- หน้าแรก
- ผม AFK ไปล้านล้านปี ตื่นอีกทีก็รวยมากกว่าสวรรค์
- บทที่ 15 ใช้เงินไม่เป็น จะมีเจ้าไว้ทำไม?
บทที่ 15 ใช้เงินไม่เป็น จะมีเจ้าไว้ทำไม?
บทที่ 15 ใช้เงินไม่เป็น จะมีเจ้าไว้ทำไม?
บทที่ 15 ใช้เงินไม่เป็น จะมีเจ้าไว้ทำไม?
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เย่สุยเฟิงมาถึงโลกใบนี้
ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ ในที่สุดเขาก็ได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ของทวีปนี้ในเบื้องต้น รวมถึงวิธีการบ่มเพาะโดยรวม
นี่คือผืนดินที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างยิ่ง ทอดยาวนับหมื่นลี้ ผู้บ่มเพาะทั่วไปแม้จะเดินทางไปตลอดชีวิต ก็ไม่สามารถท่องเที่ยวไปทั่วทั้งทวีปได้
สถานที่ที่เมืองเมฆาทะยานตั้งอยู่ อยู่ในใจกลางแดนเหนือ ค่อนไปทางเหนืออีกเล็กน้อย
พื้นที่ใจกลางแดนเหนือนี้ ถูกปกครองโดยองค์กรระดับสุดยอดที่เรียกว่า สหพันธ์เก้านคร
เมืองซู่คือหนึ่งในสหพันธ์เก้านคร รับผิดชอบดูแลเมืองหลักห้าเมือง รวมถึงเมืองเมฆาทะยาน และเมืองรองอื่นๆ อีกมากมาย
ทุกๆ สามปี เมืองเมฆาทะยานจะต้องส่งเครื่องบรรณาการจำนวนมากไปยังเมืองซู่ เพื่อแลกกับการคุ้มครองจากเมืองซู่
จริงๆ แล้วก็คือค่าคุ้มครอง
หากไม่มีค่าคุ้มครองเหล่านี้ เมืองอื่นๆ ก็จะเข้าโจมตีเมืองเมฆาทะยานอย่างตามอำเภอใจ แม้แต่เมืองซู่เองหากเบื่อๆ ขึ้นมาก็อาจจะลงมือได้เช่นกัน
ในสถานการณ์เช่นนั้น เมืองเมฆาทะยานจะล่มสลายในพริบตา
"สมเหตุสมผล"
"เมื่ออยู่ในองค์กร ได้รับความสะดวกสบายจากกฎเกณฑ์ ก็ต้องจ่ายอะไรบางอย่างเป็นธรรมดา"
เย่สุยเฟิงไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรกับค่าคุ้มครองแบบนี้ จริงๆ แล้วเขาชอบระเบียบและกฎเกณฑ์มากกว่า แบบนี้ถึงจะน่าสนใจ
มิฉะนั้น มันก็จะเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างโหดเหี้ยม เหมือนกับยุคดึกดำบรรพ์
ไม่มีความเป็นอารยธรรมเลยแม้แต่น้อย
ส่วนระบบการบ่มเพาะของโลกนี้ ก็ไม่ต่างจากที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
บ่มเพาะปราณและหลอมรวมปราณมีสิบสองขั้น, สร้างรากฐาน, แกนทองคำ, สร้างวิญญาณ, แยกวิญญาณ, วิญญาณเทวะ, ผสานกายา, ข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ ล้วนมีเก้าชั้น
ระดับข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ คือพลังขั้นสูงสุดของโลกนี้
แต่ก็มีข่าวลือว่า ยังมีตัวตนที่วิปริตผิดมนุษย์บางตน สามารถหลีกเลี่ยงทัณฑ์สวรรค์ได้ และซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังโลกด้วยพลังที่เหนือกว่าขั้นข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ คอยบงการทุกสิ่งในโลกหล้า
นี่เป็นข่าวลือในหมู่ชาวบ้าน
แต่เย่สุยเฟิงรู้ว่า นั่นเป็นเรื่องจริง
อย่างแรก เขาเองก็เป็นพวกวิปริตแบบนี้
อย่างที่สอง ตอนที่ข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ครั้งล่าสุด สัมผัสวิญญาณอันมหาศาลที่ราบหิมะทางเหนือนั้น เห็นได้ชัดว่าเหนือกว่าระดับข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์เช่นกัน
"สักวันคงได้เจอ"
เย่สุยเฟิงไม่ได้รีบร้อน เป้าหมายในตอนนี้ของเขา คือการพัฒนาตระกูลเย่ทั้งตระกูลให้กลายเป็นกองกำลังขั้นสูงสุดของทวีป
วันนี้ เป็นวันประชุมประจำตระกูลอีกครั้ง
เย่สุยเฟิงและผู้บริหารของตระกูลหลายคน นั่งอยู่ในห้องโถงประชุม ฟังสถานการณ์ของตระกูลในเดือนนี้
"คลื่นอสูรที่ชายแดนตอนเหนือรุนแรงมาก แหล่งทรัพยากรของเราหลายแห่งถูกโจมตี แต่ด้วยการทุ่มเทกำลังคนและทรัพยากรอย่างมหาศาล สถานการณ์ก็คลี่คลายลงมากแล้ว"
"ร้านค้าของเราก็ทรงตัวได้ชั่วคราวแล้ว สามารถเริ่มพิจารณาขยายขนาดได้"
"ภายใต้การลงทุนด้านทรัพยากร ลูกหลานรุ่นเยาว์ในตระกูลหลายคนได้เลื่อนขั้น ความสำเร็จในเดือนนี้ของเรา เทียบเท่ากับสามเดือนก่อนหน้านี้เลยทีเดียว!"
เย่สุยอวิ๋นและคนอื่นๆ พูดคุยกันอย่างตื่นเต้น เมื่อได้หินวิญญาณหนึ่งหมื่นล้านก้อนจากเย่สุยเฟิง เดือนนี้พวกเขาช่างสุขสบายเหลือเกิน
หากจะใช้สี่คำมาบรรยาย ก็คือ เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ สุยอวิ๋นก็ยื่นบัญชีของเดือนนี้ให้กับเย่สุยเฟิง
"พี่ใหญ่ เนื่องจากเราลงทุนทรัพยากรไปจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายของเดือนนี้...ก็ทะลุเพดานไปเลย ท่านดูเถอะขอรับ" เขาพูดอย่างเขินอาย
"ไม่เป็นไร เงินมีไว้ให้ใช้"
เย่สุยเฟิงรับบัญชีมา พลิกดูอย่างละเอียด
ทันใดนั้น ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจากอก
เขาสะบัดมือโยนบัญชีลงบนโต๊ะ จ้องไปที่สุยอวิ๋น "เดือนที่แล้วใช้ไปหนึ่งพันห้าร้อยล้านหินวิญญาณ?"
ทุกคนเงียบลงในทันที
สุยอวิ๋นเหงื่อแตกพลั่ก กล่าวว่า "พี่ใหญ่ ข้าก็เพิ่งเคยได้หินวิญญาณมากขนาดนั้นเป็นครั้งแรก การวางแผนเลยมีปัญหาเล็กน้อย"
"แต่ท่านวางใจเถอะ ต่อไปข้าจะจัดสรรอย่างรอบคอบแน่นอน ค่าใช้จ่ายของเดือนหน้า จะต้องควบคุมให้อยู่ในหนึ่งพันล้านแน่นอน"
"ใช่แล้วพี่ใหญ่" สุยหู่ก็ช่วยพูดเสริม "จริงๆ แล้วเดือนนี้เราซื้อทรัพยากรมาเยอะเกินไป ถึงแม้จะเพิ่มสวัสดิการแล้ว ก็ยังใช้ไปแค่ครึ่งเดียว ต่อไปจะต้องดีขึ้นแน่นอน"
อีกสองคนก็พยักหน้ากันใหญ่ แสดงว่าค่าใช้จ่ายในอนาคตจะไม่มากขนาดนี้แน่นอน
เย่สุยเฟิงมองดูการแสดงออกของพวกเขา ถอนหายใจอย่างสุดซึ้ง
เขารู้ว่า ทั้งหมดเข้าใจผิดกันไปหมดแล้ว
เขาจะไปหาว่าใช้เยอะเกินไปได้อย่างไร?
ที่โมโหน่ะ คือใช้ไปน้อยเกินไปต่างหาก!
ให้ไปหนึ่งหมื่นล้านหินวิญญาณใช้ไปแค่หนึ่งพันห้าร้อยล้าน
เย่สุยเฟิงเหลือบมองตัวเลขยี่สิบหลักของหินวิญญาณขั้นต่ำในกระเป๋าเงิน แค่เศษเงินก็มีมากกว่าแปดพันล้านล้านแล้ว
นี่ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะใช้เศษเงินหมด?
ช่างเป็นพวกโง่เง่าจริงๆ!
เย่สุยเฟิงเคาะโต๊ะ "ปังๆ" อยู่สองสามครั้ง
"สุยอวิ๋น ข้าถามเจ้า เจ้าคิดว่าหินวิญญาณหนึ่งหมื่นล้านที่ข้าให้ไป เป็นงบประมาณสำหรับนานแค่ไหน?"
สุยอวิ๋นกระพริบตา "ไม่ใช่หนึ่งปีหรอกรึขอรับ?"
"ไม่ใช่แน่นอน!"
เย่สุยเฟิงตบโต๊ะหนึ่งฉาด "ข้าให้เจ้าหนึ่งหมื่นล้าน คือให้เจ้าใช้ให้หมดภายในหนึ่งเดือน แต่เจ้ากลับใช้ไปแค่หนึ่งพันห้าร้อยล้าน เจ้ามัวทำอะไรกินอยู่!"
เมื่อเผชิญหน้ากับความโกรธของผู้นำตระกูล เหล่าผู้บริหารต่างก็งงเป็นไก่ตาแตก
ไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?
นั่นเป็นแค่งบประมาณของเดือนเดียว?
สุยอวิ๋นยิ่งแล้วใหญ่ เขาเพิ่งเคยถูกด่าเพราะใช้เงินน้อยเกินไปเป็นครั้งแรก
"เอ่อ...พี่ใหญ่ ท่านพูดจริงรึขอรับ?"
เย่สุยเฟิงทำหน้าดำ "ข้าดูเหมือนล้อเล่นอยู่รึไง?"
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะพูดอะไรดี
พี่ใหญ่ของข้า ท่านนี่มันช่างรวยล้นฟ้าเกินไปแล้ว!
มีเพียงสุยอวิ๋นที่ทำหน้าเศร้า พูดเสียงเบา "พี่...พี่ใหญ่ การใช้เงินมากมายขนาดนั้นให้หมดภายในเดือนเดียว มันก็เป็นเรื่องที่ยากมากนะขอรับ"
"ยากยังไง?" เย่สุยเฟิงเลิกคิ้ว
สุยอวิ๋นกล่าว "การจัดหาทรัพยากรในตระกูลมีจำกัด ตอนนี้โดยพื้นฐานแล้วก็อยู่ในสภาพอิ่มตัวแล้ว มากกว่านี้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร"
เขารู้สึกอับอายมาก ตีให้ตายเขาก็ไม่เชื่อว่า จะมีวันที่ตัวเองต้องมากลุ้มใจเพราะมีเงินเยอะเกินไปจนใช้ไม่หมด
เย่สุยเฟิงส่ายหน้า "เจ้าเนี่ยนะ ก็ถูกตัวเองจำกัดไว้ ยังไม่หลุดออกจากกรอบความคิดเดิมๆ"
"ข้าถามเจ้า ในตระกูลมีเพียงคนรุ่นเยาว์ที่ต้องการทรัพยากรรึ?"
"แล้วผู้บริหารล่ะ? พวกเจ้าล่ะ? ผู้อาวุโสล่ะ? ไม่ต้องบ่มเพาะรึ?"
"ยิ่งระดับพลังสูงเท่าไหร่ ทรัพยากรที่ต้องการก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อย่ามาบอกข้าว่าใช้หนึ่งหมื่นล้านไม่หมด"
"แม้แต่พวกอาจารย์ พวกที่ปรึกษา ก็สามารถให้ค่าตอบแทน ให้พวกเขาทำงานอย่างสุดความสามารถมากขึ้นได้"
"ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไปรับอัจฉริยะจากชาวบ้านมาสิ พวกเขาไม่ขาดอะไรเลย ขาดแค่ทรัพยากร"
"จริงๆ เลย ใช้เงินก็ไม่เป็น ข้าจะมีเจ้าไว้ดูแลการคลังทำไม?"
เมื่อเผชิญกับการตำหนิของเย่สุยเฟิง สุยอวิ๋นก็หดหัวลงโดยไม่รู้ตัว
ใช่แล้ว เรื่องแบบนั้น เขาไม่เคยคิดถึงจริงๆ
เพราะไม่เคยทำมาก่อน
เงินทุนเมื่อก่อน แทบจะหักหินวิญญาณก้อนเดียวมาใช้ ที่ไหนจะเหลือเฟือเหมือนตอนนี้
"ถึงจะไม่รู้จะจัดสรรอย่างไรจริงๆ ซื้อๆๆ ไปก็น่าจะทำเป็นนะ?"
"หอหมื่นสมบัติก็ตั้งอยู่ที่นั่น สมบัติมากมาย หนึ่งหมื่นล้านนั่นยังไม่พอให้ยัดซอกฟันเลย" เย่สุยเฟิงกล่าว
สุยอวิ๋นเกาหัว กล่าวว่า "พี่ใหญ่ ท่านคงจะลืมไปแล้วกระมังว่า หอหมื่นสมบัติครั้งล่าสุดถูกท่านกวาดเรียบไปแล้ว"
เย่สุยเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "พวกเขาไม่เติมของรึ?"
เดือนหนึ่งแล้ว ยังไม่เติมสินค้า ประสิทธิภาพช่างแย่เกินไปหน่อย
"ไม่มีขอรับ" สุยอวิ๋นกล่าว "อาจจะ...พวกเขาก็เพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก ต้องใช้เวลาเตรียมตัว"
"ก็ได้" เย่สุยเฟิงกล่าว "งั้นก็ช่างมันก่อน ข้าจะไปดูทีหลังว่าเป็นอย่างไร"
"จริงสิ คนรุ่นเยาว์ที่ไปชายแดนใกล้จะกลับมาแล้วใช่ไหม?" เย่สุยเฟิงถาม
สุยหู่พยักหน้า "ใช่ขอรับ พวกเขาจะกลับมาเดือนละครั้ง มารับทรัพยากรบ่มเพาะ แล้วก็ออกเดินทางอีกครั้ง จนกว่าผลกระทบของคลื่นอสูรจะหมดไป"
"อืม"
เย่สุยเฟิงกล่าว "งั้นก็ดีเลย พวกเจ้าจะได้ปรับเปลี่ยนทรัพยากรตามผลงานของพวกเขาในการเดินทางครั้งนี้"
"ใครที่มีผลงานโดดเด่น จะต้องให้รางวัลอย่างงาม"
"นอกจากนี้ เคล็ดวิชาและอุปกรณ์วิญญาณมากมายที่ข้าเอามาจากหอหมื่นสมบัติครั้งล่าสุด ก็อย่าได้ตระหนี่ เปิดให้ใช้ทั้งหมด"
"มีเคล็ดวิชาดีๆ ไม่ใช้ เก็บไว้ให้ฝุ่นจับที่บ้านจะมีประโยชน์อะไร!"
"แล้วก็ ส่งเสริมให้พวกเขาติดต่อกับอัจฉริยะจากชาวบ้านอย่างแข็งขัน ทางที่ดีควรจะรับมาเป็นกำลังเสริมของตระกูล"
คำสั่งชุดใหญ่ถูกส่งลงมา ผู้บริหารหลายคนรีบจดจำอย่างตั้งใจ
สุดท้าย เย่สุ่ยเฟิงก็โยนถุงเก็บของที่เต็มไปด้วยหินวิญญาณลงมาอีกใบ
"นี่คือหนึ่งหมื่นล้าน บวกกับหินวิญญาณที่เหลือจากเดือนที่แล้ว ถ้าเจ้ายังใช้ไม่หมด ข้าจะหาคนอื่นที่เชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่ามาดูแลการเงินของตระกูลแทน"
พูดจบ เย่สุยเฟิงก็ลุกขึ้นเดินจากไป
เหลือเพียงสุยอวิ๋น ที่จ้องมองถุงใหญ่สองใบที่เต็มไปด้วยหินวิญญาณส่องประกาย ปวดหัวจนหัวแทบระเบิด