- หน้าแรก
- จ้าวแห่งยุทธภพ เริ่มต้นด้วยระบบจอมวายร้าย
- บทที่ 84 คนนอก
บทที่ 84 คนนอก
บทที่ 84 คนนอก
บทที่ 84 คนนอก
การที่สามารถจับฉลากได้ไป๋โฉวเฟยถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง นี่เป็นหนึ่งในตัวละครวายร้ายที่ซูซินชื่นชอบมากที่สุด และเป็นตัวละครที่มีจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
แน่นอน สิ่งที่ทำให้ซูซินดีใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ไป๋โฉวเฟยมีวิชาที่แข็งแกร่งเพียงวิชาเดียว ไม่เหมือนตัวละครอื่นๆ ที่มีวิชาต่างๆ มากมาย และไม่รู้ว่าจะจับฉลากได้อะไร
ในที่สุด เสียงของระบบก็ดังขึ้น “ยินดีด้วยที่โฮสต์จับฉลากได้ตัวละครไป๋โฉวเฟย ระดับตัวละครสามดาวครึ่ง มีวิชาติดตัวคือ เคล็ดดัชนีสยบเทวะยี่สิบสี่ฤดู ระดับวิชาสามดาวถึงสี่ดาว ไม่ต้องทำการจับฉลากอีก
หมายเหตุ: เคล็ดดัชนีสยบเทวะยี่สิบสี่ฤดูแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ ยี่สิบสี่ฤดู** ระดับสามดาว
เมื่อฝึกฝนยี่สิบสี่ฤดูจนชำนาญ 100% แล้ว จะสามารถเข้าใจเคล็ดดัชนีสยบเทวะสามกระบวนท่าด้วยตัวเอง: ทลายอาถรรพ์ สะกดฝัน และสวรรค์พิฆาตศัตรู
สองกนระบวนท่าแรก ระดับสามดาวครึ่ง กระบวนท่าสุดท้าย สวรรค์พิฆาตศัตรู ระดับสี่ดาว ต้องบรรลุถึงขั้นรู้แจ้งจึงจะสามารถใช้ได้”
ซูซินตบมืออย่างพอใจ มันเป็นอย่างที่เขาคิด ไป๋โฉวเฟยมีวิชาเพียงวิชาเดียว
ไม่ต้องพูดถึงพลังของเคล็ดดัชนีสยบเทวะยี่สิบสี่ฤดู มันเป็นวิชาที่ไป๋โฉวเฟยสร้างขึ้นบนยอดเขาสูง โดยผสานพลังของสวรรค์และปฐพีเข้ากับพลังของยี่สิบสี่ฤดู เป็นหนึ่งในวิชาดัชนีที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
ดูจากระดับที่ระบบให้มาก็รู้แล้วว่า พลังของยี่สิบสี่ฤดูนั้นสูงถึงสามดาว ส่วนสวรรค์พิฆาตศัตรู ในเคล็ดดัชนีสยบเทวะนั้น ถึงกับสูงตั้งสี่ดาว!
