- หน้าแรก
- จ้าวแห่งยุทธภพ เริ่มต้นด้วยระบบจอมวายร้าย
- บทที่ 19 เรื่องใหญ่มาถึง
บทที่ 19 เรื่องใหญ่มาถึง
บทที่ 19 เรื่องใหญ่มาถึง
บทที่ 19 เรื่องใหญ่มาถึง
ซูซินและหลี่ฮ่วยถือหัวกลับไปที่ถนนไคว่ฮั่วหลิน หลี่ชิงและคนอื่นๆ รอคอยพวกเขาอยู่ที่นั่นแล้ว
เดิมทีซูซินให้พวกเขาคอยระวังหลัง แต่ซูซินและหลี่ฮ่วยลงมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่คนของพรรคไผ่เขียวจะมาถึง พวกเขาก็ได้นำหัวของไต้ชงและจางหงกลับมาแล้ว ไม่มีโอกาสให้พวกเขาตามล่าเลย
“หัวหน้า พวกท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?” หลี่ชิงรีบถาม
“ดูพวกข้าเหมือนคนเป็นอะไรไหม? นี่คือหัวของไต้ชงและจางหง ถือไว้ให้ดี” ซูซินโยนห่อที่บรรจุหัวให้หลี่ชิง
เด็กคนนี้ก็ฉลาด พอเจอหน้าก็ถามถึงความปลอดภัยของหัวหน้า ไม่ได้ถามว่าการลอบสังหารสำเร็จหรือไม่ สายตาแบบนี้ไม่เลวเลย
หลี่ชิงรับห่อด้วยมือที่สั่นเทา ความตกใจในใจนั้นเกินจะบรรยาย
จริงๆ แล้ว สำหรับเรื่องที่ซูซินไปลอบสังหารไต้ชง ตัวเขาเองก็ไม่เชื่อว่าจะสำเร็จ
ตอนนั้นที่เขายืนออกมา มันก็แค่เพราะความแค้นในใจเท่านั้น เขาไม่อยากยอมรับว่าพี่น้องของเขาถูกซื้อชีวิตด้วยเงินแค่สิบตำลึง
และเมื่อซูซินบอกว่าจะแก้แค้นให้เฉินซาน หลี่ชิงก็สาบานในใจว่า ไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ชีวิตของเขาจะเป็นของซูซิน!
ไม่คิดว่าตอนนี้ ซูซินจะนำหัวของไต้ชงและจางหงกลับมาจริงๆ
“เฉินซานเอ๋อ ในที่สุดเจ้าก็ตายตาหลับ พวกเราได้เจอหัวหน้าที่ดีแล้ว!” หลี่ชิงถือหัว เดินตามหลังซูซินอย่างเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำ
ในเวลานี้ ที่ถนนไคว่ฮั่วหลิน หวงปิ่งเฉิงเดินวนไปวนมาในห้องโถงอย่างร้อนใจ จนตาลายไปหมด
การติดตามหัวหน้าอย่างซูซินนั้นดูเท่ห์มาก ต้องการเงินก็มีเงิน ต้องการอำนาจก็มีอำนาจ
แต่ในขณะเดียวกัน ความกล้าของหัวหน้าคนนี้ก็ไม่ธรรมดา
ตอนนี้หวงปิ่งเฉิงรู้สึกหวาดกลัวทุกวันจนเป็นนิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งนี้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ถนนไคว่ฮั่วหลินเล็กๆ แห่งนี้ก็จะพังทลายลงในทันที
จี้กังมองดูผู้คนที่ร้อนใจในสำนักงานใหญ่ด้วยสายตาเย็นชา ไม่ว่าการลอบสังหารครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ซูซินก็หนีไม่พ้นความตาย ถึงตอนนั้นก็รอดูว่าพวกเจ้าจะทำอย่างไร!?
“หัวหน้ากลับมาแล้ว!” ลูกน้องคนหนึ่งตะโกนวิ่งมาแจ้งข่าว
หวงปิ่งเฉิงหยุดเดินทันที รีบวิ่งไปต้อนรับซูซินและคนอื่นๆ
“หัวหน้า เรื่องเป็นอย่างไรบ้าง?” หวงปิ่งเฉิงรีบถาม
หลี่ชิงวางห่อที่บรรจุหัวไว้บนโต๊ะ แล้วเปิดออก ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสูดหายใจเข้าลึกๆ
หัวหน้ากลุ่มเล็กของพรรคไผ่เขียว ไต้ชง เป็นบุคคลระดับเดียวกับหู่ซานเย่ พวกเขาส่วนใหญ่เคยเห็นเขาเดินทางไปมาอย่างสง่างาม
แต่ตอนนี้ คนผู้นี้ถูกซูซินตัดหัวจริงๆ ถมยังวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา!
