เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 : ทักทายกันด้วยกำปั้น

บทที่ 2 : ทักทายกันด้วยกำปั้น

บทที่ 2 : ทักทายกันด้วยกำปั้น


บทที่ 2 : ทักทายกันด้วยกำปั้น

 

หลายเดือนก่อน...

 

“ก็บอกแล้วไงว่าทำงาน ๆ ไม่ได้มีอีหนูซ่อนอยู่ที่ไหนหรอกน่า” ชายหนวดเฟิ้มตวาดใส่ปลายสายที่เขาสนทนาด้วย เสียงที่ดังแบบไม่เกรงใจชาวบ้าน ทำให้กิลเลนที่นอนฟุบอยู่แถวนั้นต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมามองหาต้นเสียง

 

“ไม่เชื่อก็มาดูกับตาเลยก็ได้... เออ... นั่นแหละ แค่นี้นะ”

 

กิลเลนรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดตามมาเขาจึงรีบแกล้งทำเป็นหลับต่อ แต่ไม่ทันซะแล้ว รุ่นพี่เสียงแปดหลอดเห็นเขาเข้าพอดีจากนั้นก็เริ่มบ่นเป็นชุด

 

“ทำงานงก ๆ หาเงินก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาจับผิดอะไรกันนักหนา”

 

“คร้าบบบ ตามนั้นแหละครับ เมียพี่ก็เกินไป แต่ผมยังไม่ได้นอนเลย ถ้างั้นผม...”

 

“ไหนจะค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเล่าเรียนลูก ไม่ทำงานหนักขนาดนี้จะมีเงินพอเรอะ”

 

“...ก็ใช่แหละ รุ่นพี่ทำงานเหนื่อยขนาดนี้เค้าไม่รู้เลยเหรอ แต่ยังไงผมขอตัวไปน...”

 

“แล้วก็มาบ่นว่าเรามีบ้านเล็กบ้านน้อยรึเปล่า บ้าเรอะ! จะเอาเงิน เอาเวลาที่ไหนไปหาวะ”

 

“ก็จริงนะ ผู้ชายที่เห่อลูกเห่อเมียจนในกระเป๋าสตางค์มีแต่รูปครอบครัวนี่ไม่มีทางเลยที่จะไปหาอีหนูที่ไหนได้...”

 

รุ่นพี่หนวดเฟิ้มได้ยินก็ถลึงตาใส่ เข้าพุ่งเข้าไปกะจะรัดคอเจ้ารุ่นน้องตัวดีเพื่อเค้นถามว่า “ทำไมเอ็งถึงรู้เรื่องนั้นได้วะ” แต่มีหรือความไวระดับกิลเลนจะยอมให้คว้าตัวไว้ง่าย ๆ ชายหนุ่มพุ่งตัวหลบอย่างง่ายดายทั้งที่ยังอ้าปากหาวหวอด ๆ

 

“อาาาา รุ่นพี่อย่ามาพาลใส่ผมสิ”

 

“มาให้เตะตูดซะดี ๆ เลยนะ เอ็งน่ะ!” ชายร่างใหญ่วิ่งไล่เขาแก้เขิน ทั้งที่เขามั่นใจเรื่องความเร็วของตนเองพอดูแต่กลับตามรุ่นน้องตัวแสบไม่ทันเลยแม้แต่น้อย “ทำไมเอ็งเร็วขนาดนี้ได้ฟะ นี่มันคนหรือลิงเนี่ย”

 

ภาพถูกตัดมาอีกครั้งคือที่นั่งด้านหน้าของรถบรรทุกที่กลับหัวกลับหางพิกล ร่างของกิลเลนถูกยึดเอาไว้กับเก้าอี้ด้วยเข็มขัดนิรภัยที่คาดไว้ทำให้เขาไม่ได้ร่วงลงมาหัวทิ่ม สิ่งแรกที่ทำคือพยายามทำหนังจากได้สติคือหันไปสะกิดเพื่อนรุ่นใหญ่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

 

“รุ่นพี่… ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”

 