แน่นอน เงื่อนไขในการใช้กระบวนท่าสุดท้ายนี้เข้มงวดมาก ต้องบรรลุถึงขั้นรู้แจ้งจึงจะสามารถใช้ได้
แต่ในนิยาย ไป๋โฉวเฟยก็ยังไม่เคยใช้กระบวนท่าสุดท้ายอย่างสวรรค์พิฆาตศัตรู แน่นอนว่า พลังที่แท้จริงของมันยังคงเป็นปริศนา
หลังจากได้เคล็ดดัชนีสยบเทวะยี่สิบสี่ฤดูมาแล้ว ซูซินก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกฝนวิชานี้อย่างลับๆ ในบ้านของเขา ถือเป็นท่าไม้ตาย ส่วนเรื่องของพรรคก็มอบหมายให้หลี่ฮ่วยและหวงปิ่งเฉิงจัดการ
ช่วงนี้ทั้งเมืองฉางหนิงดูสงบสุขมาก เหตุผลหลักก็คือ กลยุทธ์การผูกขาดที่ซูซินเสนอ ทำให้กองกำลังอื่นๆ ไม่มีเวลามาก่อเรื่อง พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับการรวบรวมสินค้าพิเศษจากดินแดนรกร้างทางใต้เพื่อผูกขาดการค้า
แม้ว่าซูซินจะมอบสัญลักษณ์ของเผ่าต่างๆ ในดินแดนรกร้างทางใต้ให้กับพวกเขา แต่เขาก็เก็บสัญลักษณ์ของเผ่าที่ใหญ่ที่สุดสามเผ่าไว้กับตัวเอง ช่วงนี้หวงปิ่งเฉิงก็ส่งคนไปรวบรวมสินค้าพิเศษจากดินแดนรกร้างทางใต้ที่ชายแดน
กองกำลังใหญ่ทั้งห้าในเมืองฉางหนิงร่วมมือกันกวาดล้าง ภายในเวลาไม่กี่วัน พวกเขาก็รวบรวมสินค้าที่ชนเผ่าทางใต้สะสมมาทั้งปีจนหมด
เมื่อถึงฤดูร้อน พ่อค้าจากจงหยวนภาคกลางก็มาถึงเมืองฉางหนิง แต่พวกเขากลับพบว่า ชนเผ่าทางใต้ที่เคยแบกสินค้ามาขายเต็มท้องถนน กลับหายไปจนหมด
กลับเป็นกองกำลังใหญ่ทั้งห้าในเมืองฉางหนิงที่นำสินค้าพิเศษจากดินแดนรกร้างทางใต้มาวางขาย มีการติดป้ายราคาอย่างชัดเจน ทำให้พ่อค้าจากจงหยวนภาคกลางไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงยอมจ่ายเงินซื้อในราคาที่แพงกว่าเดิมหลายเท่า หรือแม้แต่หลายสิบเท่า!
ซูซินตั้งราคาอย่างชาญฉลาด เขาให้คนไปสืบราคาสินค้าพิเศษจากดินแดนรกร้างทางใต้ในจงหยวนภาคกลาง และคำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากภาคกลางมายังแคว้นหูหนาน แล้วจึงกำหนดราคาสินค้าเหล่านี้
แม้ว่าราคาใหม่จะไม่ทำให้พ่อค้าเหล่านี้ได้กำไรมหาศาลเหมือนเมื่อก่อน แต่พวกเขาก็ยังคงได้กำไรหลายเท่าอยู่ดี ทำให้พวกเขาทำได้เพียงแค่ยอมรับเท่านั้น
แน่นอน ถ้าไม่อยากซื้อก็ได้ ทางเลือกแรกคือไปเสี่ยงโชคที่เมืองอื่น ทางเลือกที่สองคือใช้กำลัง
แต่น่าเสียดาย พ่อค้าเหล่านี้ก็เป็นแค่พ่อค้า แม้ว่าพวกเขาจะมีเงินมากพอที่จะจ้างผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนมาเป็นผู้คุ้มกัน แต่ต่อให้พวกเขาใช้เงินมากแค่ไหน มันก็ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนคนไหนยอมเป็นศัตรูกับกองกำลังใหญ่ๆ ในเมืองฉางหนิงเพื่อพวกเขา
สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “มังกรจากแดนไกล ต้องเกรงใจงูเจ้าถิ่น” คนนอกที่ต้องการทำลายกฎของเมืองฉางหนิง จะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากทุกกงกำลังในเมืองฉางหนิง!
ครั้งที่แล้วเป็นเมิ่งฉางเหอที่เชิญเฉินเจามา และไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พวกเขา ทำให้ผู้นำของกองกำลังใหญ่ๆ ในเมืองฉางหนิงไม่พอใจ คิดว่าเมิ่งฉางเหอทำลายกฎ
ตอนนี้ ถ้าคนนอกกล้ามาหาเรื่อง สมาพันธ์ที่ซูซินก่อตั้งขึ้น อาจจะกลายเป็นของจริง!
