- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?
บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?
บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?
บทที่ 151 พวกเขาเป็นใครหรือ?
ทุกคนถึงกับสายตาดำมืด บิดามารดาเจ้าช่างกล้า ตั้งชื่อเช่นนั้นก็ยังได้
“ที่แท้เป็นท่านเจินหนิ่วปิ่ง ข้าได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว” หนึ่งในเจ้าตระกูลกล่าวขึ้นเมื่อรู้ชื่อของหงเวยซวี่ เจ้าตระกูลคนอื่น ๆ ก็รีบร่วมวงด้วย ยกจอกสุราขึ้นพร้อมกล่าว
“ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว”
หงเวยซวี่หัวเราะพลางยกจอกสุราตอบ
“ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้คือ?” เจ้าตระกูลคนหนึ่งหันมองเสี่ยวไป๋กับพวก คราวนี้บรรดาผู้มีประสบการณ์ได้กล่าวแนะนำตัวไปหมดแล้วจึงถึงคิวของกลุ่มพวกเขา
สายตาทุกคู่จึงหันมาที่เสี่ยวไป๋โดยพร้อมเพรียงโดยเฉพาะพวกหนุ่มสาว ยิ่งจ้องกันตาไม่กะพริบ อย่างไรเสียก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ใครเหนือกว่าใครย่อมต้องเปรียบกัน ที่สำคัญนี่คือโลกแนวต่อสู้ระดับสูงความอยากชนะยิ่งเด่นชัดเป็นเท่าตัว
“อืม...พวกเขาก็...” คำถามนี้ทำเอาหงเวยซวี่พูดไม่ออกเพราะเพิ่งรู้จักกันวันนี้แถมยังไม่ได้ถามชื่อพวกเขาสักคน
“คนรู้จัก” เสี่ยวไป๋ตอบหน้าตาเฉย ในหัวมีแต่เรื่องว่าเมื่อไรจะได้กินข้าวเสียที
“พวกเราก็เป็นคนรู้จัก” หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอช่วยเสริม
“ข้าคือหมารู้จัก” เอ๋อร์โก่วเลียนแบบคำพูดไปตามน้ำ
“ช่างแปลกประหลาดกันดีแท้” นี่คือความคิดในใจของทุกผู้คนในยามนี้
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเปิดงานเลี้ยงเถอะ?” เหล่าเจ้าตระกูลเห็นว่าคุยกันต่อไปคงไม่คืบหน้าจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ดี” เสี่ยวไป๋กับพวกต่างประสานเสียงราวกับนัดกันไว้เพียงได้ยินคำว่ากินก็หูผึ่ง หลังจากบทเกริ่นมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ได้เข้าสู่เรื่องสำคัญเสียที
กับข้าวทยอยวางบนโต๊ะอย่างต่อเนื่อง ไม่นานโต๊ะทั้งโต๊ะก็เต็มแน่น
“เชิญเลย อย่าได้เกรงใจ คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเอง” เหล่าเจ้าตระกูลกล่าวด้วยรอยยิ้ม เป็นวาจาที่มักพูดกันอยู่แล้ว
“บ้านของตัวเองหรือ?” เสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วตาเป็นประกาย สมแล้วที่เป็นตระกูลใหญ่ช่างให้การต้อนรับอย่างดี เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่เกรงใจละนะ
“เฮ้ ๆ เขาแค่พูดกันตามมารยาทนะโว้ย” หงเวยซวี่จนปัญญาจะเตือน ได้แต่ขยิบตารัว ๆ ให้สัญญาณ
แต่เมื่อผู้คนเห็นหงเวยซวี่กระพริบตาถี่ก็เริ่มสงสัย คิดว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่าจึงถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านเจิน สายตาท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไร ๆ เมื่อครู่มีทรายเข้าตานิดหน่อย” หงเวยซวี่โบกมือพลางรีบตอบ
“ถ้าเช่นนั้น ท่านเจิน โปรดชมอาหารจานพิเศษที่เราจัดเตรียมไว้เพื่อท่านโดยเฉพาะ” เจ้าตระกูลคนหนึ่งหยิบตะเกียบกลางขึ้นมา ตั้งใจจะตักอาหารให้หงเวยซวี่ แต่พอจะคีบก็พบว่าจานว่างเปล่า
เขาหันไปจะคีบจานถัดไปก็ว่างอีก
สมองพลันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“เกิดอะไรขึ้น มีโจรแอบเข้ามาหรือ?”
เขาหันไปมองปรากฏว่าทุกคนกำลังจ้องไปทางเสี่ยวไป๋กับพวก
เมื่อเขาหันตามไปก็พบว่ากลุ่มของเสี่ยวไป๋กินกันแบบยกจานเทใส่ปาก ดื่มน้ำซุปก็ยกหม้อดื่ม ไม่ใช้ถ้วยชามเลยแม้แต่น้อย
ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนตะลึงงัน
“ท่านเจิน พวกเขาเป็นอะไรไป?” เขาอยากจะพูดว่า “เจ้าพาเด็กพวกนี้ไม่เคยกินข้าวหรือ?” แต่คำพูดนั้นก็กลืนกลับลงไป
“เอ่อ...พวกเขาเกิดมาก็กินเก่งแบบนี้ล่ะ เรื่องปกติ...” หงเวยซวี่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เวลานี้เขาอยากจะมุดลงไปใต้โต๊ะเสียให้รู้แล้วรู้รอด ข้าช่างโง่งม ไยต้องพาพวกเขามากินข้าวฟรีด้วย
“ยังมีอีกหรือไม่? ยังไม่อิ่มเลย นำมาเพิ่มอีกสิ” เอ๋อร์โก่ววางหม้อซุปเปล่าลง แล้วหันไปมองเจ้าตระกูลทั้งหลายด้วยสายตาเปี่ยมหวัง
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที โต๊ะอาหารก็ถูกกวาดเกลี้ยงจนหมดจด หม้อสุดท้ายก็ถูกเอ๋อร์โก่วจัดการจนหมด
“มีสิ ๆ แต่ต้องขอเวลาสักครู่ ข้าจะให้ห้องครัวเตรียมเพิ่มเดี๋ยวนี้” เจ้าตระกูลคนหนึ่งรีบกล่าว เดิมทีเขาคิดว่าอาหารบนโต๊ะนี้กินกันไม่หมดแน่ แต่พอเริ่มงานเลี้ยงไม่กี่นาทีกลับหมดเกลี้ยง
เหล่าเจ้าตระกูลได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ วันนี้คงคุยธุระกันไม่สำเร็จเสียแล้ว มื้อเที่ยงนี้น่าจะกลายเป็นการแสดงการกินของพวกเขาแทน
“ท่านเจิน ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง พวกเราเตรียมการไม่รอบคอบ อาหารอาจน้อยไปบ้าง คืนนี้จะจัดเตรียมสุราอาหารให้มากขึ้นอีก หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ” เหล่าเจ้าตระกูลประสานมือกล่าว
“เช่นนั้นข้าก็จะหน้าหนายอมอยู่ต่อก็แล้วกัน” หงเวยซวี่พูดเสียงเบา เวลานี้เขาก็หนีไม่ออกแล้วเพราะเรื่องที่พวกเสี่ยวไป๋ก่อไว้ หากกินแล้วหนีคงเสียมารยาทเกินไป
ผ่านไปสองชั่วยาม หลังจากเสี่ยวไป๋กับพวกกินอิ่ม ในที่สุดก็เลิกโต๊ะ
จากนั้นพวกเขาก็เดินเตร่ไปทั่วในคฤหาสน์ของเจ้าตระกูลที่ไม่ประสงค์ออกนาม
“ท่านทั้งหลาย เชิญเดินชมในจวนตามอัธยาศัย พวกเราจะพาไปชมรอบ ๆ เอง” นี่คือคำกล่าวสุดท้ายของเจ้าตระกูลก่อนงานเลี้ยงจะจบ
จึงเกิดภาพเช่นนี้ เหล่าเจ้าตระกูลเดินนำหน้าร่วมกับหงเวยซวี่ส่วนเสี่ยวไป๋กับพวกเดินตามหลังอย่างอ้อยอิ่ง ชมวิวไปพลาง
“ท่านเจิน ข้างหน้าเป็นเวทีประลองประจำตระกูลของพวกเรา ไม่ทราบว่าสนใจจะชมสักหน่อยหรือไม่?” เจ้าตระกูลหนึ่งกล่าวเชื้อเชิญ เห็นชัดว่าต้องการแสดงพลังของรุ่นเยาว์ในตระกูลตน
พอเสี่ยวไป๋กับพวกขึ้นไปถึงแท่นชมด้านบนก็มองเห็นเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์เบื้องล่างมีหลายคนที่อยู่ระดับแปดสิบกว่า ดูก็รู้ว่าตระกูลนั้นระดมอัจฉริยะมาหมดทั้งตระกูล
“ไม่เลว ๆ สมแล้วที่เป็นยอดเยาวชน อายุยังน้อยแต่ทะลุระดับแปดสิบแล้ว นับเป็นคลื่นลูกใหม่ผลักคลื่นลูกเก่า...แล้วก็ตายเกยหาดตามระเบียบ” หงเวยซวี่เอ่ยชม
“ท่านเจินกล่าวเกินไปแล้ว ศิษย์ในตระกูลข้าแม้จะโง่งมไปหน่อย แต่ก็มุมานะขยันขันแข็งกันทุกคน” เจ้าตระกูลตอบพลางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แม้คำของหงเวยซวี่จะฟังแปร่ง ๆ แต่ก็เป็นการชม
“ท่านเฟิง ข้าก็นำศิษย์ในตระกูลมาด้วยหลายคน วันนี้มีโอกาสเช่นนี้ เห็นทีจะให้พวกเขาลองประลองฝีมือกันบ้างดีหรือไม่?” เจ้าตระกูลอีกคนยิ้มเสนอ
“แน่นอนอยู่แล้ว ท่านกู่” เจ้าตระกูลเฟิงยิ้มตอบ
“ในเมื่อพวกท่านเข้าร่วม เช่นนั้นข้าก็ขอร่วมวงด้วย” อีกเจ้าตระกูลหนึ่งแสร้งว่ามาขอแจม
“แน่นอน ยินดีต้อนรับ ท่านหนิง” เจ้าตระกูลเฟิงและกู่ประสานเสียง
“มาแล้ว ๆ ศึกชิงดีชิงเด่นระหว่างตระกูลที่คุ้นเคยดี” เสี่ยวไป๋นั่งชมอยู่ข้าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน เขาไม่ได้เห็นการขุดหลุมกลบกันระหว่างตระกูลมานานแล้ว
“เช่นนั้นเชิญท่านเจินเป็นผู้ตัดสินเถอะ” เหล่าเจ้าตระกูลกล่าวขึ้น
“ได้ แน่นอน” หงเวยซวี่พยักหน้าเพราะศึกภายในตระกูลต้องอาศัยคนนอกเช่นเขาผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมมาเป็นคนกลาง
เมื่อบุตรหลานของแต่ละตระกูลเข้าสู่เวทีประลองและพวกเสี่ยวไป๋ขึ้นไปประจำที่บนที่นั่งชมชั้นสูงสุด การประลองก็ใกล้จะเริ่ม
ก่อนการประลองจะเปิดฉาก หงเวยซวี่กับเหล่าเจ้าตระกูลก็ไปตกลงกติกากัน
ส่วนผู้คนจากแต่ละตระกูลก็ใช้จังหวะนี้รีบกลับไปตามกองเชียร์กันยกใหญ่