เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 20 : สนามโน้มถ่วงของแอรีส

Chapter 20 : สนามโน้มถ่วงของแอรีส

Chapter 20 : สนามโน้มถ่วงของแอรีส


Chapter 20 : สนามโน้มถ่วงของแอรีส

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนเกือบตีหนึ่งครึ่ง

        จากตอนแรกที่ทำหล่อยกเสื้อคลุมให้กับไอรีน มาตอนนี้ผมเองกลับต้องเดินกลับที่พักแบบสั่น ๆ เพราะอากาศที่เมืองนี้มันเย็นขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว อุตส่าห์ทำตัวหล่อ ๆ แบบที่พระเอกในภาพยนตร์เขาชอบทำกัน แต่ชีวิตจริงนี่โคตรตรงกันข้าม มันไม่ได้สามารถนั่งเท่ ๆ คูล ๆ อยู่ข้างนางเอกได้เลย ยังดีหน่อยที่ตอนนี้คอนเสิร์ตเลิกไปแล้ว ไม่ต้องนั่งฝืนทนหนาวอีกต่อไป พวกเราจึงได้เวลาพากันเดินกลับไปยังที่พัก พรุ่งนี้ผมคงต้องเตรียมใส่เสื้อหนา ๆ มาแล้ว ถ้าอยู่ดึกแบบนี้อีก

สองข้างทางของเมืองแห่งนี้ประดับประดาไปด้วยแสงไฟสีส้มอ่อนจากเสาไฟตลอดสองฝั่งในตอนกลางคืน บริเวณถนนที่พื้นถูกปูด้วยอิฐสีเทาอ่อนเลยสะท้อนแสงตัดกับอาคารบ้านเรือนรอบ ๆ ดูสวยงามแปลกตาไปอีกแบบจากตอนกลางวัน นี่ถ้ามีหิมะตกด้วยจะเป็นอะไรที่งดงามมากเลย ซึ่งผมคิดว่าในช่วงต้นเดือนหน้า น่าจะเข้าสู่ฤดูหนาวของที่นี่ และมีหิมะตกมาพอดี

“หนาวอะดิ” ลีโอพูดขึ้นมาพร้อมกับขำเบา ๆ เจ้าตัวเดินขนาบผมมา ส่วนคนอื่น ๆ เดินนำไปข้างหน้าหมดแล้ว

ก็หนาวอะดิ ... ใครจะไปคิดว่าอากาศที่นี่จะเย็นขนาดนี้เวลาตอนกลางคืน ยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาวเลย ผมเองก็พลาดลืมเช็กอุณหภูมิก่อนมา แต่พอเห็นไอรีนเดินตัวอุ่นนำหน้าไปอย่างสบาย ๆ มันก็ดีอยู่หรอก ส่วนมินจุน หมอนั่นมีเสื้อคลุมหนา ๆ ติดตัวอยู่แล้วเลยดูไม่เป็นอะไร พวกภูติดวงดาวก็ทนได้ทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะร้อนเป็นไฟ หรือว่าหนาวจนหิมะตกก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับตัวเอง

“นายมีเวทมนตร์ทำให้ตัวอุ่นไหม” ผมถามลีโอไป ตอนนี้แทบจะแข็งไปทั้งตัวแล้ว

“ไม่มีอะ อีกอย่างในกลุ่มนี้ฉันไม่เห็นมีใครใช้เวทมนตร์ธาตุไฟสักคน” ลีโอตอบผมกลับมา ก็จริงของลีโอ คิดแล้วก็นึกถึงฟินิกซ์กับพ่อ จำได้ว่าตอนไปเที่ยวกันในสถานที่หนาว ๆ แทบจะไม่ต้องใส่เสื้อโค้ทหนา ๆ เลย เพราะฟินิกซ์มีเวทมนตร์ธาตุไฟ ที่สามารถใช้สร้างเกราะรอบตัวพวกเราให้เกิดความอบอุ่นได้

“แต่ก็มีอะไรที่น่าจะพอช่วยได้” ลีโอพูดต่อ

พูดจบในมือลีโอก็มีแสงสีฟ้าออกมา ก่อนจะปรากฏเป็นดาบสีทองบนมือข้างขวาแล้วยื่นให้ผมถือ ผมเลยเอื้อมมือไปรับแบบงง ๆ ออร่าสีฟ้าแผ่ออกมาจากดาบค่อย ๆ ลามขึ้นมาทั้งตัวผมเหมือนตอนที่ผมต่อสู้กับมิเกล หรือว่าลีโอใช้ทักษะเสริมของตัวเองที่ทำให้ผมแชร์พลังเวทมนตร์จากเขาได้

ตอนนี้ร่างกายเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นมาทันทีเหมือนเป็นอุณหภูมิปกติ เพราะออร่าสีฟ้าที่แผ่ออกมาทั่วร่าง จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งกลับมาจากงานคอนเสิร์ตเทศกาลดนตรีเหมือนกันหันมามองผม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในปัจจุบัน ที่ทุกคนรู้ว่ามีผู้ใช้เวทปะปนอยู่บนโลก

“วิน มีอะไรหรือเปล่า นายเอาดาบลีโอออกมาถือทำไม หรือว่ามีอันตราย” ไอรีนหันมาถามผมด้วยความสงสัย คนอื่น ๆ ที่เดินนำหน้าก็หันมามองเช่นกัน

จะให้ตอบว่าเอามาถือกันหนาวก็เดี๋ยวจะไม่หล่อ ... จะเอาเสื้อคืนก็ไม่ได้

“ยืมลีโอเอามาถ่ายรูปน่ะ เมืองตอนกลางคืนที่นี่สวยดี”

พูดจบก็ยกมือถือตัวเองแอ็คทำท่าถ่ายรูปคู่กับดาบจนลีโอหัวเราะขำ ไอรีนเห็นก็ส่ายหัวออกมา เหมือนผมทำอะไรเป็นเด็กเล่นไร้สาระ ส่วนมินจุนเมื่อเห็นผมถ่ายรูปก็เดินมากอดคอผมถ่ายรูปด้วยซะงั้น

โถ ...

จะทำตัวเป็นพระเอกทั้งที ทำไมมันถึงได้ยากอย่างงี้นะ ...

 

อีกมุมหนึ่งในเงามืด บนตึกที่ห่างออกมามากพอที่จะทำให้ภูติดวงดาวไม่รู้สึกถึงอันตรายที่เข้าใกล้ ร่างของนิโคล เฉิน ฮิโรชิ และภูติดวงดาวของพวกเขากำลังลอบมองกลุ่มของกวินท์ที่เดินกลับมาจากงานคอนเสิร์ตเทศกาลดนตรีไปยังที่พัก ข้างตัวของฮิโรชิมีเด็กชายตัวน้อยที่มีเขาเป็นแพะยืนจับมือเขาอยู่ข้าง ๆ ถัดจากฮิโรชิเป็นนิโคล ที่มีร่างของภูติดวงดาวหญิงสาวหนึ่งร่างที่มีสองหัวนามว่าเจมิไนยืนอยู่ไม่ห่างเช่นกัน ในขณะที่ภูติดวงดาวของเฉินคือทอรัส มนุษย์รูปร่างใหญ่โตสูงเกือบสองเมตรมีกล้ามเป็นมัด ๆ แต่ส่วนหัวกลับเป็นวัว ร่างของเฉินนั่งอยู่บนไหล่ของทอรัสได้อย่างสบาย ๆ ตอนนี้ ดวงตาเรียวของเฉินมองตรงไปยังกลุ่มของกวินท์แล้วหรี่ตามอง

“มินจุนมันอยู่กับใคร” เฉินเป็นคนพูดออกมาอย่างสงสัย

“แอรีส รู้จักคนพวกนั้นไหม” ฮิโรชิพูด ก้มลงนั่งยอง ๆ คุยกับแอรีสภูติดวงดาวของตนในระดับเดียวกัน พร้อมเอามือลูบผมเด็กชายตัวน้อยอย่างเอ็นดู ดาวตาสีแดงเลือดหมูกวาดตาดูคนกลุ่มนั้นแปบหนึ่ง ก่อนแอรีสจะพยักหน้าให้ผู้ถือครองกุญแจของตัวเองแล้วพูด

“นั่นมันลีโอกับอควาเรียส”

“หืม หมายความว่าตอนนี้มินจุนมันได้พันธมิตรกลุ่มใหม่แล้วงั้นหรอ แถมมีภูติจักรราศีถึงสองคนเชียว” นิโคลพูดต่อ หญิงสาวเอามือเรียวยกขึ้นมาจัดทรงผมสั้นของตัวเองที่เมื่อกี้มีลมพัดผ่านมาจนผมของเธอเสียทรง

“ก็คงจะเป็นอย่างงั้นแหละ ไม่งั้นมันจะกล้าอัพรูปโพสโชว์ว่าตอนนี้อยู่ไหน ให้เธอหาเจองั้นหรอนิโคล” ฮิโรชิพูด

“แล้วจะเอาไงกันต่อ มันไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว รอบที่แล้วที่ตามฆ่ามัน หนีเก่งจนไล่ตามไม่ทัน” เฉินพูดถามความเห็นพันธมิตรทั้งสองของตนเอง

“ทำตามแผนของเรา ลงมือจัดการมันคืนนี้ ถ้าโชคดี เราอาจจะได้กุญแจจักรราศีเพิ่มถึงสี่ดอกพร้อมกัน” ฮิโรชิพูด

“ก็ดี ถือว่าเป็นการลองเชิงสองจักรราศีที่พวกเรายังไม่รู้ว่าจะแน่สักแค่ไหน” ตามมาด้วยนิโคล

“แต่อย่าลืมว่าตอนนี้เป้าหมายหลักของเราคือมินจุน หมอนั่นไม่ค่อยมีเวทมนตร์ในการต่อสู้เท่าไร น่าจะฆ่าง่ายที่สุด ถ้าภูติดวงดาวของมันไม่พาหนีไปซะก่อน” เฉินพูดปิดท้าย พันธมิตรทั้งสองพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“พร้อมจะจัดการพวกนั้นใช่ไหมแอรีส” ฮิโรชิพูด ส่งยิ้มกว้างให้เด็กชายตัวน้อยที่กำลังมองไปยังกลุ่มคนที่เดินไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนาน

ดวงตาสีแดงเลือดหมูแวววาวไม่เหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาอีกต่อไป

มันดูน่ากลัวจนบอกไม่ถูก ...

ทั้งนิโคลและเฉินต่างมองภูติดวงดาวของฮิโรชิที่ดูภายนอกอาจจะไร้พิษสงเพราะเป็นแค่เด็กชายตัวน้อย แต่จริง ๆ แล้ว เด็กเขาแพะที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฮิโรชิ

มันแทบไม่ต่างอะไรจากปีศาจตัวน้อย ๆ ที่พร้อมจะฆ่าเหยื่อเลย ...

 

พอกลับมาถึงที่พัก ผมก็คืนดาบกันหนาวให้กับลีโอไป จริง ๆ ไอ้สกิลเสริมของลีโอมันก็ดีเหมือนกัน ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง มันทำให้ผมแชร์พลังเวทมนตร์จากลีโอได้ รวมถึงก๊อบปี้คุณสมบัติทางกายภาพของหมอนั่นได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถใช้ได้อย่างพอเหมาะ ถ้าแค่เอามาถือกันหนาวแบบนี้ก็กินพลังเวทของลีโอไม่มาก แต่ถ้าใช้พลังเวทของลีโอมากเกินไปเหมือนที่เคยทำตอนสู้กับมิเกลล่ะก็ มันจะทำให้ลีโอไม่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ หนำซ้ำต้องกลับเข้าไปอยู่ในกุญแจเพื่อฟื้นพลังเวทมนตร์ของตัวเองอีก

การที่ลีโอแชร์พลังเวทให้ผมเหมือนตอนต่อสู้กับมิเกลใช้ได้แค่ 15 นาทีก็จริง แต่ลีโอบอกไว้ว่าถ้าผมฝึกฝนร่างกาย และทำการฝึกเชื่อมจิตอะไรสักอย่างกับหมอนั่น ที่เจ้าตัวยังไม่ได้สอนให้ จะทำให้ผมใช้พลังเวทมนตร์ของเขาได้นานกว่านี้ และลีโอจะได้ไม่สูญเสียพลังไปทีละมาก ๆ ด้วย กรณีที่ทำเมื่อวันก่อนเป็นเรื่องฉุกเฉินจริง ๆ ลีโอบอกว่าค่อยไปฝึกวิธีนี้หลังจากที่พวกเรากลับไปที่บ้าน เพราะการฝึกในปัจจุบันคงต้องพัฒนาเพิ่มไปอีกระดับ ตอนนี้ศัตรูก็เริ่มเข้ามาหาพวกเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ผมเดินเข้าไปในห้องครัวของบ้าน ตอนนี้รู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อตอนอยู่ที่คอนเสิร์ตทานแต่ของทานเล่นไม่ค่อยอยู่ท้องเลย ขากลับเดินผ่านร้านสะดวกซื้อที่ยังเปิดอยู่เลยแวะซื้อเส้นราเมงมาสามสี่ห่อ ว่าแล้วก็เข้าไปจัดการต้มไข่ และใช้หมูที่เหลือจากการทำบาร์บีคิวเมื่อวันก่อนมาใส่เพิ่มรสชาติให้กับอาหาร จริง ๆ มันก็มีแบบสำเร็จรูปจากอาหารแช่แข็งในร้านสะดวกซื้อนะ แต่สงสัยเพราะผมโตมากับพ่อ เลยชอบทำอาหารทานเองมากกว่า อีกอย่างมันก็สดใหม่ดีด้วย

“ทำเผื่อฉันด้วย”

“เอาด้วย”

“ขออีกถ้วย”

ตามมาด้วยเสียงของสามหนุ่มอย่างลีโอ ซาจิททาเรียส และมินจุนที่พูดออกมาเมื่อเห็นผมเข้าไปในครัวทำท่าจะทำอะไรทานสักอย่าง ดูท่าทางพวกนั้นจะหิวเหมือนกันกับผม ส่วนพวกสาว ๆ กลับเข้าห้องไปเรียบร้อยแล้ว ผมพยักอย่างรับรู้ ก่อนจัดการลงมือทำราเมงอย่างรวดเร็ว

ไม่นานผมก็ทำราเมงออกมาสี่ถ้วย ใส่วัตถุดิบไปตามของที่มีเหลืออยู่ในตู้เย็น อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าไร แต่ก็น่าจะเรียกว่าราเมงได้ น้ำซุปสีน้ำตาลอ่อนมีกลิ่นหอมขึ้นมาจากซอสปรุงรสหลายอย่างและซอสมิโซะที่ผมใส่ลงไป เส้นราเมงแช่อยู่ในน้ำซุปที่มีควันลอยขึ้นมา หมูชาชูถูกเปลี่ยนเป็นหมูที่พวกเราใช้ทำบาร์บีคิวเมื่อวันก่อนแทน และไข่ต้มคนละฟองก็ใส่ไว้ข้าง ๆ

“อื้มหืม อร่อยกว่าแบบที่เคยกินในร้านดัง ๆ อีก ขนาดใส่ของไม่ครบนะเนี่ย” มินจุนพูดขึ้นมาหลังจากซดน้ำซุปราเมงเข้าไปหนึ่งคำ

แหงอยู่แล้ว ... นอกจากทำงานเป็นวิศวกรเทคโนโลยีพัฒนาอาหาร งานอดิเรกของผมก็ทำอาหารโดยเรียนรู้จากพ่อมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือการทำอาหารก็เลยพอมีอยู่บ้าง

“สมแล้วที่เป็นลูกการันต์” ลีโอพูดเสริม พลางเอาตะเกียบคีบเส้นราเมงเข้าปาก

        “จริงด้วย ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับพวกนายนี่มีแต่ของอร่อยให้กิน” ซาจิททาเรียสพูดต่อ

พวกเราสี่คนทานไป คุยอะไรไปตามประสาหนุ่ม ๆ ไปเรื่อย จนในที่สุดราเมงทั้งสี่ถ้วยก็หมดลงเหลือแต่ถ้วยเปล่า หลังจากอิ่มท้องพวกเราก็แยกย้ายกันไปนอนเพราะเวลานี้ล่วงเลยมาเกือบจะตีสองครึ่งแล้ว ถือเป็นอาหารมื้อที่ดึกพอสมควร พรุ่งนี้น่าจะตื่นกันสายเลย

ท้องตึงขนาดนี้ สงสัยคืนนี้จะหลับสบาย ...

 

“วิน ตื่น !”

เสียงเรียกของลีโอดังปลุกผมขึ้นมาจากการหลับอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย รู้สึกว่าทั้งตัวมันหนักอึ้งไปหมด ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกออกไปไหน เหมือนกับว่าทั้งร่างกำลังถูกแรงดึงดูดดึงตัวเราให้นอนติดอยู่กับเตียงขยับไปไหนมาไหนไม่ได้ แขนขาราวกับมีดัมเบลเหล็กอันใหญ่ทับเอาไว้

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นลีโอ ฉันลุกจากเตียงขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย” ผมพูดออกไปอย่างตกใจ พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง ข้างตัวไม่ได้ปรากฏให้เห็นเป็นร่างของลีโอเวลาปลุกให้ตื่นตอนเช้าเหมือนเช่นเคย เจ้าตัวยังคงนอนนิ่งอยู่ที่เตียงแฝดถัดจากเตียงของผมในสภาพเช่นเดียวกัน มีแต่เสียงเท่านั้นที่เปล่งออกมา

“พวกเรากำลังตกอยู่ภายใต้สนามโน้มถ่วงของแอรีส” ลีโอพูดออกมาแบบเครียด ๆ

แอรีสงั้นหรอ ... นี่มันหนึ่งในภูติดวงดาวจักรราศีที่เจ้าของกุญแจกำลังตามล่ามินจุนอยู่นี่นา งั้นก็หมายความว่าพวกเรากำลังถูกโจมตีจากพวกที่ตามล่าตัวมินจุนอยู่ !

“เอาไงดี ลีโอ พวกเราขยับไปไหนไม่ได้เลย” ผมพูดออกไป

“ใจเย็น ๆ ฉันว่าภูติดวงดาวคนอื่นก็รับรู้ได้ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นตอนนี้” ลีโอพูดออกมา

“ฉันเคยเผชิญหน้ากับแอรีสเมื่อห้าร้อยปีที่แล้ว เวทแรงโน้มถ่วงของแอรีส ถ้ากางเขตพลังรอบบ้านขนาดนี้ ไม่น่าจะใช้พลังเวทได้นาน คิดว่าไม่เกินห้านาที สนามโน้มถ่วงจะอ่อนลง” ลีโอพูดต่อ

ห้านาทีงั้นหรอ ...

“แต่นั่นมันนานพอที่พวกเราจะถูกฆ่าเลยนะ ลีโอ !” ผมพูดออกไป ตอนนี้พยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากสนามโน้มถ่วงของแอรีส นึกถึงตอนต่อสู้กับมิเกลที่พวกภูติดวงดาวอยู่ในสภาพที่เป็นอัมพาตไม่ต่างอะไรกับตอนนี้

“นายทำให้ฉันใช้เวทมนตร์ของนายเหมือนตอนที่นายโดยมัสกาทำให้เป็นอัมพาตได้ไหม” ผมถามลีโอ

“ไม่ได้ เวทมนตร์ของมัสกาส่งผลแค่ภูติดวงดาว แต่เวทมนตร์สนามโน้มถ่วงของแอรีส มันส่งผลต่อทั้งมนุษย์และผู้ใช้เวทที่อยู่ในเขตพลังด้วย ดังนั้นต่อให้ฉันแชร์เวทมนตร์ให้นายตอนนี้ นายก็ขยับตัวไม่ได้” ลีโอตอบผมกลับมา

“แต่หนึ่งในพวกเราก็พลังเวทที่จะหยุดแอรีสได้เหมือนกัน”

“นายหมายความว่าไง” ผมถามลีโอออกไป

“พวกเราคงต้องพึ่งเวทมนตร์ของอควาเรียส บนรถไฟอาจจะไม่มีน้ำ แต่ที่นี่ล่ะก็ อควาเรียสน่าจะใช้พลังได้เต็มที่”

ผมยังไม่เข้าใจความหมายที่ลีโอพูดเท่าไรก็ได้ยินเสียงกระจกแตกดังขึ้นมาจากห้องที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้องของผม ซึ่งห้องนั้นเป็นห้องนอนของมินจุนกับซาจิททาเรียส

เพล้ง !

จบบทที่ Chapter 20 : สนามโน้มถ่วงของแอรีส

คัดลอกลิงก์แล้ว