เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

TB:บทที่ 13 คำพูดและวาจา

TB:บทที่ 13 คำพูดและวาจา

TB:บทที่ 13 คำพูดและวาจา


TB:บทที่ 13 คำพูดและวาจา

ในตอนที่เฉินหลงเห็นจี้โม่ซีกำลังยืนอยู่ข้างนอกบริษัท เขาเห็นชายวัยสามสิบคนหนึ่งกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างอยู่ข้างๆเธอ

แต่เมื่อเขาได้เห็นสีหน้าของจี้โม่ซีแล้ว ดูเหมือนว่าเธอไม่ต้องการพูดคุยกับผู้ชายคนนี้สักเท่าไหร่นัก

"โม่ซี คุณสัญญาว่าจะไปทานดินเนอร์กับผมนี่ ตราบใดที่ยินดีที่จะร่วมรับประทานอาหารเย็นกับผม คุณไม่เห็นต้องเป็นกังวลเรื่องเงินเลยนี่" ชายคนนั้นมองไปที่จี้โม่ซีด้วยสีหน้าที่เหมือนหมาป่าสีเทาตัวใหญ่ที่ต้องการกินลูกแกะสีขาวที่อ่อนโยน

"คุณจ้าว ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ คือวันนี้ฉันมีนัดแล้ว ฉันจะหาวีธีเรื่องเงินนะคะ นอกจากนี้เราทั้งสองคนไม่ใช่เพื่อนกัน รบกวนอย่าเรียกชื่อฉันด้วยความสนิทสนมขนาดนั้น กรุณาเรียกฉันว่า คุณจี้ ด้วยค่ะ" จี้โม่ซีรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้คิดอะไรกับเธออยู่ เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่อยากพูดจาอ้อมค้อมกับเขาอีก

"จี้โม่ซี คุณอย่าทำตัวก้าวร้าวไปหน่อยเลย ผู้หญิงอย่างคุณ คนอย่างผมจะต้องการคุณสักเท่าไรกันเชียว? หน้าตาอย่างคุณ อย่ามาพูดจาเราะร้ายกันอย่างนี้สิ ระวังคำพูดคำจาซะบ้างนะ คุณไม่ควรทำตัวแบบนี้ที่บริษัท" หลังจากถูกจี้โม่ซีปฏิเสธคำเชื้อเชิญของเขา จ้าวหงไป๋ก็ได้เผยธาตุแท้ของเขาออกมาให้กระจ่าง

จี้โม่ซีที่ถูกจ้าวหงไป๋กล่าวหาว่าหน้าตาน่าเกลียด แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกโกรธจ้าวหงไป๋ที่รู้สึกไม่พอใจเธอ

ในตอนนี้ มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ทันใดนั้นจี้โม่ซีก็ได้ยินเสียงได้โดยธรรมชาติ

“โม่ซี เกิดอะไรขึ้นกับเธอเหรอ? มีใครบางคนกำลังยุ่งวุ่นวายกับเธออยู่รึป่าว?” เฉินหลงเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างๆจี้โม่ซีแล้วหันไปจ้องตากับจ้าวหงไป๋

"พ่อหนุ่ม นายอยากจะใช้หัวหอมหรือกระเทียมมาเป็นฮีโร่ช่วยสาวงามหรอ?ว่าแต่นายจะทำได้ไหมละ?" จ้าวหงไป๋พูดจาไม่ดีต่อเฉินหลง

"คุณต้องการทำอะไรครับ?" เฉินหลงจ้องไปที่จ้าวหงไป๋ด้วยสีหน้าเย็นชา

เมื่อเขาถูกเฉินหลงจ้องอยู่อย่างนั้น จ้าวหงไป๋ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรู้สึกกลัวอีกฝ่าย แต่ความเย่อหยิ่งก่อนหน้านี้ถูกเฉินหลงทำให้หายไปในทันที

