- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 586 - เสียทั้งตำแหน่งและศักดิ์ศรี
586 - เสียทั้งตำแหน่งและศักดิ์ศรี
586 - เสียทั้งตำแหน่งและศักดิ์ศรี
586 - เสียทั้งตำแหน่งและศักดิ์ศรี
หลิวกุ้ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ใช่ ใช่ ข้าช่างโง่จริงๆ!”
“ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีก หากต้องการสวัสดิการอะไรก็บอกข้าตรงๆ เราคุยกันได้ทุกเรื่อง ข้าไม่ใช่คนใจแคบ”
ฉินโม่กล่าว “ถ้าขาดเงินสำหรับการฝึก ถามข้า ข้าไม่มีวันหวง แต่ห้ามไปหยิบเอาเอง เข้าใจไหม?”
“เข้าใจ ข้าเข้าใจแล้ว!” หลิวกุ้ยพยักหน้ารัวๆ
“ดีแล้ว ข้าเตือนพวกเจ้ามาตั้งนาน แต่พวกเจ้าไม่ฟัง เอาแต่ทำเรื่องผิดๆ ให้ข้าต้องกลายเป็นคนร้าย ข้าไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลย”
หลิวกุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เป็นเพราะจางซีไม่รู้จักผิดชอบ ท่านสั่งสอนเขาได้ดีแล้ว!”
ฉินโม่ตบบ่าเขา “ทำงานให้ดี วันหนึ่งเจ้าจะได้เป็นขุนนางใหญ่!”
พูดจบ ฉินโม่ก็เดินจากไป
หลิวกุ้ยถอนหายใจ “เขาทำดีที่สุดแล้ว ใครใช้ให้เจ้าทำตัวโอหังเอง ไม่รู้จักรักษาหน้าให้เขา เจ้าสมควรโดน!”
หลิวกุ้ยเข้าใจในที่สุด ไม่ใช่ว่าฉินโม่ไม่ให้ผลประโยชน์ แต่ต้องทำตามกฎที่เขาวางไว้ การได้ผลประโยชน์จะราบรื่นและเหมาะสมกว่า
กลยุทธ์ของเขาทำให้หลิวกุ้ยต้องยอมรับ
ไม่น่าแปลกใจที่ฉินโม่เป็นที่โปรดปรานนัก ความสามารถของเขาหาใครเทียบได้ยากในต้าเฉียน
หลังจากจัดการจางซีได้สำเร็จ ฉินโม่เริ่มต้นการฝึกอบรมกฎเกณฑ์ของทหารเรืออย่างจริงจัง
พร้อมกันนั้น เขายังเปิดชั้นเรียนเพื่อแก้ปัญหาการอ่านเขียน และทหารเรือก็เริ่มเปลี่ยนไปสู่การเป็นกองทัพเรืออาชีพอย่างแท้จริง
ในวันนี้ ฉินโม่ได้ควบคุมทหารเรืออย่างสมบูรณ์ การสั่งการเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีใครกล้าเล่นตุกติกอีกต่อไป
ส่วนจางซีที่ถูกปลดตำแหน่ง เขาอยู่ในค่ายด้วยความโกรธ “ฉินโม่ ไอ้สารเลว เจ้าวางกับดักข้า! ข้าจะจำไว้...”
แต่ไร้ประโยชน์ หลักฐานที่เขาเคยทิ้งไว้ให้ฉินโม่ ตอนนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ฉินโม่ใช้เล่นงานเขา รวบรวมความผิดได้หลายสิบข้อ
ฉินโม่แทบหัวเราะไม่หยุด “ช่วยข้าสร้างผลงานแท้ๆ!”
...
ในเวลาไม่นาน รายงานของฉินโม่ก็ถูกส่งถึงเมืองหลวง
หลี่ซื่อหลงอ่านรายงานด่วนด้วยสีหน้าขรึม “ลักลอบขายเกลือทะเลและส่งไปยังศัตรู จางซีไม่รู้หรือ? ถ้าเขาไม่รู้ แล้วใครจะรู้?”
ในรายงาน ฉินโม่อธิบายเหตุการณ์ทั้งหมด จางซีลักลอบขายเกลือทะเล แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องส่วนตัว
แต่ความจริง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลตงซาน
ตั้งแต่เหตุการณ์โครยอโจมตีขบวนเรือของต้าเฉียนเมื่อสองเดือนก่อน ผู้ที่คัดค้านหนักที่สุดคือตระกูลจี้
พวกเขาให้เหตุผลว่า ตงซานเพิ่งผ่านสงครามยาวนานจนฟื้นตัวได้ หากเริ่มสงครามใหม่ อาจกระตุ้นให้เกิดการกบฏจากราษฎร
กบฏราษฎร?
