เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9 ป่าไม่หวนกลับ

ตอนที่ 9 ป่าไม่หวนกลับ

ตอนที่ 9 ป่าไม่หวนกลับ


 

 

ตอนที่ 9 ป่าไม่หวนกลับ

โคโล่ขับควบม้าท่องทะยานดุจสายลมพาเซน่ามาถึงบ้านเขาในทุ่งกว้างแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านดอร์มัง

บ้านของโคโล่เป็นบ้านไม้หลังไม่ใหญ่นัก มีคอกม้าเล็ก ๆ คอกหนึ่ง เมื่อถึงบ้านโคโล่จูงอาชาคู่ใจของเขาไปเข้าคอก จากนั้นพาเซน่าเข้าไปในบ้าน เซน่าเห็นบ้านเขามีโต๊ะอาหารเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง เก้าอี้สองตัว ตู้เสื้อผ้า ในบ้านแทบไม่มีสิ่งตกแต่งใด เตียงก็เป็นเตียงไม้ธรรมดา มีหมอนอยู่หนึ่งใบ เขาแขวนธนูเงินไว้ที่ฝาผนังและวางลูกศรไว้ข้างเตียง

โคโล่เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าของเขาและหยิบตลับยาสีน้ำตาลยื่นให้เซน่า

“ยาตัวนี้ทำมาจากสมุนไพรลีเวนใช้ทารักษาอาการบอบช้ำภายนอกได้”

เซน่ารับตลับยามาและเปิดออก นางทาที่แก้มบวมแดงซึ่งถูกตบมาและดึงชายเสื้อผ้าขึ้นทาที่ท้องซึ่งเจ็บปวดจากการโดนต่อย

โคโล่เห็นเซน่าดึงเสื้อขึ้นจนเห็นท้องจึงหันไปทางอื่น

“วันนี้เจ้าพักผ่อนก่อน บ้านข้าคับแคบ ไม่เคยคิดว่าจะมีแขกจะมานอนด้วย เจ้านอนที่เตียงข้าเถอะ” โคโล่กล่าว

เซน่าถาม “เจ้าล่ะ?”

โคโล่ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวลแทนข้า”

โคโล่นำฟางแห้งที่อยู่บริเวณคอกม้ามาปูกับพื้น เขานอนข้าง ๆ โต๊ะอาหาร เซน่ายังไม่ไว้ใจโคโล่นัก นางซุกมีดทำครัวไว้ข้างกาย หากโคโล่เกิดจิตคิดร้ายนางพร้อมจะสังหารเขาในมีดเดียว

เซน่านอนอยู่บนเตียง หวนนึกถึงวันนี้ตนพ่ายแพ้แก่บุรุษต่ำช้าทั้งสี่คน ทั้งที่ฝีมือของพวกมันยังสู้ทหารเลวของเพธอสหนึ่งนายยังไม่ได้ หากนำมาเปรียบกับตนในร่างบุรุษยิ่งถือเป็นการลบหลู่เกียรติ

เซน่ายิ่งคิดยิ่งกลัดกลุ้ม ร่างกายของนางอ่อนแอเกินไป พลังเวทที่มีก็หายสาบสูญไปหมดสิ้น ก่อนหน้านี้นางพยายามฝึกเวทมนตร์เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน แต่ไม่สามารถเรียกพลังเวทออกจากกายได้เลย หากยังเป็นเช่นนี้นางจะเอาสิ่งใดไปต่อกรกับซาอู ตอนนี้แม้นางไม่คิดฆ่าตัวตายอีก แต่เหตุการณ์ที่นางเจอชวนทำให้รันทดท้อแท้ใจ

 

ยามราตรีกาลผ่านพ้น เซน่าลืมตาตื่นขึ้น แต่วันนี้นางรู้สึกปวดหัวเรี่ยวแรงหดหายไป หน้าผากปรากฏเหงื่อซึมเพราะความร้อนคล้ายกับเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทราย นางหันไปมองกองฟางที่โคโล่นอนอยู่ แต่โคโล่ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

