เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 33 : การอารักขาผู้นำประเทศ

Chapter 33 : การอารักขาผู้นำประเทศ

Chapter 33 : การอารักขาผู้นำประเทศ


Chapter 33 : การอารักขาผู้นำประเทศ

สองสามวันหลังจากตัดสินใจว่าจะทำภารกิจผู้ใช้เวทเพื่อหาเงินไปใช้หนี้

        พวกเราก็บินกันต่อจากสเปนไปยังอียิปต์ ซึ่งเป็นสถานที่ในการจัดประชุมผู้นำจากหลากหลายประเทศในทวีปแอฟริกา การสมัครเป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยค่อนข้างจะซับซ้อนยุ่งยากวุ่นวาย เพราะนอกจากต้องคำนึงถึงความสามารถและทักษะเวทมนตร์ของผู้สมัครแล้ว ยังต้องตรวจสอบประวัติว่าไม่เคยเป็นอาชญากรผู้ใช้เวทอีกด้วย ซึ่งโดยปกติการทำหน้าที่เป็นทหารผู้ใช้เวทรับจ้าง จะต้องสมัครผ่านทางสมาพันธ์ผู้ใช้เวทในแต่ละทวีป แต่ศูนย์ใหญ่และเมืองหลวงของผู้ใช้เวทคือโซเดียโคที่พวกเราเพิ่งไปมา ทุกอย่างเลยง่าย เพียงแค่กลับขึ้นไปที่เมืองลอยฟ้าอีกครั้ง และจัดการเรื่องเอกสารเพียงหนึ่งวัน พวกเราก็ได้บัตรสมาชิกทหารผู้ใช้เวทรับจ้างสำหรับทำภารกิจแล้ว

ภารกิจครั้งนี้เป็นงานแรกของพวกเราเช่นกัน เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านเวทมนตร์นี้สักเท่าไร อย่างผมเองก็อยู่ร้านขนมและทำวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีอาหาร มินจุนก็เป็นนักร้อง ส่วนไอรีนเจ้าตัวก็บอกว่าทำอาชีพวิจัยอาวุธทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกันอย่างที่พวกเรารู้ แต่อย่างที่บอกว่างานนี้เราจะได้เงินคนละ 5 ล้านเคอเรนหลังจากเสร็จภารกิจสองวันหนึ่งคืน มันเลยเป็นทางเลือกที่ดีและคุ้มกว่าในการกลับไปทำงานประจำของแต่ละคน ที่อีกหลายเดือนจะได้ถึง 5 ล้านเคอเรน

หลังจากผ่านการพิจารณาและได้รับเลือกเป็นหนึ่งในผู้อารักขาผู้นำประเทศ พวกเราก็พบว่างานนี้เป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว มีผู้นำประเทศเกือบ 30 ประเทศเข้าร่วมเพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้เวทและมนุษย์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางสมาพันธ์ผู้ใช้เวทก็มีคนเข้าร่วมเหมือนกัน พวกผมเองก็เพิ่งรู้ว่าปัญหาระหว่างอาชญากรผู้ใช้เวทและมนุษย์มันหนักหนามากในทวีปนี้ จึงต้องมีการพูดคุยหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

 

1 วันผ่านไปหลังจากเริ่มงานประชุม เหตุการณ์ทุกอย่างก็ยังคงเป็นปกติดี

“นายคิดว่าวันนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นไหม” ผมหันไปคุยกับมินจุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“ฉันว่างานใหญ่ขนาดนี้ คงไม่มีใครกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก ซึ่งถ้าไม่มี เราก็สบาย ได้เงินห้าล้านเคอเรนไปฟรี ๆ อีกอย่างวันนี้วันสุดท้ายของการประชุมแล้วด้วย” มินจุนตอบกลับมายิ้ม ๆ ดูมั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยไปด้วยดี แต่ผมกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไรเลย ทุกอย่างมันราบรื่นจนน่าผิดปรกติ

ทะเลมักสงบก่อนที่จะเกิดคลื่นลูกใหญ่เสมอ ...

งานครั้งนี้มีผู้นำจากหลากหลายประเทศมารวมตัวกันมากมายหลายคน ถ้าผมเป็นอาชญากรผู้ใช้เวท ผมคงต้องใช้โอกาสนี้แหละ ในการจุดชนวนสงครามระหว่างมนุษย์และผู้ใช้เวท คงไม่มีมนุษย์คนไหนไว้ใจผู้ใช้เวทอีก หากการประชุมเพื่อแก้ปัญหานี้ถูกทำลายโดยผู้ใช้เวทเอง สงครามที่มันห่างหายไปหลายสิบปีได้เกิดขึ้นมาอีกแน่

“มันก็ไม่แน่นะ นายอย่าเพิ่งประมาทไปมินจุน” ไอรีนพูดเสริมขึ้นมา พลางมองตรงไปยังวิวรอบ ๆ พร้อมกับสายลมเย็นสบายที่พัดเข้าหาพวกเรา

ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่บนเรือสำราญหรูขนาดใหญ่พอ ๆ กับตึก 10 ชั้นที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานการประชุมในครั้งนี้ พวกเราถูกกันให้ออกจากห้องประชุมให้อยู่เพียงด้านนอกเท่านั้น มีแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะสามารถเข้าไปด้านในได้

มีคนอยู่ในเรืออยู่ประมาณเกือบหนึ่งร้อยคนได้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญในแต่ละประเทศทั้งนั้น พวกเราเจอฟางหรงที่เข้าร่วมประชุมด้วยเหมือนกัน เจ้าตัวเป็นเสมือนทูตไมตรีระหว่างมนุษย์และผู้ใช้เวท ดูมีหลายหน้าที่และเป็นคนใหญ่คนโตในวงการจริง ๆ พวกเราได้เข้าไปทักทายเพียงนิดหน่อย ก่อนที่จะแยกตัวออกมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

การทำหน้าที่อารักขาผู้นำประเทศถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย โดยผม มินจุน และไอรีน ได้ดูแลผู้นำประเทศใหญ่ ๆ สามคน ผู้ใช้เวทที่เข้ามารับภารกิจนี้ดูเหมือนว่าจะมีพวกเราแค่สามคนที่ถือครองกุญแจจักรราศี เพราะจากการแอบคุยกับลีโอ ลีโอก็บอกว่าไม่ได้สัมผัสถึงเวทมนตร์ของภูติดวงดาวจักรราศีอื่นนอกจากพวกเรา นอกจากนี้ยังมีทหารผู้ใช้เวทรับจ้างอีกเกือบ 10 คนที่เข้ามาดูแลพื้นที่รอบ ๆ รวมถึงทหารมนุษย์ทั่วไปที่ทำหน้าที่ตามปกติด้วย

“ก็จริงของเธอไอรีน ฉันเองตาขวากระตุกมาตั้งแต่เช้าแล้ว ลางสังหรณ์ไม่ดีเลย อีกอย่างเราก็ยังไม่รู้ว่าอามุนที่หลายคนพูดถึงเขามีความสามารถมากแค่ไหน พวกเราเองก็ยังไม่เคยเจอด้วย ไม่รู้จะรับมือยังไง ไม่เหมือนตอนที่นายเล่าเรื่องทักษะของคนที่ตามล่านายแบบ ฮิโรชิ เฉิน นิโคลให้ฟัง ว่าพวกเขามีทักษะอะไรบ้าง” ผมพูด

“มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เหลือไม่กี่ชั่วโมงการประชุมนี้ก็เสร็จสิ้นแล้ว หรือถ้ามันมี พวกนายก็มองในแง่ดี งานครั้งนี้มันก็อาจจะทำให้เรารู้ว่าศัตรูของเรามีความสามารถแบบไหนไง เป็นการประเมินพลังของศัตรู” มินจุนพูดต่อ

“พูดถึงเรื่อง ฮิโรชิ เฉิน นิโคล พวกที่ตามล่าตัวนาย นายคิดว่าป่านนี้พวกนั้นจะเป็นยังไงบ้าง” ไอรีนพูด

ผมเองก็นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อนเช่นกัน หลังจากเฉินตายไป คงมีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับกลุ่มของพวกเขา ตามสมมติฐานของผมคือตอนนี้นิโคลน่าจะได้ครอบครองกุญแจจักรราศีของเฉิน ส่วนฮิโรชิก็คงจะบาดเจ็บสาหัสหลังจากโดนการโจมตีของผมในครั้งนั้น แต่ตอนนี้เขาคงน่าจะเริ่มหายดีแล้ว

“ตอนนี้ก็เหลือแค่ฮิโรชิกับนิโคล ฉันว่าฮิโรชิเองคงไม่โง่พอที่จะร่วมมือกับนิโคลต่อ ยัยนั่นฆ่าเพื่อนรักของเขาไปแล้วนี่ เท่ากับว่าตอนนี้พวกนั้นก็เหมือนกับตัวคนเดียว พวกเราก็หยุดระแวงไปได้สักพัก คงจะไม่กล้าเข้ามาตามฆ่าฉันอีกแล้วล่ะ เพราะพวกเรามีกันสามคน กังวลก็แต่ผู้ถือครองกุญแจจักรราศีที่เหลือดีกว่า ที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัวตนของเขาเหมือนกันกับพวกนาย” มินจุนพูด

“แล้วการที่เรามาทำงานแบบนี้ ตัวตนเราไม่ถูกเปิดเผยแล้วหรอ ว่าพวกเราถือครองกุญแจจักรราศีอยู่” ผมถามออกไป เพิ่งจะมานึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เกิดเรื่องที่งานเทศกาลดนตรี จนมาถึงการสมัครเป็นทหารผู้ใช้เวทรับจ้างแบบนี้ มันต้องผ่านการตรวจสอบจากสมาพันธ์ผู้ใช้เวท ถึงพวกเขาจะเก็บเรื่องที่พวกเราเป็นผู้ถือครองกุญแจจักรราศีเป็นความลับ แต่ถ้าเรื่องของพวกเรารั่วไหลออกไป ผู้ถือครองกุญแจจักรราศีคนอื่นก็ต้องรู้ตัวตนเรา ซึ่งตอนนี้ผมว่าเทคโนโลยีปัจจุบันมันสามารถเอาเหตุการณ์ที่ผิดปกติรอบโลกมาตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งมันเดาได้ไม่ยากเลยว่าเป็นผลของสงครามภูติจักรราศี

“จริง ๆ สิ่งที่พวกเราทำ มันก็เสี่ยงนะวิน มันก็เหมือนกับแผนที่ฉันยอมเปิดเผยตัวให้พวกฮิโรชิรู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วพวกนั้นตามมาจัดการพวกเรานั่นแหละ แต่ถ้าเราไม่รีบทำให้เกมนี้ให้จบโดยเร็ว เราก็ต้องมานั่งระแวงไปตลอดชีวิต ว่าสักวันจะมีใครก็ไม่รู้มาตามฆ่าพวกเรา สู้เปิดเผยตัวแล้วเข้าเกม เรียนรู้ผู้เล่นทั้งหมด และรีบจบเกมให้เร็วที่สุดไม่ดีกว่าหรอ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อีกอย่างพวกเรามีกันถึงสามคน นับรวมภูติดวงดาวจักรราศีอีกห้า ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก ผู้ใช้เวทที่ถือครองกุญแจจักรราศีและอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีทางกล้าเข้ามาโจมตีซึ่ง ๆ หน้าอยู่แล้ว เรายังได้เปรียบอยู่ ตอนนี้พวกเราก็รู้ทักษะเวทมนตร์ของทั้งฮิโรชิและนิโคล ครั้งน่าเราจะไม่พลาดเหมือนเดิมอีก การเป็นฝ่ายล่า มันย่อมดีกว่าถูกตามล่าไม่ใช่หรอ” มินจุนพูด เขาเว้นวรรคไปสักพักก่อนพูดต่อ

“ยกเว้นแต่พวกเราจะหักหลังกันเองนั่นแหละ ยังไงเราก็จะเป็นพันธมิตรกันจนเหลือสามคนสุดท้าย จริงไหมไอรีน” มินจุนพูด ท้ายประโยคเขาหันไปมองหน้าไอรีนด้วยใบหน้าจริงจัง ผมเองก็หันไปมองหน้าเธอ รู้ดีว่าสองสามเดือนที่ผ่านมาไอรีนก็ยังไม่เปิดใจให้พวกเราเต็มที่

มันเหมือนมีอะไรสักอย่าง ที่อยู่ในใจเธอ

ซึ่งผมเข้าถึงไม่ได้สักที ...

“อื้ม ฉันไม่ได้เป็นเหมือนนิโคลหรอก ฉันพูดอะไรก็คือแบบนั้น” ไอรีนพูดออกมาตอบมินจุน

“เท่ากับว่าตอนนี้เหลือผู้ถือครองกุญแจจักรราศีแค่ 4 คนที่เรายังระบุตัวตนไม่ได้ นายครอบครองกุญแจสองดอก ไอรีนหนึ่งดอก ฉันหนึ่งดอก นิโคลสอง ฮิโรชิหนึ่ง อามุนหนึ่ง งั้นก็เหลือผู้ใช้เวทอีกสี่คนที่ยังไม่เปิดเผยตัว” ผมพูดออกไป

กุญแจจักรราศีที่ยังไม่เปิดเผยอีกสี่ดอกก็คือราศีตุลย์ ราศีกรกฎ ราศีมังกร และราศีกันย์ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่บริเวณไหนบนโลกใบนี้ สำหรับอามุนเท่าที่ทราบตอนนี้ เขาถือครองกุญแจจักรราศีเพียงดอกเดียวคือสกอเปียส จักรราศีพิจิก ตามคำบอกของศาลผู้ใช้เวท ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าข้อมูลที่ได้มามันเป็นปัจจุบันหรือเปล่า แต่ก็พอสรุปได้ว่าเหลือผู้ถือครองกุญแจจักรราศีที่พวกเรายังไม่รู้ตัวตนอีก 4 คน

พวกเราคุยกันไปเรื่อย ๆ ระหว่างรอการประชุมที่ใกล้จะเสร็จในเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงที่เหลือ ผมเองก็หวังว่าเราจะได้เงิน 5 ล้านเคอเรนมาอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ พวกเรายืนอยู่ด้านนอกของชั้นที่สิบบนเรือสำราญมองวิวทิวทัศน์จากการล่องเรือ ประตูห้องประชุมยังคงปิดเงียบ และล้อมรอบของห้องคือพวกเรา ทหารผู้ใช้เวทรับจ้าง และทหารที่ประจำแต่ละประเทศอยู่เกือบ 50 คน ค่อนข้างเป็นการอารักขาที่แน่นหนาเลยทีเดียว

เรือสำราญหรูล่องตามแม่น้ำมาเรื่อย ๆ ผ่านบ้านเรือนสองฝั่งแม่น้ำ ที่เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมของประเทศนี้ บางบริเวณถูกอนุรักษ์และสร้างขึ้นมาเพื่อจำลองให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีตราวกับกำลังย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน บางทีการทำภารกิจนี้มันก็ง่ายกว่าที่ผมคิด เพราะถือเป็นการเที่ยวพักผ่อนไปในตัวด้วย นอกจากการอดหลับอดนอน และยืนเฝ้าห้องประชุมขาแข็งแล้ว ทุกอย่างก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากับค่าจ้างพอสมควร

การประชุมกำลังจะจบลงในอีกไม่ช้านี้ ผม มินจุน และไอรีน ต่างก็ได้แต่ลุ้นว่าทุกอย่างมันจะผ่านไปได้ด้วยดี เรือสำราญล่องผ่านเมืองโบราณที่ถูกจำลองมาให้ผู้คนศึกษาเรื่องราวในอดีตของประเทศตัวเอง พีระมิดสูงใหญ่เกือบเท่า ๆ เรือสำราญของพวกเราตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำ มีรูปปั้นของสฟิงซ์ตัวใหญ่อยู่ไม่ห่างจากพีระมิดอันนั้นเช่นกัน มันเป็นภาพที่สวยจนผมต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้

 

แต่แล้วทุกอย่างก็เริ่มแปลกไป ...

บรรยากาศรอบตัวของพวกเราเริ่มแห้ง อากาศที่เคยเย็นสบายกลายเป็นร้อนระอุ ละอองทรายถูกพัดพามาจากสายลมที่เริ่มแรงขึ้น ทหารผู้ใช้เวทรับจ้าง และทหารที่ประจำแต่ละประเทศ ซึ่งกำลังเฝ้าอยู่รอบห้องประชุมชั้นที่สิบเริ่มรู้สึกตัวทันทีว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เรือสำราญที่พวกเรานั่งอยู่เริ่มโคลงเคลงเหมือนเสียสมดุล แม่น้ำเริ่มไหลเชี่ยวจนไม่เหมือนก่อนหน้านี้

มันเหมือนกับพายุทะเลทรายกำลังพัดเข้ามายังที่ที่พวกเราอยู่ ...

และแล้วภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเรา รูปปั้นของสฟิงซ์ตัวใหญ่จากสิ่งที่ไม่มีชีวิตที่ผมถ่ายรูปมันเมื่อสักครู่ ตอนนี้มันค่อย ๆ เริ่มขยับตัว เสียงร้องแตกตื่นดังขึ้นมาทันทีหลังจากมีคนเห็น มีผู้ใช้เวทคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ภายในห้องประชุม เรือที่พวกเราอยู่หยุดการเคลื่อนไหว สายลมรอบ ๆ มีทรายหยาบปะปนอยู่ มันบาดผิวไปหมดจนต้องถอดเสื้อคลุมมาคลุมใบหน้าตัวเองไว้ให้เหลือแต่เพียงตาที่มองภาพรอบ ๆ

“นั่นมันตัวบ้าอะไรวะน่ะ !” มินจุนร้องออกมา มองไปยังตัวสฟิงซ์ที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ดูท่าเป้าหมายของมันคือพวกเราที่กำลังอยู่ด้านบนของเรือสำราญ

“สฟิงซ์ไง ! นายไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์หรอ” ผมพูดออกไปตอบคำถามของมินจุน

“ฉันรู้ไอ้วิน ! ใช่เวลากวนไหมเนี่ย แค่พูดแบบตกใจเว้ย”

ก็ใครจะไปรู้เล่า ...

“พวกนายเมื่อไรจะเลิกไร้สาระเนี่ย ! ดูนั่น มันจะกระโจนเข้ามาแล้ว ทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นเรือเราได้คว่ำแน่” ไอรีนพูดออกมา

ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้คือ สฟิงซ์ตัวนั้นลุกขึ้นยืนเต็มตัว ก้อนหินน้อยใหญ่บริเวณนั้นถล่มลงมาจนบริเวณรอบ ๆ พังไม่เป็นท่า ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณแถวนั้นต่างออกมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยากแตกตื่น กระแสลมพัดทรายขึ้นมาบนเรือที่พวกเราอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้ผมแทบจะเอามือปิดตาแล้ว เพราะทรายบางส่วนมันพัดเข้าตาจนเจ็บไปหมด

แบบนี้มันไม่ได้เกิดจากธรรมชาติแล้ว ...

พวกเรากำลังถูกโจมตี ...

ตู้ม !

ความวุ่นวายเกิดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อบริเวณรอบ ๆ พวกเรา ทหารผู้ใช้เวทบางส่วนดันโจมตีกันเองจนดูเหมือนเป็นสองกลุ่ม ตอนนี้สถานการณ์เริ่มแย่แล้ว ผมคิดว่าน่าจะมีทหารผู้ใช้เวทรับจ้างบางส่วนที่เป็นคนของอามุน ไม่มั่นใจว่าคนพวกนั้นผ่านการตรวจสอบที่แสนเข้มของสมาพันธ์ผู้ใช้เวทมาได้ยังไง แต่ตอนนี้หน้าที่ของพวกเราคืออารักขาผู้นำแต่ละประเทศ มีคนบางกลุ่มกำลังใช้เวทมนตร์พยายามจะพังประตูนิรภัยของห้องประชุมเข้าไป พวกผมที่เห็นรีบวิ่งเข้าไปจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นทันที คลื่นน้ำไหลซัดเข้ามาชนเรืออย่างแรงเพราะตัวสฟิงซ์ที่กระโดดเข้ามาถึงบริเวณริมแม่น้ำแล้ว พวกเราต่างเซถลาจนเกือบล้มเพราะทรงตัวไม่อยู่

ดวงไฟสีฟ้าลอยออกมาจากกระเป๋ากางเกงของผม เผยให้เห็นร่างของลีโอที่ถือดาบสีทองเตรียมพร้อมจะต่อสู้ รวมถึงภูติดวงดาวของมินจุนและไอรีนก็ออกมาแล้ว

“ไอ้แมงป่องเวรนั่นอยู่แถวนี้ !” ลีโอตะโกนร้องออกมา

จบบทที่ Chapter 33 : การอารักขาผู้นำประเทศ

คัดลอกลิงก์แล้ว