- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 802 - นกทะเลและปลาเหิน
802 - นกทะเลและปลาเหิน
802 - นกทะเลและปลาเหิน
802 - นกทะเลและปลาเหิน
ฉินโม่ต้องใช้เวลามากมายกว่าจะปลอบโยนคนขี้แยกับคนขี้หึงได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การที่หลี่จิ้งหยาจะสมรสโดยไม่เข้าพิธี และการที่ฉินโม่กลายเป็นบุตรเขยโดยไม่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ในตระกูล ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
ฟังดูเหมือนเป็นการยืมตัวแต่งงาน แต่ความจริงแล้วนี่เป็นทางออกเดียวที่ใช้ได้ในตอนนี้
ฉินโม่มีโชคดี แต่ทำไมทุกอย่างต้องเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวฉินฝ่ายเดียว
ด้วยวิธีนี้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกนินทา
ผู้คนที่มากสุดก็แค่จะอิจฉาจนตาร้อน แต่ก็ไม่มีเหตุผลมาวิจารณ์ฉินโม่ได้
ส่วนหลี่เสวี่ยนั้นไม่กล้าเอ่ยอะไรเลย
บรรดาภรรยารองอย่างชูรุ่ยก็ไม่มีสิทธิ์เอ่ยปากเช่นกัน
หลังจากปลอบใจคนในบ้านเสร็จ ฉินโม่ก็เริ่มลังเลว่าจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ดีหรือไม่ จะโดนต่อยหรือเปล่า
ส่วนทางฮองเฮา...ยิ่งไม่กล้าเข้าไปใหญ่
"เสี่ยวหลิว จัดเตรียมของให้ข้าหน่อย พรุ่งนี้ต้องใช้แน่"
...
ขณะเดียวกัน ในสำนักจื่อเว่ย
ฟางซุนคุกเข่าลง "ศิษย์คำนับอาจารย์"
หยวนเทียนกังรีบพยุงฟางซุนขึ้นมา หลังจากไม่ได้พบกันกว่าปี ฟางซุนดูโตขึ้นมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยจากการเดินทาง
ทว่าดวงตาของนางกลับยิ่งใสสะอาด
เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ กลิ่นอายของนางดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนมากขึ้น
"เจ้าโตขึ้นแล้วจริงๆ" หยวนเทียนกังกล่าวด้วยความรู้สึก
"หลังจากออกเดินทางและได้เห็นโลกมากมาย ข้าก็ต้องโตขึ้นอยู่แล้ว"
ฟางซุนกล่าว "ศิษย์ใช้เวลาครึ่งปีไตร่ตรองที่หน้าผาริมทะเลในอ่าวป๋อไห่"
"แล้วเจอคำตอบหรือไม่"
ฟางซุนส่ายหน้า "ไม่พบคำตอบ แต่ศิษย์เริ่มเข้าใจวิชาโหราศาสตร์จื่อเวยแล้ว"
พรสวรรค์ของฟางซุนในวิชานี้ไม่ได้โดดเด่นนัก ไม่เช่นนั้นก็คงเชี่ยวชาญไปนานแล้ว
เมื่อหยวนเทียนกังอายุเท่านางหลี่ซื่อหลงก็เคยเรียกไปดูดวงมาแล้ว
"กลับมาครั้งนี้ จะไปอีกหรือไม่"
"ศิษย์กลับมาครั้งนี้เพื่อมาเยี่ยมอาจารย์ จะอยู่ได้นานสุดหนึ่งเดือน สั้นสุดสิบวัน แล้วจะออกเดินทางอีกครั้ง" ฟางซุนกล่าว
"แล้วเขาล่ะ เจ้าไม่ไปพบเขาสักหน่อยหรือ"
เมื่อหยวนเทียนกังถามคำถามนี้ ใบหน้าของฟางซุนก็แสดงอารมณ์เล็กน้อย ดวงตาที่ดำขาวชัดเจนมีแววรอยยิ้ม
แต่ไม่นานรอยยิ้มนั้นก็จางหายไป
"ข้าเป็นปลา เขาเป็นนก แม้จะมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่พบกัน ก็เหมือนนกจับปลา
