- หน้าแรก
- ราชบุตรเขย โง่ อันดับหนึ่ง
- 178 - กลุ่มผลประโยชน์ในราชสำนัก
178 - กลุ่มผลประโยชน์ในราชสำนัก
178 - กลุ่มผลประโยชน์ในราชสำนัก
178 - กลุ่มผลประโยชน์ในราชสำนัก
ในระหว่างการประชุมใหญ่ ฉินโม่หามุมใกล้เตาไฟและหยิบผ้าผืนเล็กมาวางใต้ก้น นั่งพิงเสาอย่างสบายใจ แล้วหลับตางีบโดยไม่สนใจการประชุมเรื่องบ้านเมือง
หลี่เยว่ที่เห็นฉากนี้ได้แต่ยิ้มและส่ายหน้า เพราะรู้ว่าความเคยชินแบบนี้ของฉินโม่คงแก้ไม่ได้ง่ายๆ
แต่เมื่อมีฉินเซียงหรูอยู่ด้วย เขาก็ไม่กังวลเท่าไร
ไม่นานนัก หลี่ซื่อหลงก็เดินเข้าสู่บัลลังก์ทองอย่างสง่างาม
ไต้เว่ยซึ่งเป็นเสนาบดีกรมคลังก้าวไปข้างหน้าและกล่าวว่า "ฝ่าบาท ขณะนี้คลังหลวงเหลือเงินเพียงไม่กี่หมื่นตำลึง ยังต้องจัดสรรเงินสำหรับกองทหารชายแดน และยังมีเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ถึงแม้จะมีมูลนิธิการกุศลของไท่จื่อและเยว่อ๋อง รวมถึงความช่วยเหลือจากตระกูลต่างๆ แต่คลังหลวงก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการล้มละลายได้!
โดยเฉพาะกองทหารชายแดนจะต้องได้รับเงินอย่างเร่งด่วนจำนวนหนึ่งแสนตำลึง กระหม่อมไม่อาจจัดสรรเงินให้กับจูกว๋อกงได้อีกแล้ว!"
หลี่ซื่อหลงขมวดคิ้ว แม้ฉินเซียงหรูจะทำหน้าที่คุ้มครองการค้าในเขตชายแดน แต่การหารายได้ในระยะเวลาอันสั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำเป็นที่ต้องใช้เวลาในการนำเข้าไปยังพื้นที่ภายใน รวมถึงการขนส่งวัว แพะ และม้า ที่ต้องใช้เวลา
"ตอนนี้คลังหลวงเหลือเงินเท่าไร?"
"ไม่ถึงห้าหมื่นตำลึง!"
"เงินที่เหลือ ข้าจะนำออกมาจากคลังส่วนตัวของข้าเอง ต้องแน่ใจว่าทหารชายแดนมีเสบียงรับประทานเพียงพอ!" หลี่ซื่อหลงกล่าวอย่างเด็ดขาด ตอนนี้เขามีเงินมากกว่าที่เคย หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่กล้าหยิบเงินจากคลังส่วนตัวออกมาใช้
และนั่นเป็นเพราะความมั่นใจที่ฉินโม่มอบให้ เพียงแค่เดือนเดียว ฉินโม่ส่งเงินเข้ามาถึงหลายหมื่นตำลึง
ไต้เว่ยเองก็ประหลาดใจที่หลี่ซื่อหลงใจกว้างถึงเพียงนี้ ในใจคิดว่า "ฝ่าบาทเป็นคนใจกว้างตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
"นอกจากนี้ เรากำลังต้องการคน ข้าคิดว่าเราควรจะเปิดสอบแข่งขันให้ราษฎรทั่วไปมีโอกาสเข้ารับราชการได้ พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้!"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกไป บรรยากาศในที่ประชุมก็เงียบลงจนได้ยินเสียงเข็มตก
ให้ราษฎรทั่วไปมีโอกาสเข้ารับราชการ?
