เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 เสียงหัวเราะลุกโชนจากรังเพลิงสีมรกต

บทที่ 14 เสียงหัวเราะลุกโชนจากรังเพลิงสีมรกต

บทที่ 14 เสียงหัวเราะลุกโชนจากรังเพลิงสีมรกต


บทที่ 14 เสียงหัวเราะลุกโชนจากรังเพลิงสีมรกต

ล้อรถที่ไหม้เกรียมเฉียดหน้าลู่เฟิง พุ่งฉิวผ่านไป กระแสลมกระแทกกระพือ

ฉับพลัน รถบรรทุกที่คำรามพุ่งทะยานก็ชนประสานงาเข้าเต็มๆ ใส่ใบหน้าที่แข็งทื่อค้างนั้น จากนั้นก็ยกทั้งร่างที่วิปลาสขึ้นอย่างแรง กระแทก โถม อัดเข้ากับกำแพงอีกฝั่ง!

แรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงราวแผ่นดินไหวกวาดล้างทั้งลานจอดรถชั้นใต้ดิน ฝุ่นผงนับไม่ถ้วนโปรยร่วง แต่ก็ยังไม่ใช่จุดจบ รถบรรทุกที่ส่วนครึ่งคันหน้าจมเข้าไปในผนังกระชากถอยกรูดออกมาอย่างฉับไว ครูดลากเอาก้อนเนื้อเละเทะนั้นออกมาด้วย

จู้หงร่วงลงพื้น พยายามยันกายลุก แต่ใบหน้าที่แหลกละเอียดกลับถูกไฟหน้ารถสาดส่องอีกครั้ง

รถบรรทุกหมุนฟรีเผายางสะบัดหางอยู่กับที่ ร่างใหญ่โตกลับพลิ้วไหวปราดเปรียวราวกับแมว ช่วงตู้ทึบฟาดกระแทกผนังดังปัง และสิ่งที่หันหน้าจังๆ ใส่เธอ มีเพียงแถวล้อสองข้างที่ใหญ่โตจนทอดเงาน่าขนลุก

ล้อหมุน เร่ง กดทับ

เสียงชวนให้หนังศีรษะชาแผ่ซ่านไม่ขาดสาย แต่ก็ถูกเสียงเสียดสีระหว่างยางกับพื้นเคลือบกันลื่นกลบจนมิด ราวกับเครื่องย่อยไม้ที่เดินเครื่องเต็มกำลัง

โลหิตสาดกระเซ็นออกจากหว่างล้อ พร้อมเศษกระดูกกับชิ้นส่วนอวัยวะภายใน

ทบทวนสิ่งที่พวกเขาเคยทำกับศพในห้องใต้ดินนั่น อีกครั้ง!

คืบแล้วคืบเล่า นิ้วแล้วนิ้วเล่า ซอยย่อยปีศาจกินคน จนแหลกละเอียด!

กระทั่งยางที่ปริแตกดีดหลุดจากเพลาขับไปทั้งเส้น

ไฟหน้าที่สว่างโชนค่อยๆ ดับลง

บทเพลงสดุดีอันรื่นรมย์สิ้นสุดลง

[สสารวิญญาณสำรองหมด สิ้นสุดระเบียบ ระยะเวลา: 4 วินาที]

ท่ามกลางความมึนพร่า จี้เจวี๋ยแทบถูกความมืดกลืนกิน หอบหายใจอย่างยากลำบาก

เดิมทีผ่านไปแค่ 1 วินาที เขาก็แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว คาดไม่ถึงว่า ตอนสสารวิญญาณใกล้ถูกดูดจนเกลี้ยง นาฬิกากลับเตือนอีกว่า ซากงูยักษ์บนพื้นยังมีสสารวิญญาณปนเปื้อนที่ยังทำงานอยู่หลงเหลืออยู่

เขาแทบซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ

ดูดรอบเดียวไม่พอ ยังดูดต่อได้อีกตั้งนาน… นี่เพาเวอร์แบงก์ยี่ห้ออะไรเนี่ย?

ทำไมคุณภาพดีขนาดนี้?

ทว่าในความเงียบงัน ใต้หัวรถกลับมีเสียงครวญครางดังขึ้น พร้อมเสียงฉีกเหล็กกล้าที่แหลมคมบาดหู… ใต้แผ่นผ้าเบรกกับดุมล้อที่แตกกระจุย ภายในก้อนเนื้อเละเทะนั้น มีแขนขาที่บิดเบี้ยวแตกหักค่อยๆ ยกขึ้น

ใต้เส้นผมที่ยังเหลือน้อยนิด บนใบหน้าที่ถูกบดจนเป็นผุยผง ไม่มีเค้าความเย้ายวนงามสะคราญดังเดิมหลงเหลืออยู่อีก มีเพียงความดิบเถื่อนน่าคลื่นเหียนและความบ้าคลั่งอันบิดเบี้ยว

ทำเอาจี้เจวี๋ยถึงกับแน่นอกหายใจไม่ออก

ยัง… ไม่ตาย!

“หอมจัง หอมจัง อดใจไม่ไหว กลิ่นของแก หอมจัง หอมจัง”

สิ่งที่คล้ายดวงตาสั่นกระตุก จ้องเขม็งไปทางจี้เจวี๋ย หนวดเส้นแล้วเส้นเล่าคลานยุบยับโผล่มาจากอวัยวะภายใน กรีดร้องและโวยวายอย่างเสียสติ

ริมฝีปากที่เหลือเพียงครึ่งกระดูกอ้าปิด ส่งเสียงหัวเราะแหลมบาดหู “ฮะฮะ ฮะ ฮะฮะฮะ ฮะฮะฮะฮะ พวกแก แม่ง ต้อง—”

การสมานตัวชวนขนลุกเริ่มขึ้นอีกครั้ง ไม่สิ จะว่าเป็นการฟื้นกลับก็ไม่ถูกนัก มันคือการปะติดปะต่อมั่วซั่วและแปะกาวอย่างลวกๆ ต่างหาก ท่ามกลางเสียงประหลาดที่ราวกับทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะปนกัน จู้หงยกแขนขึ้นทีละข้าง ฉีกเหล็กกล้า ค่อยๆ ไต่คลานออกมาจากข้างใน…

แล้วก็มีเสียงแหลมใสกระทบหู พุ่งเข้ามาตรงหน้า

จากมือของลู่เฟิง

ของกลมๆ อวบอ้วนชิ้นนั้น พอดึงสลักออก ก็เด้งตุบตั๊บอย่างรวดเร็วไปตามพื้น กลิ้งเกลือกอย่างขี้เล่น ท้ายที่สุด หล่นปุลงบนหน้าเธอ อวดลวดลายตาข่ายเป็นช่องๆ คล้ายผลสับปะรดอย่างภาคภูมิ

ทำให้สีหน้าบ้าคลั่งอัปลักษณ์นั้นชะงักนิ่ง

แล้วก็มอบพลุชุดสุดท้าย

เปลวไฟกับแรงระเบิด กลืนกินทุกสิ่ง

หลังเสียงสนั่นสะท้านผ่านไป ห้องเครื่องหน้ารถที่แตกยับถูกเปลวเพลิงโอบคลุม ท่ามกลางซากเนื้อที่ถูกเผาไหม้ไม่มีเสียงใดหลงเหลือ

ส่วนลู่เฟิงยังคงยกปืนพกเล็งไปทางนั้นด้วยความระแวดระวัง

จนกระทั่งผ่านไปครึ่งค่อนวัน ด้านในก็ไม่มีเสียงอื่นใดเล็ดลอดออกมาอีก

“ตายแล้ว?”

เขามองจี้เจวี๋ยอย่างลังเล จี้เจวี๋ยฮึดฮัดพลิกตัวลุกจากพื้น พิงกำแพงไว้ ก่อนจะใช้นาฬิกาแตะดูดสสารวิญญาณปนเปื้อนจากไอ้ตัวผีสองตัวนั้นเพิ่มสต็อกไปนิดหน่อย แล้วค่อยๆ ขยับเข้าไปด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งนาฬิกาดังเตือน ตรวจพบสสารวิญญาณปนเปื้อนภายนอกที่ยังคงทำงานอยู่ ต้องการดูดซับหรือไม่?

เขาถึงได้ผ่อนลมหายใจ เหงื่อเย็นท่วมทั้งตัว

ตายแล้ว

ตายสนิทจริงๆ

ถ้าไม่ตาย คนที่จะตายก็คือพวกเขา จี้เจวี๋ยหมดแรงสิ้นท่าแล้ว ต่อให้เธอยังพอหายใจไหวอีกนิด ก็ทำได้แค่ชูคอให้เธอกินบุฟเฟต์เท่านั้น

น่าเสียดาย ต่อไปคงไม่ได้เห็นไฟหน้ารถหรูแบบเพิ่มปริมาณไม่เพิ่มราคาอีกแล้ว

“เดี๋ยวก่อน!”

คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของจี้เจวี๋ยก็จริงจังขึ้นมาทันที “ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป คนจะหาว่าร้านซ่อมรถของเราฆ่าลูกค้า ชิงทรัพย์ปองร้ายไหม?”

ลู่เฟิงแทบอยากซัดสักป้าบให้ไอ้เวรนี่สิ้นเรื่องสิ้นราว “รีบๆ ไปเหอะ เดี๋ยวมีใครโผล่มาเห็นสภาพที่นี่ เข้าล็อกพอดี พวกเราสองคนได้จบเห่จริงๆ”

ทั้งสองประคองกันเดินออกไป เพียงแต่เสียงหัวเราะของจี้เจวี๋ยทำให้ลู่เฟิงขนลุกซู่

“อย่าหัวเราะเลย เฟิงเกอ”

จี้เจวี๋ยกลั้นไม่ไหวถอนใจ “หัวเราะจนขาผมสั่นหมดแล้ว”

ลู่เฟิงเดือดดาลตาถลน “ไม่ใช่แกหัวเราะเรอะ?”

“ผม…”

จี้เจวี๋ยกำลังจะเถียง แต่พอสบตากัน ทั้งคู่ก็พบว่าบนใบหน้าอีกฝ่ายไม่มีเค้ารอยยิ้มแม้แต่น้อย มีเพียงความซีดเผือดที่ค่อยๆ ลอยขึ้นมา

ท่ามกลางแสงไฟที่กระพริบ ในลานจอดรถที่เต็มไปด้วยซากศพและเลือดลามเลอะ ลมเย็นสะท้อนกังวาน พัดพาเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ทำให้ทั้งสองหนาวสะท้านเข้าไปถึงกระดูก

ชวนให้รู้สึกถึงการชมเชยและยกย่อง

ราวกับเพิ่งชมการแสดงของสัตว์จบ แล้วมอบความนับถือและเสียงปรบมือให้ของเล่นในกรง

ป้าบ!

กลางแอ่งเลือด เหมือนมีเม็ดฝนที่มองไม่เห็นโปรยลงมา ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเป็นชั้นๆ สายฝนที่ไร้รูปห่มคลุมทุกสิ่ง จนท้ายที่สุด ในสีชาดที่แลเห็นทั่วดวงตา ก็เต็มไปด้วยระลอกพิกลที่ผุดขึ้นไม่ขาดสาย

ท่ามกลางระลอกนั้น ดวงตาข้างหนึ่งค่อยๆ ลืมขึ้น ตามด้วยข้างที่สอง ที่สาม ที่สี่

ดวงตานับไม่ถ้วนลืมขึ้นมาจากทะเลเลือด จ้องมองผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากห้วงการต่อสู้ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและรื่นรมย์ เหมือนกำลังมองของเล่นชิ้นใหม่

ทั้งสองยืนนิ่งแข็งค้างอยู่กับที่

ลู่เฟิงกลืนน้ำลาย “เสี่ยวจี้…”

“หืม?”

“เมื่อกี้ท่านั้น นายพอจะ… อีกที…”

“หมดแล้ว หมดเกลี้ยงแล้ว”

มุมปากจี้เจวี๋ยกระตุก “ถึงฉันจะหาของมาฆ่าตัวตายอีกสักรอบ รถมันก็ไม่มีแล้วนะ!”

รถบรรทุกคันเดียวที่มี เขาเล่นจนพังยับไปแล้ว ต่อให้เปิดใช้งานระเบียบการเอาชีวิตรอดอีก จะให้ทำอะไรต่อได้ล่ะ จะขยับนิ้วนิดหน่อยแล้วเสกออโต้บอทจากไซเบอร์ตรอนออกมารึไง?