นกอาจถูกปลาลากลงน้ำ หรือปลาถูกนกกลืนกิน
ในเมื่อมีฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บปวด สู้ไม่พบกันเลยดีกว่า"
"นี่คือข้อสรุปที่เจ้าได้จากการครุ่นคิดที่หน้าผาริมทะเลครึ่งปีอย่างนั้นหรือ" หยวนเทียนกังส่ายหน้าเบาๆ แต่ไม่พูดอะไรต่อ
ฉินโม่เป็นบุรุษที่ต้องเผชิญเคราะห์กรรม ส่วนฟางซุนเป็นผู้ปกป้องเส้นทางของเขา
นี่เป็นเคราะห์กรรมของฉินโม่ และก็เป็นเคราะห์กรรมของฟางซุนด้วย จะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร
"ใช่ เขารักอิสระเสรี ต้องการใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
ข้ารักความเป็นอิสระเสรี และต้องการเดินทางไปทั่วโลกด้วยสองเท้าของข้า
ต่างคนต่างมีความสุขในแบบของตน"
หัวใจที่เคยสั่นไหวของฟางซุนค่อยๆ สงบลง
หยวนเทียนกังไม่ได้พูดอะไรต่อ
เด็กโตแล้ว ย่อมมีทางเลือกของตนเอง
ย่อมรู้ดีที่สุดว่าร้อนหนาวอย่างไร
เมื่อมองแผ่นหลังของอาจารย์ที่จากไป ฟางซุนก็นั่งอยู่ในลานบ้าน
เข็มทิศในมือหมุนไปมา
ลมพัดโชยมาเบาๆ ราวกับมีเสียงกระซิบข้างหู
"ศิษย์พี่จอมโหด ข้า ฉินโม่ ถึงจะตายที่นี่ก็จะไม่ลงจากต้นไม้นี้เด็ดขาด"
นางหันขวับไปมอง แต่กลับพบว่า ประตูหน้าว่างเปล่า
ที่แท้ เป็นเพียงเสียงของสายลม
นางมองไปยังต้นไม้ที่มุมทิศใต้ของลาน นั่นคือต้นไม้ที่นางปลูกไว้เองเมื่อหลายปีก่อน
ตอนนี้ต้นไม้เติบโตจนเป็นพุ่มหนา
ดวงตาของนางพร่าเลือน ราวกับเห็นภาพคนโง่ที่ถูกนางต่อยจนหน้าเขียวช้ำ แขวนตัวอยู่บนต้นไม้ และยังคงตะโกนใส่นางไม่หยุด
แต่นางก็ปาเศษหินใส่จนร้องลั่น
มุมปากของนางยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่พอรู้ตัวอีกครั้ง กลับรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
"ไม่ได้แน่ สำนักดูดาวนี้ล้วนแต่เป็นเงาของเขา เมืองหลวงก็อยู่ไม่ได้อีกต่อไป" นางหันหลังกลับทันที แต่จิตใจที่เคยสงบนิ่งราวกับน้ำกลับเกิดระลอกคลื่น
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินโม่แบกข้าวของมากมายเข้าไปในพระราชวัง
หลี่ซื่อหลงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในตำหนักเฉียนลู่ เมื่อรู้ว่าฉินโม่มา สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที "ข้าไม่อยากพบเขา บอกให้เขาไสหัวไปซะ"
เกาซื่อเหลียนกล่าว "ฝ่าบาท ฉินกว๋อกงยังได้นำของมากมายเข้ามาในวัง พระองค์ไม่อยากดูหน่อยหรือ"
"ดูอะไร ข้ายังไม่เคยเห็นหรือ" หลี่ซื่อหลงแค่นเสียง "ไปบอกไอ้เด็กบ้านั่น ถามว่ามันคิดจะทำอะไร ข้าให้มันแต่งกับองค์หญิงถึงสองคน มันยังไม่พอใจ ยังจะไปยุ่งกับชิงเหออีก
ทำไมมันไม่เอาทุกองค์หญิงและคุณหนูทั้งหมดแต่งไปเสียเลยล่ะ"
เรื่องนี้ช่างเหลวไหล ก่อนหน้านี้ฉีอ๋องเฟยเคยไปก่อเรื่องที่บ้านตระกูลฉิน หลี่ซื่อหลงก็รู้
แต่ตอนนั้นฉินโม่ไม่อยู่บ้าน แถมพระบิดาก็ออกหน้ามา เขาเลยขี้เกียจสนใจ