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนนั้นแข็งแกร่ง ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนหนึ่งคนสามารถเอาชนะผู้นำของทุกกองกำลังในเมืองฉางหนิงได้
แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนก็เป็นแค่มนุษย์ ไม่ใช่เทพเซียน
ถ้ากล้ามาหาเรื่อง กองกำลังใหญ่ทั้งห้าในเมืองฉางหนิงมีลูกน้องรวมกันมากกว่าหมื่นคน แค่แต่ละคนถุยน้ำลาย พวกเขาก็จมน้ำตายแล้ว
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนไม่ได้โง่ พวกเขาเป็นคนคุ้มกันจากจงหยวนภาคกลาง การเป็นศัตรูกับกองกำลังทั้งเมืองในแคว้นหูหนาน นั่นก็เท่ากับรนหาที่ตาย
ดังนั้น พ่อค้าเหล่านี้จึงทำได้เพียงยอมซื้อสินค้าพิเศษเหล่านั้นในราคาแพง แล้วขนกลับไป
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย อย่างน้อยก็รวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก
ในอดีต เมื่อพวกเขาซื้อขายกับชนเผ่าทางใต้โดยตรง พวกเขาต้องใช้เวลานานในการสื่อสาร เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ชนเผ่าทางใต้จะแบกสินค้าต่างๆ นานามาขาย มีทั้งของดีและของเสีย
แต่ตอนนี้ ซูซินได้จัดประเภทสินค้าอย่างเป็นระเบียบ บางอย่างยังแบ่งระดับอีกด้วย ทำให้สะดวกมากขึ้น
เมืองฉางหนิงในฤดูร้อนคึกคักอยู่สามเดือน เมื่อพ่อค้าจากจงหยวนภาคกลางกลับไปแล้ว เมืองฉางหนิงก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่ตอนนี้ นอกเมืองฉางหนิง กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญมาถึง
ประตูเมืองด้านเหนือของเมืองฉางหนิง ชายหญิงรุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่งถือกระบี่ เดินทางมาอย่างเหนื่อยล้า
เมื่อเห็นกำแพงเมืองสีเทาของเมืองฉางหนิง เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบห้าสิบหกปีก็บ่นว่า “หนทางในดินแดนรกร้างทางใต้นี่มันแย่ยิ่งนัก เฮ้อ… ในที่สุดก็มาถึงแล้ว”
เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่อยู่ข้างๆ เขาก็เบะปาก บ่นว่า “ใช่ ไม่เข้าใจว่าท่านอาจารย์คิดอะไรอยู่ ถึงให้พวกเรามาที่ผีสางแบบนี้”
เด็กหนุ่มสามคน เด็กสาวสองคน ล้วนอายุไม่ถึงสิบแปดปี พวกเขาต่างก็พากันบ่น ในเวลานี้ หญิงสาวในชุดเหลืองก็พูดอย่างใจเย็นว่า “เอาล่ะอย่าบ่นกันเลย สุภาษิตกล่าวไว้ว่า อ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นลี้ ถ้าไม่เคยเดินทางไกลหมื่นลี้ จะเข้าใจโลกได้อย่างไร ใช่ไหม?
