- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 102 ข้าเป็นบุตรแท้ ๆ ของท่านพ่อ!
บทที่ 102 ข้าเป็นบุตรแท้ ๆ ของท่านพ่อ!
บทที่ 102 ข้าเป็นบุตรแท้ ๆ ของท่านพ่อ!
แน่นอนว่า หากข่าวลือที่ว่า "สวี่จิ้งจง บ่นว่าฟางเสวียนหลิงไม่เห็นแก่ความหลังจึงไม่ไปเยือนตระกูลฟางมาหลายปี" แพร่ออกไป ตามธรรมเนียมในวงราชการที่นิยมสรรเสริญผู้มีอำนาจและเหยียบย่ำผู้ตกอับ คงไม่รู้ว่ามีคนมากแค่ไหนที่จะหาเรื่องใส่สวี่จิ้งจง เพียงเพื่อเอาใจฟางเสวียนหลิง
ต้องรู้ไว้ว่า ตนเองเพิ่งถูกเรียกกลับจากตำแหน่งซือหม่า (ขุนนางที่ดูแลกิจการทหาร) ที่ฮงโจวซึ่งเป็นการลดขั้นโดยฮ่องเต้ถังไท่จง ถ้าหากก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกคงต้องลาออกกลับบ้านไปใช้ชีวิตบั้นปลายให้มันรู้แล้วรู้รอด…
"ไม่ทราบว่าคุณชายรองฟาง จะเห็นว่าข้าเหมาะสมที่จะเป็นผู้ตัดสินนี้หรือไม่?" สวี่จิ้งจงรีบเปลี่ยนเรื่อง และแอบวางกับดักเล็ก ๆ
เขาไม่ได้ถามว่าฟางจวินเห็นด้วยหรือไม่ แต่ถามว่าเขา “มีคุณสมบัติ” หรือไม่…
ฟางจวินจะตอบว่า "ไม่มีคุณสมบัติ" ได้หรือ?
แน่นอนว่าไม่ได้ ถึงจะไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องยับยั้งชั่งใจไว้บ้าง การล่วงเกินมากไปย่อมไม่ดี
ฟางจวินจึงยิ้มอย่างเป็นกันเองแล้วกล่าวว่า: "ท่านลุงพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ท่านพ่อข้าเคยเอ่ยถึงความรู้ความสามารถของท่านลุงต่อหน้าข้าหลายครั้ง หากท่านลุงไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้นพ่อข้าและท่านลุงตู้หรูฮุ่ย ก็คงไม่มีคุณสมบัติเช่นกัน... ข้าย่อมปฏิบัติตามคำสั่งของท่านลุง"
สวี่จิ้งจงยิ้มพลางมองฟางจวิน: "ฮ่าๆ ข้าจะกล้ารับคำชมจากท่านเสนาบดีฟางได้อย่างไร? เช่นนั้น ข้าก็ขออาศัยความอาวุโสรับหน้าที่ผู้ตัดสินนี้ แต่ไม่ทราบว่าหลานชายจะประลองกันเช่นไร?" แม้สีหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจกำลังสบถด่าไม่หยุด
ฟางเสวียนหลิงเป็นคนซื่อตรงเที่ยงธรรม ทำไมถึงมีลูกชายเจ้าเล่ห์แบบนี้ได้?
เจ้าหมอนี่พูดทุกประโยคอย่างมีชั้นเชิง พลาดนิดเดียวก็ตกหลุมทันที
"หากท่านลุงไม่มีคุณสมบัติ เช่นนั้นพ่อข้าและท่านลุงตู้ก็ไม่มีเช่นกัน" ...ประโยคบ้าอะไรกัน นี่มันไม่ใช่คำชม แต่คือกับดักชัด ๆ!
ฟางเสวียนหลิงเป็นใคร?
ตู้หรูฮุ่ยเป็นใคร?