แต่แม้จะเขย่าแขนอีกฝ่ายยังไง เขาก็ไม่มีท่าทีจะรู้สึกตัว กิลเลนสังหรณ์ใจไม่ดีเลย เขาเอื้อมไปจับคออีกฝ่ายแล้วก็พบว่าแม้ร่างจะยังอุ่น ๆ อยู่แต่ชีพจรของเขาก็ไม่เต้นแล้ว ชายหนวดเฟิ้มผู้มักจะส่งเสียงหนวกหูอยู่เสมอจนน่ารำคาญ ตอนนี้กิลเลนอยากได้ยินเสียงของเขาอีกครั้งเป็นที่สุดแต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

 

กิลเลนพบว่าใบหน้ารุ่นพี่เต็มไปด้วยเลือดสด ๆ ที่เขาเองก็ประหลาดใจที่ไม่ได้สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนแรก ดูเหมือนว่าชายร่างใหญ่จะจากไปก่อนที่รถจะคว่ำเสียด้วยซ้ำ

 

กิลเลนมารู้ภายหลังว่าสาเหตุการเสียชีวิตของเขาคือก้อนหินก้อนโตที่พุ่งทะลุกระจกเข้ามา มันกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาพอดิบพอดี ในมุมและทิศทางที่เลวร้ายที่สุด เขาเสียชีวิตทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้กิลเลนได้พยายามทำอะไรเพื่อยื้อชีวิตเอาไว้ เมื่อมั่นใจว่ามันสายเกินกว่าที่จะทำอะไรได้อีก กิลเลนจึงพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเข็มขัดนิรภัย ในจังหวะนั้นเองเขาบังเอิญหันไปเห็นกระเป๋าสตางค์ของรุ่นพี่ที่หลุดร่วงออกมา รูปถ่ายหลายรูปที่อยู่ในนั้นหล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น แม้จะมืดมาก แต่แสงไฟจากข้างทางที่บังเอิญส่องลอดเข้ามาพอดีก็ทำให้กิลเลนเห็นภาพเหล่านั้นอย่างชัดเจน

 

ชายหนุ่มหยุดมองภาพนั้นอยู่นานหลายอึดใจ มันเป็นภาพของรุ่นพี่ ภรรยาแสนสวยของเขาและลูกสาววัยกำลังน่ารัก ภาพเหล่านี้คือสิ่งที่เพื่อนพนักงานทุกคนเห็นว่าเขาแอบเอาขึ้นมาดูอยู่บ่อย ๆ โดยคิดว่าจะไม่มีใครเห็น มีอยู่ภาพหนึ่งเขากำลังอุ้มลูกสาวที่กำลังหันมาโบกมือให้กับกล้อง รอยยิ้มของเด็กน้อยทำให้กิลเลนแทบน้ำตาซึม

 

“ขอโทษนะ พี่ช่วยอะไรพ่อหนูไม่ได้เลย…”

 

“เฮ้ย ดูเหมือนยังมีคนไม่ตายด้วย เอาไงดีวะ” เสียงซุบซิบของใครบางคนดังมาจากนอกตัวรถ

 

“เอาไงเรอะ ถามมาได้ ก็ถ้ายังไม่ตายก็ทุบซ้ำอีกทีสิวะ”

 

เสียงจากคนแปลกหน้าที่พูดคุยกันอยู่ไม่ห่างออกไปมากทำให้กิลเลนแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องที่เกิดครั้งนี้มันไม่ใช่อุบัติเหตุแต่มันคือการปล้น! มันคือการฆาตกรรม

 

“อภัยให้ไม่ได้!!”

