เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 78 งานเลี้ยงหงเหมิน

บทที่ 78 งานเลี้ยงหงเหมิน

บทที่ 78 งานเลี้ยงหงเหมิน


บทที่ 78 งานเลี้ยงหงเหมิน

(งานเลี้ยงหงเหมิน เป็นงานเลี้ยงที่เซี่ยงอวี่หรือฌ้อปาอ๋อง จัดขึ้นเพื่อเตรียมตัวลอบสังหารหลิวปังหรือปฐมราชวงศ์ฮั่นเล่าปัง ที่ด่านหงเหมิน นอกเมืองเสียนหยาง ในปัจจุบัญเป็นอุปมาอุปมัยเปรียบเปรยถึงแผนการลอบทำร้าย)

เฉินเจาอายุมากกว่าหกสิบปีแล้ว แต่ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียน เขามีพลังชีวิตที่แข็งแกร่ง ภายนอกดูไม่ต่างจากเมิ่งฉางเหอที่อายุประมาณสี่สิบปี

เมื่อบ่าวรับใช้รายงานว่าเมิ่งฉางเหอมาเยี่ยม เขาก็ตกตะลึง

ในอดีต เขาฮุบสำนักคุ้มกันภัยที่พี่น้องเขาทิ้งไว้ และบีบบังคับหลานศิษย์ผู้นี้ออกไป จนทั้งสองคนแทบจะตัดขาดกัน

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เมิ่งฉางเหอรู้ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษในเมืองเฉินโจว เขาก็ได้ยินเรื่องราวของเมิ่งฉางเหอในเมืองฉางหนิงเช่นกัน แต่พวกเขาไม่เคยติดต่อกันเลย

ตอนนี้เมิ่งฉางเหอมาเยี่ยมกะทันหัน เฉินเจารู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย หรือว่าหลานศิษย์คนนี้ทะลวงไปถึงขอบเขตเสียนเทียนแล้ว และมาแก้แค้นเขา?

เมื่อเห็นเมิ่งฉางเหอโค้งคำนับเขาอย่างนอบน้อม เรียกเขาว่า “อาจารย์อา” และพลังของเมิ่งฉางเหอยังคงอยู่ในขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นสูงสุด เฉินเจอก็แน่ใจว่าเมิ่งฉางเหอต้องมีเรื่องให้เขาช่วยแน่นอน

“ฮ่าๆๆ ไม่ได้เจอกันสิบกว่าปีแล้ว อาจารย์อายังคงดูแข็งแรงเหมือนเดิมนะ” เมิ่งฉางเหอยิ้ม

เฉินเจานั่งลงบนเก้าอี้ หยิบชาโสมที่บ่าวรับใช้ยกมาจิบหนึ่งคำ แล้วพูดว่า “แข็งแรงแค่ไหนก็สู้หลานศิษย์ไม่ได้ เจ้ายิ่งใหญ่มากในเมืองฉางหนิงสินะ?

ได้ยินมาว่าตอนนี้เจ้าเป็นหัวหน้าสมาคมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฉางหนิง มีลูกน้องหลายหมื่นคน เป็นใหญ่ในอาณาเขตหนึ่ง นี่มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ”

“ฮ่าๆๆ อาจารย์อาอย่าล้อข้าเลย สมาคมของข้าในสายตาของท่านมันเล็กน้อยมาก แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนก็ยังไม่มี เหมือนเด็กๆ เล่นขายของมากกว่า” เมิ่งฉางเหอพูดอย่างถ่อมตัว

เฉินเจาลูบเคราแล้วพูดว่า “เอาล่ะ มีเรื่องอะไรก็พูดมาตรงๆ เลย วันนี้หลานศิษย์มาหาข้า คงไม่ได้มาแค่พูดคุยเรื่องเก่าๆ ใช่ไหม?”