เซน่าพยายามลุกขึ้นจากเตียงแต่คล้ายเรี่ยวแรงของนางถูกเวทมนตร์ใดดึงออกไป

“อย่าเพิ่งลุกขึ้น เจ้าไม่สบาย” โคโล่เดินเข้ามาในบ้านพร้อมชามเล็ก ๆ ในมือ

โคโล่ยื่นชามเล็กในมือให้เซน่า ในชามมีน้ำสีเขียวเข้ม

“เจ้าดื่มสิ” โคโล่กล่าว

“มันคืออะไร” เซน่าถาม

“สมุนไพรเดรฟอร์ เป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาไข้ได้” โคโล่อธิบาย

เซน่าค่อย ๆ ดื่มสมุนไพรเดรฟอร์ นางรู้สึกว่ามีรสขมอยู่บ้างแต่เมื่อกลืนลงคอก็รู้สึกเย็นเป็นรสชาติแปลกประหลาดไม่เคยเจอ

“เจ้าเป็นไข้ ความเย็นของสมุนไพรเดรฟอร์จะช่วยลดความร้อนในตัวเจ้าได้ ข้าเห็นดวงตะวันขึ้นเหนือศีรษะเจ้าก็ยังไม่ตื่นจึงมาดูที่เตียง เห็นเจ้าเหงื่อไหลเต็มใบหน้า..ขออภัย..เมื่อเช้าข้าแตะหน้าผากเจ้าก็พบว่าเจ้าตัวร้อน” โคโล่กล่าว

เซน่าได้ฟังแล้วอดสมเพชตัวเองไม่ได้ จำได้ว่าตั้งแต่นางเริ่มฝึกเวทมนตร์แห่งความมืดตั้งแต่อายุแปดปีก็ไม่เคยป่วยไข้อีกเลย ยามนี้ความกลัดกลุ้มใจทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงจนเป็นไข้

โคโล่เคี่ยวสมุนไพรเดรฟอร์ให้เซน่าดื่มวันละสามครั้ง ผ่านไปสามวันอาการก็ยังไม่ดีขึ้น เขารู้สึกแปลกใจและเป็นห่วงขึ้นมา สมุนไพรเดรฟอร์นับเป็นยอดสมุนไพร สามารถรักษาอาการป่วยได้หลายชนิด หากเป็นเพียงไข้ทั่วไปไม่เกินสองสามวันก็ควรหายเป็นปลิดทิ้ง

ความเจ็บป่วยที่เกิดจากความอ่อนแอของจิตใจ ไม่ว่ายาดีเลิศใดก็ไม่สามารถรักษาได้

โคโล่เห็นอาการของนางไม่ดีขึ้นจึงพึมพำขึ้น

“หากอาจารย์ข้าอยู่ด้วยก็คงดี”

“อาจารย์เจ้าเป็นใคร?” เซน่าซึ่งนอนป่วยยู่บนเตียงถาม

“อาจารย์ข้ามีนามว่าไซนอส ได้รับยกย่องเป็นเทพแห่งธนูและยังรอบรู้เรื่องสมุนไพรการรักษา เปลือกนอกอารมณ์ร้ายแต่ความจริงจิตใจดี”

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน?” เซน่าถาม

“ข้าไม่แน่ใจ ท่านมักชอบท่องเที่ยวไปตามป่าเขาและอยู่อย่างสันโดษ” โคโล่ขณะกล่าวเขาก็คิดถึงไซนอสผู้เป็นอาจารย์

 

เข้าถึงวันที่ห้าอาการเจ็บป่วยของเซน่าก็ยังไม่ทุเลาลง โคโล่เริ่มกังวลมากขึ้น เขาเห็นเซน่าหลับอยู่ ใบหน้าอันสวยสดใสของนางซูบผอมลงชวนให้เวทนา

“คล้ายกับมีนางไม้ใดสาปแช่งเจ้าเพราะอิจฉาในความงาม” เขาพึมพำขึ้น

“คำสาป!” โคโล่อุทานขึ้น

เซน่าลืมตาตื่นขึ้นถามว่า “อะไร?”