 

กิลเลนกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง เสียงตะคอกเค้นถามของโอเวนทำให้เขาสติหลุดไปวูบหนึ่ง

 

“บอกมา! แกคือฆาตกรที่อยู่ในข่าวใช่ไหม ชื่ออะไรนะ กิล เกล อะไรเนี่ย”

 

“กิลเลน!?” พีโอเนียเผลอหลุดปากออกไปด้วยความตกใจ แต่เธอยังไม่อยากเชื่อว่าฆาตกรที่โอเวนพูดถึงคือเขาจริง ๆ จึงพยายามถามย้ำด้วยอีกคน

 

“ใช่ กิลเลน ชื่อนี่จริง ๆ แหละ เป็นแกจริง ๆ ด้วยสินะ ไอ้ฆาตกร”

 

ป่วยการที่จะปฏิเสธ กิลเลนจึงยอมรับไปตรง ๆ เขาพยายามจะอธิบายต่อแต่โอเวนก็ไม่เปิดโอกาสให้

 

“หมอนี่ถูกดักปล้นก็จริง แต่ว่าพวกที่มาปล้นยังเป็นเด็กวัยรุ่นกันทุกคน ทั้ง ๆ ที่รู้แบบนั้นแต่หมอนี่ก็ฆ่าทุกคนอย่างโหดเหี้ยม”

 

...เฮ้ เดี๋ยวสิ ตอนนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นเป็นแค่วัยรุ่น ก็แต่ละคนหน้าตารุ่นลุงกันทั้งนั้น ที่สำคัญไอ้คำว่าฆ่าอย่างโหดเหี้ยมนี่มันผิดจากความเป็นจริงไปไกลโขเลย…

 

“หมอนี่ลากวัยรุ่นที่ถูกซ้อมยับมากองรวมกัน จากนั้นก็ใช้ไม้กระหน่ำฟาดพวกนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนตาย” โอเวนเล่าราวกับตนเองอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ทั้งที่เรื่องที่เขาเล่าเป็นแค่ข่าวที่ถูกส่งต่อกันในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีข้อเท็จจริงปนอยู่มากน้อยแค่ไหนก็ยากจะรู้ได้

 

“มะ… มันไม่ใช่แบบนั้น” กิลเลนอธิบายด้วยอาการละล่ำลำลัก ยิ่งเห็นสายตาเย็นชาและไม่ไว้ใจที่ทุกคนพร้อมใจกันส่งมาให้ก็ทำให้เขายิ่งพูดติดขัดไม่เป็นภาษา

 

“นายทำแบบนั้นกับคนที่ไม่สู้แล้วเหรอ” คาตาลิสต์รายหนึ่งพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงผิดหวัง เธอเบี่ยงสายตาหลบกิลเลนราวกับตัดสินไปแล้วว่าเขาคือคนร้าย

 

“ไอ้ขยะเอ๊ย” เสียงเล็ก ๆ ของใครบางคนแทรกขึ้นมาจากในหมู่ฝูงชน กิลเลนแน่ใจว่ามันคือเสียงของคาตาลิสต์คนใดคนหนึ่งแน่นอน

 

“เดี๋ยวก่อนสิคะ เรื่องในอดีตก็คือเรื่องในอดีต ตอนนี้พวกเราทุกคนคือกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือโลกนะคะ” พีโอเนียเข้ามาขวางระหว่างฝูงชนกับกิลเลน

 

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ หลบไป!” พูดไม่พูดเปล่าโอเวนผลักพีโอเนียที่ตัวผอมบางกว่าเขาเกือบครึ่งหนึ่งจนเซถอยหลัง

 

“นี่คุณ! อย่าใช้กำลังกับผู้หญิงสิ” จัสตินที่ยืนคุมเชิงอยู่เข้ามาคว้าพีโอเนียไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะเสียหลังล้มลง ชายที่ดูสงบเสงี่ยมมาตลอดแบบเขาแววตาฉายแววดุดันขึ้นมาทันที

 

“แกเองก็หลบไปด้วย ฉันยังไม่เสร็จธุระกับไอ้หมอนั่น”

 

ห่างออกมากลุ่มที่กำลังจะวางมวยกัน แมดเดอลีนเห็นท่าทางไม่ดีจึงตั้งใจจะเข้าไปห้ามปราม แต่อาเบลกลับดึงมือรั้งเธอเอาไว้เขาส่ายหน้าและพูดว่า “ดูไปก่อน… อย่าเพิ่งทำอะไร”

 

กิลเลนแปลกใจที่ทำไมทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ เมื่อครู่คนที่ทำท่ากำลังจะมีเรื่องกันคือจัสตินและโอเวนแท้ ๆ แต่ตอนนี้ โอเวนกำลังจะเข้ามาเล่นงานเขาเพราะเขาดันเผลอปากดีออกไป

 

“ถ้าคุณอยากจะมีเรื่องกับใครสักคนก็มามีกับผมแทน สองคนนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย” กิลเลนพูดออกไปแบบนั้นก็จริงแต่ก็ไม่คิดว่าโอเวนจะเห็นมันเป็นจริงเป็นจัง เขาแค่ไม่อยากให้จัสตินต้องมาเจ็บตัวเพราะเขาก็เท่านั้น

 

ตอนนี้สถานการณ์เลยกลายเป็นว่าโอเวนอยากทดสอบว่าทำไมคนอย่างเขาถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้

 

“อยากรู้นักว่าฆาตกรฆ่าเด็กอย่างแกมีดีอะไร”

 

...อย่ามาบิดเบือนเป็นฆาตกรฆ่าเด็กสิเฟ้ย พวกนั้นน่ะอีกปีสองปีก็ผู้ใหญ่กันแล้วนา…

 

โอเวนเริ่มต้นก่อนด้วยฟุตเวิร์คที่เขาถนัด ลีลาการเคลื่อนไหวและการโยกตัวหลบไปมา ต่อให้เป็นมือสมัครเล่นก็รู้ได้ทันที่ว่าเขามีฝีมือร้ายกาจ โอเวนทักทายด้วยหมัดแย๊บที่เร็วจนหลายคนในนั้นมองไม่ทัน

 

“ลีลาดีเลยนี่นา หมอนั่นเป็นนักมวยเหรอ” แพทริคเปรยขณะที่ขยับแว่นให้มองเห็นได้ชัดขึ้น เขามาจากคนละประเทศแถมยังคนละยุคจึงไม่เคยได้ยินชื่อของโอเวนมาก่อน

 

“ไม่ใช่แค่มวยสากลหรอกนะ เทควันโด ไอคิโด ยิวยิตสู ซามบะ คน ๆ นี้เป็นสารพัดวิชาน่ะแหละ ไม่งั้นก็คงไม่ได้เป็นถึงแชมเปี้ยนของเอ.เอ็ม.เอ.หรอก” เจโรมนักฮ็อกกี้น้ำแข็งที่มาจากยุคเดียวกับทั้งโอเวนและกิลเลนชี้แจง

 

“เอ.เอ็ม.เอ.” หนุ่มแว่นขมวดคิ้ว

 

“ออลมาเชียลอาร์ต เป็นงานแข่งขันที่รวมศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงในโลก ผู้ที่ชนะในงานนี้ก็คือผู้ที่สมกับฉายาชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลกนั่นเอง”

 

การเล่นไล่จับระหว่างโอเวนและกิลเลนยังคงดำเนินต่อไป ในช่วงแรกโอเวนแค่ต้องการแหย่มือสมัครเล่นอย่างเขาจึงไม่ได้เอาจริงเอาจังที่จะชกให้โดน แต่ในตอนนี้แม้ว่าเขาจะเร่งความเร็วขึ้นแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแตะถูกตัวอีกฝ่ายได้

 

...ไอ้หมอนี่มันอะไรกัน การเคลื่อนไหวแบบมือสมัครเล่นชัด ๆ แต่ทำไมไวได้ขนาดนี้เลยวะ…

 

ตรงกันข้ามกับกิลเลน ตอนแรกเขารู้สึกหวาดกลัวเพราะกำลังจะมีเรื่องกับมืออาชีพแต่ตอนนี้กลับรู้สึกสงบลงอย่างประหลาด เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายถึงจะปากร้ายไปบ้างแต่ก็คงไม่ได้เอาจริงสักนิด ไม่งั้นก็คงไม่เหวี่ยงหมัดที่เหมือนภาพสโลโมชั่นแถมดูไร้เรี่ยวแรงแบบนั้นไปมาหรอก