“เขาสำเร็จ! เขาฆ่าไต้ชงจริงๆ! นั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งของเขาเทียบเท่ากับหู่ซานเย่แล้วงั้นหรือ?” จี้กังตกใจจนพูดไม่ออก
เขาเดาว่าซูซินอาจจะตาย หรืออาจจะหนีรอดมาได้อย่างโชคดี แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า ซูซินจะทำสำเร็จจริงๆ!
จี้กังทรุดตัวลงบนเก้าอี้ เขาไม่พูดอะไรสักคำ
เรื่องราวพัฒนาไปถึงขั้นนี้แล้ว มันเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาได้
ตอนนี้เขาแค่หวังว่า ผู้บริหารระดับสูงของพรรคเหยี่ยวเหินจะไม่สืบสาวราวเรื่องมาถึงเขา
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จี้กังก็จ้องมองหลี่ฮ่วยอย่างโกรธแค้น ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้บ้าคนนี้!
เดิมทีตอนที่อยู่ภายใต้หู่ซานเย่ จี้กังก็รู้ว่าหลี่ฮ่วยมีอาการทางประสาทเล็กน้อย ชอบความรุนแรง ชอบต่อสู้ มักจะไม่สนใจภาพรวม
แต่ใครจะไปรู้ว่าเขาจะบ้าได้ถึงขนาดนี้ ไม่สนใจคำสั่งลับของหู่ซานเย่ และดันไปร่วมมือลอบสังหารไต้ชงกับซูซิน!
“ไปหาปูนขาวมาจัดการหัวพวกนี้ที จากนั้นเก็บให้ดีๆ ล่ะ ส่วนคนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว”
หวงปิ่งเฉิงพูดเบาๆ ว่า “แล้วจี้กังล่ะ? ต้องให้คนคอยดูแลเขาต่อไหม?”
ซูซินส่ายหน้า บนใบหน้ามีรอยยิ้มแปลกๆ “ไม่ต้องแล้ว เขาอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยเขาไปเถอะ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่พูด ผู้บริหารระดับสูงของพรรคเหยี่ยวเหินก็ต้องรู้อย่างแน่นอน”
ตอนที่ลอบสังหารไต้ชง ซูซินและหลี่ฮ่วยไม่ได้ปิดบังใบหน้า
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นแค่คนไร้ชื่อเสียงในพรรคเหยี่ยวเหิน แต่แค่ตรวจสอบอย่างละเอียด ทางพรรคย่อมจะรู้ได้ทันที คาดว่าไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เรื่องนี้ก็จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองฉางหนิงแน่นอน
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไป?” หวงปิ่งเฉิงถาม
“นอน”
“นอน?” หวงปิ่งเฉิงตกตะลึง
ซูซินพูดอย่างเป็นธรรมชาติ “การฆ่าคนเป็นงานที่ต้องใช้แรง แน่นอนว่าต้องพักผ่อนให้เต็มที่ ตอนนี้ก็ให้เวลาผู้บริหารระดับสูงของพรรคเหยี่ยวเหิน ให้พวกเขาคิดว่าจะจัดการกับพวกเราอย่างไร คาดว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาหาพวกเราเอง”
หลังจากฟังคำพูดของซูซิน หวงปิ่งเฉิงก็ไม่มีอารมณ์จะนอน เขากลับรู้สึกกังวลมากขึ้น
เหมือนที่อาจารย์หลี่เคยพูดไว้ ตอนนี้พรรคเหยี่ยวเหินไม่มีทางสู้กับพรรคไผ่เขียวได้อีกครั้ง
ความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายนั้นใกล้เคียงกัน แม้ว่าจะทำสงคราม มันก็แค่สิ้นเปลืองเงินและกำลังคน พวกเขาไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย
แต่ตอนนี้ซูซินลอบสังหารไต้ชง ทำลายสมดุลของทั้งสองฝ่าย หวงปิ่งเฉิงจินตนาการได้ว่าคนของพรรคไผ่เขียวจะโกรธมากแค่ไหน!
ถึงตอนนั้น หากทั้งสองฝ่ายทำสงคราม ต้นเหตุก็คือซูซิน จุดจบของพวกเขาคงไม่ต้องพูดถึง
ซูซินไม่ได้สนใจหวงปิ่งเฉิงที่กังวล แต่กลับไปที่ลานบ้านของตัวเองอย่างสบายใจ
ในลานบ้าน ซูซิ่นเอ๋อร์กำลังฝึกกระบี่
กระบี่ไม้ที่ซูซินทำขึ้นให้นางเมื่อครั้งก่อน นางสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว กระบวนท่าที่ใช้คือกระบี่มหาสุเมรุ
ตอนนั้นที่ซูซิ่นเอ๋อร์บอกว่าอยากฝึกกระบี่ ซูซินคิดว่านางแค่อยากเล่น เขาจึงสอนกระบี่มหาสุเมรุให้นางอย่างลวกๆ ไม่คิดว่าช่วงนี้ที่ตัวเองยุ่งอยู่กับการฝึกฝน นางกลับฝึกได้อย่างคล่องแคล่ว
“จิ๊! น้องสาวข้าเป็นอัจฉริยะกระบี่สินะ?”
ซูซินอดไม่ได้ที่จะยิ้ม ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า พรสวรรค์ในการใช้กระบี่ของซูซิ่นเอ๋อร์นั้นแข็งแกร่งกว่าเขา
หากเขาไม่ได้รับความชำนาญ 5% จากระบบ ตอนนี้เขาคงฝึกได้ไม่คล่องแคล่วเท่าซูซิ่นเอ๋อร์แน่นอน
“พี่ชาย ท่านกลับมาแล้ว!” เมื่อเห็นซูซินกลับมา ซูซิ่นเอ๋อร์ก็รีบวิ่งเข้าไปหา
แต่หลังจากนั้น ซูซิ่นเอ๋อร์ก็ผลักซูซินออกไป บีบจมูกด้วยสีหน้ารังเกียจ “พี่ชาย ท่านมีกลิ่นอะไรเนี่ย เหม็นจะตายแล้ว ไปอาบน้ำเร็วเข้า!”
“เด็กน้อย เจ้าช่างจมูกดียิ่งนัก” ซูซินใช้นิ้วจิ้มหน้าผากซูซิ่นเอ๋อร์เบาๆ
เพิ่งฆ่าคนมา ร่างกายของเขาก็ต้องมีกลิ่นคาวเลือด บวกกับแสงแดดตอนเที่ยง ก็เลยมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจางๆ
“เอาล่ะ เจ้าก็อย่าเล่นแล้ว ไปอาบน้ำแล้วกินข้าวเถอะ” ซูซินบีบจมูกเล็กๆ ของนางเบาๆ
ซูซิ่นเอ๋อร์ปัดมือของซูซินออกอย่างไม่พอใจ “ข้าไม่ได้เล่นนะ พอข้าฝึกกระบี่จนเก่งแล้ว ข้าก็จะปกป้องพี่ชายได้”
หลังจากอาบน้ำและกินข้าวเสร็จ ซูซินไม่ได้พักผ่อนทันที แต่กลับนึกถึงการต่อสู้ในวันนี้
จริงๆ แล้ว การต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นการลงมือครั้งแรกของเขาหลังจากฝึกวิชายุทธ์ ครั้งที่ฆ่าหลิวซานเตา ไม่ว่าจะเป็นเฉินเตาหรือหลิวซานเตา ความแข็งแกร่งก็อ่อนแอเกินไป ไม่สามารถมองเห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาได้เลย
และครั้งนี้ ไต้ชงและซูซินถือว่ามีความแข็งแกร่งพอๆ กัน แม้แต่ในด้านประสบการณ์การต่อสู้ เขาก็ยังด้อยกว่าไต้ชง หากไม่ใช่เพราะกระบวนท่ากระบี่ที่แข็งแกร่ง ใครจะเป็นผู้ชนะก็ยังไม่แน่นอน
และการต่อสู้ครั้งนี้ เขาก็เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้วหรือชาตินี้ ซูซินก็ถือว่าเป็นคนที่เคยเห็นเลือด เคยฆ่าคน แม้ว่าชาติที่แล้วจะถูกฆ่าก็ตามที
เขาจะไม่เหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งเริ่มต้น เมื่อเห็นเลือดก็มือไม้สั่น
แต่ในขณะเดียวกัน คนที่เพิ่งเริ่มฝึกยุทธ์ได้แค่เดือนเดียวอย่างเขา ย่อมไม่สามารถเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก และมีอาจารย์คอยชี้แนะ จนทำให้สามารถผสานวิทยายุทธ์เข้าด้วยกันได้
ตอนนี้ซูซินต่อสู้กับคนอื่นก็ดูแข็งทื่อ ด้านหนึ่งคือพื้นฐานไม่มั่นคง อีกด้านหนึ่งคือประสบการณ์ไม่เพียงพอ
กระบี่เร็วของจิงอู๋หมิงเน้นการโจมตี กระบี่มหาสุเมรุเน้นการป้องกัน
ตอนนี้ซูซินรู้แค่สองวิชายุทธ์นี้ แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้แต่ตอนนี้ หากเขาไม่ได้ใช้กระบี่หนัก เขาก็ไม่สามารถใช้กระบี่มหาสุเมรุได้
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความชำนาญของกระบี่ ความชำนาญมีเพียง 5% ทำให้ซูซินสามารถใช้กระบี่นี้ได้อย่างยากลำบาก หากต้องการผสานเข้าด้วยกัน มันเป็นไปไม่ได้เลย
และหากต้องการเพิ่มความชำนาญ เขาต้องฝึกฝนอย่างหนัก แน่นอนว่าการต่อสู้คือการฝึกฝนที่ดีที่สุด หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ ความชำนาญกระบี่มหาสุเมรุของซูซินก็เพิ่มขึ้นเป็น 10% แล้ว
แต่นี่ก็เป็นปัญหา หากอาศัยแค่การฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเพิ่มความชำนาญ มันต้องใช้เวลาอย่างมาก
กระบี่มหาสุเมรุเองก็มีระดับแค่หนึ่งดาวครึ่ง ในอนาคตก็ต้องถูกกำจัด ดังนั้นการเสียเวลาไปกับมันย่อมไม่คุ้มค่า
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ซูซินก็รีบเข้าสู่ระบบทันที และเตรียมที่จะถาม
“สวัสดีโฮสต์หมายเลข 01 ยินดีต้อนรับสู่ระบบจอมวายร้าย” เสียงเย็นชาของระบบดังขึ้น
“ข้าอยากจะถามคำถามหนึ่ง ความชำนาญของวิทยายุทธ์สามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักและการต่อสู้เท่านั้นหรือ?
ตอนนี้กระบี่มหาสุเมรุยังมีประโยชน์สำหรับข้า แต่ถ้าตอนนี้ข้าฝึกฝนวิทยายุทธ์นี้ เมื่อความแข็งแกร่งของข้าเพิ่มขึ้น วิทยายุทธ์นี้ก็จะไร้ประโยชน์ใช่ไหม? และเวลาที่ข้าฝึกฝนก็เท่ากับเสียเปล่าน่ะสิ?”
ระบบตอบว่า “ความชำนาญของวิชายุทธ์ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการรู้แจ้ง แม้แต่วิชายุทธ์ขั้นสูงบางอย่าง เมื่อความชำนาญถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอย่างหนัก ต้องอาศัยการรู้แจ้งเท่านั้น
ส่วนข้อที่สอง โฮสต์เข้าใจผิด ความชำนาญของวิชายุทธ์ไม่ได้มาจากการเรียนรู้วิชายุทธ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังมาจากความเข้าใจในวิถีแห่งยุทธ์ของโฮสต์เองด้วย
หากโฮสต์เป็นเทพมือกระบี่อย่างซีเหมินชุ่ยเสวี่ย(ไซมึ้งชวยเซาะ) แค่มองกระบี่มหาสุเมรุเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถใช้ความชำนาญได้อย่างเต็มที่ คิดเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเพิ่มระดับของวิชายุทธ์ที่เดิมทีมีแค่หนึ่งดาวครึ่งได้
ดังนั้นโฮสต์ไม่ต้องกังวลว่าการฝึกฝนกระบี่มหาสุเมรุอย่างหนักจะเสียเวลา เพราะสิ่งที่ฝึกฝน ไม่ใช่แค่กระบี่มหาสุเมรุ แต่ยังรวมถึงวิถีแห่งกระบี่ด้วย”
หลังจากที่ระบบพูดจบ ซูซินก็เข้าใจ เขาเข้าใจผิดไปจริงๆ
วิชายุทธ์เป็นเพียงวิธีการ ส่วนวิถีแห่งยุทธ์ของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญกว่า
สิ่งที่เขาต้องทำ ไม่ใช่การฝึกฝนกระบี่ทห่สุเมรุอย่างหนัก แต่เป็นการเข้าใจวิถีแห่งกระบี่ที่อยู่ในนั้นต่างหาก