เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 วันวันของผม

บทที่ 19 วันวันของผม

บทที่ 19 วันวันของผม


บทที่ 19 วันวันของผม

เมื่อกลับมาถึงห้องผมก็หลับเป็นตายยันบ่ายหนึ่งทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วจะนอนแค่ 4 ชั่วโมง แต่เมื่อคืนผมดันใช้พลังงานในดันเจี้ยนมากเกินไป ไม่น่าคึกจัดตะลุย 4 ชั้นในสามชั่วโมงเลยให้ตายสิ ก่อนนอนก็ยังไม่รู้สึกอะไรมากแต่พอตื่นขึ้นมาเหมือนกล้ามเนื้อทั่วร่างจะพากันร้องประท้วง นี่ขนาดผมออกกำลังกายเกือบทุกวันแถมยังวอร์มร่างกายก่อนสู้นะเนี่ย

ผมถึงกับนอนแช่บนเตียงต่อยาวยันบ่าย 2 ทั้ง ๆ ที่หิวไส้แทบขาด นับว่าวันนี้เป็นวันที่ผมนอนนานที่สุดในรอบปี ตื่นมาผมก็คว้าเกี๊ยวกุ้งแช่แข็งที่เลยวันหมดอายุมาแล้ว 1 วัน 2 กล่องในตู้เย็นยัดใส่ไมโครเวฟ

ชีวิตพนักงานเซเว่นก็แบบนี้แหละ เวลาของจะหมดอายุก็ได้ซื้อถูกลง อาหารส่วนมากของผมกว่า 30 เปอเซ็นต่อปีก็มาจากเซเว่น...ถึงจะรู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพเพราะสารกันบูดแต่มันก็สะดวกในเวลาที่โคตรหิวแบบนี้

ระหว่างที่รอไมโครเวฟผมก็ไปเดินผ่านน้ำมารอบหนึ่ง เสร็จแล้วผมก็หยิบเกี๊ยวสองกล่องมานั่งกินหน้าคอมฯ ไม่ได้กะจะเปิดคอมหรืออะไรหรอกแค่ห้องผมมันมีโต๊ะอยู่ตัวเดียว ระหว่างซดเกี๊ยวผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถหน้าจอตรวจเช็คยอดติดตามช่องยูทูบผ่านแอป แต่แล้วผมก็ต้องถ่างตามองจำนวนตัวเลข 312 คนในโทรศัพท์อย่างไม่เชื่อสายตา ทั่วทั้งตัวเหมือนกลายเป็นหินชั่ววินาทีหนึ่ง แม้แต่เกี๊ยวที่อยู่ในปากยังกลืนลงท้องไปทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เคี้ยว

เป็นไปไม่ได้...จากผู้ติดตาม 287 คนก่อนที่ผมจะโดนดึงไปต่างโลกครั้งแรก วันนี้ยอดติดตามช่องยูทูบของผมพุ่งกระฉูดทะลุ 300 คนแล้วครับ เชี่ยไรวะเนี่ย! ผมที่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง หลับตาแล้วลืมตามาดูใหม่ก็แล้ว ขยี้ตาก็แล้ว ลุกขึ้นตีลังกาดูก็แล้ว ตัวเลขบนหน้าจอก็ยังคงเป็น 312 เท่าเดิม แสดงว่ามันคือเรื่องจริงใช่ไหมครับ!

ผมนายภาวิน เล่นยูทูบมาเกือบ 10 ปี เปิดช่องยูทูบมาเกิน 5 ปี มียอดติดตามไม่ถึง 300 คน กำแพงยอดติดตาม 300 ที่ไม่เคยข้ามมันไปได้ ในวันนี้ผมได้ก้าวข้ามมันมาแล้ว 10 ปีอันเหนื่อยยาก...ในที่สุดมันก็เริ่มผลิดอกออกผล มีเทพเจ้าเห็นถึงความเพียรพยายาม ได้ไปต่างโลกแค่ 3 วัน ยอดติดตามเพิ่มขึ้น 20 กว่าคนแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในชีวิต

ฮึก...ผมสะอื้นขึ้นมาทันที กินเกี๊ยวไปก็สะอื้นไป ความรู้สึกตอนนี้มันผสมรวมกันไปหมด จนไม่รู้ว่าน้ำตาที่ไหลอยู่นี้เกิดจากความดีใจที่ยอดติดตามทะลุ 300 หรือสมเพชตัวเองดีที่เปิดช่องยูทูบมาตั้งนาน แต่ก็ยังสู้การใช้ชีวิต 15 ชั่วโมงในต่างโลกไม่ได้

ถึงจะบอกว่าในชีวิตนี้ผมอยากจะเป็น “คนดัง” กับเขาสักครั้ง แต่จนแล้วจนรอด 10 กว่าปีก็ไม่มีวี่แววความดังสักที ในวินาทีนี้ผมรู้แล้วว่านอกจากความพยายามและหน้าตาแล้วยังต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ‘โอกาส’ อีกด้วย

โอกาสที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไร มาตอนไหน คนบางคนก็พบเจอมันได้อย่างรวดเร็ว และคนบางคนอาจใช้เวลาทั้งชีวิตโดยไม่เคยพบเจอมัน โอกาสมักจะผ่านมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัวและจะผ่านไปไวเหมือนสายลม ถ้าคืนนั้นผมไม่เมา ผมคงไม่นั่งคุยตามน้ำไปกับไอดียูทูบที่ไม่เคยรู้จัก ไม่ตอบรับข้อเสนอที่ชวนให้นึกสงสัยว่าคนผู้นั้นสติดีอยู่รึเปล่า

ทำเอานึกถึงตอนเรียนวิชาแนะแนวเลยแฮะ ตอนที่ครูแนะแนวทุกคนมักจะชอบถามถึงอาชีพที่เราอยากเป็นในอนาคต และผมก็ตอบกลับไปอย่างมั่นใจทุกครั้งว่า ‘ผมอยากเป็นคนดัง’ ตอนเดียวกับที่เพื่อน ๆ มักหันมามองและหัวเราะใส่ผม ส่วนผมก็ได้แต่เกาหัวตัวเองและหัวเราะกลับไปแก้เก้อ แค่นั้น

แม้ว่ากีฬาสีผมจะคว้าได้กี่เหรียญทอง คนก็ไม่จดจำเท่าไอ้หล่อที่คว้าได้แค่เหรียญทองเดียว...

แม้ว่าจะมีละครเวทีผมก็เป็นแค่ตัวประกอบ เพราะโดนข้อหาหน้าไม่ให้กับบทพระเอก...

แม้ว่าจะเคยสมัครชิงตำแหน่งประธานนักเรียน แต่ก็โดนครูปาใบสมัครกลับมาโทษฐานเกรดเฉลี่ยคาบเส้นหวิดตก ยังริอ่านสมัครเป็นประธานนักเรียน...

แม้ว่าจะเรียนจบคณะนิเทศแต่ไม่เคยได้แสดงหนังสักเรื่องของมหาลัย เป็นได้แค่สตาฟวนไป...ใช่สิ แม้แต่นักศึกษาคณะอื่นยังได้แสดง บางคนเป็นถึงพระเอกด้วยซ้ำ มันน่าช้ำใจนัก!

ลงประกวดหลากหลายเวทีทั้งร้องทั้งเต้นทั้งตลก...ผมก็แค่ไม่เคยผ่านเข้าสู่รอบขึ้นเวทีจริงเลยสักครั้ง

ไปคัดตัวนักแสดงเหรอ เหอะ บทตัวประกอบพูดแค่คำหนึ่งก็ยังไม่ได้เป็น...มากสุดก็แค่แบล็คกราวเดินผ่านฉาก

โอกาสผ่านเข้ามาตลอด เมื่อก่อนผิดที่ผมเอง ที่ไม่เคยคว้ามันไว้ได้เลยสักครั้ง แต่โอกาสในครั้งนี้ ผมจะยึดมันไว้ให้มั่น จะต้องไม่สูญเสียมันไปอีก

เพราะต่างโลกคือโอกาสครั้งสำคัญผมจึงต้องทุ่มเท 3 วันที่ต้องไปกลับต่างโลกตอนตี 3 ถึง 8 โมงเช้าทำให้ตารางชีวิตเก่าผมพังพินาศ ผมควรต้องทำตารางชีวิตอันใหม่ ต้องเพิ่มเวลาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ให้มากขึ้น

หลังจากกินเกี๊ยวเสร็จ ผมทำการร่างตารางชีวิตอันใหม่แปะไว้หน้าตู้เย็น

18:00-00:00 ทำงาน

00:30-03:00 ทำสมาธิ+เตรียมตัวไลฟ์สตรีม

03:00-08:00 ไลฟ์สตรีม

08:00-12:00 นอน

13:00-17:30 ฝึกศิลปะการต่อสู้+ออกกำลังกาย

พอมองตาร่างที่เขียนแปะดูอีกทีก็กลายเป็นว่า ผมเป็นมนุษย์ค้างคาวไปซะแล้ว เมื่อก่อนเลิกงานเที่ยงคืน นอนตีหนึ่งถึงตีห้า ตื่นมาใส่บาตรพระ นั่งสมาธิ บำเพ็ญตน หาเรื่องทำคลิป ออกกำลังกาย แล้วไปทำงาน

คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ มันก็ได้อย่างเสียอย่างล่ะนะ แถมยังต้องเพิ่มเวลาฝึกฝนศาสตร์บู๊มากกว่าเก่าเป็นเท่าตัว ผมตระหนักแล้วว่าจะมามัวเป็นคนเอื่อยเฉื่อย 2018 ไม่ได้ ปี 2019 ผมต้องเก่งกาจพอป้องกันตัวเองในต่างโลกให้ได้ จะต้องไม่ตายระหว่างทำภารกิจของชาล็อต และเผื่อว่าตอนอยู่ตัวคนเดียวดันไปเจอเข้ากับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนเมื่อวาน ผมจะได้เอาตัวรอดไหว

บ่ายสามกว่า ๆ ผมใส่ชุดพนักงานเซเว่นออกจากห้อง กะว่าจะยาวยันไปทำงานเลยไม่ได้แวะกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องอีก จะกลับอีกทีก็เที่ยงคืนหลังเลิกงานเลย ผมแบกจักรยานคู่ใจลงบันไดแทนการขนมันลงไปด้วยลิฟต์สุดสยองประจำหอ ถึงเมื่อวานมันจะไม่ค้างแต่ผมก็ไม่อยากเสี่ยง ผมปั่นจักรยานไปป้ายรถเมล์และต่อขึ้นรถเมล์ไปห้างใกล้ ๆ เพื่อขายทองคำชิ้นเล็กที่ได้จากชาล็อต

เดินเข้ามาในห้างไม่นานผมก็เจอโซนร้านทองเรียงติด ๆ กันเป็นแถว ผมเดินแวะเข้าไปในร้านที่มีชื่อเสียงพอคุ้นหูคนอย่างผมอยู่บ้าง ในร้านมีพนักงานอยู่เพียง 3 คน เป็นพี่ผู้ชายหนึ่งคนเขาแต่งตัวเหมือนเสี่ยร้านทองกับพนักงานหญิงในชุดเครื่องแบบร้านอีก 2 คน มีลูกค้าอยู่ประปราย ผมกวาดตาดูคร่าว ๆ ก็ตรงไปยังจุดที่พี่ผู้ชายยืนอยู่ ก็พี่เขาดูว่างอยู่คนเดียวนิ

“ผมเอาทองมาขายครับ”

เมื่อเขาได้ยินเสียงผมพี่ผู้ชายก็เงยหน้าขึ้นมาจากสร้อยทองในมือ

“ไหนล่ะ เอามาสิ”

ผมหยิบทองก้อนกลม ๆ ในกระเป๋าเสื้อยื่นให้พี่พนักงานร้านทอง เขามองทองในมือผม สลับกับมองหน้าผมด้วยสายตาแปลกใจ ก่อนจะรับมันไปส่องดูใกล้ ๆ

ก็พอเข้าใจอยู่หรอกที่โดนมองแปลก ๆ ปกติแล้วคนธรรมดาทั่วไปคงไม่พกทองเป็นก้อนกลม ๆ แบบนี้มาขาย ถ้าจะมาขายทองก็มาเป็นชิ้นเครื่องประดับที่เห็นกันจนชินตา พวกสร้อยทอง แหวนทอง ขนาดจะหาคนเอาทองแท่งมาขายยังหาอยากเลย นับประสาอะไรกับทองก้อนกลมเกลี้ยงแบบนี้

แต่พี่พนักงานชายเบื้องหน้าผมก็ดูเป็นมืออาชีพ ถึงผมจะใส่ชุดพนักงานเซเว่นหน้าตาไม่น่าไว้ใจ พี่พนักงานก็รับมันไปตรวจสอบและประเมินราคา ถึงตอนตรวจสอบจะมีหลอกถามว่าทองสวยดีนะ ไปหามาจากไหน ผมเลยบอกไปกึ่งประชดและคุยโม้เล็ก ๆ “ที่บ้านมีแบบนี้เพียบเลยพี่ ทองแท่งก็มี ไม่ต้องห่วงหรอกผมไม่ใช่โจร”

หลังจากได้ยินที่ผมตอบพี่แกก็เลยไม่ถามมากอีก แกคงคิดว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจากผม และการตกลงซื้อขายก็ผ่านไปด้วยดี ไม่น่าเชื่อเลยว่าทองก้อนกลม ๆ อันนิดเดียวจะหนักเกือบถึง 2 สลึง ตอนรับเงินเกือบหมื่นมาหน้าผมยังอึน ๆ อยู่เลย เมื่อได้สติแบงก์พันเป็นปึกในมือถึงกับสั่นผับ ๆ

ลงทุนซื้อของเซเว่นไปขายงบไม่ถึงพัน ได้กลับมาเป็นหมื่นคุณพระ!

นี่มันเรื่องจริงใช่ไหมครับ เงินจริง ๆ ไม่ใช่แบงก์กาโม่

แต่...นั่นมันคืออะไรฟะ ไอ้สร้อยทองเส้นละบาทอันเท่าบ้านนั่นน่ะ ทองที่ผมขายไปถึงจะมีห้าอันรวมกันยังใหญ่ไม่เท่าเลย แล้วไอ้ทองก้อนกลม ๆ ของผมแค่อันเดียวที่พึ่งขายไป มันจะไปเท่าครึ่งหนึ่งของไอ้สร้อยเส้นนี้ได้ไง!

ผมไม่ใช่คนเล่นทองหรืออยู่ในสายงานนี้ก็เลยไม่รู้ แต่พี่พนักงานที่เห็นผมมองสร้อยทองเส้นละบาท สลับกับทองคำของชาล็อตที่พึ่งขายไปด้วยสีหน้าตื่น ๆ แกก็เฉลยกับผมมาว่าที่เส้นมันใหญ่เพราะข้างในมันกลวง คำพูดของพี่พนักงานทำเอาผมเบิกโลกทัศน์ใหม่ขึ้นมาทันที...โลกแม่งอยู่ยากจริง ๆ ด้วย ผมไม่ควรตัดสินอะไรจากสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าสินะ

ผมเก็บเงินเกือบหมื่นใส่กระเป๋าและกอดมันไว้อย่างหวงแหน ไอ้ผมมันคนไม่เคยพกเงินหมื่นเดินออกจากบ้าน แค่ได้จับแบงก์พันปึกใหญ่ก็มือสั่นผับ ๆ แล้ว ในหัวตอนนี้คิดแต่ว่าต้องไปธนาคารให้ไวที่สุด! ตอนถือทองมาขายยังไม่วิตกจริตเท่าตอนมีเงินปึกหนา ๆ ในกระเป๋าเลยครับ

ผมเดินตัวเกร็งไปทำธุรกรรมฝากเงินใส่บัญชี คุณคงจะคิดว่าผมอ่อนมาก เงินแค่หมื่นเดียวเอ็งไม่เคยจับเหรอวะ แต่คุณต้องรู้ด้วยว่านี่คืออาการของคนที่ไม่ได้จับเงินสดจำนวนมากมานาน ปกติผมจะใช่แต่แอปจ่ายเงิน ไม่ก็กดทีละนิดละหน่อย ให้ถือเงินสดจำนวนมากนี่ผมไม่ชินเลยสักนิด เมื่อผมทำการเปลี่ยนมันเป็นตัวเลขดิจิตอลในแอปธนาคารของตัวเองแล้ว ผมก็คลายอาการวิตกจริตได้สักที

เมื่อเสร็จธุระแล้วผมก็นั่งรถเมล์ฟรีแอร์ธรรมชาติ เปิดหน้าต่างสูดควันในเมืองกรุงให้ฉ่ำปอดตลอดทางเพื่อกลับไปทำงาน ระหว่างที่มองวิวรถติดอยู่นั่น ผมก็ดันฉุกคิดได้ถึงบางสิ่ง คุณว่าไหมครับวันนี้ผมดวงดีมาก ดวงดีเกินไป ดวงดีจนผิดปกติ ตั้งแต่แลกมีดพกกาก ๆ เป็นตั๋ว VIP ไม่ต้องสอบเป็นนักผจญภัย ตะลุยดันเจี้ยน 3 ชั้นรวดด้วยความง่ายดาย ปราบบอสลับที่โหดขิง ๆ ลงได้ แถมยังได้แผนที่แดนเหนือเป็นสิ่งตอบแทน ไหนจะยังมียอดคนติดตามช่องยูทูบเกิน 300 คน ขายทองได้เกือบเงินมาหมื่น

ใช่แล้วดวงมันดีเกินไป หรือว่า! ...เทพเจ้าแห่งโชคกำลังอวยพรให้ผมอยู่ หลังจากที่ผมโดนเทพแห่งความซวยเหยียบย้ำอยู่นาน ในที่สุด ทุกอย่างในชีวิตผมกำลังดำเนินไปได้ด้วยดีใช่ไหมครับ ฮ่า ๆ

อ่า มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ ๆ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้หรอก

ตอนนี้แม้อากาศบนรถเมล์จะร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไหลพรากเป็นน้ำตกผสมกับกลิ่นควันรถ แต่หน้าตาผมก็ยังสดชื่นประหนึ่งกำลังอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์

หุ หุ หุ หุ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ริมฝีปากของผมส่งเสียงหัวเราะพิลึก ๆ ออกมาตลอดเวลาแม้ในขณะที่นั่งอยู่บนรถเมล์ ในขณะที่ปั่นจักรยานมาทำงานและในขณะที่มายืนประจำหน้าเค้าเตอร์

แม้ว่าจะได้รับสายตาแปลก ๆ จากเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าหลบหน้า ไม่มาจ่ายเงินตรงเค้าเตอร์ผมสักทีทั้ง ๆ ที่คิวเพื่อนผมยาวจนหางแถวคดเคี้ยว ผมเลยโดนเพื่อนไล่ให้ไปยกของมาเติม แต่กระนั้นผมก็ยังคงยิ้มและหัวเราะอย่างอารมณ์ดีไปตลอดการทำงาน

“หมอนั่น...มันเป็นอะไรของมันวะ”

ภายในเซเว่น เพื่อนพนักงานชายหนุ่มหน้ามนที่พึ่งได้พักจากมาราธอนการคิดเงินอยู่คนเดียวในเวลารีบเร่ง เหลือบตามองเพื่อนรวมกะที่ยังคงแสยะยิ้มชวนสยองและส่งเสียงหัวเราะหลอน ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยสีหน้าลุกลี้ลุกลน ‘ยอดมนุษย์พนักงานอย่างพี่ภาวินก็มีวันไล่แขกได้เหมือนกันแฮะ ทำหน้าโหดปานนั้นแค่ยืนใกล้ ๆ ยังรู้สึกอยากเผ่นไปให้ไกลเลย’

เวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งทุ่มนายภาวินก็ยังไม่มีลูกค้ากล้าเข้าใกล้เลยสักคน ไม่ใช่สิ แม้แต่เพื่อนพนักงานร่วมกะ ยังไม่กล้าเข้าใกล้เหมือนกัน พ่อหนุ่มหน้ามนผู้ต้องอยู่โยงเฝ้าเค้าเตอร์เพียงคนเดียวถึงขนาดยกมือถือขึ้นมาโทรออกอย่างเปิดเผยต่อหน้าลูกค้า เขากระซิบเสียงเครียดกับโทรศัพท์ “ผู้จัดการครับ พี่ภากำลังไล่แขกในร้านรีบมาด่วนเลยครับ! ผมจะรับมือลูกค้าไม่ไหวแล้ว เฮลมี!”

อนิจจาพ่อหนุ่มหน้ามนดันเข้าใจผิดไปสุดกู่ซะนี่ แต่ก็โทษใครไม่ได้ผิดที่พระเอกเรามันยิ้มได้โฉดเอง...

 

จบบทที่ บทที่ 19 วันวันของผม

คัดลอกลิงก์แล้ว