เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?

บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?

บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?


บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?

ทุกคนถึงกับสายตาดำมืด บิดามารดาเจ้าช่างกล้า ตั้งชื่อเช่นนั้นก็ยังได้

“ที่แท้เป็นท่านเจินหนิ่วปิ่ง ข้าได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว” หนึ่งในเจ้าตระกูลกล่าวขึ้นเมื่อรู้ชื่อของหงเวยซวี่ เจ้าตระกูลคนอื่น ๆ ก็รีบร่วมวงด้วย ยกจอกสุราขึ้นพร้อมกล่าว

“ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว”

หงเวยซวี่หัวเราะพลางยกจอกสุราตอบ

“ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้คือ?” เจ้าตระกูลคนหนึ่งหันมองเสี่ยวไป๋กับพวก คราวนี้บรรดาผู้มีประสบการณ์ได้กล่าวแนะนำตัวไปหมดแล้วจึงถึงคิวของกลุ่มพวกเขา

สายตาทุกคู่จึงหันมาที่เสี่ยวไป๋โดยพร้อมเพรียงโดยเฉพาะพวกหนุ่มสาว ยิ่งจ้องกันตาไม่กะพริบ อย่างไรเสียก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ใครเหนือกว่าใครย่อมต้องเปรียบกัน ที่สำคัญนี่คือโลกแนวต่อสู้ระดับสูงความอยากชนะยิ่งเด่นชัดเป็นเท่าตัว

“อืม...พวกเขาก็...” คำถามนี้ทำเอาหงเวยซวี่พูดไม่ออกเพราะเพิ่งรู้จักกันวันนี้แถมยังไม่ได้ถามชื่อพวกเขาสักคน

“คนรู้จัก” เสี่ยวไป๋ตอบหน้าตาเฉย ในหัวมีแต่เรื่องว่าเมื่อไรจะได้กินข้าวเสียที

“พวกเราก็เป็นคนรู้จัก” หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอช่วยเสริม

“ข้าคือหมารู้จัก” เอ๋อร์โก่วเลียนแบบคำพูดไปตามน้ำ

“ช่างแปลกประหลาดกันดีแท้” นี่คือความคิดในใจของทุกผู้คนในยามนี้

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเปิดงานเลี้ยงเถอะ?” เหล่าเจ้าตระกูลเห็นว่าคุยกันต่อไปคงไม่คืบหน้าจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

“ดี” เสี่ยวไป๋กับพวกต่างประสานเสียงราวกับนัดกันไว้เพียงได้ยินคำว่ากินก็หูผึ่ง หลังจากบทเกริ่นมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ได้เข้าสู่เรื่องสำคัญเสียที

กับข้าวทยอยวางบนโต๊ะอย่างต่อเนื่อง ไม่นานโต๊ะทั้งโต๊ะก็เต็มแน่น

“เชิญเลย อย่าได้เกรงใจ คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเอง” เหล่าเจ้าตระกูลกล่าวด้วยรอยยิ้ม เป็นวาจาที่มักพูดกันอยู่แล้ว

“บ้านของตัวเองหรือ?” เสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วตาเป็นประกาย สมแล้วที่เป็นตระกูลใหญ่ช่างให้การต้อนรับอย่างดี เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่เกรงใจละนะ

“เฮ้ ๆ เขาแค่พูดกันตามมารยาทนะโว้ย” หงเวยซวี่จนปัญญาจะเตือน ได้แต่ขยิบตารัว ๆ ให้สัญญาณ

แต่เมื่อผู้คนเห็นหงเวยซวี่กระพริบตาถี่ก็เริ่มสงสัย คิดว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่าจึงถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านเจิน สายตาท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

“ไม่เป็นไร ๆ เมื่อครู่มีทรายเข้าตานิดหน่อย” หงเวยซวี่โบกมือพลางรีบตอบ

“ถ้าเช่นนั้น ท่านเจิน โปรดชมอาหารจานพิเศษที่เราจัดเตรียมไว้เพื่อท่านโดยเฉพาะ” เจ้าตระกูลคนหนึ่งหยิบตะเกียบกลางขึ้นมา ตั้งใจจะตักอาหารให้หงเวยซวี่ แต่พอจะคีบก็พบว่าจานว่างเปล่า

เขาหันไปจะคีบจานถัดไปก็ว่างอีก

สมองพลันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

“เกิดอะไรขึ้น มีโจรแอบเข้ามาหรือ?”

เขาหันไปมองปรากฏว่าทุกคนกำลังจ้องไปทางเสี่ยวไป๋กับพวก

เมื่อเขาหันตามไปก็พบว่ากลุ่มของเสี่ยวไป๋กินกันแบบยกจานเทใส่ปาก ดื่มน้ำซุปก็ยกหม้อดื่ม ไม่ใช้ถ้วยชามเลยแม้แต่น้อย

ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนตะลึงงัน

“ท่านเจิน พวกเขาเป็นอะไรไป?” เขาอยากจะพูดว่า “เจ้าพาเด็กพวกนี้ไม่เคยกินข้าวหรือ?” แต่คำพูดนั้นก็กลืนกลับลงไป

“เอ่อ...พวกเขาเกิดมาก็กินเก่งแบบนี้ล่ะ เรื่องปกติ...” หงเวยซวี่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เวลานี้เขาอยากจะมุดลงไปใต้โต๊ะเสียให้รู้แล้วรู้รอด ข้าช่างโง่งม ไยต้องพาพวกเขามากินข้าวฟรีด้วย

“ยังมีอีกหรือไม่? ยังไม่อิ่มเลย นำมาเพิ่มอีกสิ” เอ๋อร์โก่ววางหม้อซุปเปล่าลง แล้วหันไปมองเจ้าตระกูลทั้งหลายด้วยสายตาเปี่ยมหวัง

ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที โต๊ะอาหารก็ถูกกวาดเกลี้ยงจนหมดจด หม้อสุดท้ายก็ถูกเอ๋อร์โก่วจัดการจนหมด

“มีสิ ๆ แต่ต้องขอเวลาสักครู่ ข้าจะให้ห้องครัวเตรียมเพิ่มเดี๋ยวนี้” เจ้าตระกูลคนหนึ่งรีบกล่าว เดิมทีเขาคิดว่าอาหารบนโต๊ะนี้กินกันไม่หมดแน่ แต่พอเริ่มงานเลี้ยงไม่กี่นาทีกลับหมดเกลี้ยง

เหล่าเจ้าตระกูลได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ วันนี้คงคุยธุระกันไม่สำเร็จเสียแล้ว มื้อเที่ยงนี้น่าจะกลายเป็นการแสดงการกินของพวกเขาแทน

“ท่านเจิน ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง พวกเราเตรียมการไม่รอบคอบ อาหารอาจน้อยไปบ้าง คืนนี้จะจัดเตรียมสุราอาหารให้มากขึ้นอีก หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ” เหล่าเจ้าตระกูลประสานมือกล่าว

“เช่นนั้นข้าก็จะหน้าหนายอมอยู่ต่อก็แล้วกัน” หงเวยซวี่พูดเสียงเบา เวลานี้เขาก็หนีไม่ออกแล้วเพราะเรื่องที่พวกเสี่ยวไป๋ก่อไว้ หากกินแล้วหนีคงเสียมารยาทเกินไป

ผ่านไปสองชั่วยาม หลังจากเสี่ยวไป๋กับพวกกินอิ่ม ในที่สุดก็เลิกโต๊ะ

จากนั้นพวกเขาก็เดินเตร่ไปทั่วในคฤหาสน์ของเจ้าตระกูลที่ไม่ประสงค์ออกนาม

“ท่านทั้งหลาย เชิญเดินชมในจวนตามอัธยาศัย พวกเราจะพาไปชมรอบ ๆ เอง” นี่คือคำกล่าวสุดท้ายของเจ้าตระกูลก่อนงานเลี้ยงจะจบ

จึงเกิดภาพเช่นนี้ เหล่าเจ้าตระกูลเดินนำหน้าร่วมกับหงเวยซวี่ส่วนเสี่ยวไป๋กับพวกเดินตามหลังอย่างอ้อยอิ่ง ชมวิวไปพลาง

“ท่านเจิน ข้างหน้าเป็นเวทีประลองประจำตระกูลของพวกเรา ไม่ทราบว่าสนใจจะชมสักหน่อยหรือไม่?” เจ้าตระกูลหนึ่งกล่าวเชื้อเชิญ เห็นชัดว่าต้องการแสดงพลังของรุ่นเยาว์ในตระกูลตน

พอเสี่ยวไป๋กับพวกขึ้นไปถึงแท่นชมด้านบนก็มองเห็นเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์เบื้องล่างมีหลายคนที่อยู่ระดับแปดสิบกว่า ดูก็รู้ว่าตระกูลนั้นระดมอัจฉริยะมาหมดทั้งตระกูล

“ไม่เลว ๆ สมแล้วที่เป็นยอดเยาวชน อายุยังน้อยแต่ทะลุระดับแปดสิบแล้ว นับเป็นคลื่นลูกใหม่ผลักคลื่นลูกเก่า...แล้วก็ตายเกยหาดตามระเบียบ” หงเวยซวี่เอ่ยชม

“ท่านเจินกล่าวเกินไปแล้ว ศิษย์ในตระกูลข้าแม้จะโง่งมไปหน่อย แต่ก็มุมานะขยันขันแข็งกันทุกคน” เจ้าตระกูลตอบพลางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แม้คำของหงเวยซวี่จะฟังแปร่ง ๆ แต่ก็เป็นการชม

“ท่านเฟิง ข้าก็นำศิษย์ในตระกูลมาด้วยหลายคน วันนี้มีโอกาสเช่นนี้ เห็นทีจะให้พวกเขาลองประลองฝีมือกันบ้างดีหรือไม่?” เจ้าตระกูลอีกคนยิ้มเสนอ

“แน่นอนอยู่แล้ว ท่านกู่” เจ้าตระกูลเฟิงยิ้มตอบ

“ในเมื่อพวกท่านเข้าร่วม เช่นนั้นข้าก็ขอร่วมวงด้วย” อีกเจ้าตระกูลหนึ่งแสร้งว่ามาขอแจม

“แน่นอน ยินดีต้อนรับ ท่านหนิง” เจ้าตระกูลเฟิงและกู่ประสานเสียง

“มาแล้ว ๆ ศึกชิงดีชิงเด่นระหว่างตระกูลที่คุ้นเคยดี” เสี่ยวไป๋นั่งชมอยู่ข้าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน เขาไม่ได้เห็นการขุดหลุมกลบกันระหว่างตระกูลมานานแล้ว

“เช่นนั้นเชิญท่านเจินเป็นผู้ตัดสินเถอะ” เหล่าเจ้าตระกูลกล่าวขึ้น

“ได้ แน่นอน” หงเวยซวี่พยักหน้าเพราะศึกภายในตระกูลต้องอาศัยคนนอกเช่นเขาผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมมาเป็นคนกลาง

เมื่อบุตรหลานของแต่ละตระกูลเข้าสู่เวทีประลองและพวกเสี่ยวไป๋ขึ้นไปประจำที่บนที่นั่งชมชั้นสูงสุด การประลองก็ใกล้จะเริ่ม

ก่อนการประลองจะเปิดฉาก หงเวยซวี่กับเหล่าเจ้าตระกูลก็ไปตกลงกติกากัน

ส่วนผู้คนจากแต่ละตระกูลก็ใช้จังหวะนี้รีบกลับไปตามกองเชียร์กันยกใหญ่

จบบทที่ บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว