- หน้าแรก
- แค่ตั้งแผงวาดรูป ทำไมยุทธภพต้องสั่นสะเทือน
- บทที่ 180 - คติพจน์ประจำสำนักภาพชาดปรากฏขึ้นแล้ว
บทที่ 180 - คติพจน์ประจำสำนักภาพชาดปรากฏขึ้นแล้ว
บทที่ 180 - คติพจน์ประจำสำนักภาพชาดปรากฏขึ้นแล้ว
บทที่ 180 - คติพจน์ประจำสำนักภาพชาดปรากฏขึ้นแล้ว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ชิวอี๋วจื่อตวัดพู่กันลงบนแผ่นหยกอาญาสิทธิ์ในคราเดียว ทำให้จ้าวอี้ฝูได้เรียนรู้วิชาการเขียนฎีกาของเจ้าสำนักตนเองอย่างลึกซึ้ง
นี่เป็นศาสตร์ที่ล้ำลึกอย่างแท้จริง อย่างไรเสียจ้าวอี้ฝูมองดูกองอักษรที่คลุมเครือนี้แล้วก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าสำนักชิวอี๋วจื่อต้องการจะสื่ออะไร
เพราะหากดูตามตัวอักษรแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิสวรรค์ ยินดีอุทิศกายถวายชีวิตจนตัวตายอะไรทำนองนั้น
ชิวอี๋วจื่อเห็นสีหน้าสับสนของเขาจึงกล่าวอย่างจนปัญญา “เจ้าลองคิดดูให้ดี หากเป็นดังที่เจ้าพูด ในตอนนี้จักรพรรดิสวรรค์ทรงทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในยมโลกแล้ว เช่นนั้นยังต้องการให้พวกเราไปทูลบอกพระองค์ว่าควรทำอย่างไรอีกหรือ”
จ้าวอี้ฝูพลันเข้าใจในทันที “ย่อมไม่ต้องการ อันที่จริงตามหลักการแล้ว การที่เราไม่ทำอะไรเลยน่าจะเป็นการดีที่สุด”
ชิวอี๋วจื่อพยักหน้า “ถูกต้อง แต่ในเมื่อเรื่องราวในโลกมนุษย์นี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเราเอง ย่อมไม่อาจรอคอยพระราชวินิจฉัยของจักรพรรดิสวรรค์ได้เฉยๆ ดังนั้นจึงต้องเตือนพระองค์สักหน่อยว่าช่วงเวลานี้พวกเราในโลกมนุษย์ลำบากกันเพียงใด”
ดังนั้นการเขียนฎีกาจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ฝีมืออย่างยิ่ง ทั้งต้องไม่ทำให้จักรพรรดิสวรรค์รู้สึกกดดัน ทั้งยังต้องเตือนพระองค์อย่างแนบเนียนว่าช่วงเวลานี้พวกเขาประสบความยากลำบากเพียงใด...
ฎีกาฉบับนี้ชิวอี๋วจื่อเขียนอย่างรวดเร็ว แต่จ้าวอี้ฝูกลับใช้เวลาขบคิดอยู่ตลอดช่วงเช้า
การใช้ถ้อยคำช่างล้ำเลิศ ทำให้รู้สึกซาบซึ้งไม่รู้จบจริงๆ
“เอาล่ะ สหายเต๋าไป่หน้า ใช้ฉบับของเจ้าสำนักข้าส่งขึ้นไปเถอะ”
นักพรตไป่หน้าพยักหน้า “ได้”
พูดจบเขาก็ใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ บนแผ่นหยกอาญาสิทธิ์ อักษรเหล่านั้นก็กลายเป็นกระแสข้อมูลพวยพุ่งออกมา หายลับไปบนท้องฟ้า
จ้าวอี้ฝูถาม “แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วหรือ”
นักพรตไป่หน้ามองดูแผ่นหยกอาญาสิทธิ์นี้แล้วกล่าว “น่าจะเรียบร้อยแล้ว ของสิ่งนี้บอกว่าใช้งานเช่นนี้”
ชิวอี๋วจื่อพยักหน้ากล่าว “หวังว่าจะสำเร็จนะ หากครั้งนี้สำเร็จได้ ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์ที่เป็นรองของเราได้อย่างหนึ่ง”
ที่แท้ชิวอี๋วจื่อก็รู้เรื่องทางด้านนี้มานานแล้ว เพียงแต่ลำบากใจที่ไม่มีหนทางแก้ไข
เขาเป็นอัครเสนาบดีในราชสำนัก ย่อมเข้าใจถึงความสำคัญของ ‘ความชอบธรรมตามขั้นตอน’ เป็นอย่างดี
เรื่องราวในโลกมนุษย์จะต้องผ่านช่องทางที่ถูกต้องเพื่อส่งเรื่องขึ้นไปจึงจะได้รับการจัดการที่ถูกต้องที่สุด มิเช่นนั้นหากใช้วิธีอื่นในการทำ เกรงว่ากลับจะนำมาซึ่งเภทภัย
ครั้งนี้จ้าวอี้ฝูไปหาปรมาจารย์เพื่อยืนยันว่าจักรพรรดิแห่งเขาตงเยว่เกิดเรื่องขึ้นแล้วก่อน จากนั้นจึงมีช่องทางแห่งความชอบธรรมตามขั้นตอน
กล่าวได้เพียงว่า จ้าวอี้ฝูได้นำแนวคิดใหม่มาสู่ชิวอี๋วจื่อที่เดิมทีเตรียมจะสู้ตายเพื่อทำตามหนทางของตนเองอย่างแท้จริง
ชิวอี๋วจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “เช่นนี้แล้วสถานการณ์พลิกผัน”
“เดิมทีข้าเพียงเตรียมจะลองสู้สุดกำลัง หรือแม้กระทั่งเตรียมพร้อมที่จะส่งทัพออกไปในไม่กี่ปีนี้แล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะสามารถยืดเวลาออกไปได้อีกหน่อย แคว้นเหลียวจะร้อนใจกว่าพวกเรา”
จ้าวอี้ฝูไม่ถนัดในการคาดเดาจิตใจคน แต่กลับถนัดในการมองภาพรวมอย่างยิ่ง
เขากล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านอาจารย์โจวของข้าก็จะต้องรีบไปประจำการที่แคว้นเซียงโดยเร็วที่สุด”
ชิวอี๋วจื่อตกใจ “โจวซู่ไปแคว้นเซียง ตอนนี้ก็จัดระเบียบจิงซีหนานเลยหรือ เกรงว่าจะเร่งรีบไปหน่อย”
จ้าวอี้ฝูส่ายหน้า “ไม่ใช่ ข้ากังวลว่าหลังจากที่รากฐานการปกครองท้องถิ่นของแคว้นเหลียวสั่นคลอนแล้ว จะรีบร้อนก่อสงคราม”
ชิวอี๋วจื่อพลันเข้าใจ “ที่แท้เป็นเช่นนี้ มีเหตุผล”
เขารู้สึกว่าจ้าวอี้ฝูเหมาะสมที่จะรับช่วงต่อจากเขาในการควบคุมราชสำนักอย่างยิ่ง อย่างน้อยในด้านการทหารก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าที่ดี
เขากล่าว “เรื่องนี้จะจัดการในเร็วๆ นี้ สหายเต๋าไป่หน้า หากราชสำนักสวรรค์มีคำสั่ง พอจะแบ่งปันให้พวกเราได้หรือไม่”
นักพรตไป่หน้าพยักหน้า “ย่อมได้”
ชิวอี๋วจื่อกำลังจะเตรียมตัวจากไป จ้าวอี้ฝูก็กล่าวขึ้นอีก “เจ้าสำนัก ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
ชิวอี๋วจื่อหยุดแล้วมองมาอย่างสงสัย
จ้าวอี้ฝูกล่าว “เจ้าสำนัก สำนักหมื่นอายุขัยควรจะจัดการอย่างไร”
“ศิษย์เกรงว่าถึงตอนนั้นมหาสำนักฉุนหยางทั้งหมดจะเสียหน้า”
ชิวอี๋วจื่อถาม “แล้วเจ้าคิดว่าพวกเราควรทำอย่างไร”
จ้าวอี้ฝูลอบกลอกตาในใจ หากเขารู้ก็ดีสิ
“ศิษย์ไม่ทราบ”
ชิวอี๋วจื่อหัวเราะฮ่าๆ “เจ้าไม่ทราบเป็นเพราะมองไม่ออกว่าเหตุใดสำนักหมื่นอายุขัยจึงทำเช่นนี้ใช่หรือไม่”
จ้าวอี้ฝูพยักหน้า
ชิวอี๋วจื่อกล่าว “แต่หากเจ้าลองคิดในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเรามาถึงแล้วล่ะ”
ให้ตายเถอะ
จ้าวอี้ฝูเบิกตากว้าง “นี่จะเป็นไปได้อย่างไร”
ชิวอี๋วจื่อได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
จ้าวอี้ฝูกลับเชื่อขึ้นมาเล็กน้อย
ด้านหนึ่งเป็นเพราะชิวอี๋วจื่อเป็นวิญญาณหยาง แทบไม่มีอะไรที่สามารถปิดบังเขาได้ อีกด้านหนึ่งคือ หากอีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าพวกเขามาถึงแล้ว เช่นนั้นทุกอย่างก็อธิบายได้
เขากล่าวอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นสำนักหมื่นอายุขัยนี้ก็ช่างเหมือนกลุ่มคนสมัครเล่นจริงๆ”
ชิวอี๋วจื่อเผยรอยยิ้มบางๆ ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ
ตอกย้ำแล้ว ในสายตาของชิวอี๋วจื่อสำนักหมื่นอายุขัยนี้ก็คือ ‘กลุ่มคนสมัครเล่น’
จากนั้นจ้าวอี้ฝูก็งงแล้วถาม “เช่นนั้นเจ้าสำนัก พวกเราควรจะไปพูดคุยกับสำนักหมื่นอายุขัยโดยตรงเลยหรือไม่”
ตอนแรกที่นิ่งเฉยไม่ปรากฏตัวนั้นอยู่บนพื้นฐานที่ว่าสำนักหมื่นอายุขัยรู้ว่าพวกเขามาถึงแล้ว แต่ตอนนี้สำนักหมื่นอายุขัยไม่รู้ว่าพวกเขามาถึงแล้ว... พื้นฐานที่จะนิ่งเฉยต่อไปนั้นไม่มีอีกแล้ว
ชิวอี๋วจื่อส่ายหน้าแล้วยิ้มเยาะอย่างดูแคลน “นั่นเป็นเพราะพวกเขาโง่เอง สำนักภาพชาดของเราจะไปรับผิดชอบความโง่เขลาของพวกเขาทำไม”
พูดก็พูดเถอะ...
จ้าวอี้ฝูลอบลังเล “แต่หน้าตาของมหาสำนักฉุนหยางทั้งหมดเกรงว่า...”
ชิวอี๋วจื่อกล่าว “ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ถึงเวลานั้นเจ้ากับอาจารย์ของเจ้าก็สำแดงวิญญาณหยินตามข้ามาก็พอแล้ว”
จ้าวอี้ฝูตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พลันเข้าใจว่าชิวอี๋วจื่อจะทำอะไรแล้ว
ให้ตายเถอะ นี่คือเตรียมจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าผู้คนในวันงานประลองอย่างยิ่งใหญ่ โดยนำวิญญาณหยินที่สามารถสำแดงกายได้ในเวลากลางวันของพวกเขาสองคนมาปรากฏตัวในวินาทีสุดท้าย
นี่คือการจะเหยียบเวทีที่สำนักหมื่นอายุขัยสร้างไว้เพื่อสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าผู้คน
แต่ทำเช่นนี้จะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ
ไม่เลย ตรงกันข้าม กลับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
เพราะเมื่อวิญญาณหยางในตำนานของสำนักภาพชาดหนึ่งตนพร้อมด้วยวิญญาณหยินสภาวะเส้าหยางอีกสองตนสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าผู้คน ชื่อเสียงของมหาสำนักฉุนหยางจะยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมาก
แม้แต่เรื่องที่สำนักหมื่นอายุขัยจะเสียหน้าหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะมหาสำนักฉุนหยางในฐานะองค์รวมได้ชัยชนะอย่างงดงามแล้ว
จ้าวอี้ฝูรู้สึกว่าเจ้าสำนักของตนช่างสูงส่งน่าเลื่อมใส
การพลิกสถานการณ์ด้วยมือเดียวนี้ช่างน่าให้เขาศึกษาเรียนรู้จริงๆ
เขาพยักหน้ารับทราบ
หลังจากนั้นวิญญาณหยางของชิวอี๋วจื่อก็กลับไปยังเมืองหลวงทางใต้ของต้าสวี่ ส่วนวิญญาณหยินของจ้าวอี้ฝูก็กลับไปยังกายเนื้อที่ภูเขาตี้เฟ่ย
เมื่อเขาออกจากด่านมา เหลียงจงจื๋อก็ถามด้วยความเป็นห่วง “เหตุใดจึงปิดด่านนานเพียงนี้”
จ้าวอี้ฝูมองดูเวลา ก็แค่ปิดด่านไปหนึ่งวันเต็มเท่านั้นเอง
แต่เห็นได้ชัดว่าเหลียงจงจื๋อเข้าใจว่าเขาไปทำอะไรมา
จ้าวอี้ฝูตอบ “อาจารย์ ศิษย์ถือโอกาสไปสอบถามเจ้าสำนักมาด้วย”
ท่านอาจารย์ชางชิวก็ลืมตาขึ้นแล้วถาม “เป็นอย่างไรบ้าง”
จ้าวอี้ฝูกล่าว “เจ้าสำนักให้ข้ากับอาจารย์ไปสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าผู้คนพร้อมกับท่านในเวลานั้น”
ท่านอาจารย์ชางชิวได้ยินแล้วก็เข้าใจ “ที่แท้เป็นเช่นนี้ สำนักภาพชาดของเราก็ถึงเวลาที่จะยุติการซ่อนคมรอเวลาแล้ว”
จ้าวอี้ฝูได้ยินความนัยบางอย่างในคำพูดของท่านอาจารย์ชางชิว เขาถาม “ท่านอาจารย์ชางชิว พวกเราจะชิงอะไรหรือ”
ท่านอาจารย์ชางชิวกล่าว “ง่ายมาก สายธารหลักแห่งอารยธรรม”
จ้าวอี้ฝูพลันเข้าใจในทันที
‘อารยธรรม’ ที่พูดถึงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร สำนักภาพชาดไม่เคยใส่ใจเรื่องพรรค์นั้นอยู่แล้ว
‘อารยธรรม’ ในที่นี้ หมายถึง ‘วัฒนธรรม’
เขารู้สึกเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
ท่านอาจารย์ชางชิวยิ้มแล้วถาม “ต่อจากนี้ไปอาจจะอันตรายมาก พวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับการมุ่งเป้าของหมอผีซาแมน ทั้งยังจะถูกทำร้ายจากผู้ที่มีใจคด... พวกเราอาจจะเป็นศัตรูกับคนทั้งใต้หล้า พวกเจ้ากลัวหรือไม่”
เขาถามศิษย์สำนักภาพชาดทุกคนที่อยู่ในที่นั้น
ดวงตาของเหลียงจงจื๋อแดงก่ำ เขาราวกับได้เห็นภาพของเหล่าศิษย์พี่น้องร่วมสำนักเมื่อร้อยปีก่อนที่ทยอยกันอุทิศตนในมหันตภัย เพื่อรักษาครึ่งค่อนแผ่นดินของต้าสวี่ และเพื่อรักษาสายธารหลักแห่งอารยธรรมจงหยวนไว้
จ้าวอี้ฝูไม่ได้เอ่ยปาก เพราะเขาไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับเรื่องนี้มากนัก
แม้ว่าโลกนี้จะคล้ายคลึงกับช่วงประวัติศาสตร์หนึ่งในชาติก่อนของเขามาก แต่แล้วอย่างไร ชาติก่อนเขาอาศัยอยู่ในยุคแห่งการหลอมรวมทางเชื้อชาติ
ความแค้นของชาติบ้านเมือง ในใจเขาไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก เพียงแต่จุดยืนบังคับ เมื่อถึงเวลาต้องสู้เขาก็จะไม่ลังเลอย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงเงียบไม่แสดงความคิดเห็น
แต่ดูเหมือนว่าเขาก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะในที่นั้นล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร สำหรับการรับรู้พลังปราณนั้นไวเป็นพิเศษ
ลมหายใจของจ้าวอี้ฝูไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นจนจบ แสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ในใจของเขาที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
เหวินเซิ่งมองจ้าวอี้ฝูที่เงียบขรึมและแน่วแน่... อันที่จริงในใจเขาเมื่อครู่หนึ่งนั้นสั่นไหวไปแล้ว
ช่วยไม่ได้ ก็ใครใช้ให้เขาก่อนหน้านี้อยากจะเป็นแค่คนไร้สาระเล่า
แต่ในตอนนี้ เขารู้สึกได้ถึงความสั่นไหว ความหวาดกลัว และความร้อนแรงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในใจของเหล่าศิษย์ร่วมสำนัก
เขาพลันหันไปพูดกับศิษย์พี่น้องร่วมรุ่น “พวกเราอาจจะตาย”
“แต่พวกเราก็เป็นพวกที่ไม่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรมากนัก ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะไม่ได้เป็นเซียน ไม่สามารถมีชีวิตยืนยาวได้ สุดท้ายก็ต้องตาย”
“เหมือนกับปุถุชนคนธรรมดาที่เกิดมาแล้วก็จากไปตั้งแต่โบราณกาล...”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ติดขัด เพราะเขาไม่เคยกล่าวสุนทรพจน์ปลุกใจมาก่อน ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้ว่าจะดึงอารมณ์นี้ต่อไปอย่างไร
จ้าวอี้ฝูเห็นเขาร้อนใจ อดเป็นห่วงแทนไม่ได้
เพราะ ‘มิตรภาพ’ ของคนทั้งสอง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากช่วย “แต่โบราณมาใครบ้างมิอาจพ้นความตาย...”
เขาท่องบทกวีออกมาหนึ่งประโยค สรุปเนื้อหาที่เหวินเซิ่งพูดก่อนหน้านี้ทั้งหมด จากนั้นก็มองทุกคนอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย
พบว่าทุกคนกำลังรอให้เขาท่องต่อไป
ทำให้เขารู้สึกอายเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำเรื่องลอกเลียนแบบเช่นนี้... แต่ก็เอาเถอะ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะเขารู้สึกว่ามันเหมาะสมกับสถานการณ์อย่างยิ่ง
เขากล่าวต่อไป “...จักขอฝากใจภักดิ์ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์”
“ดี”
ท่านอาจารย์ชางชิวร้องออกมาเป็นคนแรก
เคาะจังหวะชื่นชม
เขากล่าว “ช่างเป็นการเล่นคำที่ดีนัก”
ใช่แล้ว บทกวีประโยคนี้สำหรับสำนักภาพชาดแล้วเป็นการเล่นคำ
‘จักขอฝากใจภักดิ์ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์’ ไม่ได้กำลังพูดถึงสำนักภาพชาดหรอกหรือ
ความจริงก็คือ คนของสำนักภาพชาดที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มีอยู่ไม่น้อย... แน่นอนว่าชื่อเสียก็มีไม่น้อยเช่นกัน
ในตอนนี้ บทกวีประโยคนี้ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วงเวลานี้ เพื่อสำนักภาพชาดโดยเฉพาะ
เนี่ยหัวที่แทบไม่มีตัวตนก็อดไม่สงบนิ่งไม่ได้ เขากล่าว “ประโยคนี้ สมควรจารึกไว้ที่ประตูสำนัก สมควรตั้งศิลาจารึก”
เหลียงจงจื๋อถอนหายใจ “จวินซิ่น ศิษย์ข้า”
ท่าทางรู้สึกเป็นเกียรติด้วย
เหล่าบัณฑิตเสื้อเหล็กต่างตื่นเต้น เลือดในกายของพวกเขาถูกจุดประกายขึ้นด้วยเหตุนี้ ทั้งยังได้พบทิศทางในการพยายามจึงขับไล่ความมืดมนในใจออกไปได้
เหวินเซิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข เขากล่าว “ประโยคนี้ดีงามยิ่งนัก ไม่คิดว่าข้าจะสามารถร่วมมือกับศิษย์น้องจ้าวสร้างประโยคนี้ขึ้นมาได้”
ดูเหมือนจะมีสิ่งสกปรกปะปนเข้ามา...
แต่ไม่เป็นไร ทุกคนมีความสุขก็พอแล้ว
จ้าวอี้ฝูพบว่าตนเองประเมินพลังทำลายล้างของประโยคนี้ที่มีต่อศิษย์ร่วมสำนักของตนต่ำไป ความรู้สึกร่วมนั้นช่างรุนแรงอย่างยิ่ง
กลุ่มคนไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่มต่างราวกับถูกฉีดยาบ้า คึกคักจนนั่งไม่ติด
ฮุ่ยกูมองกลุ่มชายหนุ่มเฒ่าเหล่านี้ที่ตื่นเต้นอย่างไม่อาจเข้าใจได้ แม้ว่าบทกวีประโยคนี้ของจ้าวอี้ฝูจะดีงามและกินใจมาก แต่การตื่นเต้นนานขนาดนี้ก็เกินไปหน่อยกระมัง
เหอะ ผู้หญิง~
ยังคงเป็นท่านอาจารย์ชางชิวที่พบว่าหากยังขังเจ้าหนุ่มเลือดร้อนเหล่านี้ไว้ในห้องต่อไปเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้น จึงโบกมือไล่คนทั้งหมดออกไป...
คาดการณ์ได้เลยว่า บัณฑิตเสื้อเหล็กเลือดร้อนเหล่านี้ออกไปข้างนอกจะต้องไปหาเรื่องแน่ แต่ไปหาเรื่องคนอื่นก็ยังดีกว่าอยู่ที่นี่แล้วอัดอั้นจนเกิดปัญหา
ยิ่งไปกว่านั้นก็เป็นโอกาสอันเหมาะเจาะที่จะอาศัยสิ่งนี้ก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ ให้สำนักหมื่นอายุขัยเตให้ได้สติ... ให้ตายเถอะ หากเตือนขนาดนี้แล้วพวกเขายังไม่รู้ตัวอีก ก็อย่าหาว่าสำนักภาพชาดต้องดำเนิน ‘แผนการสุดท้าย’ เลย
จ้าวอี้ฝูก็ถูกปล่อยตัวออกไปเช่นกัน
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ออกไปหาเรื่อง แต่ไปคบค้าสมาคมกับเหล่าทายาทรุ่นสองต่อไป
ในมือของเหล่าทายาทรุ่นสองมีข้อมูล ข่าวกรองมากมาย สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นของสำคัญ
แต่ก่อนหน้านั้น จ้าวอี้ฝูโบกแขนเสื้อปล่อยอู๋จงออกมา
เขากล่าว “ลุงอู๋ ท่านนำธูปบูชาเทพหนึ่งดอกไปจุดที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเทียนหยวน”
“ขอรับคุณชาย”
อู๋จงตอบรับโดยไม่ลังเล
เหลียงจงจื๋อถาม “โอ้ เจ้ายังมีการวางแผนที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนั่นอีกหรือ เป็นเจ้าพ่อหลักเมืองผู้นั้นหรือ”
จ้าวอี้ฝูส่ายหน้า “เจ้าพ่อหลักเมืองเทียนหยวนผู้นี้ให้ข้อมูลมาไม่น้อย แต่เขาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไม่ยอมรับใช้ข้า ดังนั้นข้าจึงคืนธูปบูชาเทพที่สัญญาไว้ให้เขาหนึ่งดอก จากนี้ไปถือว่าหายกัน”
ตอนนี้เหล่าบัณฑิตเสื้อเหล็กได้จากไปหมดแล้ว ฮุ่ยกูพูดจาก็ไม่ต้องระวังมากนัก
นางขมวดคิ้ว “นั่นท้ายที่สุดก็เป็นเจ้าพ่อหลักเมือง ควรจะโน้มน้าวต่อไปหรือไม่”
จ้าวอี้ฝูส่ายหน้า “ไม่เป็นไร แค่เจ้าพ่อหลักเมืองคนเดียวยังไม่จำเป็นต้องทุ่มเทความคิดถึงเพียงนี้”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็พลันมีความคิดบางอย่างขึ้นมา เขามองท่านอาจารย์ชางชิวอย่างเปิดเผย “ท่านอาจารย์ชางชิว ไม่ทราบว่าท่านยินดีจะลองเดินบนเส้นทางเทพหรือไม่”
ท่านอาจารย์ชางชิวได้ฟังแล้วก็ไม่แปลกใจ ตอนนี้ใครบ้างจะไม่รู้ ‘ความสามารถในการจัดการ’ ของจ้าวอี้ฝู
จะว่าไปแล้ว การที่เขาสามารถกลายเป็นผู้นำรุ่นใหม่ของสำนักภาพชาดได้อย่างไม่มีข้อกังขา ก็เกี่ยวข้องกับการที่เขาจัดการให้หวงหลินเป็นเทพารักษ์แผ่นดินเขาหมึกซานได้อย่างง่ายดาย
ท่านอาจารย์ชางชิวครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง แล้วกล่าว “เจ้าสามารถจัดการได้ถึงระดับใด”
เรื่องนี้ทำให้เขาอดหวั่นไหวไม่ได้ หากสามารถทำอะไรบางอย่างบนเส้นทางเทพเพื่อสะสมบุญกุศลได้ เช่นนั้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาติหน้า
จ้าวอี้ฝูกล่าว “เจ้าพ่อหลักเมือง เทพารักษ์แผ่นดินไม่มีปัญหา เพียงแต่ทั้งสองตำแหน่งนี้ต้องผูกติดอยู่กับสถานที่นานมาก ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะยินดีหรือไม่”
“ส่วนตัวข้าค่อนข้างแนะนำให้เป็นยมทูต เพราะการเป็นยมทูตหากจัดการได้ดี สามารถสะสมบุญกุศลในยมโลกได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถปลดเปลื้องภาระหน้าที่กลับชาติมาเกิดได้อย่างรวดเร็ว”
ท่านอาจารย์ชางชิวไม่คิดว่าจ้าวอี้ฝูจะแนะนำเช่นนี้ หลังจากนั้นเขาก็เข้าใจความหมายในนั้น กล่าวว่า “ยมทูตช่างเถอะ ในอนาคตหลังจากที่ผู้ใหญ่ในบ้านของเจ้าล่วงลับไปแล้ว หากไม่มีวาสนาได้เป็นทหารสวรรค์ ก็พอจะเป็นยมทูตนี้ได้”
“ส่วนข้า... เทียบกับเจ้าพ่อหลักเมืองที่ต้องอุดอู้อยู่ในเมือง ข้ากลับยินดีที่จะเป็นเทพารักษ์แผ่นดินมากกว่า”
จ้าวอี้ฝูได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าจดจำเรื่องนี้ไว้ ในอนาคตมีโอกาสก็จัดการให้สักหน่อยก็พอ
อย่างไรเสียเรื่องแบบนี้เขาก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่จัดการแล้ว
ส่วนฮุ่ยกูกลับตะลึงงัน นางพบว่าจ้าวอี้ฝูเหมือนจะสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้จริงๆ หรือว่าตำแหน่งเทพบนดินเหล่านี้ไม่มีค่าแล้ว
และในตอนนี้ นางมองจ้าวอี้ฝูแล้วรู้สึกว่าคุณชายผู้นี้ช่างเป็นคุณชายอย่างแท้จริง มีกลิ่นอายของความสูงส่งอยู่เต็มเปี่ยม
นางรู้สึกว่าตนเองเป็นแค่สาวใช้จริงๆ
อันที่จริงเมื่อจ้าวอี้ฝูแสดงให้เห็นว่าสามารถจัดการเรื่องราวหลังความตายของคนได้ สถานะของเขาในสำนักภาพชาดก็เปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ แล้ว
หลักการในเรื่องนี้อันที่จริงแล้วก็เป็นหลักการเดียวกับที่นิกายซาแมนแรงบันดาลใจทำ เพียงแต่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง และเช่นเดียวกัน ตำแหน่งมีจำกัด
...
ช่วงเวลาต่อจากนั้น เป็นช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งของ ‘บัณฑิตเสื้อเหล็ก’
พวกเขาเลือดร้อนไม่มีที่ระบาย จากนั้นก็ท้าทายคู่ต่อสู้ทีละคน แสดงให้เห็นถึงพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งและคุณธรรมแห่งยุทธ์ที่เปี่ยมล้นของสิ่งที่เรียกว่า ‘สำนักบัณฑิตคลั่ง’
เดิมทีการสร้างชื่อเสียงอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างแน่นอน
อย่างน้อยสำนักหมื่นอายุขัยหากตรวจสอบประวัติของสิ่งที่เรียกว่า ‘สำนักบัณฑิตคลั่ง’ นี้ให้ดี ก็ย่อมสามารถพบได้ว่าอันที่จริงแล้ว ‘สำนักบัณฑิตคลั่ง’ นี้ก็คือสำนักภาพชาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม ‘บัณฑิตเสื้อเหล็ก’ เหล่านี้เวลาต่อสู้ยังจะตะโกนเสียงดังเหมือนนักรบคลั่งว่า แต่โบราณมาใครบ้างมิอาจพ้นความตาย จักขอฝากใจภักดิ์ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
นี่มันแทบจะเป็นการบอกใบ้โต้งๆ แล้ว
แต่ใครจะรู้ว่า ก็เพราะกลุ่มบัณฑิตเสื้อเหล็กเหล่านี้แสดงท่าทีที่แกร่งกร้าวไร้เทียมทานเช่นนี้ ถึงขนาดที่ทำให้ทุกคนคิดไปเองตามธรรมชาติว่านี่เป็นอีกสำนักหนึ่งที่ผลิตนักรบคลั่งออกมา... อย่างมากก็แค่เวลาต่อสู้ชอบท่องบทกวีเท่านั้นเอง
เรื่องราวมันวุ่นวายเสียจน ราวกับว่าในใต้หล้านี้มี ‘สำนักบัณฑิตคลั่ง’ เกิดขึ้นมาจริงๆ
แต่ลองคิดดูแล้วก็ไม่เลว อย่างน้อยศิษย์สำนักภาพชาดเวลาเดินทางไปข้างนอกก็มี ‘ตัวตนสำรอง’ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง... ถึงเวลานั้นต่อหน้าผู้คนก็สาดหมึกภาพชาด ลับหลังก็โห่ร้องบุกทะลวง
จ้าวอี้ฝูก็ทำเรื่องของตนเองต่อไป แต่เขาดูจะสูงส่งกว่ามาก
เขากับเหล่าทายาทรุ่นสองเหล่านั้นได้ก่อตั้ง ‘สมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน’ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ก็คือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการชี้แนะด้านฝีมือ
วิชาดาบ วิชาเพลงกระบี่อันยอดเยี่ยมของจ้าวอี้ฝูทำให้เขาโดดเด่นในวงการนี้อย่างยิ่ง ได้รับการยกย่องจากทุกคนอย่างสูง
‘สำนักบัณฑิตคลั่งคุณชายโฉว’ ชื่อเสียงก็ได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง
อืม ชื่อเสียงของ ‘คุณชายโฉว’ นั้นเหล่าทายาทรุ่นสองเป็นคนเผยแพร่ออกไป ส่วนชื่อของ ‘สำนักบัณฑิตคลั่ง’ นั้นเหล่าบัณฑิตเสื้อเหล็กเป็นคนสร้างขึ้น
เมื่อทั้งสองอย่างนี้รวมกัน ชื่อเสียงของจ้าวอี้ฝูข้างนอกก็แทบจะไม่ต่างจากปีศาจร้าย...
“คุณชายโฉว ข้าไม่ค่อยเข้าใจ เหตุใดท่านจึงยอมคบค้าสมาคมกับคนอย่างพวกเรา”
หนุ่มน้อยนามว่าฉู่เฟยเอ่ยถาม
จ้าวอี้ฝูถามกลับ “ข้าจะคบค้ากับพวกท่านไม่ได้หรืออย่างไร”
ฉู่เฟยกล่าว “ท่านเป็น ‘ประมุขน้อยแห่งสำนักบัณฑิตคลั่ง’ ไม่เหมือนกับพวกเราคนที่ไม่เกี่ยวข้อง”
จ้าวอี้ฝูหัวเราะฮ่าๆ “ไม่เหมือนกันตรงไหน ไม่แน่ว่าตอนที่ข้าสำเร็จเป็นเซียนก็ยังเป็นแค่ ‘ประมุขน้อย’ อยู่เลย”
เขาพูดประโยคนี้อย่างจริงจัง ยิ่งเขาเข้าใจฟ้าดินนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าการสำเร็จเป็นเซียนก็เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสถานที่ไปเป็นคนเท่านั้นเอง
ใครจะรู้ว่าเขาพูดเช่นนี้กลับถูกคนอื่นมองว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เป็นการพูดอย่างมีความนัย
ทายาทรุ่นสองอีกคนหนึ่ง ลู่เฟิง กล่าว “พูดได้ดี ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน พวกผู้เฒ่าเหล่านี้ร่างกายแข็งแรงดีนัก เกรงว่าตอนที่พวกเขาสิ้นอายุขัยไปแล้ว พวกเราเองก็คงจะใกล้แล้วเหมือนกัน”
“ฮ่าๆ ตำแหน่งผู้สืบทอดนี้เกรงว่าต้องเป็นไปตลอดชีวิตแล้ว”
ทายาทรุ่นสองทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะฮ่าๆ รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล
กลุ่มคนดื่มสุราอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ใกล้ชิดกันมากขึ้นเล็กน้อย
แต่จ้าวอี้ฝูกลับเข้าใจว่า ทายาทรุ่นสองเหล่านี้สามารถเป็นเพื่อนกินดื่มได้แต่ไม่อาจฝากฝังเรื่องใหญ่ได้... แต่ต่อให้เป็นแค่เพื่อนกินดื่มก็มีประโยชน์เพียงพอแล้ว
แต่กลุ่มทายาทรุ่นสองที่เต็มไปด้วยพลังงานมารวมตัวกันย่อมต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น
หลังจากดื่มกินกันมาหลายวัน หลายคนก็รู้สึกเบื่อหน่าย จึงมีคนเสนอขึ้น “ได้ยินว่าชาวบ้านในโลกมนุษย์ถูกแคว้นเหลียวกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก มิสู้พวกเราอาศัยจังหวะที่งานประลองยังไม่เริ่ม ยังมีเวลาอีกช่วงหนึ่ง ไปท่องยุทธภพช่วยเหลือผู้คนในแคว้นเทียนหยวนนี้กันดีหรือไม่”
ข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าทายาทรุ่นสองเกือบทั้งหมด
ฮุ่ยกูช่วงนี้อยู่ข้างกายจ้าวอี้ฝูตลอดเวลา ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทั้งหมด ตอนนี้เห็นเหล่าทายาทรุ่นสองที่กลัวว่าใต้หล้าจะไม่วุ่นวายเหล่านี้จะไปก่อเรื่องจริงๆ ก็รีบดึงชายเสื้อของจ้าวอี้ฝูแล้วกระซิบ “คุณชาย รีบห้ามพวกเขาเถอะเจ้าค่ะ แคว้นเทียนหยวนนี้เป็นเมืองสำคัญของแคว้นเหลียว หากก่อเรื่องจนไม่อาจควบคุมได้เกรงว่าจะเกิดเหตุร้าย”
ช่วงนี้การเรียกจ้าวอี้ฝูว่า ‘คุณชาย’ ของนางนั้นคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ราวกับว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
จ้าวอี้ฝูโบกมือกล่าว “เรื่องสนุกขนาดนี้จะห้ามทำไม ข้าไม่กลัวคนเหล่านั้นเสียหน่อย”
ฮุ่ยกูเงียบไป นางเคยเห็นจ้าวอี้ฝูพลิกสถานการณ์กำหนดตำแหน่งเทพ ก็เผลอคิดไปว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่สุขุมรอบคอบน่าเชื่อถือ แต่ไม่คิดว่า นี่ก็เผยให้เห็นนิสัยเด็กหนุ่มแล้วหรือ
จ้าวอี้ฝูยังกล่าวอีกว่า “มิสู้พวกเรานัดหมายกันก่อตั้งพรรคพวกขึ้นมา เวลาท่องยุทธภพช่วยเหลือผู้คนข้างนอกก็บอกชื่อพรรคพวกนั้นไปดีหรือไม่”
“เช่นนี้ก็สามารถปกปิดตัวตนของตนเองได้”
ดวงตาของฮุ่ยกูสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่ดี
หากสามารถร่วมก่อตั้งพรรคพวกกับคนเหล่านี้ได้ นั่นก็จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น บวกกับคนเหล่านี้ล้วนเป็นทายาทรุ่นสอง... นี่เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างยิ่งอย่างแน่นอน เครือข่ายความสัมพันธ์ที่แฝงอยู่นั้นจะน่ากลัวอย่างยิ่ง
จากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มดำเนินไปในทิศทางที่ฮุ่ยกูคาดไม่ถึง
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่า กลุ่มชายหนุ่ม... หรือจะว่าไปคือเด็กหนุ่มที่น่าเบื่อเหล่านี้ เมื่อครู่ก่อนยังสาบานว่าจะท่องยุทธภพช่วยเหลือผู้คนอยู่เลย แต่ครู่ต่อมากลับเพราะชื่อพรรคพวกชื่อเดียวก็ทะเลาะกันจนหน้าดำหน้าแดง ทะเลาะกันอยู่สามวันสามคืน...
นางยืนยันอีกครั้งว่า ชายหนุ่มเหล่านี้ทำเช่นนี้เพียงเพราะความสนุกเท่านั้น แต่ว่านี่มันจะสนุกอะไรกันนักหนา
นางไม่อาจเข้าใจได้
สุดท้าย ชื่อพรรคพวกก็ได้รับการยืนยันด้วยการลงคะแนนเสียงภายใต้ความทนไม่ไหวของจ้าวอี้ฝู พันธมิตรผู้ทรงธรรม
ท่องยุทธภพช่วยเหลือผู้คน คุณธรรมนำหน้า ร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ สาบานเป็นพันธมิตร
นี่คือคำขวัญของพวกเขา การก่อตั้งพันธมิตรนี้ก็หมายความว่าทุกคนเป็นพันธมิตรกันไม่แบ่งแยกก่อนหลังสูงต่ำ มีเพียงประมุขที่ทุกคนร่วมกันยกขึ้นมาเป็นผู้ประสานงานกลาง
และโครงสร้างของ ‘พันธมิตรผู้ทรงธรรม’ นี้ก็ทำให้เหล่าทายาทรุ่นสองรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาเพียงแค่อยากจะเล่นสนุกด้วยกัน ไม่ได้คิดจะทำอะไรจริงๆ จังๆ
ฮุ่ยกูคิดว่ากลุ่มชายหนุ่มที่ไร้เดียงสาเหล่านี้ควรจะไปก่อเรื่องได้แล้วกระมัง
ผลคือพวกเขาก็กลับไปดื่มสุราพูดคุยกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง... การล่าช้านี้กินเวลาไปสามวัน ราวกับว่าการสาบานเป็นพันธมิตรอย่างจริงจังนี้เป็นเพียงเพื่อหาเหตุผลดีๆ ในการดื่มสุราเท่านั้นเอง
ช่าง... ไม่อาจเข้าใจได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจ้าวอี้ฝูเกิดความคิดแวบขึ้นมา เริ่มวาด ‘การ์ดตัวละครพันธมิตรผู้ทรงธรรม’ ขึ้นมาทันที สถานการณ์ก็เริ่มเลื่อนไหลไปในทิศทางอื่นอย่างควบคุมไม่ได้
ฮุ่ยกูงงงวยมาก นางก่อนหน้านี้กังวลเรื่องอะไรอยู่กันนะ
แค่กลุ่มผีไร้เดียงสาที่ส่งเสียงดังทั้งวัน ไม่รู้ว่าในหัวคิดอะไรอยู่ จะไปก่อเรื่องอะไรได้
อืม คุณชายของนางครั้งนี้ในสายตาของนางก็ดูไร้เดียงสามากเช่นกัน
[จบแล้ว]