- หน้าแรก
- วิถีเซียนบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 140 - การวางค่ายกล
บทที่ 140 - การวางค่ายกล
บทที่ 140 - การวางค่ายกล
บทที่ 140 - การวางค่ายกล
เมื่อไม่พบชื่อของแมงมุมแมงป่องโลหิตจันทราในรายนามแมลงพิสดาร จางซื่อผิงก็ลูบหนวดสองแฉกของตน รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
ทว่าความจริงแล้วจางซื่อผิงก็ไม่ได้คาดหวังกับการจัดอันดับของแมงมุมแมงป่องโลหิตจันทรานี้มากนัก มิฉะนั้นเขาคงไม่เริ่มไล่ดูจากอันดับสุดท้ายที่สามพันเจ็ดร้อยขึ้นมาตั้งแต่แรก หลังจากนั้นจางซื่อผิงก็มองไปรอบห้อง หมุนตัวหนึ่งรอบ แล้วผลักประตูออกไปทันที เรียกศิษย์สายกลั่นปราณสองคนที่รออยู่ในลานบ้านเข้ามา
"ข้ากำลังจะวางค่ายกลในลานด้านหลัง หากพวกเจ้ามีธุระใด ก็ใช้ยันต์สื่อสารแจ้งมาก็แล้วกัน หากไม่มีธุระก็ห้ามเข้ามา" จางซื่อผิงลูบไปที่ถุงเก็บของ หยิบยันต์หยกออกมาแปดแผ่น แบ่งเป็นสองส่วน ส่งไปยังคนทั้งสอง นี่คือยันต์สื่อสาร จางซื่อผิงเองก็เคยผ่านช่วงกลั่นปราณมาก่อน แม้ยันต์สื่อสารจะมีราคาถูกมาก แต่ศิษย์สายกลั่นปราณส่วนใหญ่ก็มักจะประหยัดเท่าที่ทำได้ ในเมื่อเขาสั่งให้ทั้งสองติดต่อหากมีธุระ เขาก็ไม่อาจปล่อยให้พวกเขาต้องออกเงินค่าซื้อยันต์สื่อสารเอง
ทั้งสองรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ยื่นมือทั้งสองออกไปรับยันต์สื่อสารที่ลอยมา
จางซื่อผิงพูดจบก็หันหลังกลับเข้าไป ฝีเท้าเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย มือขวาตบไปที่เอว พลันปรากฏจานค่ายกลสีเหลืองดินสองแผ่นขึ้นในมือ เขโยนมันไปข้างหน้า ตกลงบนพื้น พลังปราณสีเหลืองอ่อนสายหนึ่งถูกส่งเข้าไปในจานค่ายกล จานค่ายกลทั้งสองที่สัมผัสกันพลันส่องแสงสีเหลืองสว่างเจิดจ้าอย่างยิ่ง จางซื่อผิงมองดูแสงสว่างนั้น สองตาหรี่ลงโดยไม่รู้ตัว
ท่าทางนี้ดูหรูหราอลังการมากก็จริง แต่ในใจของจางซื่อผิงกลับไม่พอใจในวิธีการวางค่ายกลของตนอย่างยิ่ง การวางค่ายกลนั้นยิ่งเอิกเกริกยิ่งไม่ดี ควรจะบรรลุถึงขอบเขตที่เรียกว่าชุ่มชื้นสรรพสิ่งอย่างเงียบงัน ในขณะที่ผู้อื่นยังไม่ทันรู้ตัว ก็วางค่ายกลเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้จางซื่อผิงยังคงใช้จานค่ายกลในการวาง ซึ่งช่วยลดความยากลงไปมากแล้ว แต่กลับยังทำให้เกิดแสงสว่างเจิดจ้าเช่นนี้ ช่างไม่ควรเลยจริงๆ
ทว่าศิษย์สายนอกของสำนักเจิ้งหยางทั้งสองที่กำลังคิดจะหันหลังกลับไป เมื่อเห็นศิษย์ลุงระดับก่อตั้งรากฐานผู้นี้วางจานค่ายกลลงไป กลับบังเกิดแสงสว่างเจิดจ้าถึงเพียงนี้ แถมพลังปราณที่พลุ่งพล่านออกมาในชั่วพริบตาก็ไม่น้อยเลย ทำให้ศิษย์สายกลั่นปราณทั้งสองที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง ชั่วขณะหนึ่งก็เผลอร้องอุทานออกมา
จางซื่อผิงได้ยินเสียงอุทานของทั้งสอง ก็หันไปมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา "ยังไม่ไปอีก"
ศิษย์สายนอกทั้งสองเห็นสีหน้าของศิษย์ลุงไม่สู้ดี ก็รีบคารวะ แล้วหันหลังวิ่งกลับไปยังลานด้านหน้าทันที ในใจจางซื่อผิงรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่พอมันแสดงออกมาทางสีหน้า ก็กลายเป็นใบหน้าเย็นชา คล้ายกับคนที่อับอายจนกลายเป็นโกรธ
"เดี๋ยวก่อน ยาเม็ดเพิ่มพูนพลังปราณขวดนี้ พวกเจ้านำไปแบ่งกันเถิด" แต่ศิษย์สายกลั่นปราณทั้งสองยังเดินไปได้ไม่ถึงยี่สิบสามสิบก้าว ก็ได้ยินเสียงของจางซื่อผิงดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงบางอย่างแหวกอากาศแว่วมา
"ขอบคุณศิษย์ลุงที่ประทานให้"
"ขอบคุณศิษย์ลุงที่ประทานให้"
ทั้งสองได้ยินจางซื่อผิงเรียกไว้ ก็รีบหยุดเท้า เมื่อหันกลับมาก็เห็นบางสิ่งลอยมา ทั้งสองยื่นมือออกไปรับโดยสัญชาตญาณ ขวดหยกที่เดิมทีพุ่งแหวกอากาศมา กลับลดความเร็วลงกะทันหัน ลอยลงบนฝ่ามือของคนหนึ่งอย่างแผ่วเบา เมื่อมองดูขวดยาเม็ดนี้ ในใจก็ร้อนรุ่มขึ้นมา ในดวงตาประหนึ่งมีแสงสว่างสุกใส เอ่ยขอบคุณซ้ำๆ แต่จางซื่อผิงหันหลังกลับไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้พวกเขามอง
ทั้งสองคารวะขอบคุณแล้วก็รีบร้อนถอยกลับไปยังลานด้านหน้า คนหนึ่งกำขวดหยกไว้ในมือแน่น ส่วนอีกคนก็จ้องเขม็ง กลัวว่ายาเม็ดที่ได้มาจะบินหนีไป ยาเม็ดชาหยกขั้นหนึ่งขวดนี้เป็นยาที่จางซื่อผิงประหยัดไว้ไม่ได้ใช้ สำหรับเขาแล้วการกินยาเม็ดชนิดนี้ แทบไม่มีประโยชน์อันใดแล้ว
ในช่วงเวลาชั่วถ้วยชาต่อมา จางซื่อผิงก็เดินวนเวียนไปทั่วลานด้านหลังไม่หยุด เขาหยิบจานค่ายกลสีต่างๆ หรือธงค่ายกลออกมาจากถุงเก็บของอย่างต่อเนื่อง ตอนที่วางค่ายกล จากตอนแรกที่มีแสงปราณสว่างวาบ หลังทำซ้ำสองสามครั้ง แสงปราณก็ค่อยๆ ลดความเจิดจ้าลง จนสุดท้ายจางซื่อผิงกลับเข้าไปในห้องของตน หยิบจานค่ายกลห้าสีแผ่นสุดท้ายที่ใหญ่กว่าแผ่นอื่นอย่างเห็นได้ชัดถึงสามส่วนออกมา วางไว้กลางห้อง แสงปราณห้าสีสว่างวาบขึ้นครั้งหนึ่งแล้วก็หายไป
จานค่ายกลที่เดิมทีอยู่บนพื้น พลันหลอมรวมเข้าไปในห้องหายไปในพริบตา แต่ในสติรับรู้ของจางซื่อผิง เขากลับรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่าจานค่ายกลห้าสีแผ่นนั้นอยู่ที่ใด นี่ก็เป็นเพราะตอนที่จางซื่อผิงอยู่ที่ตลาดนัดดอกท้อ เขาได้หลอมบูชาเครื่องมือจานค่ายกลห้าธาตุตัดสติชุดนี้แล้ว เขากับศาสตราวุธชุดนี้จึงมีความเชื่อมโยงกัน หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานคนอื่นมา สติรับรู้กวาดมองไปก็จะเห็นเพียงพื้นห้องที่ว่างเปล่าเท่านั้น
ศิษย์สายนอกทั้งสองที่ยืนอยู่ที่ลานด้านหน้าแบ่งยาเม็ดชาหยกขวดนั้นกันเรียบร้อยแล้ว อารมณ์ดีอย่างยิ่ง เฝ้าอยู่ที่ประตูวงพระจันทร์ซึ่งกั้นระหว่างลานด้านหน้าและด้านหลัง ทันใดนั้น แสงปราณค่ายกลสีเขียวขุ่นชั้นหนึ่งก็พลันปรากฏออกมาจากลานด้านหลัง ผลักคนทั้งสองกระเด็นออกไป ศิษย์สายกลั่นปราณทั้งสองเสียการทรงตัว ทำท่าจะล้มลงไปกองกับพื้น แต่พวกเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ ตีลังกากลางอากาศ แล้วกลับมายืนบนพื้นได้อย่างมั่นคง ทั้งสองหันกลับไปมองแสงปราณค่ายกลที่ปกคลุมทั่วทั้งลานด้านหลัง
แสงปราณที่เมื่อครู่ยังเป็นสีเขียวขุ่นค่อยๆ จางหายไป ลานด้านหลังกลับคืนสู่สภาพเดิม ทั้งสองสบตากันตาปริบๆ หนึ่งในนั้นยื่นมือขวาออกไปคิดจะลองสัมผัสค่ายกลดู
"เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ" อีกคนรีบดึงเขาไว้แล้วพูดอย่างตื่นตระหนก ใครจะไปรู้ว่าศิษย์ลุงจางผู้นั้นวางค่ายกลอะไรไว้ การใช้มือสัมผัสอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนั้น ไม่ว่าจะมีอันตรายหรือไม่ จางซื่อผิงที่วางค่ายกลอยู่ด้านในย่อมต้องรับรู้ได้แน่นอน หากทำให้จางซื่อผิงขุ่นเคืองขึ้นมา วันเวลาของศิษย์สายกลั่นปราณอย่างพวกเขาทั้งสองคงจะลำบากไม่น้อย
คนผู้นั้นจึงหดมือกลับอย่างเก้อเขิน ใช้มือซ้ายตบลงบนหลังมือขวาของตนเบาๆ พลางยิ้มแหยๆ ให้กับสหายร่วมสำนักอีกคน สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถลึงตาอย่างไม่พอใจจากสหายผู้นั้น
ในห้องพัก เมื่อเห็นว่าค่ายกลวางเสร็จเรียบร้อยแล้ว จางซื่อผิงก็หยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมาทันที แกะยันต์วิญญาณที่ติดอยู่ด้านบนออก จากนั้นหยิบก้อนไข่ตั๊กแตนผีมายาที่เพิ่งซื้อมาจากศิษย์พี่ฟู่ด้วยราคาห้าร้อยหินปราณออกมา มันเป็นแผ่นบางๆ ชั้นหนึ่ง ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงสามส่วน แต่กลับเบาราวกับขนมชุยปิ่ง ไข่ตั๊กแตนผีมายาที่อยู่ด้านบนเรียงตัวกันอย่างหนาแน่น ดูแล้วยังโปร่งแสงอยู่บ้าง
จางซื่อผิงอ่านข้อมูลในแผ่นหยกจดจารวิธีเลี้ยงตั๊กแตนผีมายาของศิษย์พี่ฟู่อย่างละเอียดอีกครั้ง เขาหยิบหินปราณสีต่างๆ ออกมาหลายร้อยก้อน แล้วคัดเลือกหินปราณคุณสมบัติดินและคุณสมบัติไฟออกมาหลายสิบก้อน
ธงเล็กๆ สองสามคันลอยออกมาจากแขนเสื้อของเขา ปักลงในห้องแบ่งพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ แห่งหนึ่งออกมา จางซื่อผิงบดหินปราณสีเหลืองดินให้เป็นเม็ดเล็กๆ ก่อน ในแผ่นหยกของฟู่ต้าไห่ได้เน้นย้ำเป็นพิเศษว่าหินปราณคุณสมบัติดินที่ใช้ปูรองพื้นนั้นห้ามบดจนละเอียดเป็นผง มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่ออัตราการฟักของไข่ตั๊กแตนผีมายา เขาเคยพลาดท่าในเรื่องนี้มาก่อน
หลังจากหินปราณคุณสมบัติดินถูกบดเป็นชิ้นเล็กๆ ความเร็วในการปลดปล่อยพลังปราณก็เร็วกว่าตอนที่ยังเป็นก้อนสมบูรณ์อยู่มาก แต่เพราะมีธงเล็กๆ สองสามคันนี้คอยควบคุมการไหลเวียนของพลังปราณในพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้น พลังปราณคุณสมบัติดินจึงตกตะกอนอยู่ด้านล่างอย่างเงียบๆ จางซื่อผิงค่อยๆ วางก้อนไข่ตั๊กแตนสีหยกเหลืองลงบนเศษหินอย่างแผ่วเบา แล้วหยิบหินปราณสีแดงเพลิงห้าก้อนออกมา ยื่นมือออกไปกด หินปราณคุณสมบัติไฟที่แข็งแกร่งก็กลายเป็นผงละเอียด กองอยู่บนโต๊ะ
จางซื่อผิงใช้วิชาควบคุมสิ่งของ ผงละเอียดเหล่านั้นก็ลอยขึ้นมาราวกับสายน้ำ ไม่ได้ฟุ้งกระจายในอากาศ ทั้งหมดลอยไปยังก้อนไข่ตั๊กแตนผีมายา โปรยปรายลงไปบนนั้น ภายใต้การควบคุมสติรับรู้ของจางซื่อผิง มันถูกโรยอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีด้านใดมากหรือน้อยเกินไป เมื่อผงหินปราณคุณสมบัติไฟโปรยลงไป อุณหภูมิในพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้นก็สูงขึ้นกว่าส่วนอื่นๆ ในห้องอย่างเห็นได้ชัด จางซื่อผิงใช้นิ้วสองนิ้วชิดกัน แสงสีแดงสายหนึ่งยิงออกมาจากปลายนิ้ว ธงเล็กๆ สองสามคันนั้นสั่นไหวเล็กน้อย ตัดขาดอุณหภูมิภายในและภายนอกออกจากกัน
[จบแล้ว]