ต่อมาเมื่อฉินโม่ได้รับชัยชนะในศึก เขาดีใจจนลืมเรื่องนี้
แต่แล้วหนังสือร้องเรียนก็หลั่งไหลเข้ามาเป็นห่าฝน ทำให้เขาโกรธจนไม่ได้นอนทั้งคืน
"ฝ่าบาท ไม่ใช่แต่ง แต่เป็นการเข้าตระกูลฝ่ายหญิง" เกาซื่อเหลียนกล่าว "ฉีอ๋องมีบุตรีเพียงคนเดียว หลายปีก่อนอ๋องเฟยก็ปล่อยข่าวว่าจะหาบุตรเขยเข้าตระกูล
ฉินกว๋อกง(ฉินโม่)ไม่ได้ย้ายเข้า ชิงเหอก็ไม่ได้ย้ายออกไปอยู่ด้วยกัน และ...เมื่อวานฉินอ๋องก็ยอมรับแล้วว่า หากชิงเหอมีบุตร จะต้องสืบทอดสายตระกูลฉี"
หลี่ซื่อหลงย่อมรู้เรื่องนี้ดี "หลี่อันจี้เลี้ยงเมียลับไว้ข้างนอกตั้งหลายคน มีลูกเต็มไปหมด หาช่องทางให้พวกนั้นเข้ามาสืบทอดตระกูลก็สิ้นเรื่อง"
"เขาไม่กล้าหรอก ฝ่าบาทก็รู้ว่า ฉีอ๋องเฟยนั้นร้ายกาจแค่ไหน" เกาซื่อเหลียนกล่าว
พูดถึงลูกพี่ลูกน้องคนนี้ หลี่ซื่อหลงก็ได้แต่ส่ายหน้า
เคยเห็นคนกลัวเมีย แต่ไม่เคยเห็นใครกลัวเมียขนาดนี้
แต่เด็กเหล่านั้นก็มีฐานะต่ำต้อยจริงๆ ไม่มีสิทธิ์สืบทอดตระกูลหลี่
"แล้วฉินเซียงหรูล่ะ ยอมง่ายๆ หรือ"
"ไม่ยอมแล้วจะทำอย่างไร เมื่อวานฉินอ๋องใช้สายคาดเอวเฆี่ยนตัวเองตั้งหลายสิบที บอกว่าตนเองสั่งสอนลูกหลานไม่ดี จนทำให้เชื้อสายตระกูลฉินไปตกอยู่ในตระกูลอื่น"
"หึ เชื้อสายตระกูลฉินตกอยู่ในตระกูลหลี่ แล้วยังจะเสียใจอะไรอีก"
หลี่ซื่อหลงแค่นเสียง อย่างไรก็ตาม การใช้แซ่แม่ก็ถือเป็นความอัปยศ
ถ้าหากตระกูลฉินตกต่ำก็คงไม่มีใครว่า
แต่นี่ตระกูลฉินยังเป็นถึงตระกูลขุนนางชั้นสูง การยอมให้บุตรชายเข้าตระกูลฝ่ายหญิงก็คงเป็นทางเลือกสุดท้าย
"ไปดูสิ บอกไอ้เด็กนั่นเลิกส่งเสียงร้องข้างนอกได้แล้ว"
เกาซื่อเหลียนรีบวิ่งออกไป "หลานชาย หยุดร้องเถอะ"
"ท่านลุง มาพอดีเลย รีบเรียกคนมาเร็ว"
"เรียกคนมาทำอะไร" เกาซื่อเหลียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
"รื้อของสิ"
"รื้ออะไร" เกาซื่อเหลียนมองดูรถม้าหลายคันข้างหลัง คิดว่าคงให้คนมาแกะของขวัญ
เพราะก่อนหน้านี้ฉินโม่ก็เคยส่งของฝากจากวังเว่ยเข้ามาในวัง ต้องใช้ขันทีเล็กกว่ายี่สิบคน แกะอยู่ครึ่งวันกว่าจะเสร็จ
เขาโบกมือเรียกขันทีเล็กยี่สิบกว่าคนเข้ามา
ฉินโม่กล่าว "พวกเจ้ามาช่วยข้ารื้อทำลายตำหนักเฉียนลู่"
เกาซื่อเหลียนรีบคว้ามือฉินโม่ไว้ ดวงตาเบิกกว้าง "เจ้าว่าจะรื้ออะไรนะ"
"ตำหนักเฉียนลู่ไง" ฉินโม่กล่าว "ท่านลุง ถ้าท่านว่าง ก็มาช่วยด้วยก็ได้"
ขันทีเล็กๆ ข้างหลังต่างยืนอึ้ง รื้อทำลายตำหนักเฉียนลู่ คิดจะหาที่ตายหรืออย่างไร
เกาซื่อเหลียนรู้สึกเสียวสันหลัง "ฝ่าบาทแค่ให้เจ้ารอข้างนอกไม่นาน เจ้าถึงกับต้องรื้อตำหนักเฉียนลู่เลยหรือ"
"ไม่ใช่ ท่านลุง ท่านไม่เข้าใจ วันนี้ข้าต้องรื้อตำหนักเฉียนลู่ให้ได้" ฉินโม่ตบหลังมือของเขาอย่างมั่นใจ "ข้ารับรองเลยว่า พอข้ารื้อเสร็จ พระบิดาจะต้องดีใจแน่นอน"
………….