เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 62 จวนสกุลฟาง!!

บทที่ 62 จวนสกุลฟาง!!

บทที่ 62 จวนสกุลฟาง!!


หลี่จวินเซี่ยนสั่งให้คนลากฟางจวินกับเพื่อนอีกสองคนออกไปนอกท้องพระโรง แล้วก็สั่งโบยทันที

เสียงไม้กระทบหลังดังเปรี้ยงปร้าง สามหนุ่มร้องโอดครวญเหมือนผีหลอก ฮ่องเต้จึงระบายความโกรธลงไปได้บ้าง แล้วโบกมือสั่งให้นำทั้งสามคนกลับไปยังจวนในเมือง รักษาตัวสักพักแล้วค่อยส่งตัวออกนอกเมือง

นอกจากนี้ ก็ไม่ได้ลงโทษเฉิงฉู่ปี้โดยเฉพาะ แม้ว่าการละทิ้งหน้าที่ระหว่างปฏิบัติราชการจะถือเป็นความผิดใหญ่ แต่ถ้าฟางจวินเป็นลูกชายของฟางเสวียนหลิงแล้วไม่ถูกลงโทษ แล้วจะปล่อยให้ลูกชายของ “ตาเฒ่าหน้าเลือดเฉิง” ถูกจัดการตามอำเภอใจได้หรือ? เจ้าเฒ่าคนนั้นก็เป็นคนหวงลูกสุดๆ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ คงจะวุ่นวายเกินรับมือแน่

ฮ่องเต้ก็กลุ้มใจอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าตนเองใจดีกับเหล่าขุนนาง เห็นต่อความดีความชอบทั้งหลายเกินไปหรือไม่นะ?

สามสหายแยกย้ายกันที่หน้าประตูประเสวียนอู่ ฟางจวินพูดด้วยความรู้สึกผิดว่า “คราวนี้ข้าเป็นคนที่ทำให้พี่ชายทั้งสองต้องเดือดร้อน น้ำใจของพี่ชายทั้งสอง ข้าจะจดจำไว้ในใจ”

เฉิงฉู่ปี้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “อย่าพูดอะไรแบบนี้เลย ฟังแล้วไม่สบายหู”

ส่วนหลี่ซือเหวินก็มองฟางจวินอย่างเต็มไปด้วยความชื่นชม“ฟางจวิน เจ้านี่มันสุดยอดจริงๆ...”

เรื่องวันนี้ ทำให้เขาชื่นชมฟางจวินอย่างสุดหัวใจ

เพื่อพี่สาว กล้าบุกไปพังจวนอ๋อง กล้าทำเพื่อคนที่รัก

กล้าปะทะคารมกับฮ่องเต้ กล้าหาญมาก

ตอนโดนโบยก็ยังแอบบอกให้เพื่อนอีกสองคนร้องให้ดังๆ จะได้ไม่โดนโบยเพิ่ม มีเล่ห์กลดีเยี่ยม...

ให้ตายเถอะ เจ้าฟางเอ๋อร์เจ้าโง่นี่มันเก่งขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? หลี่ซือเหวินครุ่นคิดอย่างสงสัย ขณะที่ถูกทหารจากหน่วย “ไป๋ฉี่” หามกลับบ้านก็ยังนึกไม่ตก…

หนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้

ใกล้เวลาห้ามออกนอกเคหะสถานแล้ว แต่จวนฟางยังคงจุดไฟสว่างไสว

ผู้ดูแลจากไร่นานอกเมืองส่งคนกลับมารายงานว่า ฟางเอ๋อร์พาคนบุกจวนอ๋องหานเพื่อแก้แค้นให้พระชายา ทำให้คนในบ้านตกอกตกใจใครจะไปกล้าบุกจวนอ๋องง่ายๆ ล่ะ?

ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งมีเรื่องกับอ๋องฉีหลี่โหย่ว แล้วก็ขัดแย้งกับอ๋องเว่ยหลี่ไท่ คราวนี้ยังจะไปหาเรื่องอ๋องหานอีก จะไม่ทำให้ฮ่องเต้กริ้วหรือ?

ก่อนเวลาห้ามออกนอกเคหะสถาน บ่าวไพร่หลายกลุ่มถูกส่งออกไปสืบข่าวที่จวนอ๋องหาน

ในห้องโถงใหญ่ พระชายาอ๋องหานร้องไห้จนตาบวม น้ำตาไหลไม่หยุด ผ้าเช็ดหน้ายังเปียกโชกนางทั้งปลื้มใจ กังวล และรู้สึกผิด

บิดาอย่างฟางเสวียนหลิงเป็นคนซื่อตรงและเคร่งครัดมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีรายได้อื่นนอกจากเงินเดือนกับไร่นา ฮ่องเต้ก็มีพระราชทานบ้างเป็นครั้งคราว แต่นั่นแค่ของพระราชทาน ใครจะกล้าเอาไปใช้จริงๆ? ดังนั้น ตั้งแต่นางแต่งเข้าจวนอ๋องหาน ไม่เพียงไม่พึ่งพาตระกูลเดิมได้เท่าไหร่แม้แต่สินเดิมก็มีไม่มาก กลับเป็นฝ่ายต้องคอยส่งเงินกลับบ้านซะอีก

อ๋องหานหลี่หยวนเจียเป็นคนมีความเป็นนักปราชญ์ ไม่สนใจทรัพย์สินเงินทอง แม้ว่ารายได้จากจวนจะไม่มาก แต่ก็ไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา

แต่พอนางสกุลเฉาซึ่งมาจากตระกูลร่ำรวยเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ตระกูลเฉาส่งของขวัญราคาแพงให้จวนอ๋องหลายครั้ง ทำให้นางเฉารู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า คอยหาเรื่องและยั่วยุพระชายาฟางอยู่ตลอด

วันนั้นก็เอาแจกันราคาแพงมาอวด แล้วแกล้งหลอกให้พระชายาเผลอทำแตก จนถูกตบหนึ่งทีกลายเป็นชนวนเหตุของเรื่องทั้งหมด

กลับมาบ้านเกิดตั้งหลายวัน ความขุ่นข้องในใจก็ไม่จางหายมีแต่เพิ่มขึ้น

นางดูถูกเฉาซื่อ แต่ก็อดอิจฉาไม่ได้ อย่างน้อยเฉาซื่อถูกทำร้ายที่จวนอ๋องยังมีพี่น้องที่บ้านตามมาทวงความเป็นธรรมให้

แต่ตัวนางล่ะ? ก็มีน้องชายเหมือนกัน แต่ก็เหมือนไม่มี...

ฟางอวี๋จื้อเป็นคนสุขุมจริงจัง สนิทกับอ๋องหานมาก เดิมทีนางหวังว่าน้องชายคนนี้จะช่วยพูดกับสามีให้บ้าง อย่างน้อยก็แค่ถามไถ่บ้างก็ยังดี แต่เขากลับไม่ใส่ใจ ราวกับนางไม่มีตัวตน...

บิดาก็ถือเกียรติเป็นใหญ่ จะไปพูดอะไรกับลูกเขยได้?

ฟางอวี๋เจ๋อก็ยังเป็นเด็กอยู่ ยังใส่กางเกงผ่ากลางอยู่เลย...

ขณะที่กำลังรู้สึกเศร้าเสียใจ จู่ๆ น้องชายคนรองผู้ที่พูดน้อย เงียบขรึม กลับบุกไปถึงจวนอ๋องแบบไม่บอกกล่าว!

น้องรองพูดน้อยมาตั้งแต่เด็ก สมองก็ไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน พี่สาวอย่างนางเลยรักและห่วงใยน้องรองมากเป็นพิเศษ แต่เจ้านั่นก็ไม่สนใจอะไรนอกจากวิชาการต่อสู้ไม่เคยพูดอะไรให้ใครฟัง

แต่เด็ก “โง่ๆ” คนนั้นกลับฝ่าฝืนราชโองการแอบเข้ามาในเมือง รับผิดชอบเรื่องใหญ่หลวงเพื่อมาแก้แค้นแทนนาง...

หัวใจของพระชายาอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาก็ยิ่งไหลพรากเหมือนน้ำแข็งในใจที่ถูกหลอมละลาย...

แต่น้องชายโง่คนนั้น กล้าขัดราชโองการได้อย่างไร? ถ้าฮ่องเต้กริ้วขึ้นมา จะทำอย่างไรดี?

นางร้องไห้พลางโทษตัวเองไม่หยุด “ผิดที่ข้า...ผิดที่ข้า...ถ้าข้าไม่งี่เง่า กลับบ้านมาซะเอง น้องรองจะไปที่จวนอ๋องได้อย่างไร? ถ้าฮ่องเต้ลงโทษขึ้นมาจะทำอย่างไรดี? ทั้งหมดเพราะข้า...ฮือๆๆ...”

หลูซื่อ(มารดา)ปลอบจากข้างๆ “ดูเอาเถอะ ลูกสาวของข้าโตขนาดนี้แล้วยังร้องไห้อยู่อีก น้องรองเจ้าออกหน้าให้ เป็นเรื่องน่ายินดีนะแม้แต่ฮ่องเต้จะลงโทษก็ช่างเหอะ เจ้าลูกบ้านั่นเขาอดทนได้... ถ้าไม่มีคนในบ้านออกหน้าให้ แล้วต่อไปในจวนอ๋องเจ้าจะมีหน้าควบคุมใครได้อีกล่ะ? ใครๆ ก็รู้ว่าพ่อเจ้าไร้น้ำยา ไม่โดนรังแกก็บุญแล้ว!”

ฟางเสวียนหลิงที่กำลังนั่งจิบชาริมเตียง ถอนใจอย่างหมดหนทาง “จะลากถึงข้าด้วยทำไมเนี่ย?”

หลูซื่อจ้องตาเขม็ง “แล้วจะไม่โทษท่านหรือ? ลูกสาวถูกกลั่นแกล้งที่บ้านสามี ท่านเป็นพ่อกลับไม่กล้าเอ่ยสักคำ ยังให้ลูกชายออกหน้าแทนอีกถ้าไม่โทษท่าน จะไปโทษใคร?”

ฟางเสวียนหลิงได้แต่ก้มหน้าจิบชาไม่พูดอะไร ประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปีสอนให้รู้ว่าพูดมากเมื่อไหร่ หลูซื่อจะยิ่งพูดมากขึ้นร้อยคำรออยู่แน่นอน

แน่นอนจริงๆ หลูซื่อที่เตรียมคำพูดไว้พรั่งพร้อมพอเห็นสามีเงียบก็หมดมุข ทำได้แค่กลอกตาแล้วหันไปไม่สนใจเขาอีก

ฟางอวี๋จื้อที่นั่งเหม่ออยู่เงียบๆ ไม่รู้คิดอะไรอยู่ ภรรยาอย่างตู๋ซื่อก็นั่งไม่ติดรู้สึกอึดอัดใจ

คำพูดของแม่สามีถึงจะดูเหมือนว่าเจาะจงพ่อสามี แต่ใครจะรู้ว่าอาจแอบพาดพิงสามีของตนก็ได้? ถ้าพูดถึงเรื่องที่ควรจะออกหน้าแทนพระชายา ควรเป็นลูกชายคนโตของตระกูลฟาง ไม่ใช่ฟางจวินหรือพ่อของเขา...

เสียดายสามีตัวเองนั้นออกจะหัวโบราณ คิดว่าเป็นเรื่องในครอบครัวของพระชายาไม่สมควรไปยุ่ง

ตู๋ซื่อรู้สึกอัดอั้นใจ เรื่องของพี่น้องในครอบครัวจะไม่ช่วยกันได้ยังไง?

ในตอนนั้นเอง ข้ารับใช้คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องโถง “คุณ...คุณ...คุณชายรองรอง...บุกเข้าไปในจวนอ๋องแล้วขอรับ!”

ทุกคนในห้องหันไปมองเขาพร้อมกัน หลูซื่อรีบถาม “แล้วอย่างไร?”

ข้ารับใช้คนนั้นกลืนน้ำลาย “คือ...คุณชายรองรองขี่ม้าเตะประตูจวนอ๋องกระเด็นไปบานหนึ่ง...”

หลูซื่อดีใจจนเผลอตะโกน “ลูกชายดี เตะได้ดีมาก!”

ฟางเสวียนหลิงได้แต่กลอกตาอย่างจนปัญญา

พระชายารีบถามต่อ “แล้ว...แล้วท่านอ๋องล่ะ? ออกมาหรือไม่?”

นางหวังให้คนในบ้านออกหน้าให้ก็จริง แต่ถ้าน้องรองที่นิสัยใจร้อนดันไปเจอท่านอ๋องจริงๆ จะไม่ซัดเขาเลยหรือ? นั่นแหละถึงจะยุ่งเป้นเรื่องใหญ่...

โชคดีที่ข้ารับใช้คนนั้นตอบ “ดูเหมือนท่านอ๋องจะไม่อยู่ในจวน แม้คุณชายรองรองจะตะโกนเสียงดังทั่วทั้งจวน แต่ก็ไม่เห็นท่านอ๋องออกมาเลยขอรับ”

พระชายาถึงกับเอามือทาบอก ถอนหายใจ “โล่งอกไปที…”

จู่ๆ ฟางอวี๋จื้อก็พูดขึ้นว่า “โล่งอกอะไร? แค่เรื่องขี้ผงก็หนีกลับบ้าน ทำตัวเหมือนผู้หญิงใจแคบ! ตอนนี้น้องรองก่อเรื่องใหญ่ พวกเจ้ากลับยังปรบมือชื่นชมกันอยู่ช่างเหลวไหลจริงๆ!”

ตู๋ซื่อรีบกระตุกแขนฟางอวี๋จื้ออย่างร้อนใจ คิดในใจว่านี่มันพูดประชดชัดๆ จะหาเรื่องให้ท่านแม่โกรธหรือไง?

แล้วก็จริง หลูซื่อหันหน้าท่าทางโกรธมาทางฟางอวี๋จื้อทันที...

*สกุลฟางมีบุตร 4 คน ชาย3หญิง1 พระชายาเป็นบุตรสาวคนโตซึ่งแต่งออกไปแล้ว ในเนื้อเรื่องนี้ไม่นับลำดับบุตร ฟางอวี๋จื้อจึงเป็นบุตรชายคนโต ฟางจวินเป็นคนรอง ฟางอวี๋เจ๋อเป็นคนสุดท้าย* 

จบบทที่ บทที่ 62 จวนสกุลฟาง!!

คัดลอกลิงก์แล้ว