"หนุ่มน้อย นาย นายกล้ามากนะ นายรอก่อน ฉันจะไปเรียกพี่ชายของฉัน" จ้าวหงไป๋ทิ้งท้ายประโยคเอาไว้แล้วหันหลังเดินจากไป

"ถ้าคุณบอกให้ผมรอที่นี่ ผมก็จะรอที่นี่ ผมไม่มีตีสองหน้าหรอกครับ แต่ผมอยากจะพูดอะไรสักอย่างกับคุณ ถ้าคุณรู้ว่าหน้าตาของตัวเองเป็นยังไง คุณควรขอโทษโม่ซีครับ แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าหน้าตาของตัวเองเป็นยังไง กลางค่ำกลางคืนก็ระวังตัวหน่อยก็แล้วกันนะครับ " เฉินหลงพูดประโยคนั้นออกมาเบาๆ

จ้าวหงไป๋ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะแล้วก้าวเดินต่อไป

"หืม ความกล้านี้ ศึกษามาเพื่อหิ้วผู้หญิงได้ด้วยแฮะ" เฉินหลงมองดูจ้าวหงไป๋ด้วยความรังเกียจ จากนั้นเขาก็หันไปทางจี้โม่ซีแล้วส่งยิ้มให้กับเธอ "โม่ซี เราไปกันเถอะ"

“เฉินหลง จ้าวหงไป๋ เขาพอมีอิทธิพลอยู่บ้างในซิงเฉิงนะ นี่นายไม่กลัวว่าเขาจะมาแก้แค้นที่นายไปทำให้เขาขัดใจขนาดนั้นเหรอ?” ในรถ จี้โม่ซีรู้สึกกังวลเกี่ยวกับคำพูดของเฉินหลง

"ตอนนี้ในสังคมของเรามีสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายอยู่นะ ถึงเขาจะเป็นเจ้าแห่งยมโลก เขาก็คงไม่กล้าหยิบยกกฏหมายของประเทศจีนมาพิจารณาหรอก เพราะฉะนั้นเธอไม่เห็นต้องกังวลเรื่องของฉันเลยสักนิด" เฉินหลงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

ในอดีต หากไม่มีระบบเถาเป่าที่แข็งแกร่งที่สุด เฉินหลงก็คงไม่กล้าทำให้จ้าวหงไป๋เคียดแค้นเขาแน่นอน

แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยระบบ ขวัญและกำลังใจของเฉินหลงก็เพียงพอแล้ว เขาไม่ได้สนใจจ้าวหงไป๋เลยสักนิด แน่นอนว่าจ้าวหงไป๋เองก็เป็นแค่คนตัวเล็กที่ๆไม่สามารถสร้างคลื่นลมคลื่นพายุได้

"หลบปืนที่จ่อกระบอกมาทางเราน่ะง่าย ที่ยากคือหลบลูกธนูที่ซ่อนอยู่ต่างหากละ นายก็ควรระวังตัวบ้างนะ" จี้โม่ซีกล่าวเตือนเขา

"เข้าใจแล้ว เธอวางใจเถอะ" เฉินหลงพยักหน้า

"เฉินหลง ขอถามอะไรหน่อยสิ นี่นายซื้อรถคันนี้เหรอ? " จี้โม่ซีเปลี่ยนประเด็นไปที่รถของเขา

"ใช่ ฉันเพิ่งถอยมันมาใหม่ล่ะ ฉันกลัวว่าเธอจะไม่ทักฉันซะแล้ว ฉันผิดหวังจริงๆนะ ถ้าเธอไม่ถามถึงมันน่ะ ฉันก็หมดโอกาสอวดรถกับสาวสวยเลย" เฉินหลงตอบ

“อ๋า ฉันไม่คิดเลยว่าเพื่อนเก่าของฉันจะมีอำนาจจริงๆ พอได้นั่งในรถของนายแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนกับถูกชุดของพวกเผด็จการบังคับให้ฉันบินได้เลยอ่ะ” จี้โม่ซีเล่นมุกตลก

"ดี พูดได้ดี" เฉินหลงยิ้ม

หลังจากเล่นมุกกันนิดหน่อย เฉินหลงและจี้โม่ซีรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งคู่กำลังเข้าใกล้กัน ความรู้สึกแปลกที่พวกเขาไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันมานานหลายปีนั้นได้หายไปในทันที

"นี่ ถู่หาว** ไปกินบาร์บีคิวกันเถอะ ฉันเป็นผู้หญิงที่ต้องทำงาน ฉันทำได้แค่ชวนนายไปกินข้าวที่นั่นที่เดียวนั่นละ นายไม่ต้องตั้งใจหาข้ออ้างที่จะไม่ไปหรอกนะ" จี้โม่ซีพูดถึงสถานที่ที่พวกเขากำลังจะไปกัน

"เพื่อนเก่า นี่เธอเห็นฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ? " เฉินหลงมองไปที่จี้โม่ซีด้วยสีหน้าที่ขมขื่น

"ฉันแค่ล้อเล่น รีบๆขับเข้าสิ" จี้โม่ซีส่งยิ้มให้กับเฉินหลง

และเฉินหลงเองก็เช่นกัน ในตอนนี้ เพราะสิ่งต่างๆที่อยู่ที่บ้านและความกังวล ในเวลานี้จี้โม่ซีเพิ่งยิ้มออกมาได้

เมื่อเขาได้เห็นรอยยิ้มที่จริงใจของจี้โม่ซี เฉินหลงเองก็รู้สึกผ่อนคลายเช่นกัน

เมื่อเห็นจี้โม่ซี ดวงตาของเฉินหลงเห็นว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในใจของเธอ เธอเหมือนถูกบังคับให้ยิ้มออกมาอยู่หลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น จี้โม่ซีก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา และเฉินหลงเองก็ไม่มีโอกาสได้ถามเธอ ตอนนี้จี้โม่ซีหัวเราะออกมาได้แล้ว ดังนั้นเฉินหลงจึงคิดจะถามเธอตอนที่ได้กินอาหารก็แล้วกัน

เมื่อมาถึงร้านบาร์บีคิวแล้ว จี้โม่ซีสั่งบาร์บีคิวไปบางอย่างพร้อมกับเบียร์อีกสี่ขวด

"โม่ซี นี่เธอดื่มด้วยเหรอ?" หลังจากเบียร์ได้มาเสิร์ฟที่โต๊ะ เฉินหลงมองไปที่จี้โม่ซีแล้วถาม

คนที่น่ารักและใสซื่ออย่างจี้โม่ซีดื่มเบียร์เป็น นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้เฉินหลงรู้สึกตกใจ ท้ายที่สุดแล้วในหัวของเฉินหลงกลับคิดว่าคนสวยแบบนี้ควรจะจิบไวน์แดงอย่างสง่างามเท่านั้น

"ไม่ได้หรอ?" จี้โม่ซีมองหน้าเฉินหลง

“ไม่ใช่ว่าไม่ได้หรอก แต่มันก็ค่อนข้างที่อันตราย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องดีที่เธอจะดื่มมันละนะ มีคนชวนฉันมาดื่มเป็นเพื่อนนี่นา” เฉินหลงยิ้ม

"เฉินหลง ฉันได้ยินมาว่านายไม่ได้ทำงานที่บริษัทโฆษณาแล้ว ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นละ? อืม จริงอยู่ที่นายมีเงิน แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำงานแล้ว แต่ฉันก็อยากรู้เหตุผลอยู่ดีว่าทำไม?" จี้โม่ซีถาม

"ก็แค่โชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันไปเห็นเจ้านายกับเลขานุกำลังทำกิจกรรมเข้า ฉันก็เลยถูกไล่ออกน่ะ" เฉินหลงยักไหล่แล้วตอบเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงถูกไล่ออก

“ฮ่าฮ่า นายไปเห็นเรื่องอย่างว่าเข้า โชคของนายนี่ดีจริงๆ” จี้โม่ซีหัวเราะเบา ๆ

"ไม่เอาน่า อย่าพูดอย่างนั้นสิ" เฉินหลงกรอกตา "แล้วงานของเธอเป็นยังไงบ้าง? ทุกอย่างราบลื่นดีใช่ไหม?”

เมื่อเฉินหลงพูดจบ เจ้าของร้านก็ได้นำบาร์บีคิวร้อนๆมาเสิร์ฟที่โต๊ะ

"ก็โอเค พออยู่ได้นั่นแหละ" จี้โม่ซีหยิบขึ้นมาไม้หนึ่งแล้วกัด

“ไม่เป็นไรแต่ก็ไม่ได้แย่อยู่ดี ยังไงซะ พวกผู้หญิงก็ต้องพึ่งสามีของเธอในอนาคตอยู่แล้ว ถ้าเขาทำงานเก่ง ก็คงจะดีไม่น้อย” เฉินหลงหยิบไปไม้หนึ่งในเวลาเดียวกัน

“ขึ้นอยู่กับสามีของฉันคืออะไร? ในอนาคตฉันจะไม่หวังพึ่งพวกผู้ชายหรอก ฉันคิดว่าผู้หญิงเองก็ยังมีงานของเธอ พอตอนที่พวกเราแก่หรืออ่อนแอ พวกผู้ชายก็จะทิ้งขว้าง รู้สึกอนาถชะมัด แต่ก็ช่างมัน มานี่มา ชนแก้ว!” จี้โม่ซีกล่าวพร้อมกับรินเบียร์ลงในแก้วของเขา

"จัดไปอย่าให้เสีย!" เฉินหลงและจี้โม้ซีก็ได้ชนแก้วกัน

จากนั้นคนทั้งสองก็ได้กระดกเบียร์เข้าไปจนหมดแก้วในคราเดียว

หลังจากนั้น เฉินหลงและเพื่อนสาวของเขาก็พูดถึงเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรงเรียนในขณะที่พวกเขากำลังดื่มเบียร์ด้วยกัน

ตัวอย่างเช่น เด็กอ้วนที่มีความสุขมากในชั้นเรียน แต่ในตอนนี้เขาได้ประสบความสำเร็จในการลดความอ้วน เขากลายเป็นคนหล่อที่พูดน้อย สาวน้อยน่ารักที่ในตอนนี้กลายเป็นผู้ประกาศข่าวแสนสวยมีรายได้มากกว่า 10,000 หยวนต่อเดือน

เสริม

*ชื่อตอน catching flies มาจากสำนวน “Honey catches more flies than vinegar”  ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “น้ำผึ้งจับแมลงวันได้ดีกว่าน้ำส้มสายชู” น้ำผึ้งเป็นสัญญลักษณ์ของการพูดดี พูดจาหวานไพเราะ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ “น้ำส้มสายชู” หรือ Vinegar มีรสเปรี้ยว มีความเป็นกรด จึงทำให้ไม่มีแมลงวันมาเกาะจึงเปรียบได้เหมือนคนพูดจาและมีกิริยาท่าทางที่กระด้าง ทำให้ไม่มีผู้คนอยากพูดหรือคบค้าด้วย คิดว่า catching flies ตั้งเป็น คำพูดและวาจา น่าจะเข้ากว่าจับแมลงวันกว่า

**土豪[tǔ háo]อ่านว่า[ถู่ หาว]แปลว่าพวกคนรวยที่ชอบซื้อของไร้สาระแต่ราคาแพงเพื่ออวดว่าตัวเองรวยแล้ว แต่ในสายตาของคนอื่นกลับรู้สึกว่าพฤติกรรมของคนรวยเหล่านี้ตลกมากและเชยมากด้วย

จบบทที่ TB:บทที่ 13 คำพูดและวาจา

คัดลอกลิงก์แล้ว