ใครกันที่จะกบฏ?
หลี่ซื่อหลงรู้ดีในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เกลือทะเลที่ลักลอบขายออกไปนั้นมีคุณภาพสูง แตกต่างจากเกลือหยาบธรรมดา เกลือชนิดนี้ไม่มีทางเข้าสู่ตลาดได้ง่าย
รายงานจากสำนักงานสอบสวนลับระบุว่า เกลือทะเลเหล่านี้ถูกส่งไปยังเขตเสวียนจู ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนโครยอ!
หลี่ซื่อหลงกำลังสืบว่า หลี่ซินมีบทบาทอย่างไรในเรื่องนี้
“เฉิงเฉียน หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!”
หลี่ซื่อหลงพึมพำ
หลี่ซิน ซึ่งเป็นไท่จื่อ ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดตั้งแต่เด็ก
หลี่ซินมีความสามารถพอจะเป็นฮ่องเต้ผู้รักษาความสงบได้ แต่หลี่ซื่อหลงคาดหวังในตัวเขามากกว่านั้น
“ไม่มีเล่ห์กลที่ชาญฉลาด จะรักษาบัลลังก์ให้มั่นคงได้อย่างไร?”
ในใจเขาไม่ได้ใส่ใจนักว่าโอรสของเขาจะแสดงออกอย่างไร
แต่บางสิ่งทำได้ บางสิ่งทำไม่ได้
เมื่อเห็นหลี่ซื่อหลงดูครุ่นคิดนัก ขันทีผู้รับใช้อย่างใกล้ชิดเกาซื่อเหลียนก็กล่าวขึ้น “ฝ่าบาท พระองค์ทรงพิจารณารายงานทั้งวันแล้ว โปรดพักผ่อนเถิด!”
หลี่ซื่อหลงโบกมือ และในเวลานั้นเอง มีรายงานด่วนอีกฉบับส่งมา “ฝ่าบาท รายงานด่วนจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ!”
หลี่ซื่อหลงรับรายงานด่วนมาอ่าน สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียบทันที “เร็ว เรียกกงซุนอู๋จี้และคนอื่นๆ มาพบข้า!”
ไม่นาน กงซุนอู๋จี้และกลุ่มขุนนางอีกสิบกว่าคนก็เข้ามาในท้องพระโรง
“บอกข้ามา จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร!” หลี่ซื่อหลงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีการอพยพราษฎรจำนวนมาก แม้ว่าภัยพิบัติจะยังไม่คลี่คลาย แต่ก็ไม่มีใครอดตาย
นี่เป็นเพราะเขุนนางกดขี่จนราษฎรลุกฮือ หรือเพราะมีคนไม่ทำงานกันแน่!”
กงซุนอู๋จี้พูดขึ้น “ฝ่าบาท เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนิกายบัวขาวแน่นอน! ภัยพิบัติทางตะวันตกเฉียงเหนือได้รับการควบคุมแล้ว และมณฑลอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบก็ได้รับการยกเว้นภาษีและแรงงานสามปี จึงไม่มีเหตุผลให้ราษฎรลุกฮือขึ้น”
ตู้จิ้งหมิงกล่าวเสริม “ฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นด้วยว่านิกายบัวขาวน่าจะเป็นพวกที่หลงเหลือจากราชวงศ์ก่อน พวกเขาไม่ต้องการให้เราจัดการภัยพิบัติได้สำเร็จ จึงเริ่มสร้างความวุ่นวายเมื่อสถานการณ์กำลังจะคลี่คลาย!”
อวี่ป๋อซือยกมือขึ้นคำนับ “ฝ่าบาท ใต้เท้าตู้พูดถูก ปีนี้ภัยแล้งกระทบถึงสี่มณฑล โดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งรุนแรงที่สุด สิ่งที่เราต้องทำก่อนคือกำจัดนิกายบัวขาวนี้เสีย”
“เฉิงเฉียน เจ้าคิดว่าอย่างไร?” หลี่ซื่อหลงถาม
หลี่ซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พระบิดา หม่อมฉันคิดว่า ไฉ่เส้าไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสม สมควรออกราชโองการตำหนิเขา และเมื่อมีนิกายบัวขาวปรากฏขึ้นในเขตทงเว่ย ผู้ว่าการเขตนี้ก็ต้องรับผิดชอบ ควรสอบสวนตำแหน่งของเขา!”
หลี่ซินพูดต่อ “นอกจากนี้ ควรส่งแม่ทัพที่มีความสามารถไปปราบปรามการกบฏโดยเร็วที่สุด!”
