- หน้าแรก
- จอมปราชญ์ปราบอสูร
- บทที่ 290 - เซียนปีศาจแห่งเหลียวตง
บทที่ 290 - เซียนปีศาจแห่งเหลียวตง
บทที่ 290 - เซียนปีศาจแห่งเหลียวตง
บทที่ 290 - เซียนปีศาจแห่งเหลียวตง
ป่าลึกแห่งเหลียวตง หิมะขาวโพลนปกคลุมผืนป่ารกร้างกว้างใหญ่ไพศาล มองออกไปสุดลูกหูลูกตาคือภาพหิมะโปรยปรายแห่งดินแดนเหนือ
ในขณะที่เมืองหลวงและที่อื่นๆ ยังคงอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่สดใส แต่ป่าเขาลึกแห่งเหลียวตงกลับถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะไปนานแล้ว ที่นี่นอกจากฤดูใบไม้ผลิสามเดือนแล้ว เวลาที่เหลือก็คือฤดูหนาว
ป่าเขาลึกแห่งเหลียวตงนั้นเหมือนกับเทือกเขาแสนลี้แห่งหนานหมาน เป็นดินแดนที่ยังไม่ถูกมนุษย์บุกเบิก แต่เมื่อเทียบกับเทือกเขาแสนลี้แห่งหนานหมานแล้ว ป่าเขาลึกแห่งเหลียวตงกลับยิ่งไร้ร่องรอยของผู้คนมากกว่า
เทือกเขาแสนลี้แห่งหนานหมานยังมีชนเผ่าป่าเถื่อนหลายเผ่าอาศัยอยู่ แต่ป่าเขาลึกแห่งเหลียวตงนั้นไร้ร่องรอยของผู้คนอย่างแท้จริง ภายใต้อุณหภูมิเช่นนี้ คนธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ได้
ณ หุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในภูเขาหลายร้อยลี้ หิมะถล่มทลายลงมา ไอปีศาจมหาศาลพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
งูยักษ์สีเขียวดำขนาดมหึมากว่าร้อยจั้งผงกหัวขึ้นจากกองหิมะ แหงนหน้าคำรามยาวด้วยความโกรธเกรี้ยว
ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้างดงามเย็นชา สวมอาภรณ์สีทองอร่าม ปล่อยผมยาวสยาย ก้าวเดินมาในอากาศ มองงูยักษ์เบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจ “น้องห้า เจ้าเป็นอะไรไป หรือว่าการฝึกปรือเกิดข้อผิดพลาด”
งูยักษ์ร้อยจั้งตนนี้คือร่างที่แท้จริงของเซียนปีศาจฉางชุ่ยอวิ๋น ร่างกายยาวร้อยจั้ง ยิ่งใหญ่กว่ามังกรบกบางตัวที่ถือกำเนิดในแดนหนานหมานเสียอีก
“พี่รอง มีคนกลืนวิญญาณส่วนที่ข้าแบ่งให้ศิษย์ทรงเจ้าไป เจ้ามนุษย์น้อยที่น่าตายผู้นั้น ข้าจะกินเลือดเนื้อของมัน หลอมวิญญาณของมันให้เป็นหุ่นเชิดงู”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นส่ายหน้า “ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้นี่เอง ตอนนั้นข้าก็เคยบอกแล้วว่าอย่ามอบวิญญาณส่วนหนึ่งให้ศิษย์ทรงเจ้าเหล่านั้นง่ายๆ โดยเฉพาะศิษย์ทรงเจ้าที่ออกจากเหลียวตง
บารมีของห้าตระกูลเซียนปีศาจเราในต่างแดนนั้นไม่เพียงพอ ผู้ฝึกตนภายนอกบางคนอาจจะไม่ยอมไว้หน้า
ครั้งนี้เจ้าคงต้องยอมรับความสูญเสียไปก่อน คราวหน้าก็ระวังให้มากขึ้น พลังให้ยืมได้ แต่จำไว้ว่าวิญญาณส่วนหนึ่งนั้นห้ามให้ง่ายๆ”
ฉางชุ่ยอวิ๋นพูดอย่างไม่เต็มใจ “หรือว่าเรื่องนี้จะให้มันจบไปเฉยๆ อย่างนี้รึ”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นกล่าว “มิฉะนั้นเจ้ายังจะทำอะไรได้อีก ออกจากเหลียวตงไปหาเรื่องคนผู้นั้นรึ เจ้ากำลังฝึกปรือถึงช่วงสำคัญ อีกไม่กี่ปีก็จะสามารถลอกคราบนี้ กลายเป็นเกล็ดงูสีเขียวทองได้แล้ว ตอนนี้หากเจ้าออกไปข้างนอกเกิดเจอเรื่องไม่คาดฝันจะทำอย่างไร
อีกทั้งย่าทวดรองเซียนจิ้งจอกเพิ่งจะทำนายทายทัก คำทำนายไม่ค่อยดีนัก ช่วงปีที่ผ่านมานี้ฟ้าดินพลิกผัน มังกรอสรพิษผงาด แดนดินอบอวลด้วยไอสังหาร
ห้าตระกูลเซียนปีศาจเรามีป่าเขาลึกแห่งเหลียวตงเป็นที่พึ่งพิง ขอเพียงยึดมั่นอยู่ที่นี่ ไม่กล้าพูดว่าจะปลอดภัยไปชั่วชีวิต แต่อย่างน้อยก็สามารถหาทางรอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินได้”
ฉางชุ่ยอวิ๋นแค่นเสียงเย็นชา “พวกจิ้งจอกเฒ่านั่นพูดจาทำอะไรลึกลับซับซ้อน ใครจะไปรู้ว่าที่พูดมาเป็นจริงหรือเท็จ ตระกูลฉางข้าทำไมต้องไปฟังคำพูดของพวกมัน”
ชายวัยกลางคนอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า “ห้าตระกูลเซียนปีศาจเป็นหนึ่งเดียวกัน พี่ใหญ่ฉางเทียนหลงก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ กำชับพวกเราเป็นพิเศษว่าช่วงนี้อย่าก่อเรื่อง
อีกอย่างเจ้าอย่าได้ดูถูกผู้มีอำนาจภายนอกเหลียวตง ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจจากที่อื่น หรือผู้ฝึกตนของเผ่ามนุษย์ พลังของพวกเขาไม่ได้อ่อนแอเลย
โดยเฉพาะพวกมนุษย์ พลังที่พวกเราต้องบำเพ็ญเพียรหลายร้อยหลายพันปีกว่าจะได้มา พวกเขากลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีไม่กี่สิบปีก็สามารถบรรลุได้ มนุษย์ ช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฟ้าดินประทานพรให้จริงๆ
ในสายตาพวกเรา มนุษย์บางคนคือผู้ศรัทธา คือมดปลวก คืออาหารเลือด แต่มนุษย์บางคน คือผู้ที่สามารถสังหารเทพฟันมังกรได้
เจ้าอย่าได้ลืมคนผู้นั้นเมื่อห้าร้อยปีก่อน ตอนนั้นเจ้ายังเป็นเพียงงูน้อยที่ยังไม่แปลงร่าง ข้าก็เพิ่งจะหลอมรวมร่างอวตารได้
คนผู้นั้นบุกเดี่ยวเข้าป่าลึกเหลียวตง หมัดเดียวก็ทลายเกราะหมื่นเกล็ดพันหนามของท่านปู่ไป๋จนแหลกละเอียด ฝ่ามือเดียวก็ตบย่าทวดเซียนจิ้งจอกกลับคืนสู่ร่างเดิม แถมยังบีบคอพี่ใหญ่ฉางเทียนหลง ควักลูกตาเขาออกมาข้างหนึ่ง
คนผู้นั้นต่อมาได้ไปที่ต้าเฉียน ช่วยต้าเฉียนรวบรวมแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดต้านทานได้
น้องห้า ห้าร้อยปีก่อนยุคสงครามวุ่นวายเจ้าได้รับการปกป้องอยู่ในป่าลึกเหลียวตง ไม่เคยได้สัมผัสกับเหตุการณ์เช่นนั้น จำไว้ว่า ภายในเหลียวตงห้าตระกูลเซียนเราคือผู้ยิ่งใหญ่ แต่นอกเหลียวตงนั้นอันตรายสุดจะคาดเดา
สรุปว่าช่วงนี้เจ้าจงตั้งใจบำเพ็ญเพียรไปเถอะ หากเจ้าคนทึ่ช่วงชิงวิญญาณส่วนหนึ่งของเจ้าไปกล้ามาที่เหลียวตง ศิษย์ทรงเจ้าสิบแปดสำนักใต้บัญชาข้าจะออกโรงช่วยเจ้าจับคนผู้นั้นมาให้เจ้าแก้แค้น แต่เรื่องแบบนี้ เจ้าอย่าได้ผลีผลามเป็นอันขาด”
“ข้าจะฟังคำของพี่รอง”
ฉางชุ่ยอวิ๋นตอบรับเสียงอู้อี้ นางยังคงเชื่อฟังพี่รองผู้นี้อยู่มาก
ร่างงูมหึมาขดตัวอยู่ในหุบเขา ชายวัยกลางคนผู้นั้นกลับมองไปทางทิศตะวันออก ขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ณ ตอนนี้ แม้กู้เฉิงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในป่าลึกแห่งเหลียวตง แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าเซียนปีศาจตนนั้นคงจะเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ อยากจะกลืนกินเขาทั้งเป็นในทันที
แน่นอนว่ากู้เฉิงก็ไม่หวาดหวั่น แม้ว่าใต้หล้าในปัจจุบันจะดูวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ต้าเฉียนก็ยังคงสามารถรักษาอำนาจการปกครองขั้นพื้นฐานไว้ได้ เซียนปีศาจแห่งเหลียวตงอยากจะออกมาฆ่าผู้บัญชาการหน่วยพิทักษ์ราตรีอย่างเขาอย่างเอิกเกริกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
อย่างไรเสียขอเพียงชั่วคราวไม่ไปแคว้นเหลียวตง กู้เฉิงก็ปลอดภัย
ตอนนั้นเอง กู้เฉิงก็หันไปมองหม่าหงโปอีกครั้ง
เซียนภูตที่เขาบูชาถูกกู้เฉิงทำลายจนหมดสิ้น บัดนี้เชิญเซียนปีศาจมาประทับร่าง ก็ถูกกู้เฉิงกลืนกินไป เขาทั้งคนยืนตะลึงงันอยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นกู้เฉิงเดินเข้ามาหา หม่าหงโปกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “กู้เฉิง เจ้าจบสิ้นแล้ว
การยั่วยุเซียนปีศาจแห่งห้าตระกูลเซียนแห่งเหลียวตง ผลลัพธ์ที่ตามมาเจ้าไม่อาจจินตนาการได้
วันนี้ข้าสูญเสียทั้งภูตวายุภูตควันและราชันย์วิโยค ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้มหาเซียนฉางชุ่ยอวิ๋นต้องสูญเสียพลังวิญญาณส่วนหนึ่งไป ต่อให้รอดชีวิตไปได้ เหลียวตงข้าก็กลับไปไม่ได้แล้ว
แต่เจ้าหลังจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุข ที่ยมโลกข้ารอเจ้าอยู่”
สิ้นเสียงของหม่าหงโป เขากลับทำลายชีพจรหัวใจของตนเอง สิ้นใจในทันที
กู้เฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คนผู้นี้ช่างเป็นคนฉลาด
อย่างไรก็ต้องตาย สิ้นใจด้วยน้ำมือตัวเองยังจะสบายกว่า
ในตอนนั้นเอง ค่ายกลเพลิงอเวจีโดยรอบก็เริ่มอ่อนกำลังลงและแตกสลาย
ตามที่กู้เฉิงคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ หากเขามาถ่วงเวลาหม่าหงโปและอีกสองคนไว้ ผู้ฝึกตนนอกรีตชั้นต่ำที่เหลือไม่เข้าโจมตีอย่างรุนแรง ค่ายกลจะสามารถคงอยู่ได้หนึ่งเค่อ
แต่เมื่อครู่ตอนที่เซียนปีศาจฉางชุ่ยอวิ๋นปรากฏตัว พลังที่แสดงออกมานั้นแข็งแกร่งเกินไป สร้างความเสียหายให้กับค่ายกลพอสมควร ดังนั้นจึงทำให้ค่ายกลที่คงอยู่ได้เพียงครึ่งเค่อกว่าๆ ก็พังทลายลงโดยสิ้นเชิง
และเมื่อเห็นค่ายกลพังทลาย อันที่จริงผู้ฝึกตนนอกรีตชั้นต่ำเหล่านี้ก็ใจสลายไปนานแล้ว
จากผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า ก่อนหน้านี้ตอนที่หม่าหงโปและอีกสองคนลงมือ พวกเขายังพอมีทางรอดอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นทั้งสามคนถูกกู้เฉิงจัดการราวกับหั่นผักหั่นปลา ทางรอดเส้นนั้นก็กลายเป็นความสิ้นหวังในที่สุด
และบัดนี้ค่ายกลพังทลายกลับมอบทางรอดให้พวกเขาอีกครั้ง แล้วพวกเขาจะไม่สู้สุดชีวิตได้อย่างไร
“ไล่ตามไป ฆ่าได้เท่าไหร่ก็ฆ่าให้หมด”
กู้เฉิงโบกมือ สั่งให้เมิ่งหานถังและพวกไล่ล่าทันที
สำหรับผู้ฝึกตนนอกรีตชั้นต่ำเหล่านี้ หากไม่ฆ่าให้พวกเขากลัวจนหัวหดในคราวเดียว อนาคตเกรงว่าพวกเขาก็จะยังกล้ามาก่อเรื่องที่นี่อีก
อีกอย่างคนเหล่านี้สำหรับคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีเขตตะวันออกแล้วก็ถือเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง
บางครั้งศิลปะในการพูดก็สำคัญมาก หากกู้เฉิงรายงานไปยังสำนักงานใหญ่ว่าเพราะผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านี้ก่อเรื่องทำให้เขตตะวันออกวุ่นวาย ตัวเขาเองต้องรับแรงกดดันอย่างหนัก นั่นก็คือความสามารถของเขามีปัญหา บริหารจัดการไม่ดี ปกครองบกพร่อง
แต่ในทางกลับกัน หากเขาบอกว่าเพราะพิธีบวงสรวงบรรพบุรุษทำให้คนในยุทธภพนอกรีตเหล่านี้แห่กันมาที่เขตตะวันออก ตนเองไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยากลงมือกำจัดเสียแต่เนิ่นๆ รับประกันความราบรื่นของพิธีบวงสรวงบรรพบุรุษ นั่นก็คือการเสนอผลงาน เป็นผลงานชิ้นใหญ่
การไล่ล่าเศษเดนของผู้ฝึกตนนอกรีตชั้นต่ำเหล่านี้กู้เฉิงไม่ได้เข้าร่วม มีเถียเทียนอิงและพวกก็เพียงพอแล้ว กู้เฉิงนั่งขัดสมาธิกับพื้น เริ่มฟื้นฟูพลัง พร้อมทั้งตรวจสอบพลังวิญญาณส่วนหนึ่งของฉางชุ่ยอวิ๋นที่เขาดูดเข้ามาในพื้นที่หยกดำ
หม่าหงโปและอีกสองคนล้วนเทียบได้กับระดับหกขั้นปลาย แม้กู้เฉิงจะมั่นใจว่าเอาชนะได้ แต่ก็สิ้นเปลืองพลังไปมากเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นสุดท้ายหม่าหงโปกลับมีพลังวิญญาณส่วนหนึ่งของเซียนปีศาจอยู่ในร่างด้วย นี่ก็เป็นสิ่งที่กู้เฉิงไม่ได้คาดคิด
หลังจากฟื้นฟูพลังได้ในระดับหนึ่ง กู้เฉิงก็ส่งจิตสำนึกเข้าไปในพื้นที่หยกดำ
งูยักษ์ที่ประกอบขึ้นจากไอปีศาจสีเขียวดำล้วนกำลังขดตัวอยู่ในพื้นที่หยกดำ ภูตน้อยหลายตนถูกกลิ่นอายอันทรงพลังของมันข่มขวัญจนต้องหดตัวอยู่มุมห้องกอดกันตัวสั่น
นี่คือเซียนปีศาจแห่งเหลียวตงของแท้ แม้จะเป็นเพียงพลังส่วนหนึ่ง แต่หากระเบิดออกมาทั้งหมดก็ใกล้เคียงกับระดับปรมาจารย์
หากกู้เฉิงไม่ใช่เพราะมีพื้นที่หยกดำอยู่ อยากจะสังหารมันให้สิ้นซากเกรงว่าต้องใช้กระบี่เสียงมังกรคำรามเท่านั้น
และตอนนี้สิ่งนี้เป็นเพียงวิญญาณบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งสติปัญญาไปนานแล้ว ร่างต้นของอีกฝ่ายในวินาทีที่วิญญาณส่วนหนึ่งถูกดูดเข้าไปในพื้นที่หยกดำก็ตัดการเชื่อมต่อกับมันโดยสิ้นเชิง กลับช่วยให้กู้เฉิงประหยัดแรงไปได้มาก
ส่งพลังเข้าไปในวิญญาณนั้น กู้เฉิงสัมผัสถึงพลังของวิญญาณส่วนหนึ่ง
แม้จะเป็นวิญญาณ แต่พลังที่ปีศาจใหญ่แห่งเหลียวตงควรมีก็ไม่ได้ขาดหายไปแม้แต่น้อย ไม่เพียงแต่พลังกายที่แปลงร่างออกมาจะน่าทึ่ง คุณสมบัติของไอปีศาจของมันยังเอนเอียงไปทางความเย็นยะเยือก สามารถแช่แข็งร่างกายและแม้กระทั่งจิตวิญญาณได้ พลังทำลายล้างไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
กู้เฉิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ วิญญาณเซียนปีศาจตนนี้ก็นับเป็นของที่ได้มาโดยไม่คาดฝัน
แม้ว่าการใช้งานมันจะสิ้นเปลืองพลังอย่างมาก แต่พลังของพื้นที่หยกดำก็ยังสามารถรับไหว
ไม่เหมือนกับกระบี่เสียงมังกรคำราม ที่ขอเพียงใช้แล้วก็แทบจะต้องรับผลสะท้อนกลับทั้งหมด
ลุกขึ้นยืน กู้เฉิงมองไปรอบๆ เถียเทียนอิงและคนอื่นๆ ไปไล่ล่าผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านั้นหมดแล้ว รอบข้างไม่มีคนแล้ว
เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้เขายุ่งยากอีกต่อไป ดังนั้นกู้เฉิงจึงเตรียมตัวกลับเมืองหลวงโดยตรง
แต่เพิ่งจะเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง ที่สุดปลายทางเดินเล็กๆ นักรบสิบกว่าคนที่สวมอาภรณ์ยาวสีทองกลับยืนขวางอยู่กลางทาง
ชายชราผู้เป็นหัวหน้ามองกู้เฉิง ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ “ผู้ฝึกตนนอกรีตชั้นต่ำหลายร้อยคนร่วมมือกันยังจัดการเจ้าไม่ได้ เจ้าช่างทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ แต่ว่าวันนี้เจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้กลับเมืองหลวงอย่างปลอดภัยเลย”
[จบแล้ว]