- หน้าแรก
- แดนร้างฟาร์มมรณะ
- บทที่ 124 ราวกับฝันไป
บทที่ 124 ราวกับฝันไป
บทที่ 124 ราวกับฝันไป
บทที่ 124 ราวกับฝันไป
กระแสน้ำเชี่ยวกรากสาดซัดเข้าใส่ใบหน้า ราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนร่างของพวกเขาทั้งสอง ท่ามกลางสายน้ำยังมีเศษรากไม้ที่ขาดสะบั้นปะปนมาด้วย แขนซ้ายของหลินกุยเหยาพลันถูกบาดเป็นแผลในทันที
หลินกุยเหยาไม่สนใจความเจ็บปวดแสบร้อนที่แขนซ้าย เขากอดจ้าวจื่อเยว่ไว้แน่น อีกมือหนึ่งยกขึ้นมาบังตรงหน้า พยายามลืมตาพลางเก็บเศษรากไม้ที่โถมเข้ามา
เมื่อกระแสน้ำค่อยๆ ท่วมท้นไปทั่วทั้งโพรงไทร ทั้งสองคนก็สูดหายใจเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย แล้วว่ายออกจากช่องเปิดขนาดใหญ่ ถึงแม้ท่าว่ายน้ำของหลินกุยเหยาจะไม่น่าดูนัก แต่ท่ากบถีบขาก็ยังพอทำได้
ในไม่ช้า พวกเขาก็ว่ายผ่านโพรงรากไม้อันหนาทึบนั้น มาถึงสถานที่มืดมิดแห่งหนึ่ง รอบด้านไม่มีซากศพสตรีคอยส่องสว่าง หลินกุยเหยาไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใด จึงได้แต่อาศัยแรงลอยตัวที่รู้สึกได้ รีบว่ายขึ้นสู่เบื้องบนอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะนั้นเอง หลินกุยเหยาก็พลันรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกอันรุนแรงที่ส่งมาจากเบื้องล่าง น่าจะเป็นเพดานฝั่งแท่นบูชาที่ในที่สุดก็ถล่มลงมา
จากนั้น แสงสีเหลืองบนรากไม้ก็สั่นไหววูบหนึ่ง แล้วพลันหดตัวอย่างรวดเร็ว ราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยวกองใหญ่ที่ไหลลงไปในคอห่าน หรืออสรพิษยักษ์นับไม่ถ้วนที่เลื้อยกลับรัง เสียงซวบซาบดังขึ้นขณะที่มันมุดเข้าไปในช่องเปิดแห่งหนึ่ง วังวนก็พลันก่อตัวขึ้น!
หลินกุยเหยาที่เห็นภาพนี้ก็ตกใจจนหน้าถอดสี เขาไม่อยากจะถูกดูดกลับเข้าไปอีกหลังจากเพิ่งจะออกมาได้ พอดีกับที่เขาชนเข้ากับของมืดๆ สิ่งหนึ่ง เมื่อยื่นมือไปสัมผัส ก็พบว่าเป็นต้นไผ่ขนาดมหึมานั่นเอง!
สีหน้าของเขาฉายแววดีใจ หลินกุยเหยารีบฉวยโอกาสตอนที่แรงดูดของวังวนยังไม่แรงจนเกินจะต้านทาน รีบว่ายไปยังอีกฟากหนึ่งของต้นไผ่ หยิบขวานออกมาฟันฉับลงไป เกิดเป็นช่องบนลำไผ่ได้สำเร็จ เมื่อคาดคะเนว่าพอเหมาะแล้ว ทั้งสองคนก็มุดเข้าไปข้างในทันที
พื้นที่ภายในลำไผ่ไม่ใหญ่นัก พอจะให้คนสองคนเบียดเสียดกันอยู่ได้ ผนังด้านในนุ่มนิ่ม ที่น่าดีใจยิ่งกว่านั้นคือ ส่วนบนของผนังไผ่กลับมีฟองอากาศก้อนหนึ่งอยู่!
หลินกุยเหยาลองสูดเข้าไปอย่างระมัดระวัง แล้วสบตากับจ้าวจื่อเยว่อย่างดีใจ “ออกซิเจน!”
เอี๊ยดอ๊าด เขารู้สึกได้ว่าต้นไผ่สั่นไหวอย่างรุนแรง จ้าวจื่อเยว่พลันโอบกอดหลินกุยเหยาจากด้านหลังอย่างแน่นหนา เนื่องจากนางสวมเสื้อผ้าของหลินกุยเหยาอยู่ ข้างในจึงไม่มีอะไรเลย หลินกุยเหยาถึงกับรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของจ้าวจื่อเยว่จากแผ่นหลังของเขา
แต่ในตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมาใส่ใจกับความรู้สึกวาบหวามนี้ เขากลับจ้องมองไปยังรอยแตกบนต้นไผ่ที่เขาเป็นคนทำอย่างประหม่า
เมื่อแรงดูดของวังวนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ต้นไผ่ก็ยิ่งสั่นไหวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่รู้ว่ารอยแตกที่เขาทำไว้นี้จะทำให้ต้นไผ่ทั้งต้นปริแตกออกกะทันหันหรือไม่ เพราะมีสำนวนที่ว่า ‘ง่ายดายดุจผ่าไม้ไผ่’
ทว่าเรื่องราวในโลกนี้มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ยิ่งกลัวสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะมาเยือน
เสียงดังแคว่ก! ท่ามกลางการสั่นไหวครั้งหนึ่ง ต้นไผ่ก็พลันปริแตกออกเป็นสองท่อนราวกับผ้าไหมที่ถูกฉีก ส่วนที่เล็กกว่านั้นบิดเบี้ยวเป็นเกลียวในทันที แล้วม้วนตัวเป็นก้อนพุ่งไปยังวังวน
โชคดีที่ส่วนที่ใหญ่กว่ายังคงแข็งแรงพอจะต้านทานกระแสน้ำเชี่ยวกรากไว้ได้ หลินกุยเหยาหันหลังให้ทันที เผชิญหน้ากับจ้าวจื่อเยว่ กางแขนขาทั้งสี่ออก ยันผนังไผ่ไว้สุดกำลัง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน กัดฟันแน่น พยายามไม่ให้ทั้งสองคนถูกเหวี่ยงออกไปนอกลำไผ่
แต่มนุษย์ช่างอ่อนแอเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าธรรมชาติ การต่อต้านของเขาก็ช่างไร้เรี่ยวแรงเพียงนั้น แม้แต่ต้นไผ่ที่พวกเขาอาศัยเป็นที่พึ่งพิงก็ยังต้านทานได้อีกเพียงสิบกว่าวินาที ก็ดังลั่นเปรี๊ยะ หักสะบั้นลงกลางลำภายใต้แรงกระแทกของกระแสน้ำที่ไม่หยุดหย่อน
“เหอะ อย่างน้อยข้าก็ได้ปกป้องคนอื่นอย่างลูกผู้ชายแล้ว!”
เมื่อถูกเหวี่ยงออกจากลำไผ่ ไร้ที่ยึดเหนี่ยว หลินกุยเหยามองดูทั้งสองคนที่ถูกดูดลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ในสมองก็พลันปรากฏความคิดประหลาดขึ้นมา...
“แค่ก! อ้วก!”
“ฟื้นแล้ว! ท่านผู้ใหญ่บ้านฟื้นแล้ว!”
เมื่อลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง แสงแดดจ้าก็ส่องกระทบจนดวงตาของหลินกุยเหยาเจ็บแปลบไปหมด หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พยายามจะลุกขึ้นนั่ง พลันมีฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านคู่หนึ่งประคองแผ่นหลังของเขาไว้
“สือหู่? เฉินเอ้อหลง? เย่ซานเกิง? พวกเจ้ามาได้ยังไง? ข้ายังไม่ตายรึ? จื่อเยว่ล่ะ? จื่อเยว่อยู่ไหน?” เมื่อได้สติกลับคืนมา หลินกุยเหยาก็ยิงคำถามออกไปเป็นชุด
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ข้าอยู่นี่ค่ะ”
เสียงของจ้าวจื่อเยว่ดังขึ้นจากข้างหลังเขา เมื่อหันกลับไปมอง นางก็ได้เปลี่ยนกลับไปสวมชุดสำรองของตนเองในย่ามแล้ว กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างหลังเขา
ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ หลินกุยเหยารู้สึกว่าริมฝีปากและแก้มของนางดูแดงระเรื่อเล็กน้อย
“พวกเราไม่เป็นอะไรแล้วรึ?” หลินกุยเหยาลองสำรวจร่างกายดู นอกจากจะสำลักน้ำในสระเข้าไปเต็มท้องจนรู้สึกแน่นท้องอยากปัสสาวะแล้ว ร่างกายก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาจึงผลักมือที่ประคองตนอยู่ออก แล้วลุกขึ้นยืน
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าเป็นใจกลางป่าหิน แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เสาหินเหล่านั้นกลับเอนเอียงระเนระนาด จมลงไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงยอดเสาสูงประมาณครึ่งเมตร ดูราวกับซาลาเปายักษ์กองใหญ่วางเรียงรายอยู่
“อืม พวกเราติดอยู่บนต้นไผ่พอดี น้ำก็แห้งไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าท่านผู้ใหญ่บ้าน...”
จ้าวจื่อเยว่ไม่ได้พูดต่อ แรงดูดที่ปากถ้ำนั้นรุนแรงอย่างยิ่ง ถึงแม้จะมีต้นไผ่ม้วนหนึ่งขวางไว้ไม่ให้พวกเขาถูกดูดเข้าไปในถ้ำ แต่ด้วยความตื่นตระหนก นางกลับใช้ออกซิเจนจนหมดก่อน แต่ท่านผู้ใหญ่บ้านคนโง่คนนั้นกลับ...
“แค่ก น้ำแห้งแล้วรึ? ข้าไปดูหน่อย!”
หลินกุยเหยาวิ่งไปที่ริมสระน้ำในไม่กี่ก้าว ก็เห็นหลุมยักษ์ลึกร้อยเมตรทอดตรงไปยังก้นสระ มีปากถ้ำที่เห็นได้ชัดเจนอยู่ตรงกลาง กำลังถูกโคลนทรายที่ไหลเอื่อยๆ ค่อยๆ กลบฝัง
“แล้วซากศพสตรีเหล่านั้นล่ะ?” หลังจากมองดูอย่างละเอียดอยู่สองสามครั้ง ไม่ต้องพูดถึงซากศพสตรีเลย แม้แต่โซ่เหล่านั้นก็มองไม่เห็น
“มีซากศพสตรีนับพันร่างจริงๆ รึ?” เย่ซานเกิงไม่รู้ว่าเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อใด “ข้าก็นึกว่าจ้าวจื่อเยว่พูดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายเสียอีก!”
“แค่ก!” จ้าวจื่อเยว่กระแอมเบาๆ เย่ซานเกิงก็พลันยืดตัวตรง ทำหน้าจริงจังเคร่งขรึม
“รายงานท่านผู้ใหญ่บ้าน ตอนที่พวกเราช่วยท่านทั้งสองขึ้นมา ไม่พบซากศพสตรีใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีโซ่ด้วย! มีเพียงท่านสองคนเท่านั้น”
เย่ซานเกิงกล้ำกลืนคำว่า “กอดกันกลม” ลงท้องไปอย่างยากลำบาก ทำหน้าเหมือนคนท้องผูก
หลินกุยเหยาพยักหน้า เขาเห็นเชือกเส้นหนึ่งผูกไว้อย่างแน่นหนาที่ริมสระ เขาจึงดึงๆ ดูแล้วจับปีนลงไป
“ข้าจะลงไปดู!”
ไม่ว่าเรื่องนี้จะแปลกประหลาดเพียงใด แต่ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับต้นไม้โลก ซึ่งไม่ว่าจะไปอยู่ในโลกไหนก็ล้วนเป็นของวิเศษชั้นยอด หลินกุยเหยาก็จำต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
โคลนที่ก้นสระแทบจะไม่มีเลย มีเพียงชั้นทรายสีขาวที่แข็งตัวเหมือนปูนซีเมนต์ ตอนนี้กลายเป็นหินสีขาว ดูแล้วไม่ต่างจากเสาหินเบื้องบนเลย
หลังจากตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง ก็ไม่พบร่องรอยของซากศพสตรีแม้แต่น้อย ราวกับว่าพวกนางเป็นเพียงภาพมายาของตนเองกับจ้าวจื่อเยว่ ไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน
เมื่อมาถึงปากถ้ำที่เป็นวังวน หลินกุยเหยาเปิดการโฟกัส ส่องทะลุลงไปเบื้องล่างอย่างชัดเจน ก็พบว่านอกจากของจิปาถะบางอย่างแล้ว ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
แท่นบูชา รากไม้ เสาสีแดง หายไปหมดสิ้น ราวกับทุกสิ่งเป็นเพียงความฝัน
แต่รากไผ่ยังคงอยู่ หลินกุยเหยาขุดรากไผ่ท่อนใหญ่นั้นออกมาอย่างง่ายดาย แล้วโยนเข้ากระเป๋ามิติอย่างแรง ในมุมหนึ่ง ต้นไผ่นี้เกือบจะทำให้เขาต้องตาย
แต่ก็ทำให้เขาได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากมายเช่นกัน
นอกจากใบไม้แห่งโลกและไม้รุ่งโรยเก้าอัสนีแล้ว ในหลุมดินที่เขาขุดเป็นครั้งสุดท้าย เขายังพบเหรียญตราประหลาดอันหนึ่ง:
แก่นแท้พืชพรรณ!