คำพูดของหลี่ซินทำให้หลายคนขมวดคิ้ว ไฉ่เส้าทำผลงานได้ดีในทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทุกคนต่างเห็นพ้องกัน แต่คำพูดของหลี่ซินกลับเหมือนปฏิเสธความพยายามทั้งหมดในช่วงครึ่งปีของเขา
หลี่ซินเห็นสีหน้าของทุกคนเช่นนั้นจึงกล่าวเสริม “หม่อมฉันคิดว่าเรื่องนี้ต้องรีบจัดการ หม่อมฉันกลัวว่าจะมีคนในราชสำนักใส่ร้ายไฉ่เส้าว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกหลงเหลือจากราชวงศ์ก่อน และจะทำให้เขาเสียหาย จึงควรออกราชโองการเรียกตัวเขากลับมาโดยเร็ว
ไฉ่เส้าทำงานในทางตะวันตกเฉียงเหนืออย่างยอดเยี่ยม แม้จะไม่ได้ผลงานก็ยังลำบากมาก อีกทั้งบุตรชายของเขากำลังจะแต่งงาน น่าจะให้เขากลับมาพักผ่อนได้แล้ว!”
“ฝ่าบาท ไฉ่กว๋อกงมีผลงานมากมายทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ปราบตั๊กแตนจนถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเพราะเขายืนหยัดอยู่ จึงทำให้ราชสำนักผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้ไปได้อย่างราบรื่น!”
อวี่ป๋อซือกล่าวต่อ “ในปีที่สี่แห่งรัชศกอู่เต๋อ เกิดภัยแล้งครั้งหนึ่ง มีผู้คนหลายหมื่นอดตาย ศพเกลื่อนกลาด ขนาดหญ้าริมทางยังถูกกินจนหมด หลายคนตายเพราะกินดินเพื่อประทังชีวิต
ปีนี้ภัยแล้งรุนแรงกว่าปีนั้น อีกทั้งยังมีการระบาดของตั๊กแตน แต่ไม่มีใครอดตายเลย นี่ถือเป็นปาฏิหาริย์!”
หลี่ซินมองอวี่ป๋อซือด้วยสายตาครุ่นคิด ทำไมเขาถึงสนับสนุนไฉ่เส้า?
“ทุกอย่างเป็นเพราะฝ่าบาททรงวางแผนอย่างชาญฉลาด หากไฉ่เส้าถือเงินจากราชสำนักไป แต่ยังจัดการไม่ได้ เขาก็ถือว่าไร้ค่า!”
จี้จื้อเซิ่งพูดขึ้น “ฝ่าบาท ควรเรียกไฉ่เส้ากลับมา เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นพูดจาเสียหาย”
ฉินเซียงหรูกล่าวขึ้นอย่างอดไม่ได้ “พูดจาเสียหาย? แล้วพูดอะไรล่ะ? ฝ่าบาท ไฉ่เส้าเป็นญาติของหม่อมฉัน กระหม่อมควรหลีกเลี่ยงข้อครหา
แต่หม่อมฉันทนไม่ได้จริงๆ หากไฉ่เส้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกหลงเหลือจากราชวงศ์ก่อน ทำไมพวกเขาไม่สร้างความวุ่นวายในช่วงที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด แต่กลับทำในช่วงที่กำลังจะคลี่คลาย?
พวกเขาไม่ใช่คนโง่แน่ ถ้าเริ่มก่อความวุ่นวายในช่วงที่ภัยพิบัติรุนแรงที่สุด ตอนนี้อาจยึดเมืองไปได้หลายแห่งแล้ว!
ดังนั้น หม่อมฉันคิดว่า นิกายบัวขาวนี้เป็นเพียงข้ออ้างของพวกที่มีความทะเยอทะยานเพื่อโจมตีขุนนางผู้ซื่อสัตย์!”
“ฉินเซียงหรู เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” จี้จื้อเซิ่งขมวดคิ้ว “เจ้าแอบว่าข้าใช่ไหม?”
“ข้าแค่แสดงความคิดเห็นของตัวเอง ใครว่าข้าด่า?”
ฉินเซียงหรูยิ้ม “ผู้ที่ไม่สร้างความมั่นคงให้แก่จิตใจของกองทัพ แต่กลับเผยแพร่ข่าวลือในช่วงเวลานี้ คือผู้ที่สมควรได้รับโทษ!”
“ฉินกว๋อกง เจ้าแอบว่าข้ากล่าวหาใส่ร้ายขุนนางที่ซื่อสัตย์ใช่หรือไม่?”
………..