เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 ชื่อของเจ้าคือ...

บทที่ 40 ชื่อของเจ้าคือ...

บทที่ 40 ชื่อของเจ้าคือ...


 

บทที่ 40 ชื่อของเจ้าคือ...

ดรุณีน้อยนางหนึ่งปรากฏตัวขึ้นหลังจากแสงสว่างห่อหุ้มร่างกายแตกสลายไป ดวงตาของเธอแลดูคล้ายคลึงกับรูปลักษณะของดวงตามังกรยิ่งนัก สีส้มแดงที่ส่องประกายออกมาช่างดูคล้ายคลึงกับมังกรนิลกาฬเมื่อสักครู่ไม่มีผิด เรือนร่างของเธอดูสูงน้อยกว่าไอช่าเล็กน้อย แต่ไม่ได้บางเท่าเทียมกับไอช่า ยังพอมีสัดส่วนนูนเว้าพอให้เห็นบ้างประปราย เรือนผมของเธอมีสีดำอมน้ำเงิน ความยาวเลยหัวไหล่มานิดหน่อย ลักษณะเป็นเส้นแข็งกระจัดกระจายเหมือนหนามที่ไม่เป็นระเบียบ

“ฮ้าวว”

หลังจากนั้นหญิงสาวตรงหน้าก็หาวออกมาหวอดใหญ่ เธอยืดเส้นโดยการเหยียดแขนขึ้นจนสุดอย่างสบายอารมณ์ ท่ามกลางสายตาของทั้งสี่คนที่ในตอนนี้กำลังงงงวยไม่ต่างกัน อย่างไรก็ตามแต่ ตัวเธอที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคณะสี่คนตอนนี้อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ไม่ได้สวมเสื้อผ้า ทำให้การเหยียดแขนยืดเส้นเมื่อสักครู่ ได้โชว์สัดส่วนทั้งหมดให้ทั้งสี่คนตรงนี้ได้ประจักษ์แจ้งแก่สายตา

“...มันเป็นไปได้เหรอไอช่า” เป็นฟาร์ชูลันที่เริ่มต้นพูดขึ้นก่อน โดยหันไปหาน้องสาวของตนเอง แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าของน้องสาวที่ยืนหันหลังให้อยู่ด้านหน้า แต่ก็สัมผัสได้ว่าตอนนี้ไอช่าคงจะมีสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้กันหรอก

“ไม่...ไม่น่า...เอ่อคือ...” เป็นอย่างที่คิด ไอช่าเองก็ยังสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

“คงไม่ใช่แบบที่ข้าคิดหรอกใช่มั้ย?” ซิลเวอร์มั่นใจว่าตัวเองกำลังคิดแบบเดียวกับทุกคนแน่ ๆ

“อย่างน้อยเราควรจะหาเสื้อผ้าให้เธอใส่ก่อนนะ” ฟาร์ชูลันร่ายเวทมนตร์ขึ้นชั่วขณะหนึ่งก่อนจะโยนเวทมนตร์ที่ร่ายออกมาใส่ร่างของหญิงสาวคนนั้น แล้วหลังจากนั้นร่างทั้งร่างของเธอก็ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเศษผ้าคลุมผืนใหญ่ขนาดพอดีตัว ไม่นึกไม่ฝันว่าฟาร์ชูลันจะเก็บเอาเวทมนตร์แปลก ๆ แบบนี้ไว้กับตัวด้วย

ผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นทำท่าทางการเดินแปลก ๆ เธอก้าวขาได้สักข้างก็ทำท่าเซเหมือนจะล้มลง แล้วพอทรงตัวไม่ได้ก็พยายามยืนนิ่งจนกว่าจะยั้งร่างกายไว้กับที่ได้ พอขยับตัวอีกก็มีบางช่วงที่เผลอจะเอาแขนทั้งสองข้างไปยันไว้กับพื้น พอรู้สึกตัวแบบนั้นก็พยายามกลับมายืนสองขาอีกครั้ง ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดนัก

ถึงอย่างไรเธอก็พยายามขยับเคลื่อนร่างกายตนให้เดินมาข้างหน้าได้จนได้ แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ก็เดินเลยสองสาวแม่มดจนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอย่างสไปค์แล้ว เธอส่งมอบรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขให้กับสไปค์โดยไม่พูดไม่จาอะไร ก่อนจะโผเข้ากอดอย่างแนบแน่นในทันที

“ดะ...เดี๋ยวก่อน!”

“ทำอะไรน่ะ!”

ฟาร์ชูลันรีบพุ่งตัวเข้าไปแทรกระหว่างกลางเอาไว้ เธอแยกร่างของหญิงสาวคนนั้นออกมาได้อย่างยากลำบาก ก่อนจะทำหน้าขึงขังเหมือนต้องการจะดุฝ่ายตรงข้าม ด้านสไปค์ที่ไม่รู้ว่าควรต้องวางตัวยังไงถึงกับพูดอะไรไม่ออก เลยได้แต่ทำท่ายืนเฉย ๆ ไป ส่วนหญิงสาวที่โดนกีดกันพลันแยกเขี้ยวตนออกมา ช่างเหลือเชื่อที่แถวฟันของเธอดูไม่เหมือนฟันที่เรียงกันเป็นระเบียบของมนุษย์เลย มันมีเขี้ยวแทรกออกมาหลายจุดจนดูคล้ายกับสัตว์ร้ายมากกว่า

“ไอช่า กดร่างของยัยนี่ไว้ให้หน่อย” ฟาร์ชูลันหันไปสบสายตากับไอช่า น้องสาวรับคำพี่สาวก่อนจะปล่อยพลังเวทมนตร์อันหนักหน่วงกดทับร่างของหญิงสาวคนนั้นไว้ในระยะที่เจาะจงแค่จุดเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นฟาร์ชูลันก็เริ่มร่ายมนตร์คาถาขึ้น พลังเวทมนตร์ในตัวเริ่มพรั่งพรูออกมา

“มหาเวทจักรวาล พันธะแห่งสุริยา”

บังเกิดแสงสว่างคล้ายแสงของพระอาทิตย์ขึ้นมาที่ร่างกายของเป้าหมาย แสงสว่างนั้นกลายลักษณะเป็นเหมือนกับยางมัดร่วมสามเส้นเข้ามัดตรึงร่างกายของหญิงสาวคนนั้นเอาไว้อย่างแน่นหนาจนไม่สามารถขยับดิ้นหลุดได้ แต่ละเส้นก็มัดเอาไว้ทีละส่วน ทั้งขา แขนกับลำตัว และส่วนเอว เมื่อเสียการทรงตัวเธอก็ล้มลงกับพื้น พอโดนประทำแบบนี้เธอก็แยกเขี้ยวใส่พลางส่งเสียงขู่คำรามในลำคอเรื่อย ๆ

“เอาล่ะ ไอช่า ถามยัยนี่ทีซิว่าทำไมถึงได้กลายร่างเป็นมนุษย์ได้?”

เป็นดังว่า...หญิงสาวที่ปรากฏตัวหลังจากมังกรนิลกาฬหายไปจะเป็นสิ่งใดไปได้อีก หากไม่ใช่มังกรนิลกาฬปลอมแปลงร่างกายเป็นมนุษย์... ทุกคนต่างก็คิดเช่นนั้นเป็นเสียงเดียวกัน เธอคนนี้ก็คือมังกรนิลกาฬตัวนั้นนั่นเอง

ไอช่าเริ่มส่งการสนทนาผ่านจิตเวทอีกครั้ง มังกรหันหน้ามาทางเธอด้วยแววตาที่โกรธขึงดุดัน พอการสื่อสารดำเนินไปได้สักพักหนึ่งไอช่าก็หันมาทางพี่สาวแล้วเริ่มถ่ายทอดคำพูดของมังกรออกมา

“ก็ข้าเป็นคนแล้วนี่ไง!”

            “เป็นคนแล้วจับข้าไว้ทำไม ก็ข้าจะอยู่ร่วมกับนายท่านของข้า!”

            “หรือพวกเจ้าอยากให้ข้าจับกินเรียงตัว เจ้าพวกมนุษย์! อ้อ ยกเว้นนายท่านของข้าไว้คนนึงนะ”

            “ปล่อยข้าสิโว้ย! ปล่อย!”

            “อุวะ ไอ้มัดแสงนี่มันอะไรกัน ขยับไม่ได้เลย”

หลากหลายข้อความที่ไอช่าเอ่ยออกมาหลังจากได้รับการถ่ายทอดจากมังกรที่ในตอนนี้อยู่ในร่างของสาวน้อยนั้น ช่างเป็นประโยคที่ฟังดูแล้วไม่ชวนให้นึกว่าเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เลยสักนิด

“จะทำยังไงดี มัดแบบนี้ไปตลอดก็คงไม่ได้หรอกนะ” แม้จะกลายร่างเป็นมนุษย์แล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่เนื้อในก็ยังเป็นมังกรอยู่ ทำให้ไอช่าอดรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจไม่ได้ เธอหันไปขอความเห็นจากพี่สาวตนโดยจงใจเลี่ยงที่จะขอความเห็นจากผู้ชายอีกสองคน เนื่องจากเธอไม่ต้องการจะสนทนากับพวกนั้น

แต่ฟาร์ชูลันกลับหันหน้าไปทางสไปค์ทันทีที่ไอช่ากล่าวจบ

“ให้นายเป็นคนตัดสินแล้วกัน เพราะคนที่ทำให้ยัยมังกรนี่เป็นแบบนี้ก็คือนาย”

แม้จะกล่าวออกมาแบบนั้น แต่ในใจฟาร์ชูลันก็ยังคงสับสนอยู่ เพราะแม้จะเป็นมังกรก็ตามที แต่ภาพที่เห็นไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็คือเด็กผู้หญิงที่ไม่ประสีประสาคนหนึ่งเท่านั้นเอง ฟาร์ชูลันคาดหวังเป็นอย่างมากกับคำตอบของสไปค์ ไม่ว่าเขาจะให้คำตอบแบบไหน เธอยินดีเห็นด้วยทุกทาง แต่ต้องอยู่ในเหตุผลที่ฟังขึ้น

“จู่ ๆ ให้ข้าตัดสินใจแบบนี้มันก็กะทันหันเกินไปหน่อยมั้ยนะ...”

สีหน้าของสไปค์เต็มไปด้วยความสับสนจนคนรอบข้างรู้สึกได้ แต่ทุกคนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ราวกับต้องการจะกดดันให้เขาให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ สไปค์เดิมทีไม่ได้เป็นคนที่เชี่ยวชาญการตัดสินใจอย่างกะทันหันอยู่แล้ว พอโดนบอกให้ตัดสินใจทันทีแบบนี้มันก็ชวนให้รู้สึกกดดันจนทำอะไรไม่ถูกเลยจริง ๆ

“เอาเถอะ เจ้าช่วยถ่ายทอดคำพูดของข้าหน่อยก็แล้วกัน” สไปค์หันไปหาไอช่า แม้จะรู้สึกไม่สบอารมณ์นักแต่ไอช่าก็ตอบรับคำขอนั้น พอเห็นแบบนี้แล้วสไปค์ก็หันไปทางมังกรนิลกาฬร่างมนุษย์แล้วเริ่มต้นพูดทันที

“ก่อนอื่นเลย ข้าไม่ได้ต้องการสัตว์เลี้ยง ต่อให้เจ้าจะอยู่ในรูปลักษณ์มังกรหรือมนุษย์ก็ตาม”

ไอช่าเริ่มถ่ายทอดคำพูดของสไปค์ทันทีหลังจากที่พูดจบประโยค

“และข้าก็ไม่ได้ต้องการคนติดตามในความหมายอื่นอย่างเช่น ข้ารับใช้ คนรับใช้ หรืออะไรก็ตามแต่ที่มาในทำนองแบบเดียวกัน แต่ว่า...”

สไปค์ชะงักคำพูดไปช่วงหนึ่งก่อนจะมองดูดวงตาของมังกรสาวน้อยที่ในตอนนี้ปรากฏแววความเศร้าออกมา หลังจากไอช่าถ่ายทอดคำพูดของสไปค์ออกไปให้เธอคนนี้รับรู้ทีละประโยค สีหน้าของมังกรสาวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากความโกรธขึง ดึงดัน เริ่มกลายเป็นใบหน้าที่เรียบนิ่งจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นความเศร้าซึม

สไปค์หวนนึกถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ในตอนที่เขาโอบกอดร่างของเธอตอนที่เป็นมังกรเอาไว้ ความรู้สึกอบอุ่นในตอนที่ทั้งสองต่างมอบให้กัน ราวกับเชื่อมความรู้สึกถึงกัน เหมือนเขาแค่ช่วยเยียวยาเธออยู่ฝ่ายเดียว แต่ความจริงเขาเองก็ได้รับความอบอุ่นนั้นมาไม่ต่าง

รวมถึงความเศร้าที่มังกรตนนี้เก็บเอาไว้ในใจด้วย...

ความโดดเดี่ยวลำพังในถ้ำแห่งนี้ รวมถึงความรู้สึกจากการโดนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เป็นจุดที่ทำให้มังกรนิลกาฬไม่อาจไว้ใจคนแปลกหน้าที่ไหนทั้งสิ้น แต่พอได้สัมผัสกับตัวตนของสไปค์ จะเพราะปราณไร้ลักษณ์หรืออะไรก็ไม่ทราบ แต่ความอบอุ่นที่เชื่อมถึงกัน บาดแผลที่ถูกรักษาหาย มังกรสาวนึกอยากเปลี่ยนความคิดตนเองว่าถ้าหากเป็นชายผู้นี้ล่ะก็ แม้จะเป็นชีวิตก็ยอมมอบให้ได้

สไปค์ตรงเข้าไปหาเธอ ยื่นมือเข้าไปสัมผัสใบหน้าที่เริ่มมีน้ำตาไหลรินลงมา แม้จะอยู่ในร่างของมนุษย์แต่ก็ยังสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้ ถ้าหากเขาไม่ตอบรับคำขอของเธอล่ะก็ บางทีเธอคงกลับไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเศร้าซึมเพียงลำพังอีกครั้ง

มังกรที่แข็งแกร่ง ตัวตนอันน่าเกรงขาม แท้จริงแล้วกลับอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ

“ถ้าในฐานะของเพื่อนล่ะก็ ได้อยู่นะ”

แล้วคำตอบก็เปล่งออกมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยินดี ไอช่าถ่ายทอดคำพูดนั้นให้มังกรทั้งที่ยังแสดงออกทางสีหน้าว่าไม่พอใจในคำตอบนี้ แม้จะถ่ายทอดคำพูดแบบนั้นออกไปจนครบหมดแต่ก็ไม่อาจยอมรับว่ามนุษย์อย่างสไปค์จะอยู่ร่วมกับมังกรได้ ในฐานะของแม่มดผู้สื่อสารกับมังกรแล้ว เธอเห็นมังกรเป็นเสมือนกับเพื่อนแท้ที่ไม่อาจทอดทิ้งไปไหน

“แน่ใจแล้วเหรอสไปค์” ฟาร์ชูลันเป็นคนที่ถาม แน่นอนว่าสไปค์พยักหน้าตอบรับโดยไม่ต้องคิดลังเลใจอีก ใบหน้าของมังกรสาวที่ถูกจับมัดอยู่เริ่มคลายความตึงเครียดขึ้น แต่ตัวเธอเองก็ยังแสดงออกถึงความประหลาดใจออกมาอยู่เหมือนเดิม

“ยัยนี่ถามนายว่า มันจะดีเหรอ?

“ทำไมจะไม่ดีล่ะ?”

“เปล่า คือเจ้าตัวบอกว่าจะดีเหรอที่ไม่ให้เป็นสัตว์เลี้ยงน่ะ”

“ดีก็บ้าแล้ว! จะให้เลี้ยงมังกรที่รูปร่างเหมือนคนน่ะเรอะ ไม่เอาหรอก ขืนกลับเป็นมังกรก็ตัวใหญ่อีก ไม่ไหวแน่ เป็นเพื่อนกันดีแล้ว”

สีหน้าของมังกรดูดีขึ้นมาก น้ำตาแห่งความปลื้มปริ่มไหลหลั่งลงมาอาบผิวแก้ม ฟาร์ชูลันถอนหายใจออกมาก่อนจะตัดสินใจคลายพลังเวทที่มัดร่างกายของอีกฝ่ายออก เมื่อเป็นอิสระทางการเคลื่อนไหวแล้ว มังกรก็ดีดตัวลุกขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปกอดร่างของสไปค์ไว้แน่นหนาจนกระดูกแทบปริ เรี่ยวแรงของเธอมหาศาลจนถ้าไม่รีดเร้นพลังปราณออกมาเสริมพลังไว้ล่ะก็ กระดูกคงจะร้าวไปทั้งตัวแน่

“เธอบอกว่าเธอดีใจมาก และขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะนายท่าน”

“ก็บอกว่าไม่ใช่นายท่านไงเล่า!”

“เธอบอกว่าเธอพอใจจะเรียกแบบนั้น อย่าห้ามเลย”

“ดื้อด้านเป็นบ้า...เอาเถอะ ทำตามที่ต้องการเลยแล้วกัน แต่ก่อนอื่นช่วยบอกให้ยัยนี่หยุดกอดรัดข้าสักที จะตายอยู่แล้วเนี่ย!”

หลังจากที่ถ่ายทอดคำพูดของสไปค์ไป มังกรสาวก็คลายแรงกอดลงก่อนจะเขย่าร่างฝ่ายชายไปมาราวกับต้องการจะเช็คว่ายังโอเคดีอยู่หรือเปล่า แต่ทำได้ไม่นานนักเธอก็เซถลากลับไปด้านหลังก่อนจะล้มตัวหงายลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง เธอพยายามจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ท่าทางขยับที่แสดงออกมาให้เห็นนั้นช่างดูยากลำบากเหลือเกิน

“เพราะเป็นมังกรมาตลอด แล้วพึ่งจะกลายร่างเป็นมนุษย์ การควบคุมมันแตกต่างกันก็เลยยังไม่ชินน่ะ คงต้องให้เวลาอีกสักพัก...หือ อะไรนะ?” ไอช่าหันไปหามังกรสาวที่เหมือนจะสื่อสารอะไรแทรกเข้ามากลางคัน “ให้นายท่านแบกขึ้นหลัง? จะบ้าเหรอ เธอเป็นมังกรนะ!”

“ยัยนี่ ชักจะเยอะเกินไปแล้ว!” ฟาร์ชูลันเกรี้ยวกราด

“ก็ไม่เห็นแปลกนี่ ในเมื่ออีกฝ่ายยังควบคุมการทรงตัวไม่ได้ จะขึ้นหลังก็ไม่เห็นเป็นไร” ซิลเวอร์เป็นฝ่ายแย้งขึ้นมา

“นายน่ะหุบปากไปเลย!” สองสาวแม่มดเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

“...”

ฟาร์ชูลันหันมาทางมังกรสาวอีกครั้งก่อนจะเริ่มบริกรรมคาถาบางอย่างและปล่อยใส่เธอทันที ส่งผลให้ร่างกายของเธอลอยตัวสูงขึ้นเพราะคาถาเวทที่ฟาร์ชูลันใช้ออกไปก็คือคาถาลอยตัว ดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเคลื่อนไหวอีกแล้ว เพราะต่อจากนี้ฟาร์ชูลันจะคอยควบคุมเรื่องการบินให้หมดเลย

“จริงสิ ตอนนั้นที่เราเจอกันครั้งแรก เจ้าม้ายูนิคอร์นนั่นก็ลอยขึ้นได้ทั้งที่ไม่มีปีก นี่แสดงว่าเกิดจากเวทมนตร์ของเจ้าเหมือนกับครั้งนี้สินะ” เพราะสังเกตเห็นขอบเขตระยะวงกลมโปร่งแสงเลยทำให้สไปค์ฉุกคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ฟาร์ชูลันพยักหน้าตอบง่าย ๆ เหมือนไม่สนใจที่จะตอบสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญขนาดนั้น

“ยังไงก็ตาม เราจะเรียกยัยมังกรนี่ว่ายังไง ถ้าจะเอากลับไปด้วยล่ะก็ อย่างน้อยต้องมีคำอธิบายแก่ทางจักรวรรดิและคนอื่น ๆ รวมถึงชื่อด้วย” ปัญหาข้อนี้นับเป็นปัญหาที่ชวนให้คิดหนักเหมือนกัน ฟาร์ชูลันจึงเลือกหยิบมาพูดก่อนที่จะยืดระยะเวลายาวนานเกินไปกว่านี้

“ให้เจ้าเป็นคนตั้งชื่อแล้วกัน สไปค์” ซิลเวอร์หันมาหาสไปค์

“เดี๋ยวสิ ตลอดชีวิตข้าเคยเจอผู้หญิงอยู่แค่ไม่กี่คน ข้าไม่ได้มีทักษะเรื่องการตั้งชื่อหรอกนะ”

“ชื่ออะไรก็ได้น่า คิดแล้วก็ตั้งไปเถอะ ยัยมังกรนี่ไม่ได้รู้จักความสวยงามของชื่ออะไรมากนักหรอก เชื่อข้าสิ”

พอได้ยินแบบนั้นแล้ว สไปค์ก็เริ่มใช้ความคิดอย่างหนัก ตลอดชีวิตเขาเคยเจอกับสตรีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่หมู่บ้านก็เต็มไปด้วยอัตราส่วนผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว พอมาที่จักรวรรดิก็มีเพื่อนหญิงคนเดียวคือฟาร์ชูลัน รวมถึงฟลอร์เลนที่เป็นคนที่เขาตั้งใจตามหาเพื่อจะเข้าใกล้ แล้วนอกนั้นล่ะมีใครอีก?

พอคิดไปคิดมา จู่ ๆ สไปค์ก็สะดุดกึกเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

ใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งลอยเด่นเข้ามาในห้วงความคิด

“นึกออกแล้ว”

สไปค์พูดขึ้นก่อนจะจ้องไปยังใบหน้าของมังกรสาวที่กำลังรอฟังคำตอบจากภาษาที่ตัวเองไม่เข้าใจ

“ต่อจากนี้ชื่อของเจ้าคือ... อาเทียร์

สิ้นสุดคำ ไอช่าก็ถ่ายทอดชื่อนั้นให้มังกรสาวรับรู้ เธอกระโดดโลดเต้นดีใจเป็นอย่างมาก ความจริงไม่ว่าจะเป็นชื่ออะไรเธอก็น่าจะดีใจหมดถ้าหากว่าสไปค์เป็นคนตั้งให้

สไปค์ยิ้มให้กับอาเทียร์ มังกรสาวน้อยที่จุติใหม่ในร่างของมนุษย์ เพื่ออยู่ร่วมกับเขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

สามารถติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่  fictionlog

 

จบบทที่ บทที่ 40 ชื่อของเจ้าคือ...

คัดลอกลิงก์แล้ว