- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 87 ขึ้นเขาหลีซาน!!
บทที่ 87 ขึ้นเขาหลีซาน!!
บทที่ 87 ขึ้นเขาหลีซาน!!
กำลังจะเอ่ยปากเตือนสติอยู่พอดี ทันใดนั้นที่หน้าประตูก็ปรากฏแม่นางน้อยสองคน ใบหน้าน่ารักเหมือนดอกไม้ แกะสลักเหมือนหยกอย่างไรอย่างนั้น
เป็นคุณหนูของตระกูลฟาง "ฟางซิ่วจู" กับน้องสาวของหลี่ซือเหวิน "หลี่อวี่หลง"
ฟางซิ่วจูเดินเข้ามาอย่างร่าเริง เมื่อได้กลิ่นเหล้าก็ขมวดจมูกเล็กๆ อย่างรังเกียจ แล้วเดินมาหาฟางจวิน ดึงมือเขาออดอ้อนว่า: “พี่รอง พาเราไปชมหิมะบนยอดเขากันเถอะ~?”
หลี่อวี่หลงก็จ้องเขาด้วยสายตาเว้าวอนเช่นกัน
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ผู้คนในห้องนี้ก็เริ่มยกให้ฟางจวินเป็นศูนย์กลาง ให้ความเคารพความเห็นของเขาอย่างยิ่ง
ฟางจวินถึงกับปวดหัวขึ้นมาทันที เด็กสองคนนี่จะเป็นพวกสาวน้อยแนววรรณศิลป์ไปถึงไหนกัน ฟ้ามืดป่านนี้จะไปชมหิมะอะไรกัน?
กำลังจะปฏิเสธอยู่แล้ว ก็หันไปเห็นสายตาอ้อนวอนน่าสงสารของหลี่อวี่หลงที่เหมือนกระต่ายขาวน้อย ก็ทำให้ใจอ่อนลงมาทันที
ครั้งก่อนหลี่ซือเหวินบอกว่า แม่นางน้อยคนนี้มีคู่หมั้นหมายแล้ว อีกหนึ่งหรือสองปีก็จะต้องแต่งงาน หลี่อวี่หลงอายุเท่ากับน้องสาวของตน แค่สิบเอ็ดหรือสิบสองปี? ยังเด็กแค่นี้เองช่างน่าเวทนาเหลือเกิน...
ในยุคของเขา เด็กผู้หญิงอายุเท่านี้กำลังทำอะไรอยู่กันนะ?
เรียนหนังสืออย่างไร้กังวล? นั่งกินเคเอฟซีหรือแมคโดนัลด์ในร้านอาหารแสงสว่างสะอาดสะอ้าน? เล่นเกมคอมพิวเตอร์? หรืออ้อนพ่อแม่อยู่ในอ้อมกอด?
วัยเหมือนดอกตูมที่ยังไม่ทันได้เบ่งบาน ก็จะต้องรีบผลิบานเสียแล้ว...
แต่นั่นก็เป็นคุณลักษณะของยุคสมัย เป็นแรงเฉื่อยของกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ แม้ฟางจวินจะเก่งกล้าเพียงใดก็ไม่อาจฝืนกระแสเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย
แต่อย่างน้อย ก็ยังสามารถให้พวกนางได้มีรอยยิ้มเสียงหัวเราะและอิสรเสรีในช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์ที่สั้นนักนี้ได้บ้างมิใช่หรือ?
คิดได้ดังนั้น ฟางจวินก็ยิ้มลุกขึ้นยืน ไม่สนใจสองหนุ่ม “เฉิงฉู่ปี้” และ “หลิวเหรินจิ่ง” ที่กำลังจ้องกันเขม็งเหมือนไก่ชน แล้วก็โบกมือเรียกเสียงดังว่า: “เมื่อคุณหนูทั้งสองมีคำสั่ง นั่นก็ถือเป็นคำสั่งทางทหาร! ท่านทั้งหลายผู้ใดพร้อมทำตามคำสั่งแม่ทัพ ก็จงตามข้าไปปกป้องคุณหนูทั้งสอง มุ่งหน้าสู่ภูเขาหลีซาน!”
สองสาวน้อยดีใจจนตาเป็นประกาย หัวใจหวานชื่นเหมือนมีน้ำผึ้งหลั่งริน
หลิวเหรินจิ่งกับเฉิงฉู่ปี้สบตากัน แล้วพร้อมใจกันส่งเสียงฟึดฟัดยอมเลิกรา
ฟางจวินเห็นดังนั้น ก็ให้ “ฟางเฉวียน” ไปหารองเท้าฟางมาใส่ทับรองเท้าหนัง และใช้แถบหนังพันที่ขาท่อนล่างไว้แน่นหนา เพราะหิมะบนเขานั้นลึกถึงเข่าหากไม่พันขาให้ดีก็ลำบาก
จากนั้นก็ลงมือแต่งตัวให้ฟางซิ่วจูและหลี่อวี่หลงด้วยตนเอง
แม้ว่าในสมัยต้าถังจะมิได้ดูแคลนสตรีอย่างรุนแรงเช่นในยุคหลังของลัทธิปรัชญาของขงจื้อ แต่สุดท้ายแล้วผู้ชายก็ยังเป็นศูนย์กลางอยู่ดี ไม่เคยได้ยินว่ามีชายใดมาแต่งตัวให้หญิงสาวแบบนี้
ฟางซิ่วจูยังพอเข้าใจได้ เพราะเป็นพี่ชายของตนแม้จะรู้สึกเขินอยู่บ้าง แต่ก็มีความสุขและซาบซึ้งใจ
แต่หลี่อวี่หลงถึงกับหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ทั้งร่างแข็งทื่อเหมือนโดนสาปให้เป็นหุ่นไม้ ปล่อยให้ฟางจวินสวมใส่เครื่องแต่งกายให้อย่างเงียบๆ กลิ่นกายชายหนุ่มห้อมล้อมจนหัวสมองนางบลอ หัวใจเต้นรัว “ตุ้บตั้บ” ไม่หยุด
แต่ฟางจวินกลับไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย เห็นนางเป็นเหมือนน้องสาวอีกคนเท่านั้น
จะให้เขาคิดอะไรได้เล่า? อู่เม่ยเหนียงน่ะอย่างน้อยก็โตเป็นสาวแล้ว รูปร่างก็พัฒนาเต็มที่มีความเป็นหญิงสาวเต็มตัว แต่หลี่อวี่หลงนี่สิยังเหมือนต้นหอมเล็กๆ ต้นหนึ่ง... จะไปคิดอะไรได้เล่า?
ทุกคนเห็นแล้ว ก็ลอกเลียนแบบฟางจวิน ใส่รองเท้าฟางและพันขาให้มิดชิดเตรียมตัวให้พร้อม
หลี่ซือเหวินก็ตะโกนเสียงแหบอย่างคึกคักว่า: “กองทัพเคลื่อนพล!”
ทุกคนก็พากันออกจากห้องโถงใหญ่
ฟางเฉวียนมองแล้วก็ได้แต่ถอนใจ คนกลุ่มนี้ช่างเหลวไหลกันจริงๆ แถมแต่ละคนก็เพิ่งดื่มเหล้ากันมามาก แม้พวกผู้ชายจะไม่เป็นไร แต่มีเด็กสาวอยู่ด้วยสองคน หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาคงเรื่องใหญ่แน่ จึงรีบให้ “ฟางซื่อไห่” พาลูกน้องฝีมือดีตามไปด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น คนรับใช้ฝีมือดีสิบกว่าคนก็ถือไม้กวาด ไม้ไผ่ และกระบองวิ่งตามมาอย่างเร่งรีบ
ทุกคนก็พากันออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ภูเขาด้านหลัง
ภูเขาหลีซานเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวงดงามของนครฉางอัน แม้จะไม่สูงมากแต่ก็เงียบสงบและงดงาม เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจใกล้เขตกวนจง ทั้งเทศกาลชมจันทร์กลางฤดูใบไม้ร่วง หรือเทศกาลตงหยาง การปีนเขาก็ล้วนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน แต่ในฤดูหนาวที่หิมะตกหนาหลายฟุตแบบนี้ การขึ้นเขาถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่แทบไม่เคยมีใครทำ
ทุกคนเดินขึ้นเขาตามเส้นทางภูเขา ขณะนั้นฟ้ามืดแล้วเป็นเวลาจุดตะเกียงพอดี แต่ทั่วบริเวณยังคงสว่างราวกลางวันเพราะแสงสะท้อนจากหิมะ
เพียงแต่หิมะปกคลุมจนมองไม่เห็นเส้นทางบนภูเขา หากก้าวพลาดเหยียบลงไปในร่องข้างทางก็อาจหกล้มถึงขั้นหักขาได้
เฉิงฉู่ปี้กับหลี่ซือเหวินถือไม้ไผ่เดินนำหน้า ใช้ไม้ไผ่แทงลงไปหาเส้นทางเห็นลึกลงไปมาก หลี่ซือเหวินอุทานว่า: “หิมะนี่ลึกตั้งสามฉื่อ (ประมาณหนึ่งเมตร)”
หลี่อวี่หลงพูดอย่างตื่นเต้นว่า: “ลึกขนาดนั้นเลยเหรอ?” จากนั้นก็เดินไปลองเหยียบดู โชคร้ายที่เหยียบลงตรงหลุมหิมะพอดีตัวแทบจะจมหายไปในหิมะ กรี๊ดร้องเสียงหลง
โชคดีที่ฟางจวินอยู่ข้างๆ เขาจึงดึงแขนนางขึ้นมาด้วยแรงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถยกตัวนางเบาๆ ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
หลี่อวี่หลงแลบลิ้น พูดพลางตบหน้าอกว่า: “ตกใจแทบตายแน่ะ!” แล้วก็จับมือฟางจวินแน่นไม่ยอมปล่อยอีกเลย
จู่ๆ จางซุนเจียชิ่งก็ร้องว่า: “ดูนะแม่ทัพจะเปิดทางให้พวกเจ้าทั้งหลาย!”
พวกคนรับใช้ที่เตรียมจะเข้าไปกวาดหิมะบนเส้นทาง ฟางจวินก็พูดว่า: “ถ้าจะจัดการหิมะก่อนขึ้นเขา คงได้รอกันจนฟ้าสว่างแน่ ทุกคนใช้ไม้เท้าค้ำไว้เดินตามรอยเท้าของจางซุนไป”
จางซุนเจียชิ่งรูปร่างสูงใหญ่ ราวกับรถหุ้มเกราะรูปมนุษย์ เขาเดินฝ่าหิมะไปข้างหน้าเปิดทางให้คนอื่นๆ
ฟางซื่อไห่นำลูกน้องสองคนปกป้องอยู่ข้างจางซุน หาทางเดินที่ถูกต้อง แล้วทุกคนก็เดินตามรอยเท้ากันขึ้นเขา ฟางจวิน หลี่ซือเหวิน เฉิงฉู่ปี้ หลิวเหรินจิ่ง เดินอยู่ด้านหลัง ปกป้องฟางซิ่วจูและหลี่อวี่หลงให้อยู่ตรงกลาง
ต่างช่วยกันพยุง เดินไปหัวเราะไป จากบ้านฟางที่อยู่กลางเขาจนถึงศาลเจ้าบนยอดเขา ใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่วโมง
หลีซานเต็มไปด้วยน้ำพุร้อนและทิวทัศน์งดงาม เป็นที่พักผ่อนของจักรพรรดิในทุกยุคทุกสมัย
ตั้งแต่ราชวงศ์โจว ฉิน ฮั่น ถึงถัง ที่นี่เป็นอุทยานหลวง มีวังฤดูร้อนหลายแห่ง ในยุคโบราณ เทพธิดาหนี่วาทำพิธี “หลอมศิลาเพื่อซ่อมแซมสวรรค์” ที่นี่ ปลายราชวงศ์โจว พระเจ้าโจวโยวเล่น “สัญญาณควันหลอกเหล่าเจ้าผู้ครองนคร” ก็เกิดขึ้นที่นี่ สุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็อยู่เชิงเขาหลีซาน ใต้ดินยังซ่อนกองทัพทหารดินเผาอันโด่งดัง และอีกไม่ถึงร้อยปีจะมีเรื่องราวความรักอันแสนเศร้าระหว่างจักรพรรดิถังเสวียนจงกับหยางกุ้ยเฟยเกิดขึ้น ณ ที่นี่ และบทกวี 《เพลงแห่งความรักนิรันดร์》ของไป๋จวีอี้ก็จะถูกประพันธ์ขึ้น
แต่ฝั่งตะวันออกของเขาหลีซานที่ตั้งเรือนชนบทของตระกูลฟาง เป็นเนินเขาที่มีหินมากและน้ำพุร้อนน้อย ทิวทัศน์ก็ไม่งดงามนัก ไม่มีอุทยานหลวงสร้างอยู่
มีเพียงศาลเจ้าหลังหนึ่งบนสันเขา ไม่รู้สร้างขึ้นเมื่อใด ชื่อว่า “ศาลเจ้าฉงหยาง” ป้ายหน้าประตูเขียนไว้เช่นนั้น แต่ถูกลมฝนกัดกร่อนจนเลือนลาง
ในศาลเจ้านั้น นักพรตก็ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มสั่นเทิ้มเพราะความหนาว ได้ยินเสียงผู้คนจอแจภายนอกก็ใจคอไม่ดี อุทานในใจว่า
“กลางคืนหิมะตกหนักแบบนี้ เส้นทางบนเขาน่าจะปิดไปหมดแล้วไฉนยังมีคนมากมายขึ้นมาอีก หรือจะเป็นภูติผีปีศาจ?”
ท่านนักพรตเต๋าแก่รีบมุดเข้าไปในห้องเล็กข้างๆ ร้องตะโกน: “อาจารย์ช่วยข้าด้วย!”
ทันใดนั้นในห้องก็มีเสียงตะโกนโวยวาย: “กลางดึกจะร้องหาพระแสงอะไร! จะหลอกให้คนตายเลยหรือไง?”
(โปรดติดตามตอนต่อไป ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมากค่ะ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะคะ^-^)