซ็นด้วย!”
โจวชิวไม่อ่านนิยาย แต่ชอบเล่นอินเทอร์เน็ต เธอพอรู้บ้างเกี่ยวกับกระแสร้อนแรงบนโลกออนไลน์
หลานจือหย่าเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาว แล้วยิ้ม:
“เป็นหนังสือของเพื่อนถังถังเอง พอออกเล่มเขาก็ส่งตัวอย่างมาให้ ไม่คิดว่าจะสนุกขนาดนี้”
เห็นสายตาเพื่อนที่ทั้งอึ้งทั้งทึ่ง หลานจือหย่าก็สัมผัสได้ถึง ‘ความสุขของการโชว์เหนือ’
ความรู้สึกแบบนี้ มันช่าง...เสพติด
โจวชิวอึ้ง:
“เพื่อนของถังถังเหรอ?”
“สุดยอดเลย ถังถังมีเพื่อนแบบนี้ด้วยเหรอ?”
"คบเพื่อนที่เป็นปัญญาชน ใกล้ชิดผู้มีความรู้"
"พี่หลาน มานัดเจอกันสักครั้งสิ แนะนำให้พวกเรารู้จักบ้าง ให้ฉันได้ซึมซับบรรยากาศปัญญาชนหน่อย ไม่งั้นที่ธนาคารต้องเจอแต่กลิ่นเงินทองทั้งวัน รู้สึกว่าพวกเราช่างไม่มีรสนิยมเอาซะเลย"
ทำงานธนาคาร...ก็ต้องเจอเงินทองทุกวันใช่ไหมล่ะ!
.
หลานจือหย่าอึ้งไปครู่หนึ่ง พลางคิด:
การคบหาระหว่างนักธุรกิจด้วยกัน หรือระหว่างนักธุรกิจกับข้าราชการ ล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์
การคบกับครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียน อาจเป็นเพื่อทรัพยากรด้านการศึกษา
การคบกับหมอหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก็เพื่อทรัพยากรด้านการแพทย์
มีแต่การคบกับนักเขียน หรือนักวิชาการเท่านั้น...
กลับไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไร แค่ให้ตัวเองดูมีวัฒนธรรม
ยิ่งเป็นคนที่มีสถานะ ยิ่งอยากคบหากับคนกลุ่มนี้
ฟางโจวใช้สถานะนี้ ดูเหมือนจะเปิดประตูอีกบานได้
"หรือว่าเด็กคนนั้นคำนวณไว้แล้ว?"
ทันใดนั้น...
หลานจือหย่านึกถึงอีกสองเรื่องที่ถังถังเคยพูดไว้
---
(จบบทที่ 85)