ตอนนี้ ดวงตาของเขาถูกหน้าต่างป๊อปอัปนับไม่ถ้วนทับซ้อนขึ้นมาอีกระลอก

[ตรวจพบสสารวิญญาณปนเปื้อนภายนอกที่ยังไม่สงบ มีสัญญาณการแปรสภาพ]

[คำเตือน ดัชนีความไม่สงบของสสารวิญญาณปนเปื้อนภายนอกกำลังเพิ่มขึ้น ถึงเขตแดนปนเปื้อนแล้ว]

[คำเตือน ตรวจพบแหล่งมลพิษกำลังเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว กำลังเริ่มระบบป้องกันการปนเปื้อนจากการแปรสภาพ เริ่มต้นล้มเหลว ข้อผิดพลาด ข้อผิดพลาด ข้อผิดพลาด]

[ข้อผิดพลาด]

จี้เจวี๋ยแทบเดือดปุด อยากควักมีมหมาฮัสกี้ชี้นิ้วออกมาถามไอ้นาฬิกาบ้าๆ นี่ ว่านอกจากแจ้งข้อผิดพลาดแล้ว ยังทำอะไรได้อีกไหม?!

ลืมสนิทไปแล้วว่าเมื่อครู่นี้ใครกันที่อาศัยการดูดสสารวิญญาณของพี่ชายลูกพี่ลูกน้องกับระเบียบการเอาชีวิตรอดฉุกเฉินถึงเอาตัวรอดมาได้ถึงตอนนี้

น่าเสียดาย ตอนนี้ต่อให้ไหว้พี่ชายลูกพี่ลูกน้องยกให้เป็นทวดก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

ท่ามกลางเสียงหัวเราะแหบพร่า เงาหลังค่อมค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นจากทะเลเลือด

ผอมแห้งและเตี้ย ราวกับซากศพแห้งที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทว่าเพียงแววตาสีดำสนิทกวาดมองมา ก็ทำให้คนขนหัวลุกหนาวสะท้านจากก้นบึ้งวิญญาณ

แล้วเงารางๆ นั้นก็เดินทอดน่องไปบนเลือด ก้มตัว เก็บศีรษะที่เหลืออยู่จากซากของจู้หงขึ้นมา พินิจสีหน้าที่ตรึงแน่นในชั่วขณะสุดท้าย ปลายนิ้วค่อยๆ ลูบผ่านรอยแยกที่อัดแน่นด้วยความกราดเกรี้ยวและความสิ้นหวัง

เพียงแต่หัวเราะแผ่วเบา:

“ว่ากันตาม ‘ตัวอ่อน’ แล้ว คุณสมบัติของเธอยังไม่สมบูรณ์นัก ถึงอย่างนั้น หากปล่อยเวลาให้สั่งสม อาศัยความโลภและโหดเหี้ยมแบบนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ออกผลเป็นพิษอันชั่วร้ายอะไรสักอย่าง

น่าเสียดาย อย่างเก่งก็ได้แค่นี้เท่านั้น

เดิมทีฉันหมดหวังไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าวันนี้ยังมีเรื่องน่าประหลาดใจให้ยินดี”

ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นหันไปมองผู้บุกรุกสองคนที่กำลังย่องถอยหลัง มองจี้เจวี๋ย ใบหน้าพร่ามัวนั้นเหมือนคลี่ยิ้มขึ้น แฝงไว้ด้วยความปลื้มปิติกับการชมเชย:

“ช่างเป็น วัสดุชั้นเลิศแท้ๆ”

สายตาหิวกระหายแทบจะน้ำลายไหล

แค่ถูกจ้องด้วยดวงตาคู่นั้น ก็ทำให้จี้เจวี๋ยกลั้นไม่อยู่เริ่มตัวสั่น

เชี่ยเอ๊ย มีโรคจิต!

วายร้ายทั่วไปโผล่มาทีไร ก็หัวเราะฮ่าฮ่าท้าทายฟ้า แล้วก็สังหารคู่ต่อสู้ที่กล้าฆ่าลูกน้องตัวเองอย่างไม่ไยดี มีแต่แกนี่แหละที่จ้องมองเด็กหนุ่มหน้าตาพอดูได้อย่างฉันแล้วตาเป็นประกาย หน้าแดง ใจเต้น ตกหลุมรักอะไรกันนักกันหนา…

โคตรน่ากลัวฉิบหาย!

ชั่วขณะนั้น เลือดที่ไหลวนก็ผุดพุ่งขึ้น ร้อยเรียงเป็นมือยักษ์เก้านิ้วอันประหลาด ฟาดตะครุบเข้ามาทางพวกจี้เจวี๋ยอย่างรวดเร็ว เล่นเอาจี้เจวี๋ยหน้าถอดสี:

“พี่ชาย ผมไม่ขายก้นนะ มาผิดคนแล้ว!”

หัตถ์โลหิตชะงัก

บนใบหน้าที่เหี่ยวแห้งราวซากศพนั้น รอยยิ้มเหมือนแข็งค้างชั่ววูบ ทำให้จี้เจวี๋ยยิ่งมั่นใจและกระจ่างชัดในใจขึ้นมา: แม่ง เอ็งนี่แหละหวังจ้องจะเอาก้นข้า!

แต่น่าเสียดาย ‘ความจริง’ ไม่ใช่แบบนั้น

เขาแทบไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าจี้เจวี๋ยพูดอะไร

ท่ามกลางดวงตานับไม่ถ้วนที่ลืมปิดสลับกัน สิ่งที่มันจ้องอยู่ คือเส้นแสงผลึกที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในแอ่งเลือดใต้เท้าของจี้เจวี๋ย… งอกงามขึ้นมา ราวเมล็ดพืชกำลังแตกหน่อ

ดอกคริสตัลใสสะอาด งอกทะลุขึ้นมาจากคอนกรีตและเหล็กหิน

เสมือนตะปู ตรึงแน่นลงในแอ่งเลือด ทำให้เลือดไม่อาจไหลรุกคืบไปได้อีกแม้แต่นิ้วเดียว

ชั่วขณะหนึ่ง เวลาเองก็เหมือนหยุดนิ่งตรงนั้น

ทุกสิ่งถูกตรึงแข็งด้วยการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้

ก้องอยู่ในอากาศ มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวไกลหนึ่งเสียง

“ในที่สุด… ก็จับได้แล้ว!”

เหนือพื้นดิน หน้าไนท์คลับอันวุ่นวายสับสน ร่างที่พิงมอเตอร์ไซค์สูบบุหรี่อยู่ถอนหายใจเบาๆ สะบัดเขม่าบุหรี่ออกจากปลายนิ้ว หมุนตัว ผมยาวสะบัดพลิ้วตามลม

แสงนีออนกระพริบส่องแก้มของเธอ และมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอำมหิต

แล้วเธอก็ยกมือขึ้น จากระยะห่างแสนไกล ผ่านชั้นพื้นและแผ่นคอนกรีตมากมาย แผ่คลุมเงาร่างค่อมในกองเลือดอย่างเลือนราง จากนั้น นิ้วทั้งห้าก็กำแน่น!

บึ้ม!!!

พื้นดินสั่นสะเทือน อาคารครวญครางสะเทือนก้อง ภายในอาคารจอดรถที่อับเหม็น ฉับพลันมีผลึกนับไม่ถ้วนแหลมคมราวคมมีดผุดขึ้นจากความว่างเปล่า แผ่ขยาย หลอมรวม ราวกับกลายเป็นต้นไม้ยักษ์ งอกพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน แผ่ลึกลงสู่เบื้องล่าง

แทงทะลุ!

ฉีกทลายได้อย่างง่ายดายทั้งสิ่งกีดขวางวัตถุและการโต้กลับสีเลือด บดขยี้จนเป็นผงทั้งดวงตายักษ์นับไม่ถ้วนพร้อมกับกองเลือด จากนั้น เสียงแผ่นพื้นแตกดังสนั่นตามมาไม่ขาดสาย ร่างสูงโปร่งนั้นร่วงจากจุดเดิม ดิ่งลงไปด้านล่าง

ชั่วพริบตาเดียว ก็ร่วงถึงชั้นล่างสุดของลานจอดรถ

ท่ามกลางแสงสลัวที่กระพริบและฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ปรากฏใบหน้าที่ไม่ได้อ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย ก้มมองซากศพแห้งในกองเลือด: “เดี๋ยวนี้ ไอ้พวกขี้หมาของสมาคมบูชามังกร ยังกล้าโผล่หัวในหยาเฉิงกันอีกเหรอ?”

“ระดับการก้าวข้าม”

ยามนี้ บนใบหน้าพร่ามัวของซากศพ ความเย้ยหยันและตื่นเต้นหายเกลี้ยง เหลือเพียงความเคร่งเครียดดั่งเผชิญศัตรู

ลานจอดรถกว้างใหญ่ ตอนนี้ถูกท่วมด้วยสีเลือดที่ระเบิดปะทุและต้นไม้คริสตัลงดงามนับไม่ถ้วน แสงผลึกอันเจิดจ้าปะทะกับสีแดงฉาน เกี่ยวรัดห้ำหั่นกัน

เพียงลมบ้าคลั่งที่กวัดแกว่ง ก็พัดเอาจี้เจวี๋ยกับลู่เฟิงที่หดหัวเอาชีวิตรอดกระเด็นปลิว

ท่ามกลางพายุลมและเศษซากปลิวว่อน สองคนที่ตกตะลึงทรุดราบไปกับพื้น เงยหน้าสบตากันชั่ววูบ ก่อนจะพร้อมใจกัน… หันมองไปทางทางออก

ลู่เฟิงคลานเลื้อยไปข้างหน้า ส่วนจี้เจวี๋ยก็ไหลตามหลังไปอย่างตะกุกตะกักเป็นลูกคลื่น

ถึงจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ถ้ายังไม่เผ่นแล้วดันยืนปรบมืออยู่ที่เดิม รอให้เซียนมาวัดกันแล้วพาลบดเราแหลกเป็นผงหรือไง?

ทว่า การต่อสู้ที่คาดว่าจะเดือดสามร้อยยก กลับไม่เกิดขึ้นเลย

เรียกได้ว่า เพิ่งเปิดฉากก็ปิดเกมแล้ว

ชั่วพริบตาที่สีเลือดปะทุ ซากศพแห้งก็แตกสลายฮวบ หายวับไร้ร่องรอย หนีเร็วกว่าพวกจี้เจวี๋ยอีก!

เอาจริง ไม่มีฟอร์มและราศีของผู้แข็งแกร่งสักนิด

ขายขี้หน้า!

จี้เจวี๋ยสบถอยู่ในใจ พลางหยุดไหลรูด สองพี่น้องเงยหน้ามองรองเท้าบูทหนังสีดำตรงหน้า ค่อยๆ เงยขึ้น จึงเห็นใบหน้าของเหวินเหวิน

เธอเอียงคอ จุดไป๋ซิงมวนใหม่ สูดพ่นควันเบาๆ แล้วถามยิ้มๆ ว่า “โย่ สองคนนี้จะเตรียมไปไหนกันล่ะ?”

ชวนให้ประหลาดใจจริงๆ

เพราะต่อหน้าภัยคุกคามที่แพร่ลามอย่างอาการกระหายเลือด กรมความมั่นคงเองก็เฝ้าดูบันทึกแจ้งเหตุของแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว เจอความผิดปกติหรือคดีแปลกๆ ก็พร้อมตรวจสอบและออกปฏิบัติการทันที

หลังถงฮว่าตามสืบจนรู้ทิศทางของผู้โจมตี เหวินเหวินที่ตามมาทีหลังนึกว่ามาช้าไปแล้ว คงได้มาฟรีๆ

คาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นภาพมหัศจรรย์แบบนี้

จะว่าไป โลกนี่ช่างน่าพิศวงจริงๆ

และต่อหน้ารอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรจนน่าขนลุกนั้น สีหน้าลู่เฟิงกระตุกเบาๆ มืออีกข้างก็แอบเอา…ก้อนยางดำๆ เนื้อนิ่มที่เพิ่งควักจากกระเป๋า เก็บยัดกลับไปอีก ยัดให้ลึกกว่าเดิม

น่าเสียดาย ลู่เฟิงพูดไม่เก่ง ได้แต่ดันแขนจี้เจวี๋ยข้างๆ ให้รีบพูดอะไรทะเล้นๆ สักสองคำแก้เก้อ

จี้เจวี๋ยอึกอักอยู่พักใหญ่ ก่อนจะฝืนยิ้มแบบงานบริการออกมาได้ “พี่สาว มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ?”

“อืม ให้ฉันนึกแป๊บ”

เหวินเหวินบีบคางทำท่าคิด ไม่นานก็กลั้นขำไม่อยู่ “ตั้งแต่ตอนที่เธอบอกว่า ชาตินี้ทุ่มสุดตัวเป็นพวกบ้างาน ไม่ใช่เพื่อกลายเป็นไอ้ของพรรค์นั้น… นั่นแหละ”

“อย่าๆๆ อย่าพูดเลย ขอร้อง!”

จี้เจวี๋ยรู้สึกว่าทั้งตัวตึงเครียด ถึงแม้คำเพี้ยนๆ นั่นจะเป็นสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดไปเมื่อกี้ แต่นิ้วเท้าก็เกร็งกดพื้นโดยอัตโนมัติ รู้สึกว่าลานจอดรถห่วยๆ แห่งนี้ติดหนี้เขาอยู่หนึ่งคอนโดสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น

“ขอบคุณพี่สาวที่เมตตาช่วยชีวิต!”

เขาไอโขลกอยู่พักใหญ่ กว่าจะยันตัวลุกขึ้นได้ ชูกำปั้นคำนับ “วางใจได้เลยครับ เรื่องวันนี้ พวกเราสองพี่น้องจะไม่มีวันพูดออกไปให้คุณลำบากใจแน่นอน

ภูเขาไม่หมุนแต่น้ำไหลเวียน ภูเขาน้ำยังมีวันได้พบกัน โอกาสหน้า—”

ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็ฉุดลู่เฟิง เตรียมเผ่น

น่าเศร้าที่ว่า ก็ยังเผ่นไม่รอด

มีบัตรเจ้าหน้าที่กางออกตรงหน้าเขา

“แนะนำตัวหน่อย ฉันเหวินเหวิน หัวหน้าประจำเขตเป่ยซาน กองปฏิบัติการ กรมความมั่นคงเมืองหยาเฉิง พูดง่ายๆ ก็เหมือนตำรวจชุมชนดูแลโซนเขตเป่ยซานนี่แหละ”

พูดจบ เธอก็กดมือไว้บนไหล่ทั้งสองคน เชิญชวนอย่าง “อบอุ่น” ว่า

“เราไปหาที่คุยกันหน่อยดีไหม?”

.

.

ครึ่งชั่วโมงถัดมา ทั้งบิ๊กไบก์และลูกแกะน้อยของจี้เจวี๋ยโดนจอดทิ้งไว้ข้างถนน

ตลาดกลางคืนเมืองหยาเฉิง บรรยากาศคึกคัก ร้านอาหารแผงลอยแนวตั้งโต๊ะ ผู้คนขวักไขว่ จอแจสุดๆ

แปะ!

เบียร์เย็นเป็นเหยือกหนึ่ง กับไม้ปิ้งย่างร้านปิ้งย่างตงเฉิงที่กองเป็นภูเขา วางโป๊กลงตรงหน้าสองหนุ่ม

“มา ชนแก้ว”

เหวินเหวินยกแก้วเบียร์ก่อนเป็นคนแรก เงยหน้ากรึ๊บๆๆ กระดกหมดในคำเดียว จากนั้นเรอดังสะใจ แล้วก็คีบถั่วแระมากัด

ไม่มีห้องสอบสวน ไม่มีโปสเตอร์รับสารภาพลดโทษ ไม่มีมุกตำรวจดีตำรวจเลว

สองหนุ่มอึ้งกิมกี่ จี้เจวี๋ยกับลู่เฟิงหันมามองหน้ากัน

“เอ่อ…” จี้เจวี๋ยเริ่มถาม “ไม่ใช่ว่าคุณจะสอบถาม—”

ยังพูดไม่ทันจบ เบียร์หนึ่งแก้วก็ถูกยัดใส่มือเขา ชนแก้วดังแกร๊ง เหวินเหวินส่ายหน้าอย่างไม่แยแส “เวลานี้เลิกงานแล้ว จะรีบทำโอทีไปทำไม ดื่ม!”

จี้เจวี๋ยทำท่าจะพูดแต่ก็กลืนคำลงคอ

มาถึงขนาดนี้แล้ว เรื่องที่ตัวเองดื่มเหล้าไม่เป็นก็พูดออกไปไม่ได้เลย!

งงๆ เบลอๆ อยู่ไม่ทันไร เบียร์ก็เปลี่ยนเป็นไวน์แดง ไวน์แดงก็เปลี่ยนเป็นเหล้าขาว ซัดไปไม่รู้กี่แก้ว จี้เจวี๋ยก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ รู้สึกได้เลยว่า พี่สาวใหญ่นี่คอแข็งลึกซึ้งพอๆ กับใจกว้างของเธอจริงๆ ลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึง

แล้วก็… ไม่มีอะไรต่อจากนั้นอีก

เขาถูกเหล้าสอยร่วงเรียบร้อยแล้ว

จบบทที่ บทที่ 14 เสียงหัวเราะลุกโชนจากรังเพลิงสีมรกต

คัดลอกลิงก์แล้ว