- หน้าแรก
- ชาตินี้เกิดใหม่เป็นเสือไซบีเรีย ส่วนน้องสาวของฉันดันเป็นจักรพรรดินี
- ชาตินี้เกิดใหม่เป็นเสือไซบีเรีย ส่วนพี่สาวของฉันดันเป็นจักรพรรดินีตอนที่182
ชาตินี้เกิดใหม่เป็นเสือไซบีเรีย ส่วนพี่สาวของฉันดันเป็นจักรพรรดินีตอนที่182
ชาตินี้เกิดใหม่เป็นเสือไซบีเรีย ส่วนพี่สาวของฉันดันเป็นจักรพรรดินีตอนที่182
บทที่ 182 ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ช่วงเจริญวัยเต็มที่ ต้นแบบของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง!
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ในชั่วพริบตาก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
เทือกเขาฉางไป๋
มุมตะวันออกเฉียงใต้, ป่าเฮเซลนัท
"หม่านเจียว วันนี้เจ้าต้องให้คำอธิบายกับวัวเฒ่าอย่างข้า! ลูกน้องของเจ้ากล้าดีมาลักพาตัวแม่วัวน้อยลายดอกของข้าไป! มันจะมากเกินไปแล้ว!"
กระทิงเขียวโกรธจัด คำรามลั่นใส่หม่านเจียวที่อยู่ไม่ไกลออกไป ขณะที่พูด เขาวัวคู่ยาวของมันก็สั่นไหวไปมา
"ข้าบอกเจ้าไปกี่ครั้งแล้ว? ฮวาฮวาไปเองด้วยความเต็มใจ! มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย!"
หม่านเจียวกล่าวด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
"หึ หากไม่ใช่เพราะเจ้าคอยให้ท้ายมัน ลูกน้องของเจ้าจะกล้าดีได้อย่างไร! ท่านแม่ทัพซงต้า ท่านแม่ทัพสงเอ๋อ พวกท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย! แม่นางฮวาฮวานั่นมีแววดี ข้าหมายตาจะปั้นนางไว้แท้ๆ แต่เจ้าหม่านเจียวนี่กลับส่งคนไปล่อลวงนางไป!"
กระทิงเขียวแค่นเสียงอย่างเย็นชา พลางถลึงตาใส่หม่านเจียว ก่อนจะรีบหันไปมองซงต้าและสงเอ๋อที่อยู่ในส่วนลึกของถ้ำแล้วฟ้องไม่หยุดปาก
"โฮก! เจ้าสองตัวไร้ประโยชน์ ออกไปให้พ้นทั้งคู่เลย!"
ไม่คาดคิด ซงต้ากลับคำรามอย่างเกรี้ยวกราด อารมณ์ของมันปะทุขึ้น มันชี้อุ้งเท้าออกไปข้างนอก ความหมายชัดเจนอย่างยิ่ง
หม่านเจียวและกระทิงเขียวตกใจ ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้ท่านแม่ทัพซงต้าโกรธ จึงรีบเผ่นหนีออกจากถ้ำไปอย่างหัวซุกหัวซุน
หลังจากกระทิงทั้งสองจากไป ซงต้าและสงเอ๋อก็สบตากัน ทั้งสองต่างมีสีหน้าที่ขมขื่น
"เฮ้อ ซงต้า การเป็นแม่ทัพนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ข้าฟังพวกมันเถียงกันมาครึ่งค่อนวันแล้ว ยังไม่เข้าใจเลยว่าพวกมันพูดเรื่องอะไรกัน!"
สงเอ๋อถอนหายใจ สีหน้าห่อเหี่ยว
"ใช่ ตั้งแต่ได้เป็นแม่ทัพนี่ ทุกวันก็มีแต่ฟังพวกมันทะเลาะกัน ไม่ก็ห้ามพวกมันตีกัน ข้ายุ่งจนไม่มีเวลากินข้าวเลย ช่วงนี้ผอมลงไปเยอะแล้ว"
ซงต้ามีสีหน้าที่อ่อนล้า แม้จะมีลูกน้องมากขึ้น แต่ก็ไม่มีใครที่จัดการง่ายเลยสักคน
"ท่านอ๋อง... โอ้ ท่านอ๋อง... ท่านทำพวกข้าลำบากจริงๆ..."
ชั่วขณะหนึ่ง หมีทั้งสองก็ได้แต่นอนแผ่หลาอยู่บนแท่นหิน ดูสิ้นหวังอย่างที่สุด...
นับตั้งแต่ที่อาณาจักรมังกรยอมอ่อนข้อให้เจียงเช่อ และถอนกำลังออกจากพื้นที่รัศมีพันลี้รอบเทือกเขาฉางไป๋ ดินแดนแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นอาณาเขตของเจียงเช่ออย่างเป็นทางการ อาณาจักรอสูรที่หนานกงหลัวและเจียงเช่อร่วมกันสร้างขึ้นได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในเบื้องต้น และทุกอย่างก็ดำเนินไปตามครรลอง
เจียงเช่อได้แต่งตั้งซงต้า สงเอ๋อ พยัคฆ์ทัพหน้า และคนอื่นๆ ที่แข็งแกร่งที่สุดและติดตามเขาเป็นกลุ่มแรกให้เป็นแม่ทัพ โดยมอบอาณาเขตที่แน่นอนในเทือกเขาฉางไป๋ให้ปกครอง
จากนั้น เขาก็ได้จัดสรรอสูรระดับสองหลายร้อยตัวที่มาก่อนหน้านี้ให้กับเหล่าแม่ทัพอย่างพยัคฆ์ทัพหน้า
โดยเฉลี่ยแล้วแม่ทัพแต่ละคนจะมีลูกน้องระดับสองประมาณสี่สิบถึงห้าสิบตัว อสูรระดับสองเหล่านี้ถูกเรียกรวมกันว่าทหารอสูรชั้นสูง และยังเป็นกำลังสำรองสำหรับตำแหน่งแม่ทัพอีกด้วย
สุดท้าย เขาก็ให้ทหารอสูรชั้นสูงเหล่านี้กลับไปยังอาณาเขตเดิมของตนเพื่อเกณฑ์ทหารอสูรบางส่วนมาเป็นลูกน้อง
หลังจากการพัฒนามากว่าหนึ่งเดือน ความแข็งแกร่งของเทือกเขาฉางไป๋ก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ตอนนี้เจียงเช่อมีแม่ทัพหกนาย ทหารอสูรชั้นสูงหลายร้อยนาย และทหารอสูรอีกหลายหมื่นนาย เรียกได้ว่ามีเค้าลางของกองกำลังอสูรที่ยิ่งใหญ่แล้ว
หุบเขาป่าท้อ
เจียงเช่อที่กำลังถูกซงต้าและสงเอ๋อบ่นถึงอยู่นั้น กำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์
แต่ทันใดนั้นเอง พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างกะทันหัน
"เกิดอะไรขึ้น?"
แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยปลุกเจียงเช่อให้ตื่นขึ้นโดยตรง
ทันทีที่ลืมตาขึ้น เขาก็เห็นแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งเข้ามาหา
นี่มันอะไรกัน!
"พี่ใหญ่ ดูเร็วเข้า!"
ในขณะนั้น หนานกงหลัวก็รีบวิ่งออกมาจากสระศิลาเขียว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความยินดี นางร้องเรียกเจียงเช่อที่กำลังนอนตะแคงอยู่
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงเช่อจึงลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังทิศทางของแสง
เขาเห็นว่าต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเติบโตอย่างเงียบๆ ในสระศิลาเขียวกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และแสงสีทองอันเจิดจรัสของมันก็ได้ปะทุออกมาอย่างสมบูรณ์
แสงสีทองของต้นโพธิ์เป็นดั่งระลอกคลื่นในมหาสมุทร ซัดสาดแผ่ออกไปทั่วทุกทิศทาง จนกระทั่งเทือกเขาฉางไป๋ทั้งลูกอาบไปด้วยแสงสีทอง เรืองรองของต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงกับยิงลำแสงสีทองออกมาลำหนึ่ง ดุจเสาเทวะค้ำสวรรค์ พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าจนสุดลูกหูลูกตา
ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งต้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง รากที่ฝังอยู่ในศิลาเขียวเติบโตหนาขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ประหนึ่งอสรพิษสีทองอันดุร้ายที่กัดทะลุศิลาเขียวแล้วหยั่งลึกลงสู่พื้นดิน ขณะที่รากเหล่านี้หยั่งลึกลงไปเรื่อยๆ ผืนดินก็สั่นสะเทือนไม่หยุด
ในขณะเดียวกัน ลำต้นสีทองของต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มยืดยาวขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้แรงบางอย่าง ขณะที่มันยืดยาวขึ้น เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในชั่วพริบตามันก็หนาเท่าถังน้ำ
ลวดลายสีทองลึกลับที่ปกคลุมลำต้นอย่างหนาแน่น บัดนี้ดูราวกับสายธารทองคำที่เคลื่อนไหวและไหลเวียนอยู่บนลำต้นตลอดเวลา
นอกจากลำต้นและรากแล้ว พุ่มยอดของต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านบนสุดก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งกว่า กิ่งก้านแต่ละกิ่งและใบไม้สีทองแต่ละใบดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมา พากันยืดตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง กิ่งก้านหนาขึ้น และใบไม้สีทองแต่ละใบก็มีขนาดเท่าศีรษะของมนุษย์แล้ว
"พี่ใหญ่ ในที่สุดต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าสู่ช่วงเจริญวัยเต็มที่แล้ว!"
ขณะที่เจียงเช่อกำลังจ้องมองอย่างตั้งใจ หนานกงหลัวก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้น
"ช่วงเจริญวัยเต็มที่? หมายความว่าความสามารถในการรวบรวมพลังปราณของมันจะแข็งแกร่งขึ้นอีกงั้นรึ?"
เมื่อได้สติคืนมา ดวงตาของเจียงเช่อก็ลุกวาว
ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงพลังมากอยู่แล้วในช่วงที่กำลังเติบโต ภายใต้ผลการรวบรวมพลังปราณของมัน เหล่าอสูรในเทือกเขาฉางไป๋โดยทั่วไปจะมีระดับพลังสูงกว่าที่อื่นอยู่หนึ่งถึงสองขั้นย่อย
บัดนี้ หากต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ก้าวหน้าขึ้นไปอีก ผลการรวบรวมพลังปราณก็คงจะน่าเหลือเชื่ออย่างแน่นอน
"ถูกต้องแล้วพี่ใหญ่ ครั้งนี้ผลการรวบรวมพลังปราณของต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์จะเพิ่มขึ้นโดยตรงถึงสิบเท่า!"
หนานกงหลัวพยักหน้าทันที ใบหน้าของนางเปื้อนยิ้มจนไม่อาจหุบได้
ณ จุดนี้ การเปลี่ยนแปลงของต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ก็หยุดลงในที่สุด มันไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นอีกต่อไป ลำแสงสีทองที่พุ่งเสียดฟ้าค่อยๆ สลายไป และแสงสีทองที่แผ่กระจายออกไปไกลก็เริ่มรวมตัวกลับเข้ามา
บัดนี้ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ได้เติบโตเป็นต้นไม้เทวะสีทองสูงเก้าจั้ง ดุจดังร่มยักษ์สีทองที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของหุบเขาป่าท้อ
"การเปลี่ยนแปลงสิ้นสุดแล้วรึ?"
"ไม่ ยังไม่สิ้นสุด การรวบรวมพลังปราณได้เริ่มขึ้นแล้ว!"
พูดจบ หนานกงหลัวก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ในชั่วพริบตา สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
พลังปราณเคลื่อนไหว!
หากเปรียบพลังปราณที่ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้าดินดั่งกระแสน้ำในมหาสมุทรที่ไหลอย่างไร้ทิศทาง เช่นนั้นแล้วเทือกเขาฉางไป๋ก็เปรียบเสมือนสะดือทะเลที่อยู่ ณ ก้นบึ้งของมหาสมุทร เชื่อมต่อกับดินแดนแห่งซากปรักหักพังอันไร้ที่สิ้นสุด
ในขณะนี้ สะดือทะเลได้เปิดออก พลังปราณระหว่างฟ้าดินซึ่งเปรียบดั่งน้ำทะเลก็หลั่งไหลถาโถมเข้าสู่เทือกเขาฉางไป๋อย่างบ้าคลั่ง ภายในรัศหมี่หนึ่งหมื่นลี้ เกิดลมพายุรุนแรงขึ้นจากการไหลของพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง
พลังปราณดุจดังร้อยสายธารที่ไหลมารวมกันเป็นมหาสมุทร เริ่มสะสมและรวมตัวกันอย่างต่อเนื่องหลังจากไหลมาถึงที่นี่ ในที่สุด ท้องฟ้าทั้งหมดเหนือเทือกเขาฉางไป๋ก็ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นเมฆาปราณที่หนาทึบ
เมฆาปราณรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดวิกฤต ในทันใดนั้นมันก็แตกสลาย กลายเป็นหยาดฝนปราณขนาดเท่าเม็ดถั่วโปรยปรายลงมาเสียงดังซู่ซ่า ในชั่วพริบตา ฝนก็ตกหนักทั่วทั้งเทือกเขาฉางไป๋
โฮก~ คำราม~
เหล่าอสูรในภูเขาต่างอาบน้ำฝนปราณ ส่งเสียงคำรามอย่างเปรมปรีดิ์ ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต และเมื่อได้รับการบำรุงจากฝนปราณ พวกมันถึงกับเปล่งรัศมีปราณจางๆ ออกมา แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะกลายร่างเป็นพฤกษาปราณ
ฝนปราณตกต่อเนื่องเป็นเวลานานถึงครึ่งชั่วยามก่อนจะหยุดลง
ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาฉางไป๋แจ่มใสเป็นสีคราม และมีชั้นหมอกปราณบางๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งป่าเขา บำรุงสรรพสิ่งทั้งมวลภายในภูเขา