หลายคนเริ่มออกมาคัดค้าน
"ฝ่าบาท ลูกหลานของราษฎรปราศจากความรู้และการอบรมที่ดี ควรเลือกคนจากตระกูลบัณฑิตเท่านั้น!" คนหนึ่งก้าวออกมากล่าว
"ถูกต้อง ในอดีตเราเคยเปิดรับราษฎรทั่วไปเข้าสอบมาหลายครั้งแล้วแต่พวกเขาไม่รับการสั่งสอนจากอาจารย์ที่ดี ทั้งไม่รู้จักมารยาทที่เหมาะสม สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ไม่เคยมีใครเป็นขุนนางที่ดีได้"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา มีคนไม่น้อยที่ลุกขึ้นมาประท้วง รวมถึงเหลียงเจิ้งที่ก้าวออกมา "ฝ่าบาท โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ!"
สีหน้าของหลี่ซื่อหลงเปลี่ยนเป็นดำคล้ำทันที
เขาไม่ชอบใช้คนจากตระกูลใหญ่เพราะคนเหล่านี้รวมตัวกันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีความแน่นแฟ้นอย่างมาก แม้แต่ตัวเขาที่ฆ่าคนเรากับผักปลาก็ยังไม่สามารถควบคุมคนเหล่านี้ เมื่อใดที่ไท่จื่อขึ้นครองราชย์เขาจะไม่กลายเป็นหุ่นเชิดของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงหรือ?
ไท่จื่ออ่อนแอเสมอมา เขาจะเอาอะไรไปควบคุมคนเหล่านี้?
ขุนนางที่มาจากตระกูลใหญ่ไม่ว่าจะเป็นขุนนางบุ๋นหรือขุนนางบู้ต่างไม่ต้องการให้ราษฎรเข้ามาแข่งขันกับพวกเขาได้ เพราะนั่นไม่ต่างอะไรจากการทุบหม้อข้าวของตัวเอง ดังนั้นทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมามันจะต้องถูกตีตกลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้หลี่ซื่อหลงไม่พอใจอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ตอนนี้เพียงแค่เขาเอ่ยเรื่องนี้ ก็มีคนกว่าครึ่งที่ลุกขึ้นคัดค้านอีกแล้ว
ฉินเซียงหรูยืนขึ้น "ใครเป็นคนบอกว่าลูกหลานราษฎรไม่อาจเป็นขุนนางที่ดีได้? ข้าก็เป็นลูกหลานของราษฎรทั่วไป ไม่ใช่ว่าข้ายืนอยู่ตรงนี้หรือ?"
เฉิงซานฝูก็ก้าวออกมาเช่นกัน "ใช่แล้ว! หากคนของตระกูลเจ้ามีความสามารถก็ให้แข่งขันอย่างยุติธรรม ฝ่าบาทต้องการเปิดโอกาสให้ราษฎรทั่วแผ่นดิน หรือพวกเจ้าคิดว่าลูกหลานของตัวเองไม่มีปัญญาที่จะสอบเป็นขุนนางได้ ข้าเองก็เป็นลูกหลานตระกูลยากจน หรือพวกเจ้าที่เป็นบัณฑิตต้องการบอกว่าเราเป็นคนไร้การศึกษา?
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราที่เป็นลูกหลานของราษฎรต่อสู้เพื่ออาณาจักร พวกเจ้าจะมีชีวิตสุขสบายอย่างวันนี้ได้หรือ?!"
หลี่ซุนกงเองไม่กล่าวอะไร เพราะเขาและหลี่ซื่อหลงต่างก็เป็นคนจากตระกูลหลี่แห่งหลงซี(ภาคตะวันตกตั้งอยู่เหนือแม่น้ำแยงซีถือว่าเป็นคนเหนือ ในยุคจีนโบราณมักจะมองว่าคนจากภาคใต้มีวัฒนธรรมและการศึกษาที่สูงกว่าผู้คนจากภาคเหนือที่เป็นคนเถื่อน เพราะชาวใต้คือลูกหลานของชาวฮั่นแท้ๆ แต่คนเหนือจะมีการผสมผสานวัฒนธรรมกับชาวนอกด่านไปแล้ว)
สถานการณ์ในท้องพระโรงเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และเกือบจะกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างขุนนางจากภาคเหนือและภาคใต้ แต่สุดท้ายหลี่ซื่อหลงต้องลงมาระงับเหตุการณ์ด้วยตัวเอง และสั่งยุติการประชุมทันที
หลังจากกลับมาที่ห้องทรงอักษร หลี่ซื่อหลงโกรธจนต้องเดินไปเดินมา "พวกมันกล้าถึงขนาดนี้!"
แต่หลี่ซื่อหลงรู้ดีว่าการล้มล้างอำนาจของตระกูลใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากตระกูลใหญ่เหล่านี้มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กันจนเกิดกลุ่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่ไม่มีทางที่จะทำลายลงได้
แม้แต่ในหมู่ขุนนางที่เขาไว้วางใจ ยังมีถึงสองในสามส่วนที่มาจากตระกูลใหญ่ในแถบกวนตง ซึ่งทำให้เขามีผู้สนับสนุนเพียงเล็กน้อย ถ้าไม่ได้ฉินเซียงหรูและเฉิงซานฝูคอยสนับสนุน เขาคงถูกไล่ต้อนจนต้องยอมแพ้ต่อตระกูลใหญ่เหล่านั้นไปแล้ว
ในขณะที่หลี่ซื่อหลงกำลังกลุ้มใจ มีหนังสือลาออกจำนวนมากถูกส่งเข้ามา โดยส่วนใหญ่เป็นการโจมตีฉินเซียงหรูและฉินโม่
สิ่งที่ทำให้เขาโกรธที่สุดคือ ขุนนางทั้งหลายต่างเรียกร้องให้ยกเลิกการแต่งงานระหว่างหลี่อวี้ซู่และฉินโม่ เราขุนนางวิจารณ์ว่าฉินโม่ทำธุรกิจการค้าซึ่งเป็นอาชีพของสามัญชนไม่คู่ควรกับองค์หญิง และหากคนอื่นทำตาม จะสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อราชสำนัก หากไม่ยกเลิกการแต่งงาน ขุนนางเหล่านี้ก็จะลาออกจากตำแหน่ง
"ไป เรียกตัวฉินเซียงหรูมา!" หลี่ซื่อหลงสั่งด้วยความโกรธ
ขณะเดียวกัน ฉินโม่ที่เพิ่งออกจากวังหลวงกำลังรู้สึกสบายใจอย่างมากหลังจากที่ได้นอนหลับไปชั่วครู่ในที่ประชุม
"ท่านพ่อ ข้าจะไปกินข้าวที่ร้านหม้อไฟ ท่านกลับบ้านไปก่อนเลย!" ฉินโม่รีบแจ้นออกจากวังหลวงทันที
ไม่นานนัก เฉิงต้าเป่าและคนอื่นๆ ก็เข้ามาห้อมล้อมเขา "ฉินโม่ ธุรกิจถ่านรังผึ้งของเจ้าแล้วไม่ให้เราเข้าร่วมได้หรือไม่?"
"ฉินโม่ ข้าจะนำเหมืองถ่านหินที่บ้านข้าเข้าร่วมด้วยดีไหม? ขอหุ้นแค่ครึ่งส่วนก็พอ!" หลี่หยงเมิ่งกล่าวอย่างกระตือรือร้น
หลิวหรูเจี้ยนเองก็กล่าวอย่างเสียใจ "ฉินโม่ เจ้าให้ข้าเข้าร่วมธุรกิจด้วยได้หรือไม่ เงินไม่ใช่ปัญหา ข้าให้เจ้าได้ตามที่เจ้าร้องขอ!"
โต้วอี้อ้ายก็ดึงมือฉินโม่ "ฉินโม่ เจ้าพาข้าไปด้วย ข้าอยากรวยแบบเจ้า!"
"ฮึ ทำไมไม่คิดแบบนี้ตั้งแต่แรก? ตอนนี้เห็นข้าทำเงินได้ถึงอยากเข้าร่วม? ไม่มีทาง!" ฉินโม่รู้ดีว่าพวกเขาจะต้องเสียใจในที่สุด "เอาล่ะ ไว้คุยเรื่องนี้ทีหลัง ตอนนี้ข้ามีเพื่อนใหม่มาแนะนำ พวกเจ้าต้องต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น!"
……………..