“ก็ได้ อาจารย์อา ข้าจะพูดตรงๆ เลย ครั้งนี้ข้ามาหาท่านเพราะต้องการให้ท่านช่วย”

เมิ่งฉางเหอเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เฉินเจาฟัง แต่เขาไม่ได้บอกว่าเฉินหงและหม่าชิงหยวนให้เงินเขาสองล้านตำลึง

หลังจากฟัง เฉินเจอก็หัวเราะเบาๆ “โธ่ๆๆๆ หลานศิษย์เอ๋ย ข้าไม่ได้จะว่าอะไรเจ้าหรอกนะ แต่เจ้าก็อายุสี่สิบกว่าปีแล้ว แถมยังเป็นใหญ่ในเมืองฉางหนิง ตอนนี้กลับถูกเด็กคนหนึ่งปราบจนอยู่หมัด แถมยังปล่อยให้มันฆ่าบุตรชายและลูกศิษย์ของเจ้า หลานศิษย์เอ๋ย เจ้านี่มันช่างไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว ฮ่าๆๆ”

เมิ่งฉางเหอด่าเฉินเจาในใจ อยากจะฉีกเนื้อเฉินเจาออกมา

แต่บนใบหน้า เมิ่งฉางเหอทำได้เพียงยิ้มแล้วพูดว่า “เด็กคนนั้นไม่ธรรมดา เขาสามารถทะลวงไปถึงขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นสูงสุดก่อนอายุยี่สิบปี แม้แต่ลูกศิษย์ของสำนักใหญ่บางคนก็ยังทำไม่ได้

แถมสมาคมสามวีรบุรุษก็ไม่ใช่ข้าคนเดียวที่ตัดสินใจ ดังนั้นข้าจึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์อา”

เฉินเจารีบส่ายหน้าแล้วพูดว่า “หลานศิษย์เอ๋ย ข้าก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ของเจ้า ตามหลักแล้ว เจ้ามีเรื่อง ข้าก็ควรช่วยเหลือ

แต่น่าเสียดาย เจ้าก็รู้ว่าข้าออกจากยุทธภพมาสิบกว่าปีแล้ว ถ้าข้าลงมือตอนนี้ มันจะผิดกฎ”

“เงินห้าแสนตำลึง!” เมิ่งฉางเหอพูดขึ้นทันที

“เจ้าพูดว่าอะไรนะ!?” สีหน้าของเฉินเจาเปลี่ยนไปทันที

เมิ่งฉางเหอพูดอย่างใจเย็นว่า “ข้าจะให้อาจารย์อาห้าแสนตำลึง เป็นค่าเหนื่อย”

เมื่อได้ยินว่ามีเงิน แถมยังเป็นเงินห้าแสนตำลึง เฉินเจอก็รู้สึกหวั่นไหว

เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเสียนเทียนก็จริง แต่เขาออกจากยุทธภพมาสิบกว่าปีแล้ว ชีวิตที่สุขสบายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เงินที่เขาได้จากการขายสำนักคุ้มกันภัยเกือบจะหมดแล้ว

เฉินเจาไม่เก่งเรื่องการเงิน เขาใช้เงินอย่างเดียว ไม่เคยหาเงินเพิ่ม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เงินในมือของเขาก็น้อยลงเรื่อยๆ

ตอนนี้เมิ่งฉางเหอเสนอเงินห้าแสนตำลึง แค่ให้เขาจัดการกับเด็กที่อยู่ในขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นสูงสุด มันคุ้มค่าจริงๆ

แต่เขาก็ยังไม่ได้ตกลงทันที พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “หนึ่งล้านตำลึง จากนั้นข้าจะไปกับเจ้า”

เมิ่งฉางเหอแสร้งทำเป็นลำบากใจ “อาจารย์อา ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้ แต่เงินส่วนใหญ่ของสมาคมสามวีรบุรุษอยู่ในคลัง เงินส่วนตัวของข้ามีจำกัด ข้าให้ได้แค่หกแสนตำลึงเท่านั้น”

แน่นอนว่าเฉินเจาไม่ยอม ทั้งสองคนต่อรองกัน สุดท้ายตกลงกันที่เจ็ดแสนตำลึง

เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินเจาที่ดูเหมือนได้กำไร เมิ่งฉางเหอก็หัวเราะเยาะในใจ

“อาจารย์อา” คนนี้ขาดเงินมากกว่าที่เขาคิด เจ็ดแสนตำลึงเงินก็จัดการได้แล้วสินะ?

“ว่าแต่ เจ้าอยากทำอย่างไร? ฆ่าเด็กนั่นเลยหรือเปล่า?” เฉินเจาที่ได้รับเงินก็มีท่าทีที่สุภาพมากขึ้น

เมิ่งฉางเหอส่ายหน้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม “ไม่ต้องรีบ ข้าสัญญากับคนของพรรคไผ่เขียวว่าจะช่วยพวกเขายึดอาณาเขตคืน แถมข้าก็ไม่อยากฆ่ามันเร็วขนาดนั้น

มันอยากจะขยายพรรคเหยี่ยวเหินใช่ไหม? งั้นข้าจะยึดอาณาเขตทั้งหมดของมันไปก่อน ปล่อยให้มันสิ้นหวัง แล้วค่อยฆ่ามัน!”

เฉินเจาหัวเราะ “ง่ายมาก ถ้ามันไม่ยอมมอบอาณาเขต ข้าก็จะทำลายวิทยายุทธ์ของมันก่อน อณาเขตของมัน เจ้าจะแย่งชิงไปก็ย่อมได้”

เฉินเจามั่นใจในพลังของตัวเองมาก

ขอบเขตเสียนเทียนและขอบเขตโฮ่วเทียน ต่างกันเพียงคำเดียว แต่พลังต่างกันราวฟ้ากับดิน เขาต้องการทำลายวิทยายุทธ์ของซูซิน ไม่มีใครหยุดเขาได้

ณ ตอนนี้ ซูซินยังไม่รู้ว่าภัยพิบัติกำลังจะมาถึง

หลังจากที่เขากลืนกินพรรคไผ่เขียว เขาก็ให้รางวัลลูกน้องจำนวนมาก ลูกศิษย์ห้องโถงสงครามที่เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคไผ่เขียว ไม่ว่าผลงานมากหรือน้อย ทุกคนต่างได้รับรางวัลทั้งสิ้น

รางวัลมากสุดหลายพันตำลึง น้อยสุดก็สิบตำลึง ทำให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ อิจฉา อยากจะเข้าร่วมห้องโถงสงครามมากขึ้น ซูซินยังรับลูกศิษย์ของพรรคไผ่เขียวเข้ามา ทำให้จำนวนลูกน้องของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองหมื่นคน ลูกศิษย์ห้องโถงสงครามหนึ่งหมื่นห้าพันคน

ซูซินใช้โอกาสนี้หาข้ออ้างโจมตีพรรคทะเลแม่น้ำ ภายในคืนเดียวก็ยึดเขตการค้าของพรรคทะเลแม่น้ำไปหนึ่งเขต

ตอนนี้ ที่สำนักงานใหญ่ของพรรคทะเลแม่น้ำ เจียงเป่ยเฟยและรองหัวหน้าพรรคสองคนกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกังวล ไม่รู้จะทำอย่างไรกันดี!

หยางตง รองหัวหน้าพรรคคนหนึ่ง กัดฟันแล้วพูดว่า “ข้าเคยบอกแล้วว่าซูซินมันมีแผนร้าย มันจะต้องโจมตีพรรคทะเลแม่น้ำของพวกเรา!

แม้ว่าพวกเราจะตัดหัวเจียงเหอส่งไปให้มัน มันก็แค่ยืดเวลาออกไปเท่านั้น ตอนนี้พวกเจ้าก็เห็นแล้ว พรรคทะเลแม่น้ำของพวกเรากำลังจะกลายเป็นเหมือนพรรคไผ่เขียว!”

เจียงเป่ยเฟยและเสิ่นฉงหมิงไม่ได้พูดอะไร พวกเขาตัดสินใจส่งหัวของเจียงเหอไปให้ซูซิน เพื่อไม่ให้ซูซินมีโอกาสโจมตีพวกเขา

แต่พวกเขาก็ยังคงไร้เดียงสาเกินไป

ถ้าซูซินอยากจะทำลายพรรคทะเลแม่น้ำจริงๆ มันต้องการข้ออ้างหรือ? ลงมือเลยก็ได้นี่

การโจมตีของพรรคเหยี่ยวเหินภายในคืนเดียวทำให้พวกเขาหวาดกลัว เขตการค้าสามเขตของพรรคทะเลแม่น้ำถูกยึดครองไปหนึ่งเขตทันที

โชคดีที่พรรคทะเลแม่น้ำของพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กันเองเหมือนพรรคไผ่เขียว พวกเขายังสามารถจัดตั้งแนวป้องกันได้ จึงสามารถต้านทานได้หนึ่งคืน ไม่ได้ถูกทำลายล้างภายในคืนเดียวเหมือนพรรคไผ่เขียว

เจียงเป่ยเฟย ตบโต๊ะแล้วพูดว่า “ตอนนี้พูดอะไรก็สายเกินไปแล้ว คิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ก่อนดีกว่า

ไปหาสมาคมสามวีรบุรุษ เมิ่งฉางเหอมีเรื่องแค้นกับซูซิน เขาจะต้องไม่นิ่งเฉยแน่นอน

ไปแจ้งกองกำลังอื่นๆ ด้วย การขยายตัวของพรรคเหยี่ยวเหินมันรุนแรงเกินไป รอให้พรรคทะเลแม่น้ำของพวกเราถูกทำลาย พวกเขาก็จะเป็นรายต่อไป!”

หยางตงหัวเราะเยาะ “ข้าเพิ่งส่งคนไปหาสมาคมสามวีรบุรุษ เมิ่งฉางเหอไม่อยู่ หัวหน้าสมาคมอีกสองคนไม่ได้มีเรื่องแค้นกับซูซิน พวกเขาไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ ไล่คนของข้ากลับมา”

เสิ่นฉงหมิงก็พูดด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “คนที่ข้าส่งไปแจ้งกองกำลังอื่นๆ ก็เหมือนกัน

ในสายตาของพวกเขา ซูซินในตอนนี้ไม่ใช่ภัยคุกคาม แม้ว่ามันจะกลืนพรรคทะเลแม่น้ำของพวกเราไป ลูกน้องของมันก็แค่เทียบเท่ากับสมาคมดาบเหล็กและสมาคมวายุศักดิ์สิทธิ์ ยังห่างไกลจากสมาคมสามวีรบุรุษ

ตราบใดที่เมืองฉางหนิงยังไม่มีพรรคที่สามารถควบคุมเมืองได้เหมือนสมาคมสามวีรบุรุษ พวกเขาก็จะไม่ร่วมมือกัน เรื่องแบบนี้พวกเขาไม่สนใจหรอก”

ในขณะที่พวกเขากำลังสิ้นหวัง จู่ๆ ก็มีลูกน้องคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานว่ามีคนจากสมาคมสามวีรบุรุษส่งจดหมายเชิญมา ให้พวกเขาไปประชุมที่เซิ่งหลงโหลวในวันพรุ่งนี้

เจียงเป่ยเฟยและรองหัวหน้าพรรคสองคนมองหน้ากัน สมาคมสามวีรบุรุษจะเข้ามายุ่งเรื่องนี้หรือ? นี่มันโชคดีเกินไปหรือเปล่า?

ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ตราบใดที่ได้พบกับคนของสมาคมสามวีรบุรุษ มันก็เป็นเรื่องดี

ในขณะเดียวกัน หัวหน้าของสามพรรคสี่สมาคมทั้งหมดก็ได้รับจดหมายเชิญจากสมาคมสามวีรบุรุษ รวมถึงซูซินด้วย

ซูซินถือจดหมายเชิญ ถามด้วยความสงสัยว่า “สมาคมสามวีรบุรุษเรียกทุกคนไปประชุมที่เซิ่งหลงโหลว พวกมันต้องการทำอะไร?”

หวงปิ่งเฉิงลังเลแล้วพูดว่า “เท่าที่ข้ารู้ ในประวัติศาสตร์ของเมืองฉางหนิง มีเพียงครั้งเดียวที่หัวหน้าของทุกพรรคถูกเรียกไปประชุมพร้อมกัน นั่นคือตอนที่สมาคมสามวีรบุรุษก่อตั้งขึ้น และต้องการควบคุมเมืองฉางหนิง พวกเขารวมตัวกันเพื่อต่อต้านสมาคมสามวีรบุรุษ

แต่ตอนนี้ นอกจากพวกเราที่กลืนพรรคไผ่เขียวและกำลังโจมตีพรรคทะเลแม่น้ำ ก็ไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น หรือว่าพวกมันจะเล็งเป้าหมายมาที่พวกเรา?”

ซูซินโยนจดหมายเชิญทิ้ง พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ตอนนี้คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ พรุ่งนี้ไปก็รู้แล้ว ถึงตอนนั้นก็ค่อยรับมือ”

เช้าวันรุ่งขึ้น ซูซินพาหลี่ฮ่วยและหวงปิ่งเฉิงไปที่เซิ่งหลงโหลวที่ตั้งอยู่ใจกลางเขตชางเต๋อ

แม้ว่าเมืองฉางหนิงเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าโจว แต่ในตอนนั้น ราชวงศ์ต้าโจวเป็นเพียงอาณาจักรเล็กๆ ทางตอนใต้ ไม่มีอาคารที่น่าสนใจ มีเพียงเซิ่งหลงโหลวเท่านั้นที่ดูดี

เซิ่งหลงโหลวมีทั้งหมดเจ็ดชั้น แต่ละชั้นต้องมีสถานะที่เหมาะสมถึงจะเข้าไปได้

ในอดีต มีเพียงขุนนางของราชวงศ์ต้าโจวเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามาในเซิ่งหลงโหลว แต่ตอนนี้ เซิ่งหลงโหลวถูกสร้างขึ้นเพื่อหัวหน้าของทุกกองกำลังในเมืองฉางหนิง

เมื่อก้าวเข้าไปในเซิ่งหลงโหลว เถ่าแก่ที่อ้วนเตี้ยและดูใจดีก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “ท่านหัวหน้าพรรคซู ยินดีต้อนรับ ท่านมาเป็นครั้งแรก ชั้นเจ็ดของเซิ่งหลงโหลว ข้าได้เตรียมที่นั่งไว้ให้ท่านแล้ว”

ซูซินโค้งคำนับแล้วพูดว่า “ขอบคุณเถ้าแก่ แต่พรรคเหยี่ยวเหินอยู่ไกลจากเขตชางเต๋อ ข้าคงมาบ่อยๆ ไม่ได้”

เถ่าแก่เซิ่งหลงโหลวยกย่องว่า “บางทีอีกไม่นานก็อาจจะไม่ไกลแล้ว ความเร็วในการขยายอาณาเขตของท่านหัวหน้าพรรคซู ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนในเมืองฉางหนิง พรรคเหยี่ยวเหินอยู่ในมือของท่าน ถึงจะเรียกว่ารุ่งเรืองอย่างแท้จริง”

ซูซินพูดคุยกับเขาอย่างสุภาพ เถ่าแก่เซิ่งหลงโหลวคนนี้ไม่ธรรมดา แม้ว่าเขาจะเป็นแค่เถ่าแก่ แต่เบื้องหลังของเขามีข่าวลือว่าเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ต้าโจว

ตอนนี้ เจ้าของเดิมของเซิ่งหลงโหลวย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว แต่เถ่าแก่อ้วนเตี้ยคนนี้สามารถเป็นตัวแทนของเขาได้ แม้แต่เมิ่งฉางเหอแห่งสมาคมสามวีรบุรุษ ก็ยังปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพ ไม่ได้ดูถูกเหมือนพ่อค้าคนอื่นๆ

จบบทที่ บทที่ 78 งานเลี้ยงหงเหมิน

คัดลอกลิงก์แล้ว