ถ้าทนความลำบากเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไม่ได้ ต่อไปพวกเจ้าก็ไม่ต้องออกไปผจญภัยในยุทธภพหรอก แม้ว่าพวกเจ้าอยากจะออกไป สำนักก็ไม่อนุญาต เพราะพวกเจ้าจะทำให้สำนักกระบี่กลยุทธ์ต้องอับอาย”
หญิงสาวในชุดเหลืองผู้นี้มีใบหน้าที่งดงาม สงบ เมื่อมองแวบแรกอาจจะไม่รู้สึกประทับใจ แต่เมื่อมองดูดีๆ จะรู้สึกถึงอารมณ์ที่สงบนิ่ง และสง่างาม
แม้ว่าการเดินทางจะทำให้นางดูเหนื่อยล้า แต่ก็ไม่อาจปิดบังอารมณ์ที่บริสุทธิ์ของนางได้
หญิงสาวในชุดเหลืองผู้นี้มีศักดิ์ศรีมากในสายตาของเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้น เมื่อได้ยินนางพูดแบบนี้ พวกเขาก็รู้สึกละอายใจ และไม่กล้าบ่นอะไรอีก
“เอาล่ะ เข้าเมืองกันเถอะ จำภารกิจที่สำนักมอบหมายไว้ จากนั้นทำให้สำเร็จก็พอ ไม่ต้องทำอะไรเกินหน้าที่ ครั้งนี้ที่นำพวกเจ้าออกมา มันก็แค่ต้องการให้พวกเจ้าได้สัมผัสกับยุทธภพที่แท้จริง พวกเจ้าห้ามก่อเรื่องอย่างเด็ดขาด” หญิงสาวในชุดเหลืองกำชับอย่างละเอียด
“ทราบแล้ว ศิษย์พี่หญิง” เด็กหนุ่มสาวตอบพร้อมกัน
ในเวลาเดียวกัน ที่ประตูเมืองด้านตะวันตก ด้านใต้ และด้านตะวันออก ต่างก็มีผู้ฝึกยุทธ์จากภายนอกเข้ามา ทุกคนล้วนมีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น เมืองฉางหนิงที่เคยเงียบสงบ ไม่นาน มันก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ในเวลานี้ ซูซินยังไม่รู้เรื่องนี้ เขากำลังจัดงานวันเกิดให้ซูซิ่นเอ๋อร์ที่เซิ่งหลงโหลว
ในอดีต วันเกิดของซูซิ่นเอ๋อร์ ซูซินก็แค่ซื้อบะหมี่เนื้อให้นางกิน แต่ตอนนี้ เขาสามารถจองเซิ่งหลงโหลวทั้งหลังเพื่อจัดงานวันเกิดให้ซูซิ่นเอ๋อร์ได้
แม้ว่าซูซินจะจองเซิ่งหลงโหลวทั้งหลัง แต่เขาก็ไม่ได้เชิญแขกมามากนัก
เขากับซูซิ่นเอ๋อร์ไม่ชอบงานเลี้ยงที่เสียงดัง จึงเชิญแค่หลี่ฮ่วย หวงปิ่งเฉิง และผู้บริหารระดับสูงของพรรคเหยี่ยวเหินไม่กี่คนมาร่วมงาน
ทุกคนรู้ดีว่าซูซิ่นเอ๋อร์เป็นแก้วตาดวงใจของหัวหน้าพรรค ทุกคนจึงเตรียมของขวัญชั้นเลิศมาให้นางทั้งสิ้น
หลี่ฮ่วยเป็นคนที่แปลกที่สุด เขาซื้อกระบี่เล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งให้ซูซิ่นเอ๋อร์ บนใบกระบี่มีลวดลายที่สวยงามมาก
กระบี่เล่มนี้เป็นฝีมือของช่างตีเหล็กจากเผ่าหนึ่งในดินแดนรกร้างทางใต้ ทำจากเหล็กอุกกาบาต แม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็เบามาก เบากว่ากระบี่ไม้ไม่มากนัก
หวงปิ่งเฉิงเคยหัวเราะเยาะหลี่ฮ่วยว่าไม่รู้เรื่องรู้ราว ฉลองวันเกิดเด็กผู้หญิง ดันซื้อกระบี่ให้
แต่ไม่คิดว่า ในบรรดาของขวัญทั้งหมด ซูซิ่นเอ๋อร์จะชอบกระบี่ที่หลี่ฮ่วยซื้อให้มากที่สุด หลังจากที่ได้มันมาแล้ว นางก็ไม่ยอมปล่อยมือ ทำให้หวงปิ่งเฉิงถึงกับตกตะลึง
หลังจากกินข้าวเสร็จ เจ้าของเซิ่งหลงโหลวก็นำขนมมาเสิร์ฟด้วยตัวเอง และคืนเงินค่าเช่าสถานที่ที่หวงปิ่งเฉิงจ่ายไปก่อนหน้านี้
ตามหลักแล้ว การที่ซูซินจองเซิ่งหลงโหลวทั้งหลังในวันนี้ถือเป็นการทำผิดกฎ แต่ด้วยสถานะของซูซินในเมืองฉางหนิงตอนนี้ แม้แต่เซิ่งหลงโหลวก็ต้องให้เกียรติซูซิน ยอมทำผิดกฎเพื่อเขา
ในเมื่อทำผิดกฎไปแล้ว จะรับเงินทำไม? ถือโอกาสทำความดีให้ถึงที่สุดจะดีกว่า!
ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธกันไปมา สุดท้าย ภายใต้การยืนกรานของเจ้าของเซิ่งหลงโหลว ซูซินจึงยอมรับเงินคืน
ขณะตอนที่ซูซินกำลังจะออกไป เถี่ยอู๋ฉิงก็ขึ้นมาบนเซิ่งหลงโหลว เขาผลักประตูเข้ามา
เถี่ยอู๋ฉิงยังคงเล่นลูกเหล็กสองลูกในมือ ยิ้มแล้วพูดว่า “หัวหน้าพรรคซู ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ตอนนี้เจ้าเป็นคนดังมาก วันนี้เจ้ามาเลี้ยงอาหารที่เซิ่งหลงโหลว ไม่ยอมเรียกข้า นี่เจ้าไม่จริงใจกับข้าสินะ?”
ซูซินยิ้มแล้วพูดว่า “ใต้เท้าเรียกข้าว่าซูซินเถอะ เรียกว่าหัวหน้าพรรคข้าฟังแล้วไม่ชิน วันนี้ข้าแค่มาจัดงานวันเกิดให้กับน้องสาว ใต้เท้ามีงานยุ่ง ข้าไม่กล้ารบกวน”
พลังของเถี่ยอู๋ฉิงนั้นลึกล้ำ ยากจะคาดเดา ต่อหน้าเขา ซูซินไม่เคยอวดดี
เถี่ยอู๋ฉิงก็พอใจกับทัศนคติของซูซินมาก ถ้าซูซินเป็นคนที่อวดดีเมื่อได้ดี เขาก็คงไม่ให้ความสำคัญกับซูซินมากขนาดนี้หรอก
เถี่ยอู๋ฉิงลูบหัวของซูซิ่นเอ๋อร์แล้วพูดว่า “โทษที วันนี้เป็นวันเกิดของน้องสาวตัวน้อยของพวกเรา ข้าไม่ได้เตรียมของขวัญมาเลย ขอโทษด้วยนะ”
ซูซิ่นเอ๋อร์เบิกตากว้าง พูดว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ มีคนมากมายมาฉลองวันเกิดให้ซิ่นเอ๋อร์ ซิ่นเอ๋อร์ดีใจมากแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินซูซิ่นเอ๋อร์ตอบแบบนี้ เถี่ยอู๋ฉิงก็หัวเราะเสียงดัง “น้องสาวซิ่นเอ๋อร์พูดถูก คนเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความพอใจ แต่บางคนกลับโลภมาก อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด สร้างความวุ่นวายไปทั่ว น่ารำคาญยิ่งนัก”
ซูซินหรี่ตาลง “ใต้เท้า มีคนในเมืองฉางหนิงอยากจะก่อเรื่องงั้นหรือ? ต้องการให้ข้าจัดการหรือไม่?”
มุมปากของเถี่ยอู๋ฉิงเผยรอยยิ้มเย็นชา “ไม่มีอะไรมาก แค่แมลงสาบที่ซ่อนอยู่ในความมืด อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าลงมือหรอก รอโอกาสเหมาะๆ ข้าจะจัดการพวกมันเอง”