ถึงข้าจะมั่นใจในตนเองแค่ไหน ก็ไม่กล้าบอกว่าตนเองเหนือกว่าสองคนนั้น! ถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้าจะไม่คิดหรือว่าข้าสวี่จิ้งจงโอหัง ไม่เห็นหัวฟางเสวียนหลิงกับตู้หรูฮุ่ยเลย…
เด็กคนนี้ร้ายจริง ๆ!
แม้ว่าองค์ชายหลี่จื้อจะยังเยาว์วัย แต่ถือว่าเฉลียวฉลาดแต่เด็กใบหน้าอาจดูเหมือนเด็กน่ารักใส ๆ แต่จากที่เขายืนขึ้นมาขวางเหล้าแทนองคืหญิงเกาหยางเมื่อครู่ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ไร้เล่ห์เหลี่ยม
ครั้นเห็นฟางจวินกับสวี่จิ้งจงสาดฝีปากใส่กัน และพี่เขยของตนไม่เพลี่ยงพล้ำ ซ้ำยังต้อนสวี่จิ้งจงให้เสียกระบวนเรื่อย ๆ ก็รู้สึกชื่นชมยิ่งนัก
สำหรับสวี่จิ้งจงนั้น หลี่จื้อไม่มีความรู้สึกดีแม้แต่นิด
ขุนนางคนนี้เพิ่งถูกฮ่องเต้เรียกตัวกลับมารับตำแหน่งในเมืองหลวง ก่อนหน้านั้นถูกเนรเทศไปเป็นซือหม่าที่ฮงโจว เหตุเพราะเมื่อสองปีก่อน ระหว่างไว้อาลัยพระมารดา (พระนางฉางซุน) กลับประพฤติไม่เหมาะสมเนื่องจากล้อเลียนรูปลักษณ์ของโอวหยางซวิ่น ทำให้ถูกสอบสวน
พระนางฉางซุนคือพระมารดาของหลี่จื้อ แล้วสวี่จิ้งจงยังกล้าเสียมารยาทในช่วงไว้ทุกข์ของพระนาง จะไม่ให้หลี่จื้อโกรธเคืองได้อย่างไร?
พอเห็นสวี่จิ้งจงเสียท่า หลี่จื้อก็สะใจนักพลางยกนิ้วโป้งใต้โต๊ะแล้วกระซิบกับองค์หญิงเกาหยางว่า:
"พี่เขยเก่งสุด ๆ เลย!"
องค์หญิงเกาหยางถึงกับหน้าแดง อายจนต้องยกมือมาทำท่าจะข่วนหน้าเขาแล้วพูดว่า: "เรียกแบบนี้อีก จะข่วนหน้าเจ้าจริง ๆ แล้วนะ..."
หลี่จื้อเห็นปลายนิ้วขาวเรียวของพี่สาวแล้วตัวสั่นเล็กน้อย รีบปิดปากนั่งตัวตรงกลายเป็นเด็กดีทันตาเห็น…
ส่วนองค์หญิงเกาหยางเองกลับรู้สึกสงสัยขึ้นมา
เจ้าฟางจวินนี่หาเรื่องใส่ฉู่เอี้ยนฝู เพราะชอบอีกฝ่ายจริง ๆ? หรือมีจุดประสงค์แอบแฝงอื่น?
ที่สำคัญ แต่เดิมฟางจวินเป็นคนซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาอย่างกับท่อนไม้ แต่มาวันนี้กลับสามารถโต้เถียงกับสวี่จิ้งจงได้อย่างคล่องแคล่วฉลาดหลักแหลมเกินคาด…
ขณะนางกำลังครุ่นคิด ฟางจวินก็พูดขึ้นว่า: "ท่านลุงให้ข้าเป็นคนเริ่มตั้งกฎกติกาการประลอง? เช่นนั้น ฝ่ายคุณชายเติง จะไม่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมหรือ?"
องค์หญิงเกาหยางถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดัง รีบตั้งท่าจริงจังอีกครั้ง แล้วเผลอเหลือบไปเห็นฟางจวินหันมามองพอดีจึงรีบมองกลับแล้วขู่ด้วยสายตาให้เขาทันที…
แหม เจ้าคิดว่าปัญญาแค่นี้จะทำให้ฉู่เอี้ยนฝูกลัวว่ากติกาไม่ยุติธรรมหรือ? ไม่รู้เรื่องจริง ๆ!
ฉู่เอี้ยนฝูกล่าวอย่างใจกว้าง: "ก็แล้วแต่คำของท่านสวี่ก็แล้วกัน"
จะกลัวทำไม! สี่ตำรา ห้าคัมภีร์ ข้าฝึกฝนมาจนคล่องแคล่วแล้ว!
ยุติธรรมหรือ? ฮึ…
ฟางจวินยักไหล่ ไม่สนใจ: "เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วกัน ง่าย ๆ เลย ข้าเป็นคนถาม คุณชายเติงเป็นคนตอบ ถ้าตอบถูกก็เปลี่ยนให้คุณชายเติงเป็นคนถาม ถ้ามีฝ่ายใดตอบไม่ได้ ฝ่ายที่ตอบได้ก็เป็นฝ่ายถามต่อไปจนกว่าจะตอบได้… ว่าอย่่างไร?"
องค์หญิงเกาหยางรีบพูดแทรก: "เช่นนั้นไม่ใช่ไม่มีที่สิ้นสุดหรือ? ตั้งเงื่อนไขให้ดีกว่านี้หน่อย" พูดจบยังขยิบตาให้ฟางจวินแบบน่ารัก
ก็ถ้าฉู่เอี้ยนฝูถามจนเจ้าตอบไม่ได้ แล้วเจ้าก็ดื้อไม่ยอมแพ้อย่างนี้จะรู้ผลเมื่อไหร่?
เล่ห์กลแบบนี้ ข้าดูออกนะ!
แต่ฟางจวินไม่ได้คิดว่าองค์หญิงเกาหยางกำลังช่วยเขาให้หาทางโกง เพราะเขา… มั่นใจสุด ๆ ถ้าฉู่เอี้ยนฝูได้เริ่มก่อน ก็แน่นอนว่าเขาต้องแพ้แบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้มีโอกาสแม้แต่จะตอบกลับ แต่ถ้าตนเองเริ่มก่อนละก็… หึ!
เจ้าคิดว่าความรู้ที่ข้ามีจากอนาคตอีกพันกว่าปีจะมีไว้เปล่าหรือ?
"องค์หญิงช่างเฉลียวฉลาด สมแล้วที่เป็นองค์หญิง ข้าเห็นด้วยอย่างยิ่งเช่นนั้นเอาเป็นว่า ใครตอบถูกครบสิบข้อก่อน หรืออีกฝ่ายออกคำถามไม่ครบสิบข้อก็ถือว่าตัดสินแพ้ชนะ… เป็นอย่างไร?"
ฉู่เอี้ยนฝูแสดงท่าทีสุภาพอย่างผู้ดี ตอบสนองต่อองค์หญิงเกาหยางด้วยท่วงท่ามีเสน่ห์ พร้อมกล่าวคำชมไม่ขาดปาก
วันนี้พอเขาเห็นองค์หญิงเกาหยาง ก็หลงเสน่ห์ในความงามและฐานะอันสูงศักดิ์ทันที ไม่แปลกที่จะเกิดความชื่นชม
แต่หญิงงามกลับถูกพระราชทานให้กับฟางจวิน คนธรรมดาต่ำต้อย ฉู่เอี้ยนฝูย่อมรู้สึกไม่พอใจและหวังแสดงฝีมือให้องค์หญิงเกาหยางเห็นว่า ตนเองคู่ควรกว่าหากพระองค์เกิดความชื่นชอบขึ้นมา แล้วขอให้ฮ่องเต้เปลี่ยนพระราชโองการ… ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ฟางจวินเองก็ไม่สนใจ: "ตามสบายเลย!"
ท่าทางของเขาทั้งสบาย ๆ ทั้งเหมือนมั่นใจว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ
องค์หญิงเกาหยางจึงหมั่นไส้จนแทบกัดฟัน โอหังให้สุดนะเจ้าเด็กบ้านนอก! เดี๋ยวจะได้รู้กัน…
สวี่จิ้งจงจึงกล่าวว่า: "เช่นนั้นก็ดี เริ่มจากคุณชายรองฟางเป็นคนตั้งคำถามก่อนเถอะ"
ฉู่เอี้ยนฝูยิ้ม: "เชิญ"
ทุกคนต่างตั้งใจเงี่ยหูรอฟังฟางจวินตั้งคำถาม
แต่ฟางจวินกลับไม่รีบร้อน นั่งลง รินเหล้าให้ตัวเองแล้วจิบเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า: "ศิลปะ 'พิธี' และ 'ดนตรี' มีกรอบชัดเจน แค่ท่องจำตามตำราก็เท่านั้น ไร้ความยากไม่จำเป็นต้องถามหรอก!"
องค์หญิงเกาหยางในใจพูดว่า: คงเพราะเจ้าไม่เคยอ่านมากกว่าน่ะสิ?
สวี่จิ้งจงเองก็คิดว่า ศิลปะสองแขนงนี้อาจเล่นลูกเล่นไม่มาก เพราะเป็นการท่องจำล้วน ๆ จึงยากจะวัดผลเขาจึงพูดว่า: "ที่คุณชายรองฟางพูดมาก็มีเหตุผล แต่สำหรับ ‘ยิงธนู’ และ ‘ควบม้า’ สองแขนงนี้…"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เหลือบมองฉู่เอี้ยนฝูซึ่งแม้จะเปี่ยมด้วยวรรณศิลป์ แต่ร่างกายผอมบางจะยกธนูก็ยังลำบาก จะขี่ม้ายิ่งไม่ต้องพูดถึงย่อมแพ้ขาดแน่
เขาจึงแกล้งเว้นคำพูด เพื่อกระตุ้นฟางจวินว่าหากเจ้าบอกว่าอยากเอาชนะในสิ่งที่อีกฝ่ายถนัด แล้วในสิ่งที่เจ้าถนัดเจ้าจะไม่สนุกหรือ?
ฟางจวินมองสวี่จิ้งจงที่แกล้งทำท่าที แล้วก็หัวเราะ: "ท่านลุงนี่ลำเอียงจริง ๆ..."
"โอ้! บิดาของคุณชายฉู่ ก็เป็นหนึ่งในสิบแปดบัณฑิตแห่งจวนฉินอ๋องเช่นกัน จะพูดว่าใครใกล้ใครไกลได้อย่างไร?" สวี่จิ้งจงยิ้มราวกับจิ้งจอกเฒ่า ขอแค่เจ้าหลงกลข้าเป็นพอ…
แต่ฟางจวินกลับชะงักไป
บิดาของคุณชายเติงก็เป็นหนึ่งในสิบแปดบัณฑิตแห่งจวนฉินอ๋อง?
มีคนแซ่ฉู่ด้วยหรือ?
เขาขมวดคิ้วคิดอยู่พักหนึ่งแล้วก็ทุบโต๊ะปัง ชี้ไปที่ฉู่เอี้ยนฝูแล้วพูดว่า: "ที่แท้คุณชายเติงก็คือลูกชายของฉู่ซุ่ยเหลียง? แล้วทำไมไม่ใช้นามสกุลบิดาเล่า? หรือว่าเป็นบุตรบุญธรรม?"
ฉู่เอี้ยนฝูโกรธจนเส้นเลือดปูด ดวงตาแทบถลนตะโกนลั่น: "ข้าเป็นบุตรแท้ ๆ ของท่านพ่อ!"
ยุคสมัยนี้ หากใครถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ เทียบเท่ากับการดูถูกอย่างรุนแรง!
หากไม่ใช่เพราะฉู่เอี้ยนฝูรู้ตัวว่าสู้ฟางจวินไม่ได้ ป่านนี้คงพุ่งเข้าไปบีบคอตายไปแล้ว…