 

ในขณะที่คนดูทั้งหลายต่างลุ้นจนน้ำลายเหนียวคอ แต่ละหมัดของโอเวนจริงจังและรุนแรงราวกับแฝงไปด้วยจิตสังหาร เสียงหวดลมดังขวับเหมือนกับแส้ที่ฟาดออกไปชวนเสียวสันหลังวาบ การเคลื่อนไหวของเท้า การโยกตัวเพื่อพุ่งทะยาน ทุกอย่างช่างทรงพลัง แต่ทำไมฆาตกรกระจอกในสายตาทุกคนจึงยังคงเบี่ยงหลบได้

 

...นี่ฝันไปใช่ไหมเนี่ย…

 

คำพูดคล้าย ๆ กับที่กิลเลนคิดมาตลอดทั้งวัน แต่คราวนี้มันกลายเป็นของโอเวนและอีกหลาย ๆ คนที่อยู่ที่นั่นแทน

 

แพทริคถอดแว่นออกมาเช็ดแล้วเช็ดอีก แต่ว่าปัญหาของเขาไม่ได้อยู่ที่แว่น ซึ่งอาการของเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากเจโรมที่ยืนหน้ามึนอยู่ข้าง ๆ

 

“นายบอกว่า หมอนั่นอาจจะเก่งที่สุดในยุคของนายใช่ไหม”

 

“ความน่ากลัวที่แท้จริงของโอเวนอยู่ที่ท่าจับล็อค ขอจับอีกฝ่ายอยู่ ชัยชนะก็จะเป็นของเขา” เจโรมพยายามหาเหตุผลมาแก้ตัวให้แทนทั้งที่เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจว่านี่มันคือมวยผิดรุ่นชัด ๆ

 

หมับบบ!!

 

ไม่ทันขาดคำดี โอเวนก็คว้าไหล่ของกิลเลนไว้ได้จากด้านหลัง ประสบการณ์ที่เหนือกว่ามากทำให้เขาเริ่มจับทิศทางมั่วซั่วของอีกฝ่ายได้ในที่สุด ในพริบตานั้นมือข้างนั้นก็กดไหล่ของกิลเลนลงต่ำ ส่วนอีกข้างที่คว้ายึดแขนของกิลเลนเอาไว้ได้ก็เตรียมบิดเต็มแรง

 

“ขอไหล่ข้างนี้ก่อนเถอะนะ” โอเวนคำรามด้วยความสะใจ แมดเดอลีนพยายามร้องห้ามแต่ไม่ทันก็ไม่ทันการแล้ว โอเวนออกแรงอย่างเต็มที่โดยไม่ได้ยั้งแม้แต่น้อย ถ้าเขาทำสำเร็จไหล่ของกิลเลนถ้าไม่แตกร้าวก็คงจะหลุดจากข้อต่ออย่างแน่นอน

 

กร๊อบบบ

 

“อ๊ะ ขอโทษนะครับ” กิลเลนสลัดหลุดจากท่าจับง่าย ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรเลย เขาก็แค่เอาแรงฝืนเข้าว่า

 

เสียงลั่นดังเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงไหล่ของกิลเลนที่ถูกบดขยี้ แต่มันคือเสียงของข้อมือของโอเวนที่ถูกบิดจนผิดรูปอย่างน่าหวาดเสียว

 

...บ้าแล้ว ความรู้สึกเมื่อกี้… โอเวนมองมือที่ห้อยต่องแต่งด้วยสีหน้าราวกับถูกผีหลอกกลางวันแสก ๆ

 

เสี้ยววินาทีก่อนนี้โอเวนวัดกำลังกับกิลเลนขณะที่กำลังยึดเขาไว้ เรี่ยวแรงมหาศาลของอีกฝ่ายทำให้โอเวนรู้สึกราวกับไม่ได้ต่อกรอยู่กับมนุษย์ เหมือนกับความพยายามใช้มือเปล่าง้างคีมเหล็กขนาดยักษ์ ไม่ว่าจะออกแรงมากแค่ไหนก็สูญเปล่า

 

...ไอ้หมอนี่ มันตัวอะไรกันแน่… จากสายตาที่เคยจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อถูกแทนที่ด้วยสายตาที่กำลังจับจ้องมองสัตว์ประหลาด

 

...เวรแล้วไง ดันไปเผลอหักข้อมือเค้าซะได้...

 

แมดเดอลีนลุ้นกับการต่อสู้นี้จนยืนแทบไม่ติดพื้น ก่อนหน้านี้เธอกลัวว่าโอเวนจะทำเกินเหตุจนทำให้คู่ต่อสู้ของเขาเจ็บหนัก แต่ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าเธอห่วงผิดข้างแล้ว เธอกดแผงควบคุมที่ปลอกแขนซ้ายและหน้าจอโฮโลแกรมก็เด้งออกมากลางอากาศเพื่อให้เธอตรวจสอบข้อมูลของทั้งคู่อีกครั้ง

 

โอเวน เคนเนดี อายุยี่สิบแปดปี แชมเปี้ยนออลมาร์เชียลอาร์ตปีล่าสุดก่อนที่จะถูกดึงตัวมา เป็นนักสู้ที่ครบเครื่องทั้งการด้านการเข้าโจมตีที่รวดเร็วและทรงพลัง นอกจากนี้ก็ยังเชี่ยวชาญการจับล็อค หักข้อต่อ และกดคู่ต่อสู้กับพื้นจนหมดสภาพ”

 

...ข้อมูลนี้ไม่น่าจะผิดพลาดอะไร ด้านกำลังรบคน ๆ นี้น่าจะเป็นบุคลากรชั้นเยี่ยมที่เราได้มา แต่ทำไม…

 

กิลเลน ไรน์ฮาร์ท อายุยี่สิบสี่ปี พนักงานบริษัทธรรมดา ไม่เคยมีประวัติการต่อสู้จนกระทั่งก่อคดีขึ้น ภายหลังถูกรัฐตรวจสอบจนรู้แน่ชัดว่าเขามีสภาพร่างกายที่เกือบจะเหนือมนุษย์ สามารถวิ่งด้วยความเร็ว 30.9 ไมล์ต่อชั่วโมงซึ่งเร็วกว่าสถิติโลกถึง 3.5 ไมล์ต่อชั่วโมง…”

 

แมดเดอลีนไล่สายตาลงมาเรื่อย ๆ ตัวเลขสถิติต่าง ๆ ของกิลเลนล้วนแล้วแต่น่าตกใจ

 

“ความเร็วหมัด 55.2 ไมล์ต่อชั่วโมง เร็วว่าสถิติโลกอยู่ถึง 10.2”

 

“แรงปะทะจากหมัด 728 ปอนด์มากกว่าคนทั่วไปเกินสองเท่า… แรงมากพอจะทุบกระโหลกศีรษะมนุษย์ให้แตกได้… นี่สินะสาเหตุที่หมอนี่ชกคนตายง่าย ๆ”

 

ตัวเลขน่าตกใจอีกมากมายทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะแต่ก็ไม่มีอันไหนที่ทำให้แทบจะหยุดเต้นเท่ากับค่าสุดท้ายที่เจอ “ปฏิกิริยาตอบสนอง 0.09 วินาที นี่มันไม่ใช่คนแล้ว”

 

“ความบังเอิญของพันธุกรรมหนึ่งในหลายพันล้าน... เราเจอเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนแล้วสินะ” อาเบลยิ้มจนหนวดสีขาวกระตุกซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นกันได้บ่อย ๆ จากชายแก่ยิ้มยากผู้นี้

 

โอเวนแม้จะบาดเจ็บแต่เขาก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ศักดิ์ศรีของผู้ชนะเลิศในการแข่งขันระดับโลกทำให้เขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยเฉพาะการแพ้ให้กับคนไร้ชื่อเสียงอย่างกิลเลน

 

...กำลังและความเร็วมันเหนือมนุษย์ก็จริง แต่การเคลื่อนไหวยังไงก็มือสมัครเล่น ถ้าหาโอกาสเคาเตอร์ได้ล่ะก็…

 

โอเวนกำลังมองหาช่องว่างเพื่อโจมตีสวนกลับ เทคนิคนี้แม้จะฟังดูง่ายแต่ก็เป็นเทคนิคที่อันตราย เขาต้องหลอกล่อให้กิลเลนทุ่มสุดแรงโจมตีมา ในขณะที่ตัวเขาจะอาศัยช่องว่างนั้นโจมตีสวนออกไปพร้อมกับหลบไปด้วย หากทำสำเร็จมันจะกลายเป็นการโจมตีรวมกำลังของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน แต่ถ้าพลาดเขาก็จะถูกแรงราวช้างสารของกิลเลนเข้าเต็มเหนี่ยวและมันคงจบไม่สวยงามเป็นแน่

 

“จังหวะนี้แหละ!” โอเวนเผลอหลุดปากออกมาเมื่อเห็นกิลเลนกำลังเหวี่ยงหมัดออกมาอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ เขาเงยหน้าเบี่ยงหลบหมัดนั้นไป มันจึงเพียงแค่เฉี่ยวปลายคางไปเท่านั้น ในขณะที่กำลังเด้งตัวกลับมาพร้อมกับหมัดที่เตรียมปล่อยสุดแรง ภาพตรงหน้าก็พลันวูบหายไปซะอย่างนั้น

 

โอเวนล้มลงราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสายทิ้งท่ามกลางสายตาที่ตกใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

 

“เฉียดปลายคาง… สะเทือนไปถึงก้านสมองเลยสินะ” หนุ่มแว่นว่าพลางแสยะยิ้มน่าขนลุก “น่าสนุกแฮะ บางทีเราอาจจะได้อันดับหนึ่งของรุ่นแล้วก็ได้”

 

แล้วเรื่องวุ่นวายในวันนี้ก็จบลงอย่างดื้อ ๆ เมื่อไม่มีอะไรให้ดูต่อ ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปห้องพักของตัวเองตามที่แมดเดอลีนกำหนดให้ มีเพียงโอเวนที่ต้องถูกหามส่งห้องพักฟื้นเพื่อรอดูอาการอีกครั้ง

 

ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แต่มีอุปกรณ์ใช้สอยอย่างครบครัน กิลเลนเอนตัวลงนอนบนที่นอนที่รูปร่างคล้ายแคปซูลขนาดยักษ์พอที่คนตัวใหญ่ ๆ จะลงไปนอนได้สบาย

 

เตียงที่ดูไม่น่าจะนุ่มสบายกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันจะค่อย ๆ ถูกชะล้างออกไปอย่างรวดเร็ว

 

...สุดท้ายวันนี้กิลเลนก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาสู้กับโอเวนไปเพื่ออะไร เพื่อช่วยคนสองคนที่เขายังไม่รู้จัก หรือเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง หรือว่าจริง ๆ แล้วเขาแค่อยากจะซัดใครสักคนขึ้นมาจริง ๆ ก็เท่านั้น…

 

...เอาเถอะ ยังไงมันก็แค่ฝันล่ะนะ พรุ่งนี้ตื่นมาก็คงจะกลับไปอยู่ในห้องขังตามเดิม อ๊ะ หรือว่าจะกลับไปอยู่ในรถอีกก็ได้...

 

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ จนเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น ปลุกให้กิลเลนตื่นจากการหลับไหล เขาเหลียวซ้ายแลขวาและพบว่าตนยังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ห้องเดิมก่อนที่จะหลับไป แม้แต่ชุดก็ไม่ได้กลับเป็นชุดนักโทษอย่างที่ควรจะเป็นแต่กลายเป็นชุดออกรบสีดำตัวเดิม

 

“เฮ้ยยยย… เรื่องเมื่อวานไม่ใช่ความฝันนี่…” กิลเลนหลุดปากโวยวายเสียงลั่น

 

...ชิบห...แล้วไง...

 

จบบทที่ บทที่ 2 : ทักทายกันด้วยกำปั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว