เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 สัญญาณอันตรายที่สัมผัสเห็น

บทที่ 26 สัญญาณอันตรายที่สัมผัสเห็น

บทที่ 26 สัญญาณอันตรายที่สัมผัสเห็น


บทที่ 26 สัญญาณอันตรายที่สัมผัสเห็น

          ค่ำคืนผ่านพ้นไป เช้าวันที่สามของงานประลองเพื่อค้นหาผู้มีสิทธิท้าชิงตำแหน่งเจ้าตำหนักกำลังจะเริ่มต้นฉากสุดท้ายขึ้นแล้ว วันนี้มีผู้คนคับคั่งมากกว่าสองวันที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นไคล์แมกส์ของการแข่งขันครั้งนี้จึงมีความรู้สึกว่าไม่อยากพลาด ถึงแม้ว่าจะมีการถ่ายทอดสดทางทีวีแต่ก็ยังเลือกที่จะมาดูด้วยตาตัวเองเพื่ออรรถรสในการรับชม

เป็นความโชคดีที่เหล่าผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่คนไม่ได้มีอาการบาดเจ็บร้ายแรงจนเกินกว่าจะรักษาไม่ทันงานแข่ง พวกเขาได้ทีมแพทย์ฝีมือดีจากทางจักรวรรดิมาช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงทำให้บาดแผลที่ไม่ร้ายแรงมากถูกรักษาหายเป็นปลิดทิ้ง

ฟาร์ชูลันได้รับการรักษาบาดแผลที่มีอยู่ภายนอกและทั้งที่บอบช้ำภายในอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เนื่องจากเธอเป็นแม่มด พอจบการแข่งขันเธอก็คอยรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองด้วยเวทรักษาอย่างสม่ำเสมอตลอดคืน

“ทำให้เต็มที่นะ!” ซิลเวอร์ยืนโบกมือส่งฟาร์ชูลันเข้าไปยังห้องพักรับรองของผู้เข้าแข่งขัน เธอโบกมือกลับก่อนจะเดินเข้าไปเป็นคนสุดท้าย และรอเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในการเริ่มการแข่งขันคู่แรก

ผลการจับคู่ปรากฏออกมาแล้ว

ฟานซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งจากรอบก่อนต้องต่อสู้กับมูรันซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับที่สี่ ในขณะที่ฟาร์ชูลันผู้ได้คะแนนเป็นอันดับสองจะต้องต่อสู้กับเรเนลเลี่ยนที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่สาม พอผลการจับคู่ออกมาเป็นเช่นนี้ก็ดูจะเข้าทางเรเนลเลี่ยนเป็นพิเศษ เขายังคงไว้ซึ่งท่าทีอวดเบ่งและไม่ยอมรับในตัวตนของฟาร์ชูลันแม้ว่าเธอจะผ่านเข้ารอบมาด้วยคะแนนที่สูงกว่าเขามากก็ตาม

“ข้าจะแสดงให้รู้ว่าพลังปราณต่างหากคืออันดับหนึ่ง ไม่ใช่เวทมนตร์กิ๊กก๊อกอะไรนั่น!” เรเนลเลี่ยนคิดเช่นนี้จริง ๆ เขาพยายามแสดงออกอย่างขึงขังเพื่อหวังจะให้ฟาร์ชูลันได้มองเห็นเขาในตอนนี้ แต่น่าเศร้าที่ฟาร์ชูลันไม่ได้สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่น้อย

หญิงสาวนิ่งคิด สายตาก็จ้องไปทางชายหนุ่มชื่อฟานซึ่งไม่พูดไม่จากับใคร

‘เขาคงเอาชนะมูรันได้ไม่ยาก และถ้าเราเอาชนะเรเนลเลี่ยนได้ก็คงได้ต่อสู้กับเขาจริง ๆ’

            เป็นความจริงที่เธอรู้สึกกังวลเกี่ยวกับชายชื่อฟานอย่างบอกไม่ถูก

มันเป็นลางสังหรณ์แปลกประหลาดที่เธอไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง รู้เพียงแค่เธอไม่มั่นใจว่าถ้าหากได้ต่อสู้กับชายคนนี้แล้วจะสามารถเอาชนะได้ พอคิดได้แบบนั้นฟาร์ชูลันก็เริ่มวิตกกังวลขึ้นมา อย่างน้อยสิ่งที่เธอรู้เกี่ยวกับเขาก็คือเขามีพลังปราณอสรพิษ ซ้ำยังบรรลุระดับขั้นที่เจ็ดซึ่งไม่มีนักเรียนเกรดแปดคนไหนสามารถบรรลุได้

ถ้าเธอพ่ายแพ้ให้กับเขา แผนการที่วางเอาไว้ก็จะพัง ทุกอย่างจะสูญเปล่าขึ้นมาทันที

‘แพ้ไม่ได้เด็ดขาด!’

            อย่างไรเธอก็ตั้งปณิธานไว้อย่างแรงกล้าแล้วว่าจะเป็นแชมป์ในการต่อสู้ครั้งนี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...จนกว่าสไปค์จะกลับมา เธอจะไม่มีวันพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด

ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว คู่ของฟานกับมูรันได้ขึ้นไปก่อนเป็นคู่แรก สนามประลองที่ถูกปูด้วยกระเบื้องสีอ่อนเรียงรายต่อกันเป็นอาณาเขตกว้างขวางนั้นทำให้ทั้งสองคนดูตัวเล็กขึ้นมาทันใด

การต่อสู้ครั้งนี้มีนักวิเคราะห์มากมายให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าฟานจะต้องชนะมูรันอย่างแน่นอน แต่คงจะเอาชนะมูรันไม่ได้ง่าย ๆ เช่นกัน เนื่องจากมูรันเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนเกรดแปดที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่ง เขาสร้างจุดยืนของตัวเองขึ้นหลังจากที่สามารถสอบผ่านเกรดแปดได้ทั้งที่เข้าเรียนที่สถาบันมาในระยะเวลาเพียงไม่ถึงสามปีเท่านั้น นักเรียนผู้มากด้วยพรสวรรค์นี้ต่างก็ถูกบรรดาอาจารย์มากมายตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นยอดนักรบปราณในอนาคต รวมถึงอาจจะคว้าตำแหน่งเจ้าตำหนักมาไว้ได้อีกด้วย

ทว่า...โต๊ะนักวิเคราะห์ล้วนหักสะบั้น...

ฟานใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามนาทีในการโค่นมูรันลง และยังใช้เพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น พลังฝีมือที่แสดงออกมาช่างเหนือล้ำกว่าอีกฝ่ายชนิดที่ไม่อาจเทียบเคียงกันได้แม้แต่น้อย เขาเดินลงจากสนามประลองด้วยใบหน้าที่ยังแสดงความรู้สึกแบบเดิมเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้เขาไม่ได้พึ่งโค่นล้มใครมา

ผู้ชมบนโซนคนดูต่างไม่ส่งเสียงพูดจาอันใดออกมา หากเทียบปริมาณแล้วจะพบว่ามีผู้ที่ตั้งใจมาเชียร์มูรันกันอย่างหนาแน่น แล้วพอผลการต่อสู้ปรากฏออกมาแบบนี้ก็ถึงกับเงียบเป็นเป่าสาก ไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจเสียงดังกันด้วยซ้ำไป

‘อย่างที่คิด ทุกอย่างที่เขาแสดงออกมาให้เราได้เห็น ยังไม่ใช่ทั้งหมดของฝีมือที่มีเลยด้วยซ้ำ’

            ฟาร์ชูลันกลืนน้ำลายลงคอ คนที่อาจจะได้ต่อสู้กับเธอคนนี้ฝีมือแข็งแกร่งเกินความคาดหมายยิ่งนัก

“พ...เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทางเราจะเริ่มต้นการประลองคู่ต่อไปเลยนะครับ!”

ผู้บรรยายกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนคนกำลังลนลานอย่างเห็นได้ชัด เพราะการแข่งขันที่พึ่งจบลงไปเมื่อสักครู่นับเป็นการแข่งขันที่เกินความคาดหมายที่สุด มันทำให้บทบาทการเป็นผู้บรรยายของเขาแทบจะไม่มีความจำเป็นต่อสนามแข่งขันเลยสักนิดเดียว เพราะเมื่อมันเกิดขึ้นแบบนั้นแล้ว จะให้เขาบรรยายอะไรได้นอกไปจากคำพูดประมาณว่ามันจบลงไวกว่าที่คิด อะไรแบบนั้น ปิดท้ายด้วยการสรรเสริญผู้ชนะที่สามารถสร้างชัยชนะให้กับตนเองอย่างเด็ดขาด ก็มีแค่นี้

หนำซ้ำคนที่จะประลองต่อในคู่ที่สองยังเป็นคู่ของฟาร์ชูลันผู้สร้างสถิติจบการแข่งขันอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบแรกอีก นี่ถ้าเธอยังทำแบบเดิมในรอบนี้ล่ะก็ เขายังจะต้องบรรยายอะไรเพื่อให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาล่ะ!

ทั้งที่งานแข่งขันครั้งก่อน ๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรแบบนี้เลยแท้ ๆ แต่ทำไมพอมาครั้งนี้ถึงได้มีแต่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย...

ฟาร์ชูลันกับเรเนลเลี่ยนเดินขึ้นมาบนสนามประลองโดยไม่พูดไม่จาไม่แม้กระทั่งมองตากันเสียด้วยซ้ำ เหตุผลของเรเนลเลี่ยนคือไม่ต้องการสบตากับแม่มดที่เขายังมีความรู้สึกดูแคลนหลงเหลืออยู่ ส่วนฟาร์ชูลันเป็นอีกอย่าง คนที่เธอจับจ้องตอนนี้มีเพียงแค่ฟาน ในสายตาของเธอเหมือนไม่เคยมีคนชื่อเรเนลเลี่ยนอยู่ในนั้น

“เมื่อผมให้สัญญาณแล้ว ทั้งสองคนจะสามารถเริ่มต่อสู้กันได้ในทันที!” ผู้บรรยายประกาศเสียงดังผ่านไมค์โครโฟนบนมือข้างขวา “นี่จะต้องเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านแน่นอน! คนหนึ่งคือนักรบปราณเกรดแปดที่สูงที่สุดในสถาบัน กับอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่มดและยังเป็นเพียงนักเรียนเกรดหนึ่งเท่านั้น!”

“การประลองจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า ขอให้ทั้งสองคนเตรียมตัวกันให้ดี”

3

2

1

“เริ่มได้!”

ร่างของเรเนลเลี่ยนหายไปจากสายตาของฟาร์ชูลัน เขาปรากฏตัวเบื้องหน้าเธอพร้อมกับเสยเท้าขึ้นหมายจะฟาดใส่ปลายคางของหญิงสาวให้กระเด็นลอยขึ้นไป

ทว่า...เท้าของเขาเมื่อสัมผัสถูกผิวอากาศเบื้องหน้าฟาร์ชูลันก็เกิดความรู้สึกเหมือนปะทะเข้ากับของแข็งที่มีสัมผัสยืดหยุ่นเบา ๆ สิ่งนั้นดีดเท้าของเขาออกมาอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดอาการเสียหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เฮอะ ก็แค่บาเรียกระจอก ๆ ของพวกขี้ขลาด!” ร่างกายของเรเนลเลี่ยนห่อหุ้มไว้ด้วยพลังปราณสีแดงเข้มข้น ออร่าสีแดงของปราณคล้ายปรากฏรูปลักษณ์เป็นใบหน้าของเสือร้ายลอยขึ้นมา เรเนลเลี่ยนตั้งท่าจิกนิ้วเหมือนหยิบคว้าอากาศได้ พร้อมกันนั้นพลังปราณก็ทวีกลิ่นไอสังหารออกมาอย่างหยุดไม่อยู่

ฝ่ามือเขี้ยวพยัคฆ์ พลังปราณระดับห้า!

          ออร่าปราณพยัคฆ์ที่แผ่ออกมาทั่วร่างกายไหลเข้าหาฝ่ามือทั้งสองเป็นจุดเดียว ความเกรี้ยวกราดของพลังคล้ายดั่งระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงคำรามของเสือที่กำลังหิวโหย เรเนลเลี่ยนถีบพื้นจนแตกเพื่อยันร่างตัวเองให้พุ่งเข้าประชิดกายหญิงสาวในพริบตาเดียว เขาใช้พลังฝ่ามือทะลวงแทงใส่ฟาร์ชูลันด้วยพลังทั้งหมดที่มี

“จบแค่นี้แหละแม่มด!”

เสียงของเรเนลเลี่ยนดังลั่นจนคนดูที่นั่งอยู่โซนรอบนอกได้ยินกันหมด การโจมตีของเขาเกรี้ยวกราดดุดันซะจนทำเอาคิดไปว่าบาเรียของฟาร์ชูลันคงจะแตกกระเจิงแน่แล้ว

ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ บาเรียของฟาร์ชูลันถูกทะลวงแตกอย่างง่ายดายเมื่อต้องสัมผัสกับกระบวนท่าพลังที่แข็งแกร่งมากกว่า แต่ทว่าสีหน้าของเธอกลับดูไม่ยี่หระต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เรเนลเลี่ยนแม้รู้สึกว่าตนต้องชนะแน่แล้วกลับหงุดหงิดใจขึ้นมาเมื่อได้เห็นสีหน้าที่ยังไม่ยอมรับชะตาความพ่ายแพ้นั้น

การ์ดใบหนึ่งลอยขึ้นมาเบื้องหน้าเรเนลเลี่ยนในขณะที่เขาไม่รู้สึกตัว บังเกิดสายลมหมุนควงจากจุดศูนย์กลางของการ์ดใบนั้น ส่งแรงกระแทกผลักให้ร่างของเรเนลเลี่ยนกระเด็นไปไกลลิบลิ่ว

“เพลิงผลาญ”

“เสาน้ำแข็ง”

“บอลสายฟ้า”

“พายุโหมกระหน่ำ”

เวทมากมายเรียงแถวทยอยปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเปลวเพลิงร้อนระอุ ทั้งน้ำที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนก็กลายเป็นน้ำแข็งแช่ร่างเรเนลเลี่ยนไว้ สายฟ้าทรงกลมโจมตีใส่เต็มร่างจนรู้สึกถึงอาการชาอย่างหนักหน่วง ปิดท้ายด้วยลมแรงประดุจพายุไต้ฝุ่นพัดเอาร่างของเรเนลเลี่ยนลอยคว้างขึ้นไปบนเวหา

การ์ดอีกหนึ่งใบถูกหยิบออกมาอีกครั้ง ฟาร์ชูลันเหวี่ยงมันเข้าไปใจกลางพายุที่กำลังบดขยี้ร่างของเรเนลเลี่ยนอยู่ การ์ดใบนั้นส่องแสงออกมาเจิดจ้า เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคลื่นพลังที่ถาโถมบีบรัดเข้ามาที่ใจกลางพายุอย่างรวดเร็ว

“แสงพิพากษาแห่งภูตผู้พิทักษ์สายลมเหนือ”

พลังเวทมนตร์อันร้ายกาจถูกใช้ออกมาอย่างต่อเนื่องชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจหายคอ เมื่อสิ้นสุดขอบเขตของพลังเวทแล้วก็พบร่างของชายหนุ่มผู้โชคร้ายคนนั้นกำลังทิ้งตัวดิ่งลงมาตามแรงโน้มถ่วง ฟาร์ชูลันยกฝ่ามือขึ้นก่อนจะร่ายเวทออกมาเบา ๆ แล้วร่างที่กำลังจะกระทบเข้ากับพื้นลานประลองก็หยุดชะงักก่อนที่จะสัมผัสพื้นได้ทันท่วงที เธอวางร่างของเรเนลเลี่ยนที่สลบไม่ได้สติลงกับพื้นก่อนจะหันหลังเดินออกไป

“ผ...ผู้ชนะได้แก่ฟาร์ชูลัน! นับเป็นชัยชนะที่เด็ดขาดจริง ๆ ครับ!”

นั่นประไร...แล้วการต่อสู้ก็จบลงแค่นี้จริง ๆ ซะด้วย

ผู้บรรยายเกิดอาการเศร้าขึ้นมาจับใจ...แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่รอบนี้พอจะมีฉากหวือหวาอลังการพอให้เขาได้บรรยายเพื่อทำให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นอยู่บ้าง ก็ยังดีแหละ ก็ยังดี...

 

คฤหาสน์ของเรนเดลในตอนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป

พื้นที่กว้างมากมายซึ่งประกอบไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า สนามสำหรับวิ่งเล่น โต๊ะ เก้าอี้ที่ตั้งอยู่โซนพักผ่อน และอีกหลายอย่างด้วยกัน

ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นไม่หายไปก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่แตกหักยับเยิน กระจุยกระจายจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีก

“หวังว่าจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้นะมีลาร์” เรนเดลกล่าวกับสหายของตนโดยที่ยังคงไว้ซึ่งใบหน้ายิ้มแย้มร่าเริงอยู่ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกและกดดันไม่เหมือนกับตอนแรกที่ยิ้มด้วยความน่ารักจริง ๆ

เบื้องหน้าทั้งสองคนปรากฏร่างของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนยืนงอตัวมาข้างหน้า เขาอ้าปากพ่นลมหายใจออกมาถี่รัวเพราะความเหนื่อยล้าที่ประดังเข้ามาไม่มีหยุด ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อ เสื้อผ้าบางส่วนก็ยังขาดวิ่นจนมีสภาพไม่ต่างจากที่ขอทานใส่เลยด้วยซ้ำ

รอบตัวของสไปค์มีหลุมลึกบนพื้นมากมาย ฝ่ามือของเขามีไอควันสีอ่อนโชยขึ้นมา

“ไม่ต้องห่วงหรอก เขาคือฝ่ายเดียวกับเราแน่ ๆ” มีลาร์ตอบกลับเรนเดลไปด้วยความรู้สึกอึ้งไม่แพ้กัน

คำว่ารับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นของเรนเดลไม่ได้หมายความถึงบรรดาโต๊ะ ต้นไม้ เก้าอี้ที่ถูกทำลายไปพวกนั้นหรอก แต่หมายถึงอีกความหมายหนึ่งที่ตัวเธอกับมีลาร์ต่างก็เข้าใจกันดี

พลังที่สไปค์แสดงออกมาให้เธอเห็นนั้น...เป็นเหมือนกับพลังของอัชลี่ย์ที่ไม่ได้พบมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว และถ้ามันเพิ่มสูงมากยิ่งกว่านี้ล่ะก็ ใครกันจะสามารถหยุดยั้งสไปค์เอาไว้ได้?

มีลาร์จึงต้องยืนยันเสียงแข็งว่าเขาคือฝ่ายเดียวกัน เพื่อไม่ให้เรนเดลลำบากใจไปมากกว่านี้

เรนเดลคือหนึ่งในสี่สรรพสิ่งผู้เข้าร่วมสงครามเล็ก ๆ เมื่อยี่สิบปีก่อนเช่นกัน เธอคือผู้ได้รับสมญานามว่า วารี หนึ่งในขุมอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดินั่นเอง

“สำเร็จแล้ว” สไปค์มองดูฝ่ามือของตนซึ่งยังมีไอควันจาง ๆ ลอยเด่นขึ้นมา “กระบวนท่ารุก!”

“อย่าพึ่งวางใจไป...เจ้ายังต้องฝึกการควบคุมอยู่อีก”

“ไม่มีเวลาแล้ว” สไปค์พูดตัดบทคนเป็นอาจารย์ทันที

“ถ้าช้าไปกว่านี้ล่ะก็ สถาบันจะเป็นอันตราย” คำพูดของสไปค์หนักแน่นเหมือนสัมผัสเห็นบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ มีลาร์กับเรนเดลจ้องหน้ากันด้วยความรู้สึกพิศวง

“เจ้าจับสัมผัสได้?”

“ได้ตั้งนานแล้ว ข้าถึงรีบฝึกฝนนี่ไงล่ะ ตอนนี้ได้เวลาที่ข้าจะกลับไปแล้ว”

เรนเดลหัวเราะออกมาเสียงดังในขณะที่มีลาร์พยายามใช้นิ้วแคะหูตัวเองเหมือนกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

แน่นอนว่าเขากับเรนเดลก็สัมผัสถึงตัวตนของ ‘ภัยร้าย’ ที่กำลังใกล้เข้ามาได้ มันไม่ผิดไปจากที่สไปค์บอกเอาไว้เลยสักนิด แต่การจะจับสัมผัสถึงสิ่งนี้ได้ก็ไม่ใช่ว่าปุบปับจะทำได้เลย ขนาดตัวเขาเองยังต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเป็นสิบปีเพื่อจะเรียนรู้วิธีการสัมผัสถึงสัญญาณพลังเหล่านี้

แต่เจ้าลูกศิษย์ตรงหน้ากลับใช้เวลาเพียงสามสัปดาห์นิด ๆ เท่านั้นก็บรรลุได้แล้ว

เด็กหนุ่มคนนี้ช่างน่ากลัว...น่ากลัวจนเกินไป...

            “ขอบคุณท่านทั้งสองจริง ๆ ที่ช่วยทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น ไม่รู้ทำไม พอมีกระบวนท่ารุกแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองสามารถเอาชนะฟาร์เชนได้แน่ ๆ” สไปค์พูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกัน

“อย่าประมาทจะดีกว่า ยังไงฟาร์เชนก็มีพลังระดับเจ้าตำหนัก เจ้าในตอนนี้บางทีอาจจะยังเร็วเกินไปอยู่...แต่มันก็ไม่มีเวลาแล้วจริง ๆ นั่นแหละ” มีลาร์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะเดินเข้าไปหาสไปค์ และมอบของบางอย่างที่หยิบออกมาจากกระเป๋าให้ลูกศิษย์ของตน

มันคือกระจกเงามารที่สไปค์จำเป็นจะต้องใช้เพื่อเปิดโปงตัวจริงของฟาร์เชนนั่นเอง

“วิธีใช้คงไม่ต้องบอก แค่ใช้พลังปราณเปิดผนึกของมันแล้วส่องไปที่ฟาร์เชนเท่านั้น”

“ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์!” สไปค์รับเอากระจกมาอย่างรวดเร็ว

“ก่อนจะไป ข้าขอมอบอะไรให้สักนิดด้วยก็แล้วกัน” เรนเดลเดินเข้ามาก่อนจะยกฝ่ามือขึ้น พลังออร่าปราณปรากฏขึ้นมาบนเรียวแขนท่อนเล็ก ๆ ทันใดนั้นสไปค์ก็พบว่าเสื้อผ้าของตนที่ขาดวิ่นจนดูไม่เป็นทรงนั้น เริ่มถูกซ่อมแซมกลับคืนมาเป็นดังเดิมราวกับไม่เคยแปดเปื้อนอะไรมาก่อนเลย

“ขอบคุณจริง ๆ แต่ข้าต้องรีบไปแล้ว” ความรีบร้อนของสไปค์ทำให้มีลาร์อดถามคำถามหนึ่งขึ้นมาไม่ได้

“เจ้ารู้เหรอว่าต้องไปทางไหน?”

“ข้ารู้” สไปค์ตอบกลับสั้น ๆ “ข้าสัมผัสพลังของสหายของข้าได้”

“งั้นสินะ...” เขาทำให้มีลาร์ทึ่งอีกครั้ง เพราะที่นี่กับสถาบันอยู่ห่างไกลกันมาก ถ้าเกิดเจ้าหนุ่มนี่สัมผัสถึงพลังของเพื่อนที่อยู่ที่สถาบันได้ทั้งที่มีระยะเท่านี้ก็แสดงว่าขอบเขตพลังปราณของเขาก็ต้องพัฒนาขึ้นมากเช่นเดียวกัน

สไปค์โบกมือลามีลาร์กับเรนเดลก่อนจะวิ่งออกจากคฤหาสน์นี้ไปทันที

“นายคิดว่าเขาจะไปถึงที่นั่นในกี่ชั่วโมงนับจากตอนนี้” เรนเดลกล่าวถามสหายของเธอเหมือนกำลังนึกสนุกอยากหาคำถามมาทายกันเล่น

“ถ้าตามปกติก็คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมง แต่เจ้านั่นตอนนี้...อาจจะใช้เวลาไม่ถึงหกชั่วโมงก็น่าจะไปถึงที่นั่นแล้ว”

“งั้นเรามารอดูผลลัพธ์กันเถอะ”

ใบหน้ายิ้มแย้มของเรนเดลแสดงออกราวกับจะบอกว่าแท้จริงแล้วความคิดของเธอเป็นอีกอย่าง

ถ้าไม่ผิดไปจากที่คาดเดาล่ะก็ แค่ไม่เกินสามชั่วโมงเขาก็น่าจะไปถึงที่นั่นแล้วล่ะ!

            เรนเดลเพียงคิดในใจเท่านั้น

จบบทที่ บทที่ 26 สัญญาณอันตรายที่สัมผัสเห็น

คัดลอกลิงก์แล้ว