เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6

ตอนที่ 6

ตอนที่ 6


ตอนที่ 6

เมื่อได้ยินคำตอบของนิชิซาวะคอรีย์ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะในที่สุดท่านจอมพลของพวกเขาก็มีลูกเป็นตัวเป็นตนเหมือนคนอื่น ๆ กับเขาสักที

แต่ที่เขายังรู้สึกสับสนก็คือท่านจอมพลเพิ่งตกลงไปในป่าดงดิบในรูปสัตว์และได้พบกับเจ้าสายพันธุ์ที่อ่อนแอคนนี้ได้ไม่นาน…

หรือว่าพวกเขาเคยเจอกันมาก่อนแล้วเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองจะมีลูกด้วยกันหลังจากที่ท่านจอมพลได้สูญเสียพลังของเขาไป

ในครั้งแรกที่ผู้ที่ตั้งครรภ์ได้เดินทางไปยังสำนักงานศึกษากฎหมายระหว่างดวงดาว แพทย์ประจำ สำนักงานจะเก็บตัวอย่างยีนของลูกภายในท้องมาทำการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งในเวลานั้นเองพวกเขาก็จะสามารถยืนยันได้ว่าลูกภายในท้องของเจ้าสายพันธุ์ที่อ่อนแอคนนี้จะเป็นลูกของท่านจอมพลจริง ๆ หรือไม่

ถ้าเด็กในท้องเป็นลูกของท่านจอมพลจริง ๆ…

คอรีย์ถึงกับคิดไม่ตกเมื่อพยายามคิดพิจารณาเรื่องนี้

“ผู้พันคอรีย์มันไม่ง่ายเลยที่สายพันธุ์ที่อ่อนแอจะตั้งท้อง ดังนั้นหลังตั้งครรภ์ก็ต้องดูแลร่างกายของเขาให้ดี ๆ ฉันขอแนะนำให้คุณพาเขาไปที่สำนักงานศึกษากฎหมายระหว่างดวงดาวในตอนนี้เลย” นิชิซาวะกล่าวขึ้นมาอย่างไม่รู้ถึงความโศกเศร้าของอีกฝ่ายเลย

เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้พันคอรีย์ก็กัดฟันแน่นก่อนที่จะพยักหน้าหลังจากที่เขาได้ตัดสินใจ

เด็กในท้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านจอมพลที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ ดังนั้นเขาจะต้องเลี้ยงดูสิ่งที่ท่านจอมพลทิ้งเอาไว้ให้ดีที่สุด

หลังจากที่จินได้พบกับผู้พันคอรีย์อีกครั้ง เขาก็รู้สึกงุนงงกับสีหน้าอันเคร่งขรึมและท่าทีอันระมัดระวังของเขา

จากนั้นดร.นิชิซาวะก็เดินเข้ามายิ้มให้จินอย่างอ่อนโยนแล้วจับมือเขาเพื่อให้กำลังใจ

ปัจจุบันจินกำลังรู้สึกแปลก ๆ ที่ผู้ชาย 2 คนจะมายืนจับมือถือแขนกันในที่สาธารณะ ดังนั้นเขาจึงพยายามดึงแขนของเขาออกมาอย่างสุภาพ

เมื่อทุกคนได้ขึ้นรถแม็กเลฟเพื่อเดินทางไปยังสำนักงานศึกษากฎหมายระหว่างดวงดาว จินก็ได้เห็นสิ่งของที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างมากมายซึ่งมันก็ทำให้เขารู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

แต่ในขณะนั้นเองใบหน้าของจินก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเพราะเขาไม่เคยเห็นเทคโนโลยีระดับสูงแบบนี้บนพื้นโลกมาก่อนเลย

เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงสำนักการศึกษากฎหมายระหว่างดวงดาว พวกเขาก็ได้เห็นผู้คนจำนวนมากที่กำลังเดินทางเข้าออกอาคารแห่งนี้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะมากันเป็นคู่โดยที่ผู้ชายจะคอยกุมมือผู้หญิงเพื่อเดินทางเข้าออกอาคารอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้มันยังมีบางคู่ที่เป็นคู่ผู้ชายกับผู้ชาย แต่ผู้ชายพวกนั้นค่อนข้างจะมีรูปร่างอันผอมบางและมีหน้าตาที่สวยกว่าผู้ชายโดยทั่ว ๆ ไป

ทันใดนั้นเองจินก็ได้เห็นเสือดาวสีขาวตัวน้อยที่นั่งอยู่บนไหล่ของชายร่างสูงคนหนึ่ง จากนั้นเสือดาวตัวน้อยตัวนี้ก็ได้กลายเป็นเด็กน้อยอายุ 1 ขวบที่ไหลลงมายังอ้อมแขนของชายคนนั้น แต่ที่สำคัญคือคนที่เดินผ่านไปผ่านมากลับไม่รู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเลย

จินจำได้ว่าในตอนที่เขาอยู่ในป่า ทหารที่เขาคิดว่าเป็น ‘สายลับจากต่างประเทศ’ ก็เคยกลายร่างเป็นสัตว์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงสามารถยืนยันได้ในทันทีว่าดาวดวงนี้ย่อมไม่ใช่โลกมนุษย์อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันสัตว์ประหลาดที่เขาได้เห็นพวกมันแปลงร่างภายในป่าก็ไม่ใช่สายลับจากต่างประเทศแต่อย่างใด เพราะคนที่นี่สามารถแปลงเป็นสัตว์ได้เป็นปกติและพวกเขาก็น่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวมากกว่าปีศาจ

นี่คือโลกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่จินได้แฝงตัวอยู่ในสังคมมนุษย์ เขาเคยได้อ่านนิยายแฟนตาซีที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางผ่านกาลเวลาและอวกาศมาอย่างมากมาย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลกับสถานการณ์ในปัจจุบันของเขามากนัก

ด้วยเหตุนี้แม้ว่าในอนาคตเขาจะกลับไปเป็นหอยทากแต่เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในสังคมคนในดาวดวงนี้แต่อย่างใด

หลังจากสงบจิตใจได้แล้วจินก็เริ่มสังเกตมนุษย์ต่างดาวที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเขา

เมื่อเขาได้ทำการสำรวจไปสักพักเขาก็สังเกตเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงที่ได้รับการดูแลต่างก็จะมีตราสัญลักษณ์รูปสัตว์ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มืออยู่ตรงบริเวณกลางหน้าผาก โดยตราสัญลักษณ์บางส่วนจะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันอย่างเช่น รูปลายเสือ, สิงโต, ช้าง, แรด, งูและฮิปโป เป็นต้น

ส่วนผู้ชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะไม่มีตราสัญลักษณ์ตรงบริเวณกลางหน้าผากของพวกเขาเลย

ในช่วงเวลานั้นมือของจินก็เผลอไปแตะตราสัญลักษณ์รูปเปลือกหอยทากตรงบริเวณกลางหน้าผากของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

แต่เดิมเขาวางแผนว่าถ้ามีคนถามถึงตราสัญลักษณ์นี้เขาจะตอบว่ามันเป็นรอยสักแบบพิเศษที่เขาได้ทำการสักเอาไว้ แต่มันกลับกลายเป็นว่าหากใครมีตราสัญลักษณ์บริเวณกลางหน้าผากบนดาวดวงนี้พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษไปเสียอย่างนั้น

ทันใดนั้นจินก็ตัดสินใจปัดผมตรงบริเวณแถว ๆ หน้าผากของเขาออกไป โดยจงใจที่จะเปิดเผยตราสัญลักษณ์รูปเปลือกหอยที่อยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางคิ้วของเขาให้คนอื่นเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อพวกเขาเดินทางไปจนถึงห้องทดสอบคุ ณหมอผู้ซึ่งเป็นออร์คที่ได้รับหน้าที่ในการตรวจจินก็ชะงักค้างไปอย่างไม่ทันได้ตั้งใจ เพราะเขาได้กลิ่นอายของออร์คที่แข็งแกร่งลอยมาจากเจ้าสายพันธุ์ที่อ่อนแอตรงหน้าของเขาคนนี้

กลิ่นอายที่เขาสัมผัสได้ปล่อยแรงกดดันอันรุนแรงออกมาอยู่ตลอดเวลา มันจึงทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรอวดดีต่อหน้าเจ้าสายพันธุ์ที่อ่อนแอคนนี้เลย

การที่เจ้าสายพันธุ์อ่อนแอสามารถมีกลิ่นอายของออร์คที่มีพลังอันรุนแรงมันก็หมายความว่าคู่ครองของมันย่อมต้องมีพลังที่สูงมาก ขณะเดียวกันนายแพทย์ออร์คคนนี้ก็ได้ทำงานภายในสำนักการศึกษากฎหมายระหว่างดวงดาวมาเป็นเวลานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยเจอกลิ่นอายใด ๆ ที่ทรงพลังในระดับนี้มาก่อนเลย

ในชั่วพริบตาคุณหมอออร์คก็รีบเปลี่ยนท่าทีของเขาแล้วเหลือบตาชำเลืองมองจินอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่จะได้เห็นตราสัญลักษณ์รูปก้นหอยที่อยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางคิ้วของอีกฝ่าย

ในช่วงเวลานั้นเขาพยายามที่จะรักษารอยยิ้มของเขาเอาไว้และพูดชมอีกฝ่ายออกไปว่า

"ลูกของคุณจะต้องเป็นออร์คที่แข็งแรงมากไม่ต่างไปจากจอมพลเรย์มอนด์อย่างแน่นอน"

ออร์ควัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างก็นับถือจอมพลเรย์มอนด์เป็นไอดอลของพวกเขา ส่วนออร์คที่มีอายุขึ้นมาหน่อยก็จะใช้จอมพลเรย์มอนด์เป็นต้นแบบในการสั่งสอนบุตรหลานของตนเอง

ดังนั้นการกล่าวว่าลูกในท้องจะมีความแข็งแกร่งเหมือนกับจอมพลเรย์มอนด์จึงไม่ต่างไปจากคำอวยพรของออร์คบนดาวดวงนี้

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะได้กล่าวคำอวยพรออกไปแล้วนอกจากเขาจะไม่ได้รับการตอบกลับมาจากอีกฝ่ายแต่บรรยากาศภายในห้องทดสอบยังตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

โดยเฉพาะเหล่าบรรดาออร์คที่ยืนอยู่ด้านหลังเจ้าสายพันธ์ุที่อ่อนแอคนนี้ที่แสดงใบหน้าอันน่ากลัวออกมามากขึ้นกว่าเดิม มันจึงทำให้ขาของเขาสั่นขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งใจเนื่องมาจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ด้วยเหตุนี้เองคุณหมอออร์คจึงไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาอีกแล้ว เขาจึงทำการหยิบเครื่องมือขึ้นมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เพื่อทำการตรวจสอบเจ้าสายพันธ์ุที่อ่อนแอที่อยู่ตรงหน้าเขา

เมื่อได้เห็นท่าทางแปลก ๆ ของผู้พันคอรีย์นิชิซาวะก็สามารถระบุได้อย่างรวดเร็วว่าเด็กในท้องจะต้องเป็นลูกของท่านจอมพล

แต่หากเรื่องนี้ได้หลุดรอดออกไปชื่อเสียงของท่านจอมพลจะต้องย่อยยับลงอย่างแน่นอน!

เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ผู้พันคอรีย์ก็กัดฟันตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับนิชิซาวะได้ฟังเพื่อที่จะได้ช่วยกันคิดหาทางออกให้กับสถานการณ์นี้

ด้วยนิสัยของนิชิซาวะคุณหมอคนนี้ย่อมไม่ทำอะไรให้ชื่อเสียงของท่านจอมพลต้องแปดเปื้อนแน่ ๆ

จากนั้นเขาก็ดึงอีกฝ่ายไปที่มุมห้องและอธิบายเรื่องราวทั้งหมดว่ามันมีที่มาที่ไปเป็นมายังไง

