- หน้าแรก
- ก็เกิดใหม่ทั้งที ใครจะยอมเป็นคนซื่ออีกล่ะ
- บทที่ 32 สอบได้ 144 คะแนนในวิชาภาษา!
บทที่ 32 สอบได้ 144 คะแนนในวิชาภาษา!
บทที่ 32 สอบได้ 144 คะแนนในวิชาภาษา!
#สำนักพิมพ์วรรณกรรมเจียงหนาน
ในห้องทำงานของหัวหน้าบรรณาธิการ เหอฉิน บนโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม มีชายวัยสามสิบต้นๆ คนหนึ่งยืนอยู่ สวมแว่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“คุณเหอครับ...”
เขาทำเสียงอ้อนวอน สีหน้าอมทุกข์
“ผมติดต่อเขาไม่ได้เลยครับ...”
“ในระบบหลังบ้านของเว็บก็ไม่มีช่องทางติดต่ออะไรเลย ส่งข้อความไปหลายครั้งก็ไม่มีตอบกลับ…”
“จะทำยังไงดีล่ะครับเนี่ย”
“ผีเป่าตะเกียง กำลังโด่งดังระเบิดเลยครับ!”
“ตอนนี้ทั้งบอร์ดวรรณกรรมของเว็บจือโหย่วกำลังพูดถึงเรื่องนี้กันยกใหญ่ มันต้องเป็นนิยายบมีชื่อเสียงมากแน่ๆ มีสำนักพิมพ์อีกหลายแห่งที่เล็งอยู่แน่นอน!”
“แต่มันก็แปลกมากเลยนะครับ…”
“ก่อนหน้านี้เขาอัปโหลดวันละสามหมื่นตัวอักษรทุกวัน คงมีสต๊อกไว้แน่นอน”
“แต่สองวันนี้เขาหายเงียบเลย ไม่อัปโหลด ไม่โผล่มาในคอมเมนต์ใดๆ ทั้งที่มีคอมเมนต์เป็นพันใต้โพสต์ อาจจะมีสำนักพิมพ์อื่นติดต่อเขาไปแล้วก็ได้…”
...
สีหน้าของเหอฉินเคร่งเครียดขึ้นมา
สำนักพิมพ์วรรณกรรมเจียงหนานมีนิตยสารอยู่หลายหัว เน้นแนวพาณิชย์ หลายๆ บรรณาธิการก็สอดส่องหาเรื่องน่าสนใจตามเว็บเพื่อติดต่อมาตีพิมพ์ในนิตยสารของตัวเอง ช่วงนี้นิยายเรื่องผีเป่าตะเกียงกำลังเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์
...
ชายวัยกลางคนคนนี้ชื่อว่า จ้าวจวิน เป็นบรรณาธิการประจำนิตยสารแนวนิยายสยองขวัญของสำนักพิมพ์ เขาเห็นแววในนิยายเรื่องนี้ เขาอยากติดต่อผู้เขียนให้มาตีพิมพ์แบบลงตอนในนิตยสารของตน หากได้ผลตอบรับดี ก็อาจออกเป็นเล่มรวม หรือเล่มเดี่ยวก็ไม่ใช่ปัญหา แต่น่าเสียดายที่ส่งข้อความไปหลายรอบ แต่ผู้เขียนก็ไม่ตอบกลับเลย แถมช่วงสองวันมานี้ก็ไม่มีอัปเดตตอนใหม่ในนิยาย
...
เขาจึงต้องรีบมารายงานเหอฉิน
เหอฉินพูดด้วยน้ำเสียงรอบคอบ
“ฉันลองติดต่อไปยังทีมงานเว็บฟอรั่มแล้ว เขาไม่ได้ทิ้งช่องทางติดต่ออะไรไว้จริงๆ”
“ตอนนี้ทั้งเว็บก็ถกเถียงกันถึงแต่เรื่องนี้…”
“ผู้เขียนก็ยังไม่มีการตอบกลับอะไรเลย”
“เธอลองตามต่อไปเรื่อยๆ ก่อนนะ ส่งข้อความไปเรื่อยๆ เผื่อเขาเห็นแล้วจะตอบกลับมา กลัวแต่ว่าจะมีคนชิงตัดหน้าไปแล้วน่ะสิ!”
...
เหอฉินเคยอ่านนิยายเรื่องนี้แล้ว เป็นแนวที่แปลกใหม่ มีโอกาสกลายเป็นนิยายฮิตได้แน่ แม้จะเพิ่งลงไปแค่แสนคำ แต่โครงเรื่องหลักก็วางไว้ครบแล้ว ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องยาว ถ้าเนื้อหาหลุดออกอ่าวในช่วงหลังรับรองว่าพิมพ์เป็นเล่มก็ขายดีแน่ น่าเสียดายที่ติดต่อผู้เขียนไม่ได้ เธอเองก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายเหมือนกัน
...
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ…
เหตุผลที่นิยายหยุดอัปเดตไปหลายวัน…
ก็เพราะผู้เขียนผู้น่าสงสารกำลังยุ่งกับการสอบอยู่!
ก็เขาไปพนันเรื่องคะแนนสอบไว้กับใครบางคนนี่นา!
...
บ่ายวันเสาร์
หลังสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอก
ถึงแม้จะเป็นนักเรียน ม.6 แต่หลังจากสอบใหญ่เสร็จแล้ว
ทุกคนก็อยากผ่อนคลายกันหน่อย
ในห้องเรียน หลายคนยังคุยกันเรื่องข้อสอบอยู่เลย
ครูก็กำลังตรวจข้อสอบกันอย่างขะมักเขม้น
การสอบครั้งนี้เป็นการสอบทั่วเมือง โรงเรียนชั้นนำในเมืองต่างก็แข่งขันกัน
แม้จะสอบเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้กลับบ้าน
พรุ่งนี้ยังมีประชุมผู้ปกครองช่วงเช้า และยังมีการแจกข้อสอบ
ทุกคนเลยต้องอยู่ห้องเรียนเพื่ออ่านหนังสือรอ
...
หงเสี่ยวหลงแอบมาหาฟางโจวที่หลังห้อง
“เฮ้ ไอ้โจว คืนนี้มีอะไรทำรึยัง ไปผ่อนคลายกันหน่อยไหม”
ฟางโจวขมวดคิ้ว:
“แกทำข้อสอบได้ดีขนาดนั้นเลยเหรอ”
“พรุ่งนี้มีประชุมผู้ปกครองนะ แกยังกล้าเที่ยวอีกเหรอ”
“คืนนี้ฉันมีนัด ต้องไปบ้านตากับยาย แกไปเองเถอะ”
หงเสี่ยวหลงมองเขาแบบอึ้งๆ
แต่ก็เข้าใจความหมาย จึงไม่พูดอะไรอีก
แค่ตกลงเรื่องนัดไปเที่ยวซีซานพรุ่งนี้ แล้วก็เดินกลับไป
ทุกคนกำลังนั่งอ่านหนังสือ แต่ก็มีหลายคนคุยกันเบาๆ
...
ฟางโจวเก็บของเสร็จ บอกลาถังถังแล้วออกทางประตูหลัง เขาจะไปขอลาครูเพราะนิยายเขาหยุดอัปไปหลายวันแล้ว ตอนนี้สอบเสร็จแล้ว เขาไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป ตามนิสัยปกติของเขาก็แค่หายตัวไปเลย แต่ซุนเจี๋ยหลินเคยบอกไว้ว่า ถ้ามีอะไรก็มาหาเธอได้ ไหนๆ ก็มีสิทธิพิเศษแล้ว ก็ต้องใช้ให้คุ้ม
...
#ขณะเดียวกัน ห้องพักครูกลุ่มวิชาภาษาในระดับ ม.6
ซุนเจี๋ยหลินนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน รายล้อมด้วยครูกลุ่มภาษา ม.6 หลายคน มีครูจากโรงเรียนอื่นอยู่ด้วย บนโต๊ะมีข้อสอบภาษาเปิดอยู่หลายชุด การสอบจำลองครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก เป็นการสอบระดับทั่วทั้งเมือง ต้องจัดอันดับให้ชัดเจน แม้จะสอบที่โรงเรียนของตัวเอง แต่ข้อสอบที่ทำเสร็จจะต้องถูกปิดผนึก แล้วส่งไปให้โรงเรียนอื่นตรวจ เป็นการสลับตรวจโดยเฉพาะวิชาภาษา ที่ต้องใช้วิจารณญาณสูงในการตรวจ เพื่อให้ผลสอบเป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้น
...
ครูจากโรงเรียนอื่นคนนั้น เป็นครูจากโรงเรียนมัธยมหนานอู๋ เขานำข้อสอบที่ตรวจเสร็จแล้วมาส่ง และรออยู่เพื่อจะดูว่าเด็กที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นใคร ทันทีที่มาถึง...เขาก็อุทานออกมาเสียงดัง
“สุดยอดจริงๆ!”
“คะแนนสูงสุดของวิชาภาษาอยู่ที่โรงเรียนพวกคุณนี่แหละ!”
“หน้ากระดาษข้อสอบไม่มีที่ติเลย โดยเฉพาะเรียงความ
ครูโรงเรียนเรายังจดเนื้อหาไปศึกษาเลย!”
“รีบเปิดดูหน่อยว่าใครทำ! ใช่ฟางชิงหลินรึเปล่า?”
...
ชื่อเสียงของฟางชิงหลินโด่งดังเรื่องความเป็นสายเรียนตัวจริง ครูโรงเรียนมัธยมอันดับสามยังนึกว่าครูจากหนานอู๋พูดเกินจริง แต่พอเห็นคะแนน…ก็เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงตื่นเต้นขนาดนั้น หากเป็นวิชาอื่น การได้คะแนนเกิน 140 ไม่ใช่เรื่องแปลก บางทีก็มีคนได้เต็ม แต่ถ้าเป็นวิชาภาษา… แค่เกิน 130 ก็หายากแล้ว
…
ข้อสอบที่ครูจากหนานอู๋พูดถึง มีคะแนนสูงถึง 144 คะแนน! ทั้งที่เป็นการตรวจแบบสลับตรวจ ไม่น่าจะมีการ "ออมมือ" เมื่อเห็นคะแนนเข้า ทั้งครูจากโรงเรียนหนานอู๋และครูกลุ่มภาษา ม.6 ก็อึ้งกันหมด
“คะแนนสูงขนาดนี้ เป็นเด็กโรงเรียนเราจริงเหรอ?”
พอเปิดซองปิดชื่อออก หยิบข้อสอบออกมาดู ทุกคนก็ตกตะลึง
“ห้อง ม.6/2!”
“ชื่อ… ฟางโจว!”
…
สองอย่างนี้ก็ชวนให้ตกใจมากพอแล้ว
เดิมที…ซุนเจี๋ยหลินแค่มานั่งดู ไม่ได้คิดว่ามีอะไรเกี่ยวกับตัวเอง ไม่คาดคิดว่าคนที่ถูกเรียกชื่อขึ้นมากลับเป็นนักเรียนในห้องเธอเอง แถมยังหันมามองเธอพร้อมกันหมด!
เธอถึงกับอึ้ง...
ทุกคนล้วนคาดเดาว่าจะเป็นเด็กห้องหนึ่ง เพราะเป็นห้องพิเศษ
…
แต่ชื่อของฟางโจว…
ครู ม.6 ทุกคนรู้จักดีทั้งเรื่องครอบครัวของเขาและน้องสาวผู้เป็นสุดยอดเรื่องการเรียน
หัวหน้ากลุ่มภาษา ม.6 จางจินเฉวียน เป็นครูอาวุโสใกล้เกษียณและเป็นครูประจำวิชาภาษาของห้องหนึ่ง เขาหยิบข้อสอบนั้นขึ้นมา ก่อนจะอุทานอย่างตกใจ ครูคนอื่นๆ ก็กรูกันเข้ามาดู แค่เห็นช่องที่โดนหักคะแนนด้านหลังก็รู้ได้ทันทีว่า ข้อสอบนี้ไม่ได้มีการปล่อยผ่าน แต่ยังตรวจเข้มด้วยซ้ำ เมื่อพลิกไปหน้าที่เป็นเรียงความ แล้ววางบนโต๊ะ จางจินเฉวียนมองเนื้อหาเรียงความแล้วหันไปพูดกับครูหวู่จากโรงเรียนหนานอู๋ว่า
“ครูหวู่ คุณใจร้ายไปหน่อยนะ”
ได้คะแนน 59 เต็ม 60 ห่างแค่ 1 คะแนนจากเต็ม แต่ครูบางคนยังรู้สึกว่าให้ไม่เต็มแบบนี้ก็ดูใจร้ายไปนิด
...
เรียงความจะได้คะแนนเต็มมันก็ยากจริงนั่นแหละ มันขึ้นอยู่กับความเห็นส่วนบุคคลของผู้ตรวจด้วย แต่บทความชื่อ ‘ความตายของอาชาเฉี่ยฉี่’ ที่เขียนในรูปแบบวรรณกรรมโบราณ กลับได้แค่ 59 คะแนนยังไงก็ดูขัดใจอยู่ดี
ครูหวู่ยิ้มบางๆ
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ คราวนี้เราให้คะแนนเรียงความไม่เต็มสักบทเลย”
“ว่าแต่… เด็กคนนี้ชื่อฟางโจวใช่ไหมครับ?”
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
(จบบท)