- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง ที่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง
- บทที่ 59 ณ ตำหนักเสินหลง?!
บทที่ 59 ณ ตำหนักเสินหลง?!
บทที่ 59 ณ ตำหนักเสินหลง?!
ในวังหลวง เวลาปิดประตูพระราชวังจะช้ากว่าการห้ามออกนอกเคหะสถานในเมืองเล็กน้อย นางกำนัลในแต่ละตำหนักต่างกำลังตรวจสอบว่าได้ลืมวางของมีค่าหรือของที่เปราะบางไว้หรือไม่ และมีการลืมดับเทียนไว้หรือไม่ เพราะสิ่งที่หวาดกลัวที่สุดในเขตพระราชฐานชั้นใน ก็คือไฟ เนื่องด้วยว่าตำหนักที่ต่อเนื่องกันเหล่านี้ล้วนทำจากไม้ ฤดูหนาวซึ่งแห้งแล้งและลมเหนือพัดแรง เพียงสะเก็ดไฟนิดเดียวก็อาจลุกลามเป็นเพลิงไหม้ใหญ่ นำมาซึ่งผลลัพธ์ร้ายแรง หลังจากตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงจะปิดประตูตำหนัก บรรดาหญิงงามและสนมแม้จะนอนดึก ก็จะสามารถอยู่ได้แต่ในที่พำนักของตนห้ามออกไปไหนทั้งสิ้น
หลังจากประตูวังถูกปิด หากมีเรื่องเร่งด่วนจะต้องเข้าเขตพระราชฐาน ก็มีเพียงทางเดียวคือต้องใช้ตะกร้าชักขึ้นจากกำแพงพระนคร หลังจากทำธุระเสร็จแล้วก็ต้องใช้ตะกร้าส่งออกไปทางเดิม...
ขันทีที่เฝ้าเวรได้ยืนประจำที่ประตูเฉิงเทียน เหลือเพียงรอฟังเสียงระฆังที่บอกเวลาปิดประตู เมื่อถึงเวลาก็จะปิดประตูและลงกลอน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังเร่งรีบดึงดูดความสนใจของขันที เขาเหลียวมองออกไปนอกประตูเฉิงเทียน ก็เห็นบ่าวรับใช้สองสามคนหามเกี้ยวนุ่มใบหนึ่งวิ่งตรงข้ามถนนเทียนเจี๋ยมายังประตูเฉิงเทียน
เมื่อเห็นเกี้ยวที่โยกเยกนั่น ขันทีก็รู้ทันทีว่าข้างในต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ เพราะตามกฎหมายราชวงศ์ถังที่สืบทอดจากสุย บัญญัติไว้ว่านอกจากเชื้อพระวงศ์แล้ว ห้ามบุคคลทั่วไปใช้เกี้ยวต้องใช้แต่เกวียนหรือขี่ม้าเท่านั้น หากฝ่าฝืนถือว่าผิดกฎหมาย
แต่นี่มันดึกมากแล้ว ยังมีเชื้อพระวงศ์คนไหนรีบร้อนเข้าวังอีกหรือ? หรือว่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาโอรสของฝ่าบาท?
เมื่อเกี้ยวมาถึงหน้าประตูเฉิงเทียน ขันทีไม่กล้าละเลย รีบออกมาต้อนรับด้วยท่าทีเคารพแล้วถามว่า
"ไม่ทราบว่าองค์ชายพระองค์ใดเสด็จมา?"
บ่าวหามเกี้ยวเหล่านี้เดินเท้ามาจากเขตจิ้งซ่าน วิ่งมาตลอดถนนจูเชวี่ยเหนื่อยหอบเหงื่อเต็มหน้า ลมหายใจพ่นไอขาวออกจากจมูกและปาก ราวกับศีรษะมีควันขาวลอยขึ้น...
หลี่หยวนเจียกระโดดลงจากเกี้ยว ตะโกนใส่ขันทีว่า "รีบไปกราบทูลฝ่าบาท บอกว่าข้ามีเรื่องด่วน ขอเข้าเฝ้า ด่วนยิ่งกว่าด่วน!"
ขันทีคำนับก่อนกล่าวว่า "กระหม่อมขอคารวะอ๋องหาน..."
แล้วเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หยวนเจียและเห็นสีหน้าร้อนรน ก็หันไปสั่งการกับขันทีน้อยข้างหลังไม่กี่คำ ขันทีน้อยผงกศีรษะรับแล้วรีบวิ่งเข้าไปในพระราชฐาน
เวลานั้น ระฆังบอกเวลาปิดประตูก็ดังขึ้น ขันทีที่เฝ้าประตูยิ้มแหยๆต่อหลี่หยวนเจียแล้วกล่าว "ท่านอ๋องเวลาปิดประตูมาถึงแล้ว ท่านดูเถิด..."
หลี่หยวนเจียเป็นเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิด เขารู้กฎเกณฑ์ในวังดีอยู่แล้ว จึงพยักหน้าแล้วถอยออกไปอยู่นอกประตูเฉิงเทียน
ขันทีจึงสั่งให้ทหารรักษาการณ์ปิดประตู ลงกลอนล็อก
จากประตูเฉิงเทียนไปยังตำหนักเสวยพระโอสถ พระตำหนักเสินหลง ของฝ่าบาท ต้องผ่านพระตำหนักไท่จี๋ ตำหนักเลี่ยงอี๋ ลัดเลาะซอยหย่ง แล้วเข้า ประตูกันลู่ จากนั้นจึงขอพระบรมราชานุญาต แล้วจึงย้อนกลับเส้นทางเดิม...
ครึ่งชั่วยามต่อมา เนื่องจากการซ่อนตัวอยู่ในเกี้ยวถือว่าไม่เหมาะสม อ๋องหานจึงต้องรออยู่ข้างนอกท่ามกลางความหนาวจนใบหน้าเปลี่ยนสี สั่นสะท้านไปหมด ในที่สุดเขาก็เห็นตะกร้าหวายถูกหย่อนลงมาจากบนกำแพงเมือง เขากระโดดเข้าไปในตะกร้าแล้วดึงเชือก ทหารบนกำแพงเข้าใจทันทีและรีบดึงตะกร้าขึ้นไป
เมื่อขึ้นไปถึงบนกำแพง ขันทีได้นำทางเขาเดินผ่านพระตำหนักต่างๆ จนเวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง จึงได้เข้าไปในตำหนักเสินหลงที่อบอุ่นประหนึ่งฤดูใบไม้ผลิ
แต่เวลานี้อ๋องหานไม่รู้สึกหนาวอีกแล้ว เพราะด้วยฐานะสูงศักดิ์ไม่ค่อยได้ออกกำลัง พอเดินทางมาเหนื่อยหอบเหงื่อโชก เมื่อเข้าไปในห้องที่อบอุ่น กลับรู้สึกร้อนเหมือนอยู่ในหม้อนึ่งจนหายใจแทบไม่ออก...
ฮ่องเต้กำลังเตรียมบรรทม ได้ยินว่าอ๋องหานขอเข้าเฝ้า ก็เพียงคลุมเสื้อคลุมสักตัวแล้วออกมานั่งที่ห้องโถง สั่งให้ขันทีนำชาอุ่นมาให้ แค่จิบหนึ่งคำ ความเผ็ดของขิง ความมันของน้ำมันแกะ และความเค็มของเกลือเขียว ผสมผสานกันอย่างแปลกประหลาดราวกับลิ้มรสชีวิตมนุษย์
พระองค์หลับตาพริ้ม รับรู้รสชาติชาจากปลายลิ้น สีหน้าเปี่ยมสุข...
อ๋องหานเพิ่งก้าวเข้าประตู ก็เห็นฮ่องเต้กำลังหลับตาดื่มชา เขาถลาเข้ามาแล้วคุกเข่าต่อหน้าพระแท่น ตะโกนว่า "ฝ่าบาท โปรดช่วยกระหม่อม!"
"ซี๊ด!" ฮ่องเต้กำลังดื่มด่ำกับรสชาติชาอย่างเคลิบเคลิ้ม อยู่ๆ ถูกเสียงตะโกนของหลี่หยวนเจียตกใจจนมือสั่น น้ำชาร้อนหกใส่มือจนเจ็บสะดุ้ง
"น้องสิบเอ็ด เกิดอะไรขึ้น?"
ถึงแม้จะหงุดหงิด แต่พระองค์ก็ไม่ถึงกับโกรธ หลี่หยวนเจียผู้นี้กับพระองค์สัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งนัก อีกทั้งฐานะเป็นองค์ชาย จะมีเรื่องใดร้ายแรงถึงกับเสียกิริยาเช่นนี้?
หลี่หยวนเจียทำหน้าจะร้องไห้ พูดว่า "น้องเขยของกระหม่อม บุกเข้ามาในจวนของกระหม่อมแล้ว!"
ฮ่องเต้ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าใจทันที ว่า "น้องเขย" ของหลี่หยวนเจียที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้ คงไม่พ้น ฟางจวิน แน่นอน
"เจ้านี่มัน... ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ เจ้าไปรับอนุมาใหม่ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องทำให้วุ่นวาย ตระกูลฟางเขายังไม่ว่าอะไรเลย แต่เจ้าดันลำเอียงรักแต่คนใหม่ ละเลยภรรยาเอกแบบนี้มันเกินไป ทำให้คนเจ็บใจ เขาเองก็เป็นน้องชายของภรรยาเอก เมื่อเห็นพี่สาวเสียใจเขาก็ต้องออกหน้าสิเจ้าไปก่อเรื่องเอง แล้วจะให้ข้าทำอะไร? เรื่องภายในครอบครัว ข้าไม่ยุ่ง!"
ฮ่องเต้บ่นหลี่หยวนเจียยกใหญ่
เขาเห็นว่าน้องชายผู้นี้แม้จะไร้ความทะเยอทะยาน ฉลาดเฉลียว แต่ก็ซื่อตรงจนเกินไปไม่เข้าใจโลกีย์ ขนาดเป็นฮ่องเต้ ยังไม่สามารถจัดการเรื่องเล็กๆ ให้หมดสิ้นได้เลย
อ๋องหานงงไปหมด เขาวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงในวังเพื่อขอความช่วยเหลือ สุดท้ายไม่เพียงไม่ได้รับการช่วย ยังถูกดุอีก...
อ๋องหานร้อนใจ รีบเข้าไปกอดขาฮ่องเต้ ร่ำไห้อ้อนวอนว่า "ฝ่าบาท พระองค์ช่วยกระหม่อมด้วย! พระองค์ก็รู้ว่าฟางจวินเขามีนิสัยอย่างไร พอโมโหขึ้นมาใครก็หยุดไม่ได้! เขาทุบห้องของอนุภรรยาข้า ตีพี่น้องสกุลเฉาเลือดอาบ แถมยังเอ่ยนามกระหม่อมโดยไม่ให้เกียรติ ประกาศว่าจะมาตีกระหม่อมด้วยตัวเอง... ฝ่าบาท เขาทำจริงแน่! ไม่ได้แค่ขู่!"
กระหม่อมเป็นถึงองค์ชาย หากถูกน้องเขยซ้อมจะไม่กลายเป็นเรื่องอับอายของราชวงศ์ต้าถังไปหรือ? ตายไปยังดีซะกว่า...
คำพูดนี้ทำให้ฮ่องเต้อดเห็นด้วยไม่ได้ ฟางจวินผู้นี้ใจกล้ายิ่งนักต่อให้ต้องซ้อมองค์ชายจริงๆ เขาก็กล้าทำ
แต่... เดี๋ยวก่อน!
อยู่ๆ ฮ่องเต้ร์ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ตกใจถามว่า "เจ้ามั่นใจหรือว่าฟางจวินอยู่ในจวนของเจ้า?"
อ๋องหานน้ำมูกน้ำตาไหลพราก รีบพยักหน้า "แน่นอน เขาทุบห้องนางเฉา ทำลายข้าวของในจวน ประตูใหญ่ก็ถูกเขาเตะพังไปบานนึงแล้ว..."
ฮ่องเต้หน้าเปลี่ยนเป็นเข้มทันที ตวาดว่า "กล้าดีนัก! ข้าสั่งให้เขาออกไปนอกเมือง ห้ามกลับเข้าเมือง ยังไม่ทันข้ามวันก็กล้าฝ่าฝืนคำสั่งจักพรรดิ?"
นี่มันไม่เห็นหัวราชโองการเลย!
ความแค้นทั้งใหม่ทั้งเก่าผุดขึ้นในใจ ไม่เพียงซ้อมโอรสองค์ที่ห้า "หลี่โหย่ว" ยังทำลายศักดิ์ศรีของโอรสองค์ที่สี่ "หลี่ไท่" ตอนนี้ยังจะมาซ้อมน้องชายของฮ่องเต้อีก...
ฮ่องเต้กัดฟันกรอด ตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาล "ฟางจวิน! เจ้ามีความแค้นอะไรกับราชวงศ์เราหรือไง!?"