เมื่อนิชิซาวะได้รับทราบข่าวการเสียสละชีวิตของจอมพลเรย์มอนด์แล้วเขาก็ทั้งรู้สึกตกใจและเสียใจไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งเขาก็ต้องใช้เวลาในการสงบสติอารมณ์ของตนเองนานพอสมควร

“นี่คือทายาทของจอมพลเรย์มอนด์ที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่ายังไงพวกเราก็จะต้องรักษาเขาเอาไว้! ส่วนสิ่งที่คุณกำลังกังวลก็ไม่จำเป็นที่จะคิดมากจนเกินไปเพราะถ้าหากพวกเราไม่พูดถึงเรื่องนี้ มันก็ไม่มีทางที่ชื่อเสียงของท่านจอมพลจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน”

เมื่อได้เห็นว่านิชิซาวะให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจัง ผู้พันคอรีย์ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ในเวลาเดียวกันเว็บไซต์อย่างเป็นทางการทหารของกองทหารระหว่างดวงดาวก็ได้ประกาศข่าวการเสียชีวิตของจอมพลเรย์มอนด์ พร้อมกับทำการเปิดเผยวิดีโอที่ท่านจอมพลได้ระเบิดพลังงานของตนเองออกมา

การระเบิดในครั้งนี้ได้มีรัศมีพลังทำลายกระจายออกไปในอากาศหลายกิโลเมตรและถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้รับชมเหตุการณ์ผ่านทางหน้าจอ แต่พวกเขาก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังทำลายอันน่าอัศจรรย์

ภายใต้การระเบิดอันทรงพลังนี้ราชินีเซิร์กก็ได้ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในเวลาเดียวกัน

เซิร์กกับออร์คเป็นศัตรูกันมานานนับพัน ๆ ปี โดยเซิร์กได้คุกคามชายแดนออร์คอย่างต่อเนื่องและใช้ร่างกายของพวกเขาเป็นภาชนะสำหรับการเพาะพันธุ์ไข่ของตนเอง

ด้วยเหตุนี้คนของจักรวรรดิออร์คจึงเกลียดชังพวกเซิร์กมากและในตอนนี้ราชินีเซิร์กก็ได้ตายไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่จอมพลเรย์มอนด์ผู้ยิ่งใหญ่ก็เสียชีวิตลงไปด้วยเช่นกัน มันจึงทำให้ทั้ง จักรวรรดิได้เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ!

ในขณะเดียวกันคุณหมอออร์คในสำนักการศึกษากฎหมายระหว่างดวงดาวของดาวไลม์สโตนที่กำลังนำยีนเข้าไปตรวจในธนาคารยีนก็ได้เห็นข่าวการเสียสละของจอมพลเรย์มอนด์เด้งขึ้นมาอย่างกระทันหัน

เมื่อทุกคนเห็นข่าวนี้พวกเขาต่างก็พากันตกใจ จากนั้นความโศกเศร้าก็กระจายไปทั่วทั้งบริเวณ

พวกเขารักและชื่นชมจอมพลเรย์มอนด์มาก

เขาเป็นผู้เสียสละ!

คุณหมอออร์คเช็ดน้ำตาของเขาและทำงานในส่วนที่เหลืออย่างต่อเนื่องด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

เขาทำการส่งยีนเข้าไปตรวจในธนาคารยีน จากนั้นเขาก็จ้องไปที่หน้าจอตรงหน้าด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง

"นี่มัน...ลูกของจอมพลเรย์มอนด์!" คุณหมอออร์คพึมพำขึ้นมาเหมือนกับคนเสียสติ

"DNA ของเด็กคนนี้เป็นแบบเดียวกับ DNA ของจอมพลเรย์มอนด์ !!"

เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิออร์ค

นี่มันปาฏิหาริย์!

แต่เรื่องนี้มันเป็นไปได้ยังไง? !

ยีนของท่านจอมพลเรย์มอนด์จะต้องทรงพลังมาก ยีนพวกนี้มันถึงถูกส่งต่อไปยังลูกของเขาจนหมดแบบนี้!

ในอนาคตเด็กคนนี้จะต้องแข็งแกร่งเหมือนกับพ่อของเขาอย่างแน่นอน คุณหมอออร์คร้องไห้ออกมาอย่างมีความสุข

ขณะเดียวกันผู้พันคอรีย์และนิชิซาวะก็กำลังรู้สึกมีความสุขเหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่าจอมพลเรย์มอนด์จะจากไปแล้วแต่โชคดีที่เขายังทิ้งลูกของเขาเอาไว้และยีนของลูกเขายังทรงพลังมากอีกด้วย

ผู้พันคอรีย์ยืนน้ำตาคลอ เขาต้องติดตามและสนับสนุนเด็กคนนี้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เขาต้องการที่จะดูแลลูกของท่านจอมพลให้เติบโตเป็นออร์คที่ยิ่งใหญ่เหมือนท่านจอมพล

ในขณะเดียวกันนิชิซาวะก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปอีกเพราะยีนของท่านจอมพลกับเด็กในท้องเหมือนกันแทบจะ 100% ซึ่งถ้าหากเขาไม่ได้เห็นกับตาของตัวเองว่าคุณหมอออร์คคนนี้ได้นำยีนจากเด็กในท้องไปใส่ในเครื่องตรวจ DNA เขาก็คงจะคิดว่าตัวอย่างยีนที่คุณหมอได้นำไปตรวจสอบเป็นตัวอย่างที่คุณหมอได้เก็บมาจากจอมพลเรย์มอนด์

แม้ว่านิชิซาวะจะไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น แต่เขาก็ต้องเชื่อเพราะนี่คือความจริง!

ในฐานะแพทย์เขาเพิ่งจะมีโอกาสได้เห็นการสืบทอดของยีนที่เกือบจะเต็มทั้ง 100% แล้วเขาจะไม่รู้สึกตื่นเต้นกับสถานการณ์แบบนี้ได้ยังไง

หลังจากนั้นแพทย์ทุกคนภายในห้องตรวจก็จับมือกันด้วยความยินดีก่อนที่จะทำการจัดเก็บข้อมูลทุกอย่างเอาไว้ด้วยความระมัดระวัง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีเหตุการณ์ที่ลูกได้รับยีนจากพ่อเกือบจะ 100% ดังนั้นถ้าหากเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปชื่อสำนักการศึกษากฎหมายระหว่างดวงดาวที่พวกเขาได้ทำงานอยู่ก็จะถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกันสาเหตุที่จินสามารถพูดได้ถึง 18 ภาษาก็ไม่ใช่เพราะเขามีอายุที่ยืนยาว แต่เป็นเพราะว่าเขามีความสามารถในการเรียนรู้ทางด้านภาษาที่ดีเยี่ยม ดังนั้นหลังจากที่เขาได้ฟังภาษาของที่นี่มาเป็นเวลากว่าครึ่งวันเขาก็พอที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นได้พูดมาบางส่วนได้แล้ว

และคำที่เขาได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ "จอมพลเรย์มอนด์" และ "ยีน"

ในระหว่างการตรวจแพทย์ที่นี่ได้ให้ความสนใจกับกระเพาะอาหารของเขาเป็นอย่างมาก แต่จินก็เดาเรื่องที่พวกเขาพูดถึงได้บางอย่าง

หลังจากนั้นเขาลูบท้องของเขาไปมา... ที่จริงแล้วตรงนี้มันคือเปลือกของเขาซึ่งมีน้องชายที่ชื่อ ‘ต้าไห่’ อยู่ในนั้น

แต่อุปกรณ์ที่นี่ตรวจพบว่าเขาท้อง

เมื่อจินตระหนักว่าเขาอาจจะต้องอยู่ที่นี่อย่างถาวรเขาจึงได้กรอกตาพร้อมกับลูบท้องก่อนที่จะกล่าวออกไปเบา ๆ ว่า

“ใช่แล้วนี่คือลูกของจอมพลเรย์มอนด์กับฉัน”

+++++++++++++++++

จินบอกว่าเพื่อการเอาชีวิตรอดโกหกไปก่อนค่อยหาวิธีแก้ปัญหาทีหลัง 5555+

จบบทที่ ตอนที่ 6

คัดลอกลิงก์แล้ว