“คำสาป..คำสาป..ใช่แล้ว!” โคโล่กล่าวพึมพำกับตนเอง

เซน่าตกใจเล็กน้อย นางคิดว่าโคโล่อาจสงสัยตัวตนที่แท้จริงของนาง

“หมายความว่ายังไง?” เซน่าถาม

“อาจมีผู้รักษาเจ้าได้” โคโล่ยิ้มหลังจากไม่ได้ยิ้มมาหลายวัน

“ใคร?” เซน่าถามอยางสงสัย

“จอมเวทจันทรา” โคโล่กล่าวจากนั้นคล้ายนึกอะไรได้ใบหน้าก็กลับมาหม่นหมองดังเดิม

“จอมเวทจันทราเป็นใคร?” เซน่าแม้ป่วยอยู่แต่ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาบ้าง

“อาจารย์ข้าไซนอสเล่าว่าจอมเวทจันทราเป็นสตรี มีเวทมนตร์ลี้ลับสุดที่ผู้ใดจะหยั่งถึง ภูมิความรู้รอบของนางคล้ายตำราที่ไม่มีวันเปิดอ่านได้หมดสิ้นและนางยังรวมเวทแห่งความมืดและสว่างเข้าด้วยกัน คิดค้นเวทมนตร์ธาตุใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเคยคิดค้นได้ ด้วยภูมิความรู้ของนาง ข้าเชื่อว่านางอาจจะรักษาอาการป่วยของเจ้าได้”

เซน่าถามว่า “นางสามารถแก้คำสาปได้หรือไม่?”

โคโล่กล่าวอย่างใช้ความคิดว่า “ปกติผู้เรียนเวทแห่งความมืดอาจจะเรียนรู้มนต์ในการสาปแช่ง ผู้ที่เรียนเวทแห่งแสงสว่างมักเรียนรู้มนต์ถอนคำสาป นางหลอมรวมเวทแห่งความมืดและสว่างเข้าด้วยกันบวกกับภูมิความรู้ของนางก็น่าจะทำได้ เมื่อสักครู่ที่ข้านึกถึงคำว่าคำสาปเป็นเหตุให้นึกถึงพลังเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ของนาง”

เซน่าได้ยินคำกล่าวนี้ความรู้สึกไม่ต่างจากคนหลงในถ้ำมืดได้เห็นแสงสว่าง นางถึงกับลุกขึ้นนั่งกล่าวเสียงตื่นเต้นเล็กน้อยว่า “เป็นเรื่องจริง?”

โคโล่พยักหน้า “ข้าเชื่อว่านางสามารถแก้คำสาปได้ หลายปีก่อนระหว่างอาจารย์ข้าท่องเที่ยวในป่าไม่หวนกลับ ท่านได้พบนางโดยบังเอิญจึงทำความรู้จักกัน อาจารย์ของข้าซึ่งไม่เคยเอ่ยปากชมผู้ใดยังยกย่องในเวทมนตร์นางหลายครา ทำให้ข้าจดจำเรื่องของนางได้”

โคโล่ถามว่า “เจ้าเจ็บป่วยธรรมดาเกี่ยวอะไรกับคำสาป?”

เซน่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าว “ข้าไม่ได้โดนคำสาป แต่พ่อของข้าล่วงเกินซาอูเข้าจึงถูกสาปให้เป็นผู้นิทรา นางอยู่ที่ใด? ข้าต้องการพบนาง”

เซน่ากล่าวคำเท็จโดยไม่สะดุดติดขัดแม้แต่น้อย

“พ่อของเจ้าโดนซาอูสาปหรือ? พ่อเจ้าเป็นใคร?” โคโล่สนใจขึ้นมาบ้าง

เซน่ากล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ แต่จอมเวทจันทราอาจช่วยรักษาอาการป่วยของข้าและล้างคำสาปให้พ่อข้าได้”

โคโล่กล่าวว่า “นางอยู่ที่ป่าไม่หวนกลับทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านดอร์มัง ลือกันว่าผู้ใดเข้าไปในป่านั้นไม่อาจหวนกลับได้ เส้นทางเต็มไปด้วยอันตราย อีกอย่างเจ้ากำลังป่วยอยู่การเดินทางไกลย่อมไม่เหมาะ”

“แต่อาจารย์เจ้าก็ยังกลับมาได้” เซน่ากล่าวแย้ง

“ฝีมือข้าห่างไกลกับอาจารย์ข้ามากมายนัก ไม่อาจนำมากล่าวเทียบกัน” โคโล่กล่าวถึงอาจารย์เขาด้วยความยกย่องอย่างสูง

เซน่ากล่าวว่า “ข้าไม่สนใจว่าจะกลับมาได้หรือไม่ ข้ารู้เพียงแต่ต้องการพบนาง”

ตอนนี้เซน่าไม่ต่างจากคนลอยคออยู่กลางทะเลได้พบเรือ คนหลงป่าได้พบบ้าน รู้สึกมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก หลังการสนทนา เซน่าดื่มยาสมุนไพรเดรฟอร์และกินอาหารตามปกติ สองวันต่อมาอาการป่วยของนางแทบหายไปหมดสิ้น แต่นางยังโกหกโคโล่ว่ายังรู้สึกปวดหัว เพื่อหาเหตุให้โคโล่พานางไปพบจอมเวทจันทราให้ได้ โคโล่จึงตัดสินใจเตรียมเสบียงอาหารแห้งและน้ำดื่ม เตรียมลูกศรไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้เป็นอาวุธคู่กาย

 

วันนี้โคโล่และเซน่าตื่นแต่เช้า โคโล่มือขวาถือธนู สะพายซองธนูไว้ด้านหลัง เขาเดินไปคอกม้าจูงโคลวินด์อาชาคู่ใจออกมา เซน่ายังคงแต่งกายด้วยชุดบุรุษของโคอีน

“รับไป มีดเล่มนี้ดีกว่ามีดทำครัวของเจ้ามากนัก” โคโล่ยื่นมีดสั้นด้ามสีดำสวมปลอกหนังสีน้ำตาลให้เซน่า

เซน่ารู้ว่าโคโล่ทราบว่าตนแอบซุกมีดทำครัวไว้ก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย แต่ยังแสร้งกล่าว

“เจ้าหมายถึงอะไร?”

โคโล่ยิ้มส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่มีอะไร รับมีดไปเถอะ”

เซน่ายื่นมือมารับมีดจากมือโคโล่ นางชักออกดูพบใบมีดส่องประกายแวววาวดุจน้ำค้างกลางหาว แสดงว่ามีความคมกล้ากว่ามีดทั่วไปมากนัก

โคโล่หัวเราะและขึ้นม้า เซน่าทราบดีว่าตอนนางป่วยโคโล่ดูแลนางอยู่ข้างเตียงอาจพบเห็นมีดที่นางซ่อนไว้ข้างกาย

ทั้งสองต่างขึ้นม้าโคลวินด์และออกเดินทาง

 

ป่าด้านตะวันออกของหมู่บ้านดอร์มังเปลือกนอกดูไปเป็นป่าธรรมดา เมื่อเดินเข้าไปได้สักพักกลับพบดงไม้แน่นขนัด ต้นไม้ที่ยืนต้นคล้ายยืนซ้อนทับกัน ยอดไม้แต่ละต้นคล้ายสูงเสียดฟ้า แสงแดดแทบไม่อาจส่องทะลุหลังคาป่า บรรยากาศอึมครึมแม้เป็นยามกลางวัน มีเพียงเสียงวิหคร่ำร้องคล้ายเสียงดนตรีคอยขับกล่อมผู้เดินทาง

โคโล่เห็นแสงอาทิตย์เหลือง ๆ ส่องเข้าไปในส่วนลึกของป่า ซึ่งแตกต่างจากป่าบริเวณนี้ซึ่งมืดทึบ จึงพาเซน่าเข้าไปสำรวจ แต่กลับพบว่าเป็นเขตหน้าผาของไหล่เขา โคโล่และเซน่าเดินกลับมาด้วยความผิดหวัง เขาเดินไปด้านทิศใต้ของป่า หวังพบเจอร่องรอยจอมเวทผู้เร้นลับ

เมื่อเดินลงใต้มาเรื่อย ๆ กลับพบธารน้ำใสดุจกระจกและก้อนหินใหญ่น้อยเรียงรายอยู่ตามพื้นดิน

“เดินเรียบริมธารไว้ อย่างน้อยเราก็ไม่ขาดน้ำ” โคโล่กล่าว

เมื่อเดินตามทางไปเรื่อย ๆ โคโล่พบว่าบริเวณนั้นดงไม้ยิ่งรกทึบมากขึ้น จนม้าโคลวินด์ของโคโล่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้ โคโล่จึงลูบหัวมันแล้วกล่าว “เจ้าอยู่แถวนี้ก่อน ข้าจะกลับมา”

โคโล่ใช้มีดสั้นของตนเองฟันกิ่งไม้ไปเรื่อย ๆ มีดของเขาคมกริบตัดกิ่งไม้ได้ราวฉีกกระดาษ เซน่าเห็นดังนั้นก็ชักมีดสั้นมาช่วยฟันกิ่งไม้เบิกทางอีกแรงหนึ่ง มีดของนางก็คมกริบไม่แพ้กัน โคโล่เห็นเซน่าใช้มีดได้คล่องแคล่วก็นึกชื่นชมอยู่ในใจ

“เจ้าไม่สบาย ไม่ต้องทำก็ได้” โคโล่กล่าวด้วยความห่วงใย

“ไม่เป็นไร” เซน่าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

 

เมื่อฝ่าดงกิ่งไม้อันแน่นขนัด ทั้งสองพบเห็นน้ำตกใหญ่สายหนึ่งกั้นขวาง ทั้งสองต่างเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจึงนั่งลงพักผ่อนกินขนมปังที่เตรียมไว้ โคโล่กล่าวขึ้น

“ป่าทางใต้อาจสิ้นสุดทางเพียงเท่านี้ หากจะไปต่อต้องข้ามธารน้ำตกไป”

เซน่าไม่สนใจว่าจะต้องข้ามน้ำตกหรือหุบเหวนรก นางทราบแต่เพียงต้องหาจอมเวทจันทราให้พบ เซน่ามองไปที่ธารน้ำตกพบว่ามีก้อนหินใหญ่วางห่าง ๆ กันเก้าก้อน ความใหญ่ของหินแต่ละก้อนมากพอที่จะให้มนุษย์คนหนึ่งยืนได้

“ก้อนหินเหล่านี้เหมือนมีคนจงใจจัดเรียงไว้”

โคโล่พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกล่าว “ไม่แน่เรากำลังเข้าสู่เขตของจอมเวทจันทรา”

หลังกินเสบียงเสร็จ โคโล่เดินไปที่ธารน้ำตกและกระโดดไปที่หินก้อนแรกด้วยความคล่องแคล่ว เขายื่นมือมาให้เซน่าแต่เซน่ายังคงปฏิเสธ โคโล่จึงกระโดดไปที่หินก้อนที่สองดุจกระต่ายเปรียว เห็นเซน่ากระโดดไปที่หินก้อนแรกได้สำเร็จเพราะอยู่ไม่ไกลจากฝั่งนัก โคโล่กระโดดไปที่หินก้อนที่สามซึ่งอยู่ห่างไกลขึ้นไปอีกได้อย่างสบาย ร่างของเบาพริ้วดุจดั่งเป็นบุตรแห่งลม

เซน่ากระโดดจากหินก้อนที่หนึ่งมาก้อนที่สองได้สำเร็จ แต่เท้านางกลับลื่น ร่างของนางหงายล้มไปด้านหลัง เห็นแน่ชัดเซน่าต้องตกไปในธารน้ำตก แต่กลับมีมือมาคล้องเอวของนางไว้

เป็นโคโล่

“ต่อให้เป็นสตรีเหล็กบางครั้งก็ไม่ควรปฏิเสธความหวังดีของบุรุษ” โคโล่ยิ้มและหัวเราะออกมาเล็กน้อย รอยยิ้มและใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาชวนให้สตรีที่พบเห็นต้องหลงไหล

แต่ไม่ใช่กับเซน่า

เซน่าหน้าตาขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด นางพยายามดิ้นออกจากมือโคโล่ เซน่าไม่พอใจอย่างยิ่งที่ต้องให้บุรุษอ่อนเยาว์คนนี้ช่วย โคโล่ทราบดีจึงกล่าวแกมขู่ว่า “หากไม่รีบ เมื่อพลบค่ำมาเยือนจะยิ่งเดินทางลำบาก”

เซน่าจึงเลิกพยายามดิ้นรน

“เวิร์ลวินด์ (Whirl Wind – ลมหมุนทะยาน) โคโล่กล่าวขึ้นเบา ๆ พร้อมกระโดดขึ้น

ทันใดนั้น เซน่ารู้สึกมีลมหอบหนึ่งพัดเข้ามา ร่างโคโล่พลิ้วไหวว่องไวไปตามลม ธารน้ำตกนี้ความจริงมีก้อนหินเรียงรายเก้าก้อน โคโล่กระโดดจากหินก้อนที่สองก็ไปถึงหินก้อนที่เก้าในคราเดียว โดยที่แขนข้างหนึ่งของเขาโอบเอวเซน่าไว้ ร่างของโคโล่และเซน่าตกลงสู่ก้อนหินอย่างแผ่วเบา ราวกับมีลมมาช่วยโอบอุ้มพวกเขาไว้

โคโล่ภูมิใจในฝีมือของตนยิ่งจึงถาม “เป็นอย่างไร?”

เซน่าไม่ตอบ นางกระโดดจากก้อนหินก้อนที่เก้าลงสู่ฝั่งอีกด้านของธารน้ำตก นางครุ่นคิดขึ้น

“หากเป็นข้าในร่างปกติ ข้าสามารถกระโดดจากฝั่งหนึ่งมาอีกฝั่งหนึ่งโดยไม่ต้องอาศัยก้อนหินแม้แต่ก้อนเดียว”

นี่เป็นความรู้สึกไม่ยอมแพ้ของนาง

 

เมื่อมาถึงอีกด้านของธารน้ำตก รู้สึกป่าอีกด้านยิ่งมืดทึบวังเวงกว่าป่าช่วงแรกที่ผ่านมา เสียงหมู่วิหคมวลแมลงที่เคยได้ยินประปรายล้วนหายไปหมดสิ้น บรรยากาศผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด พวกเขารู้สึกคล้ายถูกดวงตาที่มองไม่เห็นจับจ้อง เดินไปเบื้องหน้าอีกระยะหนึ่งก็พบเห็นหน้าผาสูง ไม่สามารถเดินต่อไปได้ จึงหยุดครุ่นคิดหาหนทางใหม่

ยามนี้ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ดวงจันทราขึ้นมาแทนที่ ทั้งสองต่างเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

“จอมเวทจันทรา ท่านช่วยปรากฏกายที” โคโล่กล่าวแกมบ่น แม้เขาจะเชี่ยวชาญการเดินป่า แต่การหาในสิ่งที่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา เขาหันไปมองเซน่าพบว่านางมีเหงื่อไหลอาบใบหน้า แต่แววตาเย็นชาไม่ปรากฏความเหนื่อยยากแม้แต่น้อย

“อะไรทำให้เจ้าแข็งแกร่งกว่าสตรีอื่น” โคโล่ถามขึ้น

“ความแค้น” เซน่าตอบโดยไม่ต้องขบคิด

โคโล่ได้แต่อึ้งไป

 

ทันใด โคโล่ได้ยินเสียงผิดปกติตามสัญชาตญาณพรานป่า

“ไวด์ เฮียร์ริ่ง” (Wide Hearing – สดับทั่วหล้า) โคโล่ท่องคาถาขึ้น ระยะการได้ยินของหูเขากว้างขึ้นกว่าปกตินับสิบเท่า ต่อให้เข็มตกจากระยะไกลก็ยังได้ยิน

“หลบ!” โคโล่จูงข้อมือเซน่าวิ่งออกจากบริเวณหน้าผาทันที ไม่ถึงชั่วพริบตาเดียว หินใหญ่นับสิบก้อนก็ตกลงมาจากหน้าผาสูงดุจกลุ่มอุกกาบาตตกจากฟากฟ้า

โครม ! เสียงก้อนหินกระแทกใส่พื้นดินจนฝุ่นคลุ้งตลบ หากพวกเขาชักช้ากว่านี้ก้าวเดียวคงกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว

โคโล่เห็นว่าพวกตนรอดอันตรายได้อย่างหวุดหวิด แต่วิชา “ไวด์ เฮียร์ริ่ง” (Wide Hearing) ของเขาทำให้รับรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตนับสิบตัวกำลังวิ่งมา

“คีนอายส์” (Keen Eyes-เนตรปราดเปรียว) ทันใดดวงตาโคโล่ว่องไวดุจเหยี่ยว สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวได้ละเอียดและกว้างขึ้นกว่าเดิม เขาเห็นชัดเจนมีสัตว์ปีศาจต่าง ๆ กำลังวิ่งตรงมาแต่ไกล เขารีบโอบเอวเซน่า วิ่งอย่างว่องไวดุจสายลม

แต่ต้นไม้เบื้องหน้าของโคโล่พลันขยับได้! มันฟาดกิ่งไม้มาใส่โคโล่ ทว่าด้วยเวทแห่งลมทำให้เขาตัวเบากระโดดหลบได้ ขณะเดียวกันต้นไม้ด้านข้าง ๆ โคโล่พลันตวัดกิ่งไม้จู่โจมใส่เขา โคโล่โอบเอวเซน่ากลิ้งกายกับพื้นดิน เขารีบลุกขึ้นหยิบธนูและลูกศรตั้งท่ายิง

“บลาซ แอโรว์” (Blast Arrow - ศรระเบิด) โคโล่ตวาด จากนั้นยิงศรใส่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่กำลังฟาดกิ่งไม้ใส่พวกเขา

ลูกศรยิงออกไปดุจสายลม หัวลูกศรมีพลังเวทสีส้มเข้มแผ่รัศมีวงกลมออกมา

ตูม ! เสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วป่า ต้นไม้เบื้องหน้าระเบิดกระจุยทันที เศษไม้ติดไฟนับร้อยปลิวว่อน ทันใดต้นไม้อีกต้นพลันหวดกิ่งมันมาด้านหลังโคโล่ แต่โคโล่มีวิชา “ไวด์ เฮียร์ริ่ง” (Wide Hearing) ทำให้ได้ยินเสียงได้กว้างและรอบด้านราวกับมีดวงตาด้านหลัง เขากระโดดตีลังกาหลบอย่างรวดเร็วพร้อมยิง “บลาซ แอโรว์” (Blast Arrow) ใส่ต้นไม้ที่เหวี่ยงกิ่งใส่เขา ได้เสียงตูมอีกครั้ง ต้นไม้ด้านหลังเขาระเบิดไม่เป็นชิ้นดี

ขณะที่ร่างกายโคโล่จะลงถึงพื้น ต้นไม้อีกต้นฟาดกิ่งใส่เขา เห็นแน่ชัดยากที่จะหลบรอดได้

ฉับ ! เซน่าฟันมีดสั้นอันคมกริบใส่กิ่งไม้ที่หวดมาอย่างรวดเร็ว ระดับความแม่นยำแม้แต่โคโล่ยังต้องนับถือ แต่เนื่องจากเซน่าเป็นสตรีมีเรี่ยวแรงน้อย ทำให้นางถูกแรงกระแทกของกิ่งไม้หวดกระเด็นล้มลง ขณะเดียวกันกิ่งไม้นั้นก็โดนตัดขาดด้วนไป

“เซน่า” โคโล่ตะโกนเรียกด้วยความห่วงใย แต่เซน่ายังคงเข้มแข็งไม่ต่างจากตอนเป็นกษัตริย์แห่งความมืด นางลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจากนั้นถามว่า

“เจ้าใช้เวทคอลวินด์ (Call Wind-เรียกกระแสลม) ได้หรือไม่?”

โคโล่ตอบว่าได้ เซน่าบอกว่า “ตามข้ามา”

เซน่าวิ่งไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งไฟลุกท่วมแทบเหลือเพียงแต่ตอเพราะถูกศรระเบิดของโคโล่ยิงใส่ เซน่าหันด้านหลังให้ต้นไม้จากนั้นกล่าวว่า

“ใช้เวทคอลวินด์เรียกกิ่งไม้ที่ติดไฟมาล้อมด้านหน้าและด้านข้างเราไว้”

โคโล่ยังไม่เข้าใจ เซน่ากล่าวว่า “ทำตามคำสั่งข้า”

“คอลวินด์” โคโล่ร้องพร้อมยกมือขึ้น ไม่ทราบลมพัดมาจากทิศใด กิ่งไม้ที่หลายสิบกิ่งที่ไฟลุกท่วมทยอยลอยมาอยู่เบื้องหน้าเขา

เวทมนตร์ธาตุลมคอลวินด์ (Call Wind) เป็นเวทระดับพื้นฐานที่ผู้ใช้เวทลมต้องฝึก มีไว้สำหรับเรียกลมเพื่อยกสิ่งของน้ำหนักเบา แต่ยิ่งผู้ใช้เวทมีพลังกล้าแกร่งเท่าใดน้ำหนักสิ่งของที่ยกได้ก็จะเพิ่มได้มากขึ้นตาม ซาอูตอนอยู่ในงานเลี้ยงตอนรินสุราธารสวรรค์ให้แม่ทัพขุนนางทุกคนก็ใช้เวทมนตร์นี้

โคโล่ทำตามคำสั่งเซน่าบังคับให้กิ่งไม้ที่ไฟลุกท่วมหลายสิบกิ่งมาล้อมด้านหน้าและด้านข้างพวกเขา ส่วนด้านหลังของพวกเขามีต้นไม้ที่ไฟลุกท่วมอยู่แล้ว

โคโล่พลันเข้าใจ !

ทันใดสัตว์ปีศาจนับสิบตัวที่เขาเห็นก็วิ่งมาถึงเบื้องหน้าพวกเขา มีทั้งเสือดำเขาเดียว หมีขนแดงที่มีหลังเป็นหนามขนาดใหญ่ หมาป่าที่มีเขี้ยวยาวออกมาเหมือนดาบ แต่พวกมันเห็นโคโล่และเซน่ามีไฟล้อมรอบก็ไม่กล้าเข้าใกล้

เรดิกัลจะอย่างไรก็คือเรดิกัลในสมองของเขามักมีแผนการเสมอ

เหล่าสัตว์ปีศาจต่างขู่คำรามดูเหมือนพวกมันทยอยกันมาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์ของโคโล่และเซน่ายังคงคับขัน !!

 

------------------

เป็นไงบ้างครับ เข้าสู่บทต่อสู้อีกรอบแล้วนะครับ ผมเขียนฉากน่ารัก ๆ ของโคโล่กับเซน่าเขาไปนิด ๆ ด้วย ไม่รู้ชอบกันหรือเปล่า? // ตอนที่ 10 ใครชอบเวทแบบอลังการและการต่อสู้ทั้งปัญญาทั้งกำลังบอกเลยห้ามพลาดครับเพราะตัวเด็ดออกโรง!!

จบบทที่ ตอนที่ 9 ป่าไม่หวนกลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว